คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 152 ศึกร่วมสำนัก

            

            พลังวิญญาณที่ซูฉางอันเพิ่งจะเก็บกลับเข้าไประเบิดออกมาอีกครั้ง

            เขามองดูสวีรั่งอย่างจริงจัง พลางถามด้วยเสียงต่ำ “เพราะอะไร?”

            พื้นที่หน้าสำนักเงียบลงอีกครั้ง

            ทว่าหิมะด้านนอกกลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

            สายลมเย็นเยียบส่งเสียงหวีดหวิวท่ามกลางค่ำคืนแสนเงียบงัน พัดให้ชายเสื้อของเด็กหนุ่มโบกสะบัดและพัดให้เส้นผมของชายหนุ่มปลิวไสวด้วยเช่นกัน

            สวีรั่งมองไปยังเขาด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงอันแสนร้อนแรง

            “เจ้าไม่อาจปกป้องสำนักเทียนหลานได้” เขากล่าวแบบนั้น

            น้ำเสียงของชายหนุ่มไม่ได้เปี่ยมไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและไม่ได้หนาวเย็นจนจับใจเหมือนก่อน มีเพียงความราบเรียบและจริงใจเท่านั้น

            น้ำเสียงเสียงนั้น ราวเจ้าตัวกำลังกล่าวถึงสัจธรรม หรือหลักเหตุผลบางอย่างออกมาหลักเหตุผลที่ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้

            และไม่ว่าจะไม่ชอบใจมากเพียงไหน แต่ซูฉางอันก็ต้องยอมรับว่าสวีรั่งพูดถูกเขาไม่มีกำลังพอจะปกป้องสำนักเทียนหลานจริงดังคำกล่าวนั้น

            เขามีพลังเพียงระดับอรุณรุ่งเท่านั้น

            แม้เขาจะมีปราณดาราของนักรบแห่งดาราจักรถึงสามคนอยู่ในร่างมีพลังจากแสงดาวที่ส่องลงมาในวันนั้น และผ่านการสังหารจิตมารในหอเชื่อมดาราแต่อย่างไรเสีย เขาก็มีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งเท่านั้น

            แม้แต่อินซานโจ๋วแห่งสำนักปาฮวง เขาก็ยังสู้ไม่ได้

            เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ เขาก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้

            เขาก้มหน้าลง

            เมื่อได้เห็นท่าทางและการกระทำของซูฉางอันความเย็นยะเยือกในสายตาของสวีรั่งก็เพิ่มมากขึ้น

            “ส่งสิบทิศกับเก้าผจญมา แล้วกลับดินแดนทางเหนือไปเสีย”

            “ฉางอันเป็นเมืองของหมาป่า และเป็นสุสานของแกะเช่นเจ้า”

            สวีรั่งกล่าวเช่นนั้น ขณะนี้ น้ำเสียงของเขาค่อนไปทางพูดกล่อมหลังพูดจบเจ้าตัวก็ยื่นมือออกมาข้างหน้าเขากำลังรอให้ซูฉางอันส่งดาบและกระบี่ที่แบกบนหลัง รวมไปถึงภาระหนักอึ้งที่เด็กหนุ่มอย่างเขาไม่สมควรต้องแบกรับด้วย

            ทุกคนเพ่งสายตาไปที่เด็กหนุ่มซึ่งกำลังก้มหน้าลงต่ำ รอให้เขาตัดสินใจ

            แสงบางอย่างประกายออกมาจากดวงตาของโฮ่วหรูอี้ ราวเจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่

            หลัวอวี้เอ๋อร์ยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นยะเยือก ราวเย้ยหยันเด็กหนุ่มผู้นี้

            มีเพียงกู่เซี่ยนจวินที่ยื่นมือออกไปวางไว้ในฝ่ามือของซูฉางอัน นางใช้การกระทำนี้บอกกับเขาว่าไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร นางก็จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ

            หากเขาวางดาบลง นางก็จะกลับดินแดนทางเหนือพร้อมกับเขา

            แต่หากเขาเลือกที่จะแบกภาระนี้ต่อไป เช่นนั้น นางก็จะปกป้องสำนักแห่งนี้ร่วมกับเขาเช่นกัน

            พื้นที่บริเวณหน้าสำนักจมเข้าสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง

            มีเพียงเสียงหวีดหวิวของสายลมและหิมะ ที่ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าระลอกแล้วระลอกเล่า

            และในตอนนั้น ในที่สุด เด็กหนุ่มผู้แบกทั้งดาบและกระบี่เอาไว้ก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง

            เขามองไปยังชายตรงหน้าด้วยดวงตาที่เปล่งประกายระยิบระยับไม่แพ้ดวงดาราบนนภา

            “แต่ข้าอยากปกป้องมันเอาไว้”

            “ข้ารับปากอาจารย์ปู่อวี้เหิงเอาไว้ ข้าจึงอยากปกป้องมันเอาไว้”

            วินาทีนั้น เสียงที่เปล่งออกมากลับกลายเป็นเสียงที่แสนราบเรียบราวกับธารน้ำกลางหุบเขาที่ไหลริน และส่งเสียงกระทบเบาๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง...

            แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทรงพลังดุจดั่งคลื่นน้ำที่โหมกระหน่ำ เฉกเช่นมังกรฟ้าที่พุ่งออกมาจากท้องทะเลช่างเป็นเสียงที่ทรงอำนาจเหลือเกิน

            สวีรั่งชะงักไปชั่วขณะ เขาจ้องเข้าไปในดวงตาของเด็กหนุ่ม ด้วยหวังว่าจะถอดข้อความบางอย่างจากสายตาคู่นั้น

            แต่น่าผิดหวังที่ดวงตาคู่นั้นใสสะอาดและบริสุทธิ์ราวกับธารน้ำบนเทือกเขาสูง ธารน้ำที่ใสจนมองทะลุไปจนถึงพื้นดิน...

            “เจ้าจะปกป้องที่นี่ด้วยสิ่งใด?” เขาถามคำถามนี้ออกมาอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป

            ซูฉางอันเพิ่งมีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งเท่านั้น แล้วเขาจะปกป้องสำนักเทียนหลานเอาไว้ได้อย่างไรจะเผชิญหน้ากับพายุฝนที่โหมกระหน่ำอยู่ในเมืองฉางอันแห่งนี้ได้อย่างไรและอะไรกันที่ทำให้เขามีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องพวกนี้

            “ดาบของข้า” ซูฉางอันตอบแบบนั้น

            ทันใดนั้น ดาบในมือเขาสว่างไสวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แสงจากดาบขาวบริสุทธิ์ประดุจหิมะส่องประกายไปทั่วราวกับแสงจากดวงตะวันมันบดบังแสงริบหรี่จากดวงไฟที่หน้าสำนัก และบดบังหิมะที่ร่วงหล่นอยู่ด้านนอกจนมิด

            “และชีวิตของข้า”

            เสียงของเด็กหนุ่มราบเรียบทว่าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทำให้ผู้ฟังไม่อาจตั้งข้อกังขาในความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นของเขาได้

            คนทั้งหลายหัวใจกระตุกวูบในเสี้ยววินาที

            แม้แต่สวีรั่งที่มีใบหน้าเย็นชาราวกับน้ำแข็งก็ยังอดหวั่นไหวไปด้วยอย่างเสียมิได้

            สายตาของเขาพุ่งไปยังซูฉางอัน ราวกับคมกระบี่แสนคมเฉียบและสายตาของซูฉางอันก็พุ่งเข้าปะทะกับดวงตาคู่นั้นอย่างไม่ถดถอยเช่นกัน

            วินาทีนั้น ดวงตาและดาบของเขาสว่างไสวราวกับหิมะไม่มีผิด

            จู่ๆ สวีรั่งก็รู้สึกราวสติพร่ามัว เมื่อมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้า จู่ๆเขาก็นึกถึงนักดาบที่เคยโด่งดังไปทั่วใต้หล้าผู้นั้นขึ้นมาอีกครั้ง

            พวกเขามีสายตาที่เด็ดเดี่ยวและมีดาบที่บริสุทธิ์ดั่งหิมะเช่นเดียวกันบางที พวกเขาอาจมีพลังพิเศษ ที่สามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้เหมือนๆกันก็เป็นได้

            ความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างอดไม่ได้

            “ชีวิตของเจ้า มีค่าสักเท่าไหร่กัน?”

            สายตาของหลัวอวี้เอ๋อร์แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่านางไม่ชอบซูฉางอันและในที่สุดนางก็พูดเย้ยหยันออกมาอย่างอดไม่ได้

            ทว่าในตอนนั้น จู่ๆ ใครบางคนยื่นมือออกมาห้ามนางเอาไว้ ไม่ให้นางพูดต่อไป

            “ในตัวเจ้ามีการสืบดาราจากศาสตร์แห่งเหยากวง ข้าจึงสังหารเจ้าไม่ได้ตำแหน่งผู้ดูแลสูงสุดของเจ้า ได้รับการแต่งตั้งโดยอาจารย์อวี้เหิงข้าจึงทำร้ายเจ้าไม่ได้เช่นกัน หากเจ้าไม่ยอมฟังคำเตือนจากข้าข้าก็จะปล่อยให้เจ้าออกไปลองด้วยตัวเอง แต่ไม่ว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร ข้าไม่สนใจหรือเข้ามายุ่งเกี่ยวทั้งนั้นแต่หากเมื่อใดที่เจ้าตกอยู่ในอันตรายจนเอาชีวิตไม่รอด ข้าจะกลับมาหาเจ้าอีกครั้งแน่นอน”

