บันทึกเฟิ่งเย่ (บันทึกใบเมเปิ้ล)

    บทที่28 อบรมท่านหญิง

    “ฝ่าบาทจะเข้าไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” อู๋กงกงคนสนิทเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าฮ่องเต้นั้นหยุดอยู่หน้าศาลาชิงหลิวที่อวี้หลันกำลังฝึกคัดบทกลอนโดยที่มีฮองเฮานั่งอยู่ไม่ห่าง

    สามคืนก่อนหน้านี้หลังจากฮ่องเต้ทราบว่าฮองเฮานั้นกักตัวอวี้หลันไว้ในวังจึงรู้สึกโกรธมาก จากที่ไม่เคยมาเยือนตำหนักฮองเฮาเลยนั้นก็ถึงกับต้องเสด็จมาด้วยตัวเองเพื่อทักท้วงในสิ่งที่นางคิดจะทำ

    เสียงประกาศว่าฮ่องเต้เสด็จมาดังก้องทำให้ฮองเฮานั้นแปลกใจไม่น้อยหลังจากที่แต่งกันมาในระยะแรกนั้นฮ่องเต้ที่เป็นรัชทายาทในตอนนั้นก็ยังนับว่าดีต่อนางด้วยศักดิ์ของพระชายา แต่หลังจากข่าวว่าหลินจีนั้นหายสาบสูญไปทำให้ฮ่องเต้ขัดแย้งกับมารดาทั้งคิดว่านางนั้นสมรู้ร่วมคิดจึงได้พาลรังเกียจและไม่เคยมายังตำหนักนางอีกเลย

    “ฝ่าบาทมาถึงตำหนักหม่อมชั้นด้วยเรื่องอะไรเพคะ”

    “เรื่องอะไรงั้นหรือคนทั่ววังต่างรู้ว่าด้วยเรื่องอะไร ฮองเฮาเจ้าเป็นผู้ใหญ่อย่าได้คิดกลั่นแกล้งผู้น้อยอีกเลยได้หรือไม่” ฮ่องเต้กล่าวออกมาด้วยโทสะที่รุนแรง

    “ฝ่าบาทไม่เคยมองหม่อมชั้นว่าดีเลยสักครั้งหรือเพคะ”

    “ดีหรือหากตอนนั้นไม่เพราะเจ้ายุแยงท่านแม่นางจะหายไปหรือ”

    “แต่ตอนนี้ฝ่าบาทก็พบบุตรสาวของนางแล้วไม่ใช่หรือเพคะ อวี้หลันเด็กคนนั้นก็คือบุตรสาวของหลินจีหม่อมชั้นรู้มาตลอด”

    “เจ้ารู้ รู้แล้วถึงได้คิดทำการอันใดไม่ดีอีกข้าพูดถูกใช่มั้ย”

    “ฝ่าบาทไม่เคยมองหม่อมชั้นในทางที่ดีเลยจริงๆ ในตอนนั้นหากไม่เพราะพระองค์เอาแต่สนใจตามหานางโหยหานางเพียงนั้น หม่อมชั้นเองก็คงไม่ทำแบบนั้นหรอกเพคะ” ฮองเฮากล่าวอย่างน้อยใจสายตาที่มองเขาแดงก่ำจนน่ากลัว

    “เจ้าทำอะไร” ฮ่องเต้เอ่ยถามอย่างสงสัยว่าฮองเฮานั้นหมายถึงเรื่องใด

    “กลุ่มคนที่ตามฆ่าหลินจีเป็นฝีมือหม่อมชั้นเอง เป็นหม่อมชั้นมาตลอดหม่อมชั้นแค่อยากให้นางหายไปเมื่อนางหายไปพระองค์จะได้หันกลับมามองหม่อมชั้นบ้างใครจะรู้ว่าขนาดนั้นแล้วก็ยังทำให้พระองค์กลับมามองหม่อมชั้นไม่ได้” ฮองเฮากล่าวทั้งน้ำตา

    “ข้าคิดว่าเป็นพระมารดามาตลอดที่แท้เป็นเจ้า”

    ฮองเฮาหัวเราะออกมาราวคนบ้าก่อนยกมือปาดน้ำตาของตนให้หมดไปจากใบหน้าทั้งหันมากล่าวต่อฮ่องเต้อย่างแน่วแน่

    “หม่อมชั้นเป็นฮองเฮามีสิทธิ์ที่จะกักตัวนางเพื่ออบรมเพคะ อวี้หลันเองก็ยินยอมที่จะอยู่หากท่านไม่เชื่อก็เชิญไปถามนางเองได้เลยเพคะ”

    “ข้าถามแน่” ฮ่องเต้เอ่ยอย่างมีโทสะทั้งเดินออกไปอย่างเสียงดัง

    ฮ่องเต้มาไต่ถามต่อบุตรีด้วยตัวเองว่านางนั้นยินยอมที่จะอยู่จริงหรือ อวี้หลันจึงได้ยิ้มกว้างออกมาให้บิดาได้เบาใจและยืนยันไปว่านางนั้นยินดีที่จะอยู่ทั้งยังบอกต่อผู้เป็นบิดาว่านางนั้นรู้แล้วว่าฮองเฮาเคยทำสิ่งใดและนั้นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้นางอยู่ นางนั้นสามารถให้อภัยและปล่อยวางได้แล้วแต่ฮองเฮานั้นกลับถูกไฟแค้นเหล่านั้นแผดเผามาหลายสิบปีนางคิดไปว่าบางนางอาจช่วยให้ฮองเฮาปล่อยวางได้เช่นกันและยังขอให้บิดาให้อภัยต่อนาง

    คิดมาถึงตรงนี้ฮ่องเต้ที่ยืนดูทั้งสองนั่งต่อบทคัดกลอนต่อกันจะว่ายินดีที่สามารถสงบได้เช่นนั้นแต่ก็รู้สึกเศร้าใจเช่นกัน เพราะจนตอนนี้เมื่อได้รู้ความจริงว่านางเป็นคนทำให้หญิงที่รักต้องหายและตายไปอย่างเดียวดายก็อภัยไม่ได้จริงๆ

    “ไม่ล่ะ เจ้าให้คนคอยดูด้วยหากว่าฮองเฮานั้นทำเกินไปให้รีบแจ้งข้าทันที”

    “พ่ะย่ะค่ะ”

    ฮ่องเต้หลังจากยืนมองอยู่ห่างๆ ได้สักพักก็เดินจากไป อวี้หลันที่เห็นว่าบิดาตนมาแต่ไม่เดินเข้ามาในใจก็รู้ได้ว่าคงเป็นเพราะเรื่องระหว่างมารดาและฮองเฮา นางนั่งมองหน้าฮองเฮาที่มีสายตาอันแสนโดดเดี่ยวในวังหลังนี้ไร้บุตรเป็นของตนทั้งยังต้องดูแลคนมากมายในใจก็นับถือนางอยู่มาก

    ฮองเฮาที่เห็นว่านางไม่เขียนตามที่ตนกล่าวทั้งยังมองหน้าอยู่นานจึงได้เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย

    “มีอะไรทำไมไม่เขียน”

    อวี้หลันหลุดออกจากความคิดของตนก่อนยิ้มแก้เขินออกมาก่อนกล่าวต่อฮองเฮาอย่างเป็นกันเอง

    “หม่อมชั้นไม่รู้จักตัวหนังสือตัวนั้นเพคะ”

    “มาข้าจะเขียนให้ดู จำให้ดีแล้วเขียนตาม” ฮองเฮาลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่งลงตรงหน้านางแล้วเขียนให้ดูเป็นตัวอย่าง

    “จำได้หรือยัง”

    “จำได้แล้วเพคะ”

    ไม่ว่าฮองเฮานั้นสั่งให้อวี้หลันทำสิ่งใดนางก็ตั้งใจทำอย่างจริงจังทั้งไม่ปริปากบ่น ฟ้าสางท่องบทสวดตอนเช้าฝึกอ่านเขียนตอนบ่ายฝึกเย็บปักถักร้อยตอนเย็นฝึกมารยาทกุลสตรีตอนค่ำฝึกชงชา ทั้งสองอยู่ด้วยกันทุกวันจนเวลาผ่านไปได้เก้าเดือนแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองดีขึ้นมาก แม้แต่หลิวมามายังสังเกตได้ว่านายของตนนั้นนับแต่มีอวี้หลันมาอยู่ด้วยก็มีรอยยิ้มขึ้นมากจากแต่ก่อน

    ช่วงหัวค่ำวันหนึ่งขณะที่อวี้หลันนั้นกำลังพิถีพิถันอยู่กับการชงชา ฮองเฮาที่จ้องมองนางอยู่นานก็เอ่ยถามอวี้หลันอย่างตรงไปตรงมา

    “อวี้หลันข้าถามเจ้าจริงๆ เจ้าไม่โกรธเคืองหรือว่าแค้นข้าจริงหรือ”

    อวี้หลันนิ่งฟังชั่วครู่ก่อนเทน้ำชาที่ชงเสร็จแล้วลงถ้วยแล้วให้ฮองเฮาได้ดื่มก่อนเอ่ยกล่าวด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มจางๆ

    “มารดาหม่อมชั้นมักจะกล่าวเสมอว่าทุกข์อยู่ที่ใจคนหากอยากไร้ซึ่งทุกข์นั้นต้องรู้จักปล่อยวาง หม่อมชั้นไม่เพียงไม่โกรธฮองเฮาทั้งยังเข้าใจก็เหมือนกับที่หม่อมชั้นเข้าใจฮูหยินหยางว่าการกระทำเหล่านั้นล้วนหวังดีต่อบุตรชาย ฮองเฮาเพคะกับท่านเองก็ไม่ต่างกันตอนนั้นท่านเองยังเด็กการกระทำของท่านก็เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขแล้วหม่อมชั้นจะโกรธหรือแค้นไปเพื่ออะไรในเมื่อหม่อมชั้นเองก็ต้องการที่จะมีความสุขเช่นกัน”

    ฮองเฮารับฟังคำเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาของนางก็ได้เข้าใจก่อนจะดื่มชาที่อวี้หลันชงอย่างพิจารณา

    “ฝีมือเจ้าดีขึ้นจริงๆ”

    “อาจารย์ดีเพคะ” อวี้หลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหย้าแย่ออกมา

    หลิวมามาเองที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็หัวเราะออกมาเบาๆ เช่นกัน

    “เจ้านี่ชมว่าดีได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็เป็นเช่นนี้อีกแล้ว”

    อวี้หลันอมยิ้มออกมาอย่างน่าเอ็นดูฮองเฮาเองก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ เสียงหัวเราะที่ดังออกมาจากตำหนักฮองเฮาทำให้เหล่านางกำนัลเอาไปจับวงสนทนาไปทั่ววังไม่เว้นแม้แต่พระสนมเจียงเองก็ตาม

    “ตำหนักฮองเฮามีเสียงหัวเราะงั้นหรือ” สนมเจียงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางสนใจ

    “เพคะพระสนมเห็นว่าตั้งแต่ท่านหญิงเจียหนิงถูกกักตัวอบรมอยู่ได้สามเดือนฮองเฮาและท่านหญิงก็มีสัมพันธ์อันดีจนตอนนี้เกือบหนึ่งปีแล้ว เหล่านางกำนัลที่เคยกลัวจะก้าวเข้าตำหนักฮองเฮาตอนนี้กลับแย่งกันเข้าถวายงานเพคะ” หงชวนนางกำนัลคนสนิทของพระสนมเจียงเอ่ยขึ้น

    “หรือว่าฮองเฮาคิดใช้ท่านหญิงเจียหนิงผู้นี้เชื่อมสัมพันธ์ต่อฝ่าบาท”

    “ก็เป็นไปได้นะเพคะ ฮ่องเต้มักจะเสด็จไปเยี่ยมท่านหญิงอยู่บ่อยครั้งบางทีก็อยู่รับเสวยอาหารเย็นที่นั่น”

    “ท่านหญิงคนนี้ตอนนั้นข้าคิดให้นางมาเป็นพวกเดียวกับเราแต่ตอนนี้กลับไปเลือกฮองเฮาโง่เขลาสิ้นดี” พระสนมกล่าวทั้งมีใบหน้ายิ้มเยาะก่อนจะสังเกตเห็นเงาดำหลังม่านจึงได้สั่งให้หงชวนออกไปแล้วให้นางกำนัลในบริเวณตำหนักถอยออกไปให้หมด

    เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีคนบุรุษปริศนาในเงามืดก็เผยตัวออกมาทั้งเข้าสวมกอดพระสนมเจียงโดยทันที ทั้งสองไม่เอ่ยวาจาให้เสียเวลาเข้าคลอเคลียกันอยู่นานก่อนจะพากันไปสิ้นสุดลงที่เตียงร่ำเพลงรักโดยไม่ละอายต่อฐานะของตนเลยสักนิด หลังจากผ่านเพลงรักที่เร่าร้อนไปพระสนมเจียงที่จะลุกจากเตียงเพื่อดื่มชาก็ถูกบุรุษผู้นั้นดึงตัวเข้ากอดจากด้านหลังทั้งยังซอกเซ้าลำคอที่ขาวนวล

    “หยุดก่อนเถอะ ข้ากระหายน้ำเต็มที”

    “ใครใช้ให้เจ้างดงามเพียงนี้เล่า”

    “องค์ชายใหญ่” พระสนมเจียงกล่าวคล้ายตวาดให้เขาหยุดแล้วลุกตัวขึ้นไปนั่งทั้งใช้เพียงผ้าบางห่อหุ้มกายไว้เท่านั้น

    “เป็นอะไรเมื่อกี้ยังร้องเสียงหวานอยู่เลย”

    “แล้วท่านเมื่อไหร่จะทำให้หม่อมชั้นเป็นฮองเฮาล่ะเพคะ”

    “เจียงหยุนเจ้าคิดว่าข้าเองไม่อยากให้เสด็จพ่อลงจากบัลลังก์โดยเร็วหรือ” องค์ชายใหญ่กล่าวทั้งเอนตัวลงบนเตียงสองมือยกขึ้นหนุนศีรษะอย่างหนักใจ

    “เช่นนั้นเรามาทำให้เร็วขึ้นดีมั้ยเพคะ” พระสนมเจียงรีบลุกมานั่งข้างเตียงโน้มตัวเอ่ยกล่าวสายตาแวววาว

    “เจ้าคิดให้ข้ายึดบัลลังก์หรือ”

    “หรือท่านไม่คิด” พระสนมเจียงเอียงศีรษะเล่อคิ้วเอ่ยถามเผยยิ้มเจ้าเล่ห์

    “แล้วเจ้าจะทำอย่างไรเสด็จพ่อจัดการกำลังพลรัดกุมแม้แต่ขุนนางใหญ่ยังมีทหารในมือไม่มาก”

    “หากฮองเต้ป่วยตายไปเองล่ะเพคะ”

    “เจียงหยุนเจ้าคิดให้ข้าวางยาเสด็จพ่องั้นหรือ ถ้าหากแผนการล้มเหลวเจ้าจะทำอย่างไร” องค์ชายใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างหวั่นเกรงต่อความคิดนาง

    “ท่านหญิงเจียหนิงมิใช่อยู่ที่นี่หรือ”

    “ท่านหญิงเจียหนิงงั้นหรือ”

    “ใช่เพคะ อย่างไรนางก็เคยถูกเหล่าขุนนางกล่าวหาว่าลอบสังหารอยู่แล้วตอนนี้นางอยู่ในวังหากเกิดเรื่องเช่นนี้อีกพวกขุนนางหน้าโง่เหล่านั้นต้องสงสัยนางก่อนเป็นแน่ หากแผนการนี้ล้มเหลวก็แค่โบยทุกอย่างไปให้นางก็เท่านั้นพวกเราก็จะยังอยู่สุขได้ดังเดิม”

    องค์ชายใหญ่ฟังคำกล่าวของพระสนมเจียงอย่างพิจารณาก่อนเผยยิ้มพราย ทั้งสองแลกสายตาที่เข้าใจในความต้องการของกันและกันก่อนที่จะเริ่มบรรเลงเพลงรักอีกครั้ง



    คล้ายกับเรื่องบันทึกเฟิ่งเย่ (บันทึกใบเมเปิ้ล) ที่คุณอ่าน