พลังวิญญาณที่ซูฉางอันเพิ่งจะเก็บกลับเข้าไประเบิดออกมาอีกครั้ง
เขามองดูสวีรั่งอย่างจริงจัง พลางถามด้วยเสียงต่ำ “เพราะอะไร?”
พื้นที่หน้าสำนักเงียบลงอีกครั้ง
ทว่าหิมะด้านนอกกลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
สายลมเย็นเยียบส่งเสียงหวีดหวิวท่ามกลางค่ำคืนแสนเงียบงัน พัดให้ชายเสื้อของเด็กหนุ่มโบกสะบัดและพัดให้เส้นผมของชายหนุ่มปลิวไสวด้วยเช่นกัน
สวีรั่งมองไปยังเขาด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงอันแสนร้อนแรง
“เจ้าไม่อาจปกป้องสำนักเทียนหลานได้” เขากล่าวแบบนั้น
น้ำเสียงของชายหนุ่มไม่ได้เปี่ยมไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและไม่ได้หนาวเย็นจนจับใจเหมือนก่อน มีเพียงความราบเรียบและจริงใจเท่านั้น
น้ำเสียงเสียงนั้น ราวเจ้าตัวกำลังกล่าวถึงสัจธรรม หรือหลักเหตุผลบางอย่างออกมาหลักเหตุผลที่ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้
และไม่ว่าจะไม่ชอบใจมากเพียงไหน แต่ซูฉางอันก็ต้องยอมรับว่าสวีรั่งพูดถูกเขาไม่มีกำลังพอจะปกป้องสำนักเทียนหลานจริงดังคำกล่าวนั้น
เขามีพลังเพียงระดับอรุณรุ่งเท่านั้น
แม้เขาจะมีปราณดาราของนักรบแห่งดาราจักรถึงสามคนอยู่ในร่างมีพลังจากแสงดาวที่ส่องลงมาในวันนั้น และผ่านการสังหารจิตมารในหอเชื่อมดาราแต่อย่างไรเสีย เขาก็มีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งเท่านั้น
แม้แต่อินซานโจ๋วแห่งสำนักปาฮวง เขาก็ยังสู้ไม่ได้
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ เขาก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้
เขาก้มหน้าลง
เมื่อได้เห็นท่าทางและการกระทำของซูฉางอันความเย็นยะเยือกในสายตาของสวีรั่งก็เพิ่มมากขึ้น
“ส่งสิบทิศกับเก้าผจญมา แล้วกลับดินแดนทางเหนือไปเสีย”
“ฉางอันเป็นเมืองของหมาป่า และเป็นสุสานของแกะเช่นเจ้า”
สวีรั่งกล่าวเช่นนั้น ขณะนี้ น้ำเสียงของเขาค่อนไปทางพูดกล่อมหลังพูดจบเจ้าตัวก็ยื่นมือออกมาข้างหน้าเขากำลังรอให้ซูฉางอันส่งดาบและกระบี่ที่แบกบนหลัง รวมไปถึงภาระหนักอึ้งที่เด็กหนุ่มอย่างเขาไม่สมควรต้องแบกรับด้วย
ทุกคนเพ่งสายตาไปที่เด็กหนุ่มซึ่งกำลังก้มหน้าลงต่ำ รอให้เขาตัดสินใจ
แสงบางอย่างประกายออกมาจากดวงตาของโฮ่วหรูอี้ ราวเจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่
หลัวอวี้เอ๋อร์ยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นยะเยือก ราวเย้ยหยันเด็กหนุ่มผู้นี้
มีเพียงกู่เซี่ยนจวินที่ยื่นมือออกไปวางไว้ในฝ่ามือของซูฉางอัน นางใช้การกระทำนี้บอกกับเขาว่าไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร นางก็จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
หากเขาวางดาบลง นางก็จะกลับดินแดนทางเหนือพร้อมกับเขา
แต่หากเขาเลือกที่จะแบกภาระนี้ต่อไป เช่นนั้น นางก็จะปกป้องสำนักแห่งนี้ร่วมกับเขาเช่นกัน
พื้นที่บริเวณหน้าสำนักจมเข้าสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
มีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมและหิมะ ที่ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าระลอกแล้วระลอกเล่า
และในตอนนั้น ในที่สุด เด็กหนุ่มผู้แบกทั้งดาบและกระบี่เอาไว้ก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง
เขามองไปยังชายตรงหน้าด้วยดวงตาที่เปล่งประกายระยิบระยับไม่แพ้ดวงดาราบนนภา
“แต่ข้าอยากปกป้องมันเอาไว้”
“ข้ารับปากอาจารย์ปู่อวี้เหิงเอาไว้ ข้าจึงอยากปกป้องมันเอาไว้”
วินาทีนั้น เสียงที่เปล่งออกมากลับกลายเป็นเสียงที่แสนราบเรียบราวกับธารน้ำกลางหุบเขาที่ไหลริน และส่งเสียงกระทบเบาๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง...
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทรงพลังดุจดั่งคลื่นน้ำที่โหมกระหน่ำ เฉกเช่นมังกรฟ้าที่พุ่งออกมาจากท้องทะเลช่างเป็นเสียงที่ทรงอำนาจเหลือเกิน
สวีรั่งชะงักไปชั่วขณะ เขาจ้องเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่ม ด้วยหวังว่าจะถอดข้อความบางอย่างจากสายตาคู่นั้น
แต่น่าผิดหวังที่ดวงตาคู่นั้นใสสะอาดและบริสุทธิ์ราวกับธารน้ำบนเทือกเขาสูง ธารน้ำที่ใสจนมองทะลุไปจนถึงพื้นดิน...
“เจ้าจะปกป้องที่นี่ด้วยสิ่งใด?” เขาถามคำถามนี้ออกมาอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป
ซูฉางอันเพิ่งมีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งเท่านั้น แล้วเขาจะปกป้องสำนักเทียนหลานเอาไว้ได้อย่างไรจะเผชิญหน้ากับพายุฝนที่โหมกระหน่ำอยู่ในเมืองฉางอันแห่งนี้ได้อย่างไรและอะไรกันที่ทำให้เขามีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องพวกนี้
“ดาบของข้า” ซูฉางอันตอบแบบนั้น
ทันใดนั้น ดาบในมือเขาสว่างไสวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แสงจากดาบขาวบริสุทธิ์ประดุจหิมะส่องประกายไปทั่วราวกับแสงจากดวงตะวันมันบดบังแสงริบหรี่จากดวงไฟที่หน้าสำนัก และบดบังหิมะที่ร่วงหล่นอยู่ด้านนอกจนมิด
“และชีวิตของข้า”
เสียงของเด็กหนุ่มราบเรียบทว่าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทำให้ผู้ฟังไม่อาจตั้งข้อกังขาในความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นของเขาได้
คนทั้งหลายหัวใจกระตุกวูบในเสี้ยววินาที
แม้แต่สวีรั่งที่มีใบหน้าเย็นชาราวกับน้ำแข็งก็ยังอดหวั่นไหวไปด้วยอย่างเสียมิได้
สายตาของเขาพุ่งไปยังซูฉางอัน ราวกับคมกระบี่แสนคมเฉียบและสายตาของซูฉางอันก็พุ่งเข้าปะทะกับดวงตาคู่นั้นอย่างไม่ถดถอยเช่นกัน
วินาทีนั้น ดวงตาและดาบของเขาสว่างไสวราวกับหิมะไม่มีผิด
จู่ๆ สวีรั่งก็รู้สึกราวสติพร่ามัว เมื่อมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้า จู่ๆเขาก็นึกถึงนักดาบที่เคยโด่งดังไปทั่วใต้หล้าผู้นั้นขึ้นมาอีกครั้ง
พวกเขามีสายตาที่เด็ดเดี่ยวและมีดาบที่บริสุทธิ์ดั่งหิมะเช่นเดียวกันบางที พวกเขาอาจมีพลังพิเศษ ที่สามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้เหมือนๆกันก็เป็นได้
ความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างอดไม่ได้
“ชีวิตของเจ้า มีค่าสักเท่าไหร่กัน?”
สายตาของหลัวอวี้เอ๋อร์แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่านางไม่ชอบซูฉางอันและในที่สุดนางก็พูดเย้ยหยันออกมาอย่างอดไม่ได้
ทว่าในตอนนั้น จู่ๆ ใครบางคนยื่นมือออกมาห้ามนางเอาไว้ ไม่ให้นางพูดต่อไป
“ในตัวเจ้ามีการสืบดาราจากศาสตร์แห่งเหยากวง ข้าจึงสังหารเจ้าไม่ได้ตำแหน่งผู้ดูแลสูงสุดของเจ้า ได้รับการแต่งตั้งโดยอาจารย์อวี้เหิงข้าจึงทำร้ายเจ้าไม่ได้เช่นกัน หากเจ้าไม่ยอมฟังคำเตือนจากข้าข้าก็จะปล่อยให้เจ้าออกไปลองด้วยตัวเอง แต่ไม่ว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร ข้าไม่สนใจหรือเข้ามายุ่งเกี่ยวทั้งนั้นแต่หากเมื่อใดที่เจ้าตกอยู่ในอันตรายจนเอาชีวิตไม่รอด ข้าจะกลับมาหาเจ้าอีกครั้งแน่นอน”
“หาใช่เพราะช่วยเจ้า แต่เพื่อนำปราณดาราของอาจารย์เหยากวงกลับมา”
“เจ้าตายได้ แต่ศาสตร์แห่งเหยากวงจะสิ้นลงไม่ได้เด็ดขาด”
หลังพูดจบ ยังไม่ทันที่ซูฉางอันจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นผู้พูดก็หมุนตัวแล้วเดินจากไป เขาเดินออกไปนอกประตู เดินฝ่าหิมะออกไปเสียแล้ว
ดูเหมือนฮวาเฟยจั๋วในชุดคลุมแดงข้างๆ จะรู้อยู่แล้วว่าต้องมีจุดจบเช่นนี้ดังนั้น วินาทีที่สวีรั่งหมุนตัวจากไป เขาก็เดินตามออกไปด้วยเช่นกัน
โฮ่วหรูอี้ที่เพิ่งได้สติกลับมาก็ส่งประกายรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะขยิบตาให้ซูฉางอัน แล้วเดินตามคนอื่นๆ ออกไป
มีเพียงหลัวอวี้เอ๋อร์เท่านั้นที่ดูจะไม่พอใจมาก นางมองซูฉางอันด้วยความเกรี้ยวโกรธครู่หนึ่งก่อนจะกระทืบเท้าด้วยความโมโห แล้วกลับออกไปในที่สุด
พวกเขาเดินทางมาเยือนอย่างกะทันหัน และจากไปอย่างกะทันหันเช่นกัน เหตุนี้กระทั่งร่างทั้งสี่หายเข้าไปในพายุหิมะ ซูฉางอันก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเลย
ท่ามกลางหิมะ เมื่อมั่นใจว่าซูฉางอันไม่ได้ยินเสียงของพวกเขา โฮ่วหรูอี้จึงขยับเข้าไปใกล้สวีรั่งแล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ศิษย์พี่ ท่านเล่นละครได้ดีจริงๆข้าเกือบจะเชื่ออยู่แล้วว่าท่านจะลงไม้ลงมือกับศิษย์หลาน”
“ไม่ ข้าคิดจะไล่เขาออกจากสำนักจริงๆ” สวีรั่งส่ายหน้า แล้วชะงักฝีเท้าลงกะทันหันก่อนจะเริ่มออกเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังแดนไกลอีกครั้ง
“เออ...” โฮ่วหรูอี้ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ“เพราะอะไรกัน? พวกเราสัญญากับศิษย์พี่วู๋ถงแล้วไม่ใช่หรือว่าจะดูแลเขา?”
“ดูแล? การดูแลที่ดีที่สุดก็คือการให้เขาออกไปจากเมืองฉางอัน”สวีรั่งหยุดลงอย่างกะทันหัน จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองหิมะที่โปรยปรายอยู่ทั่วฟ้า และเมฆครึ้มที่ปกคลุมอยู่เต็มนภาราวมองหาบางอย่างเช่นนั้น
“จะให้ทายาทแห่งเทียนหลานมาตายที่นี่จนหมดไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรักษาเมล็ดพันธุ์แห่งเทียนหลานเอาไว้บ้าง” เขากล่าวราวกำลังตัดพ้อ“เพียงแต่... เด็กนั่นหัวดื้อเหลือเกิน เหมือนทิงอวี่จริงๆ”
เมื่อได้ยินดังนั้น โฮ่วหรูอี้ก็นิ่งเงียบลงราวจับใจความบางอย่างในประโยคได้เช่นนั้น
“น่าเสียดายที่ทายาทของอาจารย์เทียนจีอยู่ที่ใดก็ไม่ทราบ ไม่เช่นนั้น...”เป็นเวลานาน กว่าโฮ่วหรูอี้จะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม
“อาจารย์อวี้เหิงมีแผนของตัวเองอยู่แล้ว ที่พวกเราจำเป็นต้องทำก็คือการรักษาสำนักเทียนหลานเอาไว้เท่านั้น” หลัวอวี้เอ๋อที่อยู่ข้างกันพูดขึ้น
“อืม” โฮ่วหรูอี้พยักหน้า และหยุดคำพูดลงแค่นั้น
ทั้งสี่เดินฝ่าหิมะ และมุ่งหน้าไปยังแดนไกล ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นที่ใดต่อไป
ทว่าในตอนนั้น ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ดาวหลายดวงพากันฉายประกายแสงขึ้นแล้วทอดแสงส่องตามแผ่นหลังของคนทั้งสี่ไปอย่างสงบ