            “หาใช่เพราะช่วยเจ้า แต่เพื่อนำปราณดาราของอาจารย์เหยากวงกลับมา”

            “เจ้าตายได้ แต่ศาสตร์แห่งเหยากวงจะสิ้นลงไม่ได้เด็ดขาด”

            หลังพูดจบ ยังไม่ทันที่ซูฉางอันจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นผู้พูดก็หมุนตัวแล้วเดินจากไป เขาเดินออกไปนอกประตู เดินฝ่าหิมะออกไปเสียแล้ว

            ดูเหมือนฮวาเฟยจั๋วในชุดคลุมแดงข้างๆ จะรู้อยู่แล้วว่าต้องมีจุดจบเช่นนี้ดังนั้น วินาทีที่สวีรั่งหมุนตัวจากไป เขาก็เดินตามออกไปด้วยเช่นกัน

            โฮ่วหรูอี้ที่เพิ่งได้สติกลับมาก็ส่งประกายรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะขยิบตาให้ซูฉางอัน แล้วเดินตามคนอื่นๆ ออกไป

            มีเพียงหลัวอวี้เอ๋อร์เท่านั้นที่ดูจะไม่พอใจมาก นางมองซูฉางอันด้วยความเกรี้ยวโกรธครู่หนึ่งก่อนจะกระทืบเท้าด้วยความโมโห แล้วกลับออกไปในที่สุด

            พวกเขาเดินทางมาเยือนอย่างกะทันหัน และจากไปอย่างกะทันหันเช่นกัน เหตุนี้กระทั่งร่างทั้งสี่หายเข้าไปในพายุหิมะ ซูฉางอันก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเลย

            ท่ามกลางหิมะ เมื่อมั่นใจว่าซูฉางอันไม่ได้ยินเสียงของพวกเขา โฮ่วหรูอี้จึงขยับเข้าไปใกล้สวีรั่งแล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

            “ศิษย์พี่ ท่านเล่นละครได้ดีจริงๆข้าเกือบจะเชื่ออยู่แล้วว่าท่านจะลงไม้ลงมือกับศิษย์หลาน”

            “ไม่ ข้าคิดจะไล่เขาออกจากสำนักจริงๆ” สวีรั่งส่ายหน้า แล้วชะงักฝีเท้าลงกะทันหันก่อนจะเริ่มออกเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังแดนไกลอีกครั้ง

            “เออ...” โฮ่วหรูอี้ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ“เพราะอะไรกัน? พวกเราสัญญากับศิษย์พี่วู๋ถงแล้วไม่ใช่หรือว่าจะดูแลเขา?”

            “ดูแล? การดูแลที่ดีที่สุดก็คือการให้เขาออกไปจากเมืองฉางอัน”สวีรั่งหยุดลงอย่างกะทันหัน จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองหิมะที่โปรยปรายอยู่ทั่วฟ้า และเมฆครึ้มที่ปกคลุมอยู่เต็มนภาราวมองหาบางอย่างเช่นนั้น

            “จะให้ทายาทแห่งเทียนหลานมาตายที่นี่จนหมดไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรักษาเมล็ดพันธุ์แห่งเทียนหลานเอาไว้บ้าง” เขากล่าวราวกำลังตัดพ้อ“เพียงแต่... เด็กนั่นหัวดื้อเหลือเกิน เหมือนทิงอวี่จริงๆ”

            เมื่อได้ยินดังนั้น โฮ่วหรูอี้ก็นิ่งเงียบลงราวจับใจความบางอย่างในประโยคได้เช่นนั้น

            “น่าเสียดายที่ทายาทของอาจารย์เทียนจีอยู่ที่ใดก็ไม่ทราบ ไม่เช่นนั้น...”เป็นเวลานาน กว่าโฮ่วหรูอี้จะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม

            “อาจารย์อวี้เหิงมีแผนของตัวเองอยู่แล้ว ที่พวกเราจำเป็นต้องทำก็คือการรักษาสำนักเทียนหลานเอาไว้เท่านั้น” หลัวอวี้เอ๋อที่อยู่ข้างกันพูดขึ้น

            “อืม” โฮ่วหรูอี้พยักหน้า และหยุดคำพูดลงแค่นั้น

            ทั้งสี่เดินฝ่าหิมะ และมุ่งหน้าไปยังแดนไกล ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นที่ใดต่อไป

            ทว่าในตอนนั้น ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ดาวหลายดวงพากันฉายประกายแสงขึ้นแล้วทอดแสงส่องตามแผ่นหลังของคนทั้งสี่ไปอย่างสงบ

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน