บทที่ หนึ่งร้อยสิบห้า
แม้เวลาจะผ่านพ้นกี่กาลวสันต์ก็ตามแดนสวรรค์ยังคงงดงามดั่งเดิมเช้าหรือค่ำผันแปร ฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน ความเงียบสงบของผืนเมฆาต้องแสงเป็นสีเงินยวงหรือสะท้อนระยิบระยับของหมู่ดวงดาราพรางพร่าวที่มิเลือนหายราวกับช่วงเวลาในที่นี้ถูกสลักตรึง แต่ราตรีนี้กลับมิใช่เช่นเคย ความสงบถูกทำลาย
เสียงคำรามอันดังกึกก้องปานสั่นสะเทือนทั่วแดนฟ้าสะท้อนไปทั่วเขตพสุธาทิพย์แทรกผ่านม่านเมฆอ่อนโยนกลายเป็นแรงกระเพื่อมสู่หัวใจของเหล่าเซียนน้อยและนางฟ้าทั้งหลายต่างลืมตาตื่นจากสมาธิ มองหน้ากันด้วยความพรั่นพรึงสะท้านใจด้วยเสียงที่มิสมควรมีในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้
เซียนบำเพ็ญตนมากอาวุโสทั้งหลายเริ่มเคลื่อนไหววูบหนึ่งร่างของพวกเขาก็หายวับจากตำหนักกลายเป็นสายแสงพุ่งไปตามทิศทางที่เสียงคำรามนั้นดังมาคลื่นอากาศไหวสะเทือนจากพลังที่เซียนแต่ละตนปลดปล่อย
และไม่นานก็บังเกิดคำตอบเสียงคำรามราวฟ้าถล่มฟังดูดุดัน เย่อหยิ่งคล้ายไม่เกรงกลัวผู้ใดนั้นมาจากพยัคฆ์ภูเขาเฒ่าตัวหนึ่ง กายาสูงใหญ่แข็งแกร่งราวภูผาขนสีเทาแซมดำมันวาวดั่งหินศิลา ดวงตาสีทองแดงราวเปลวไฟขุมนรกฟันเขี้ยวขนาดมหึมาสะท้อนแสงจันทร์วาววับร่างของมันเหยียบย่ำผ่านแนวเมฆาราวเดินบนพื้นดิน แผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยแผลเก่าเผยถึงประสบการณ์การต่อสู้นับพันครา บารมีที่สั่งสมจากการเผชิญหน้าภูตผีและมารร้ายตลอดพันปีทำให้มันคิดกล้าหาญพอจะเหยียบย่างขึ้นแดนสวรรค์
มันเหยียบร่างนายทวารเฝ้าทางขึ้นสวรรค์จนล้มกลิ้งไปไกลพร้อมคำรามคำใหญ่ “ข้าจะลองดูว่าสวรรค์จะมีผู้ใดสยบข้าได้หรือไม่!” หลังจากนั้นมันก็เริ่มล่าตามกลิ่นของพลังเซียนอย่างคลุ้มคลั่งเซียนน้อยที่กำลังฝึกตน และผู้เฝ้าตำหนักหลายจุดจนต้องหลบลี้หนีตายต่างมิอาจต่อกรกับมันได้เพราะบารมีไม่แก่กล้าพอ
ขณะที่พยัคฆ์ภูเขากำลังมองหาคู่ต่อสู้มันก็แลเห็นแนวต้นท้อทอดตัวเป็นระเบียบกลางเมฆาจิตใจอันหยาบกระด้างก็เกิดความอยากรู้อย่างลึกซึ้ง ได้ยินมานานนักว่าท้อสวรรค์หวานหอมยิ่งกว่าทุกสิ่งบนโลกมนุษย์มันจึงกระโจนเข้าสู่สวนท้อด้วยแรงก้าวเพียงครั้งเดียว
หากแต่เมื่อเข้าสู่เขตสวนท้อกลับไม่พบท้อสักลูกผลท้อทั้งหมดเพิ่งถูกเก็บในพิธีเมื่อไม่ถึงเดือนก่อนทิ้งไว้เพียงกลิ่นอ่อนบางของเกสรดอกและความเงียบสงบอันลึกล้ำ สิ่งนั้นยิ่งปลุกโทสะในใจพยัคฆ์ให้โหมกระหน่ำมันคำรามเสียงดังกว่าทุกครั้ง เขี้ยวหนาเผยอออกราวพร้อมฉีกทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
และโชคชะตาก็นำทางให้เตี้ยวเถียน..ธิดาท้อผู้หนึ่งซึ่งออกมาดูเหตุการณ์หลังรับรู้ถึงพลังที่ผิดแผก นางเดินมาถึงหน้าสวน ร่างบางในอาภรณ์ผ้าไหมสีฟ้าน้ำค้างใบหน้าที่ใสกระจ่างแหงนมองสัตว์ร้ายตรงหน้าอย่างไม่คาดคิดดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ปลายเท้าถอยหลังไปเพียงหนึ่งก้าวก็เป็นช่วงที่พยัคฆ์ร้ายเห็นนางเสียแล้วและกระโจนเข้าใส่ทันทีมันหาได้ลังเลหรือเอ่ยคำใดไม่ ใช้กรงเล็บยักษ์ตะปบเข้าทันที
เตี้ยวเถียนพยายามเบี่ยงตัวหลบแต่ความเร็วของนางเทียบกับสัตว์ที่ฝึกตนมานับพันปีก็หาเท่าเทียมได้ไม่ฝ่ามือขนาดใหญ่ฉีกเสื้อผ้าบริเวณไหล่นางขาดวิ่น รอยเลือดไหลซึมช้าๆเปื้อนผ้าอาภรณ์สีฟ้าให้กลายเป็นแดงฉาน
“อึก..!” เสียงครางเบาเล็ดลอดจากริมฝีปากนางพยายามกระโดดถอยหลังแต่ทันใดนั้นเขี้ยวพยัคฆ์ก็พุ่งมางับเข้าที่ท้องนางอย่างจังร่างบางกระเด็นกระแทกพื้นด้วยแรงมหาศาล เลือดทะลักออกจากปากทันที
พยัคฆ์คำราม“กลิ่นของเจ้าหอมกว่าท้อสวรรค์เสียอีก..กินเจ้าก็คงได้รสหวานในวิญญาณ!” มันก้าวเข้าหา หวังกลืนร่างของนางในคำเดียว
ทันใดนั้นแสงเจิดจ้าก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้ากลายเป็นคลื่นพลังที่ทำให้พื้นสวรรค์สะเทือนกองทัพสวรรค์และเซียนบารมีแก่กล้าหลายตนปรากฏตัวพร้อมกรูกันเข้ามา เสียงร่ายคาถาผนึกยันต์ ฟาดอาวุธเซียนดังกึกก้อง พยัคฆ์ที่เคยโอหังกลับล่าถอยทีละก้าว ก่อนจะถูกสะกดด้วยพลังบรรพจารย์เซียนเก้าชั้นฟ้าร่างของมันกระแทกลงกลางสวนท้อจนเกิดหลุมลึกในพื้นก่อนจะถูกดึงเข้าไปอยู่ในเจดีย์เจ็ดชั้นเป็นการจองจำทันที
ท่ามกลางกลุ่มเซียนและนางฟ้าเซียนที่กรูเข้ามาเสียงนางฟ้าเซียนผู้หนึ่งเอ่ยสั่นด้วยความตระหนก “ธิดาท้อ..เตี้ยวเถียน!”
ร่างบางนอนนิ่งอยู่กับพื้นกลิ่นเลือดคละคลุ้งบนเสื้อผ้าสะอาดที่ย้อมเป็นสีแดงเข้ม เส้นผมหลุดลุ่ยมือเล็กแนบอกเหมือนกำลังเจ็บปวดขั้นสุดเจ้าแม่วังมู่ที่ปรากฏกายเมื่อครู่ยืนอยู่เหนือร่างนางใบหน้าเยียบเย็นแต่แฝงความอาทร ดวงตาของนางวาววับด้วยแรงสะเทือนใจ หากแต่นิ่งสงบเช่นสระน้ำใต้ขุนเขา
เซียนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาโค้งตัวตรวจดูอาการก่อนเอ่ยเสียงเครียด“ดวงจิตของนาง..เป็นดวงจิตกำเนิดใหม่หากไม่ส่งไปเกิดโดยพลัน จิตจะแหลกสลายยิ่งกว่าผงธุลี”
เจ้าแม่วังมู่รู้อยู่แล้วว่านางจะทนได้อีกไม่นานนางเพียงพึมพำเสียงเบาคล้ายกับพูดกับตนเอง “พรหมลิขิต..มิอาจขัดขวางได้” แล้วนางย่อตัวลงข้างร่างเตี้ยวเถียนใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะหน้าผากของนางเบาๆ พลันแสงสว่างจางๆเริ่มปรากฏกลางหน้าผากหญิงสาว สีหน้าอันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายหยุดสั่นความสงบนิ่งมาแทนที่ แสงเล็กๆ กลายเป็นจุดกลมใสลอยออกมาดุจหยาดน้ำค้าง
จุดแสงเรียงรองค่อยๆลอยขึ้น..ลอยสูงขึ้นแล้วปลิวไปตามสายลมแห่งโชคชะตา..สู่โลกมนุษย์
...
ในโลกมนุษย์ก่อนกาลแสนไกล..ครั้งหนึ่งผู้คนบำเพ็ญเพียรเหาะเหินเดินล่องลอยในอากาศเทพเซียนปีศาจมารปะปนบนพื้นแผ่นดินไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดมียอดเขาสูงดำรงอยู่ของหมู่เซียนไม่เกินจริง ทั้งยังมีสำนักฝึกตนและที่นี่เป็นสำนักฝึกตนที่ที่มีเหลืออยู่ไม่กี่แห่งที่เลื่องชื่อมาช้านานสำนักฝึกตนกู้หลิว
สำนักฝึกตนกู้หลิวตั้งอยู่บนยอดเขาสูงลิบตาบนสุดจนไม่อาจมองเห็นจากด้านหลัง ทุกอย่างปกคลุมด้วยเมฆบางเบาคลุมพื้นที่คล้ายแบ่งแยกโลกมนุษย์ออกจากสถานที่แห่งนี้ยิ่งมองก็ยิ่งน่าเลื่อมใสดูสูงส่งยิ่งนักหากแต่ความจริงสำนักฝึกตนแห่งนี้กลับไม่ได้เลื่องชื่อดั่งเก่าอีกแล้วผู้ที่ฝึกเข้าระดับจินตันก็มีเพียงแปดคนเท่านั้น และสูงกว่านั้นมีเพียงหนึ่งซึ่งก็คือเจ้าสำนักที่ปกครองยอดเขามาหนึ่งร้อยสิบปีแต่เขาก็ไม่สำเร็จเกินว่าหยวนอิงเสียทีตลอดหลายสิบปีมานี้
ถ้าหากคิดว่าสำนักฝึกตนกู้หลิวใกล้สถานะสิ้นสภาพสำนักฝึกตนก็ไม่นับว่าห่างไกลมากนักแต่ความหวังบังเกิดการเปิดรับศิษย์เข้าสำนักเมื่อสามปีที่แล้วเด็กหนุ่มกำพร้าที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาจากเด็กในวันวานกลายเป็นผู้ทรงคุณธรรมของสำนักฝึกตนกู้หลิวเพียงห้าปีก็บรรลุจินตันก้าวเข้ามาแถวหน้าของสำนัก เป็นตัวแทนของสำนักเขารุดหน้ากว่าใครทั้งรุ่นเดียวกันหรือแม้กระทั่งรุ่นก่อนยิ่งด้วยรูปลักษณ์ที่มองพิศก็ต้องยอมรับว่าน่ามอง เจ้าสำนักกู้หลิวอย่างหลี่หวันก็ต้องนำเขามาไว้ข้างกายให้ติดตามหวังว่าวันข้างหน้าความสามารถของศิษย์ผู้นี้จะก้าวทะยานเป็นชื่อเสียงรุ่นใหม่ให้สำนักผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าต่อรุ่นถัดๆ ไป
วันนี้ซงถานจือเข้ามาสำนักฝึกครบห้าปีพอดีก็ได้รับเกียรติขั้นสูงให้เข้ารับตำแหน่งปรมาจารย์หากแต่เขาปฏิเสธทั้งว่ายังไม่ถึงเวลาขอให้ตนได้ไปพบคนผู้หนึ่งที่ช่วยเขาหลายปีก่อนเสียก่อนเพราะใจที่รู้สึกติดค้างนี้จึงไม่อาจจะวางลงหลังได้ตอบแทนผู้มีพระคุณแล้วจะกลับมาจะรับตำแหน่งอย่างทันทีพร้อมกันนั้นที่สำนักฝึกตนกู้หลิวจึงตัดสินใจเปิดรับสมัครศิษย์รุ่นถัดไปอีกครั้ง
ซงถานจือเดินทางลงเขาครั้งนี้ไม่ได้ไปฝึกวิชาหรือทำภารกิจห้าปีก่อนตอนที่เขารู้ว่าสำนักฝึกตนกู้หลิวเปิดรับศิษย์เขารอนแรมหลายสัปดาห์ด้วยที่ระหว่างทางป่วยหนักทั้งเป็นกำพร้าไม่มีผู้ช่วยเหลือครั้นได้คนใจดีผู้หนึ่งหยิบยื่นถ่านกลางสายฝน ซงถานจือหายดีคนผู้นั้นทั้งยังอวยพรพร้อมกับให้เสบียงถุงใหญ่ไว้ระหว่างเดินทางซงถานจือจำได้ไม่ลืมตอนหันกลับไปมองผู้มีพระคุณกับบุตรสาวอีกคนโบกมือยิ้มแย้มวันนี้เขาถือว่าสำเร็จก้าวแรกจึงสมควรกลับไปกราบเคารพผู้มีพระคุณ
หากแต่โรงไม้แห่งนี้ไม่ใช่ดั่งวันวานที่จำได้โรงไม้ไหม้ไฟผุพังไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวังซงถานจือเดินสอบถามโดยรอบว่าเกิดอะไรขึ้นได้ความว่า..สองปีก่อนเกิดไฟไหม้สองชีวิตที่อาศัยที่นี่คนหนึ่งไม่เหลือแม้แต่ร่างส่วนอีกคนสิ้นเนื้อประดาตัวตอนนี้น่าจะไปเป็นเด็กโรงน้ำชา
โรงน้ำชาที่ว่าไม่นับว่าเป็นโรงน้ำชาชั้นหนึ่งซงถานจือมองเข้าไปในโรงน้ำชาเห็นเด็กในร้านมีอยู่สองสามคนแต่หนึ่งในนั้นเขาจำได้ดี วันนั้นเด็กสาวถูกพาออกจากโรงน้ำชาทันที
“ซงเก่อเกอพาข้าไปจะดีหรือเจ้าคะถ้าข้าไม่ผ่านคัดเลือกเล่า” เด็กหญิงที่เคยยิ้มโบกมือที่หน้าโรงไม้วันนี้กลายเป็นเด็กสาวแล้วแม้จะยังไม่เป็นหญิงสาวเต็มตัวแต่ก็ไม่ใช่คนที่เคยกระโดดรอบตัวเขาส่งเสียงให้กำลังใจทั้งรบเร้า‘ซงเก่อเกอวันใดเป็นนักพรตต้องขี่กระบี่มาหาข้าด้วยนะเจ้าคะ’
เขาเอ่ยตอบเสียงเสียงอ่อน“ไม่ผ่านก็ไม่เป็นไรที่สำนักกู้หลิวมีหลายคนที่ผ่านคัดเลือกแต่ก็ฝึกวิชาไม่เอาไหน เปลี่ยนเป็นผู้ติดตามมีถมไป”
“ถ้าเช่นนั้นข้าเป็นผู้ติดตามซงเก่อเกอนะเจ้าคะ”
หลังจากนั้นอ้ายเหม่ยผ่านการคัดเลือกอย่างที่ตัวนางเองก็ไม่คาดคิดนางหันไปยิ้มให้คนผู้เดียวที่ตัวเองจะวางใจซงถานจือจุดมุมปากเล็กน้อยทั้งพยักหน้าให้หลังจากจบพิธีคัดเลือกศิษย์รุ่นใหม่ของสำนักฝึกตนกู้หลิวซงถานจือก็ขึ้นรับตำแหน่งในวันนั้นเช่นกัน
ซงถานจือขึ้นรับตำแหน่งผู้นำยอดเขากวงเจิ้งเวลานั้นผู้อยู่บนยอดเขาหนึ่งเดียวฉาบพื้นหลังเป็นท้องฟ้าสีทองยามใกล้อัสดงรัศมีรอบกายเขาดั่งเทพเซียนไม่มีผิดคนทั้งสำนักเงยหน้ามองก็อดคิดออกมาพร้อมกันไม่ได้ หากจะกล่าวพึ่งขึ้นระดับจินตันไม่นานกลับทรงภูมิเช่นนี้คนสำนักฝึกตนอื่นๆ ที่มารวมยินดีก็ล้วนเคารพนบนอบพอยิ่งได้รู้ว่าเพียรฝึกไม่ถึงห้าปีก็ยิ่งเลื่อมใสอ้ายเหม่ยที่อยู่เบื้องล่างท้ายสุดของชุมนุมที่เรียงลำดับฐานะมองขึ้นไปด้วยจิตใจหลากหลาย
สี่ปีนับจากนั้นหลังอ้ายเหม่ยเข้าสำนักฝึกตนกู้หลิวมา
ปีแรกนับว่าเป็นการเรียนรู้ที่เคี่ยวกรำพื้นฐานของนางนับว่าค่อนข้างต่ำกว่าศิษย์รุ่นเดียวกันดีที่ได้ซงถานจือเจินเหรินคอยชี้แนะนางจึงได้มีพื้นฐานที่พอจะไปวัดไปวาได้
แต่พอเข้าปีที่สองนางกลับถูกผู้นำยอดเขาอวิ้นติงอีกท่านนำตัวไปพอย้ายสถานฝึกและนางไม่อาจจะอยู่ที่ยอดเขากวงเจิ้งได้อีกไม่รู้เหตุผลใดผู้นำยอดเขาอวิ้นติงไม่ได้ใส่ใจสั่งสอนเคี่ยวกรำนางเสียเท่าไรการเรียนของนางจึงเริ่มช้ากว่าผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด
เข้าปีที่สามอ้ายเหม่ยรั้งตำแหน่งท้ายของยอดเขาอวิ้นติงนางรับรู้ว่าตนไม่ได้มีพรสวรรค์เท่าคนอื่นแต่ก็ไม่คิดว่าจะห่างขนาดนี้ท้ายปีมีการจัดวัดลำดับทั้งสำนักนางก็ไม่กล้าเสนอหน้าด้วยซ้ำเกรงจะทำให้ซงเก่อเกออับอายเพราะเป็นผู้ที่พานางเข้าสำนัก
พอถึงปีที่สี่ประจวบกับมีงานชุมนุมสำนักบำเพ็ญตนทั่วหล้านางได้ยินมาว่าซงเก่อเกอบัดนี้ขึ้นระดับหยวนอิงแล้วใจก็อยากไปยินดีด้วยแต่อีกใจก็ไม่กล้าสู้หน้าศิษย์ปลายแถวเงยหน้ามองทำเนียบผู้นำยอดเขาที่สลักชื่อบนหินอีกสองวันจะมีการแบ่งกลุ่มแข่งขันอ้ายเหม่ยยังไม่ทันเห็นชื่อของตัวนางเองก็มองหานามของเจินเหรินที่เคารพก่อนเมื่อเจอชื่อซงถานจือเจินเหรินแล้วก็อมยิ้ม แต่พอมองลงมาอีกห้าแถวก็พบชื่อตัวเองนางอยู่กลุ่มเดียวกับเขา ไม่ว่าอย่างไรก็ล้วนดีใจถึงแปดส่วนตัวนางไม่ได้พบหน้าเขามาแปดเดือนได้แล้วกระมังเวลานี้นางสูงขึ้นไม่น้อยด้วยเข้าวัยสาวไม่แน่ว่าเขาอาจจะจำกันไม่ได้แล้ว
การชุมนุมยาวนานแปดวันแต่ละวันสลับสับเปลี่ยนตามแต่พิธีและแสดงความเกรียงไกรของแต่ละสำนักแต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสำนักกู้หลิวเป็นที่จับตามองที่สุดหนีไม่พ้นผู้นำยอดเขากวงเจิ้งที่ร่ำลือไปทั่วแผ่นดินถึงความเก่งกาจก้าวสู่ระดับหยวนอิงใกล้จะนำหน้าเจ้าสำนักไปแล้วแต่นับว่าเจ้าสำนักกู้หลิวนั้นจิตใจกว้างขวางศิษย์ที่พึ่งเข้ามาไม่กี่ปีจะนำหน้ากลับยังสนับสนุนอย่างเต็มที่คนนอกเห็นก็ยิ่งยอมรับนับถือ
เข้าสองวันสุดท้ายในที่สุดสิ่งที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงการแบ่งกลุ่มลงชิงชัยผู้ชนะจะได้รับของวิเศษเป็นรางวัลบางทีของรางวัลอาจจะไม่ได้สำคัญไปกว่าชื่อเสียงที่จะได้รับเสียด้วยซ้ำ
อ้ายเหม่ยก้าวเข้ามาที่ลานกว้างรวมตัวศิษย์และอาจารย์ทุกสำนักเอาไว้หัวหน้ากลุ่มของนางคือซงเก่อเกอผู้ยืนท่ามกลางฝูงชนแต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้โดดเด่นขนาดนี้ที่ว่าสำเร็จระดับหยวนอิงจะน้อยไปหรือไม่เขาดูเหมือนเทพเซียนที่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับพ้องมนุษย์แม้แต่น้อยนางภูมิใจมาตลอดที่ได้รู้จักได้ถูกเชื้อเชิญมาเข้าสำนักและได้รับการสั่งสอนจากคนผู้นี้วันหน้าถ้าฝึกวิชาไม่สำเร็จไม่ก้าวหน้าไปกว่านี้วันนั้นนางจะไปทวงสัญญาจะเป็นคนยกน้ำชาให้ซงถานจือเจินเหริน..เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ชายหนุ่มหญิงสาวในชุดสำนักฝึกตนสีขาวทับด้วยชุดคลุมสีครามยืนอยู่รอบกายผู้นำกลุ่มอยู่แล้วหกคนตอนที่อ้ายเหม่ยมาถึงจึงเป็นคนสุดท้าย ทันทีที่ศิษย์คนอื่นๆเห็นว่านางมาถึงก็พลันถอนใจตามๆ กัน ทุกคนทั้งสำนักรู้ดีว่าใครฝีมือรั้งท้ายได้มาอยู่กลุ่มเดียวกันก็ต่างคิดว่านางเป็นตัวถ่วง แต่อย่างไรระดับผู้นำก็เป็นซงถานจือเจินเหรินข้อเสียเล็กๆ นี้ก็อาจจะพอมองข้ามได้
“ศิษย์มาแล้ว” นางกล่าวพร้อมทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“มาแล้วหรือ” เสียงทุ้มนุ่มรับคำทั้งกวักมือเรียกหนึ่งที“มายืนตรงนี้อ้ายเหม่ย”
ศิษย์ทั้งหกพร้อมหลบออกเป็นทางให้หญิงสาวตัวเล็กเดินเข้าไปหาบุรุษร่างสูงอาภรณ์ขาวดิ้นเงินอ้ายเหม่ยหยุดอยู่ข้างๆ นางแต่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไม่รู้ทำไมนางไม่กล้าทำสนิทสนมกับซงเก่อเกออีกแล้ว หรือเพราะเขาเป็นเจินเหรินหรือเพราะนางเป็นศิษย์ไม่ได้ความ หรือเพราะนางรู้จักสำรวมเพราะโตขึ้นกระมัง
“อ้ายเหม่ยได้ตั้งใจฝึกวิชาหรือไม่ตอนอยู่เขาอวิ้นติง”
นางไม่กล้าตอบเขาคงเห็นลำดับขั้นของนางแล้วแน่ๆ ถึงได้เอ่ยถามเช่นนี้ถ้าเป็นห่วงทำไมไม่พานางกลับไปยอดเขากวงเจิ้งเล่า..
“ไม่ตอบก็ไม่เป็นไรข้าจะประเมินเจ้าจากภารกิจวันนี้เอง”
ผู้ร่วมกลุ่มอีกทั้งหกคนได้ยินแล้วก็กัดฟันบ้างกำมือแน่นบ้าง ใครไม่อยากอยู่ในสายตาของซงถานจือเจินเหรินบ้างเล่าครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้แสดงฝีมือให้ผู้นำยอดเขากวงเจิ้งเห็นหากเข้าตาสักนิดอาจจะได้รับการสั่งสอนส่วนตัวหรือรับเป็นศิษย์ใกล้ชิดก็ได้แต่นี่กระไร..คนที่ซงถานจือเจินเหรินจะจับตาดูคือศิษย์ลำดับสุดท้ายของสำนัก
หลังจากนั้นอย่าว่าแต่ซงถานจือแม้แต่ศิษย์ในสำนักคนอื่นๆ ก็จับตาดูอ้ายเหม่ย
โดยการแข่งขันนั้นมีการแบ่งเป็นหลายรอบมีทั้งการประลองอาวุธ การประลองควบคุมปราณ แม้จะตอบคำถามจากคัมภีร์ศึกษาก็ยังมี
จนลำดับสุดท้ายล่วงเข้าการแข่งศึกชิงชัยการแข่งที่ต้องรวมทุกศาสตร์ทุกพลังเข้าด้วยกัน ภารกิจนี้ต้องลงสนามจริงผู้ที่ผ่านภารกิจที่ตั้งอยู่ในอาณาเขตได้มากที่สุดจะได้แต้ม แต้มนี้อาจจะทำให้การแข่งที่สะสมมาไร้ค่าและเป็นผู้นำชนะการวัดคะแนนเลยก็ได้