สายลมหนาวปนกลิ่นอายอัปมงคลพัดกระโชกผ่านหน้าผาศิลาแหลมคมสีดำสนิทรอบนครศิลาใบ้ เสียงหวีดหวิวของลมฟังดูดั่งเสียงเพรียกสวดของเหล่าวิญญาณโบราณที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลินเฟิงยืนตระหง่านอยู่บนยอดกำแพงเมืองที่พังทลาย สายตาทอดมองไปยังม่านหมอกหนาทึบทิศอุดรที่ม้วนตัวไปมาประหนึ่งอสูรกายกลืนกินแสงตะวัน
เบื้องหลังของเขา เงาร่างของผู้อาวุโสกู้ชางและศิษย์ทั้งสองแห่งหน่วยพิทักษ์ดาราเร้นลับเลือนหายไปในม่านหมอกช้า ๆ ตามคำสั่งเคลื่อนกำลังพลกระจายไปทั่วสี่ทิศ เพื่อเริ่มเปิดฉากตัดขาดสายส่งเสบียงศิลาลมปราณของสี่มหาตระกูลมาร ยามนี้จึงเหลือเพียงหลินเฟิงแต่เพียงผู้เดียวบนเส้นทางสู่ **"สระมรรคาชำระจิต"**
เขากระชับผ้าคลุมสีดำสนิทที่สะบัดพลิ้วตามแรงลม แววตาสีทองภายหลังหน้ากากเหล็กฉายประกายแวววาวลึกล้ำ ก้าวเท้าลงจากกำแพงเมืองอย่างเนิบนาบ ทว่าทุกย่างก้าวกลับแฝงด้วยเจตจำนงแกร่งกล้าที่กดทับสัจธรรมรอบด้านให้สงบนิ่ง
การเดินทางมุ่งหน้าขึ้นเหนือลึกเข้าไปในเขตแดนรกร้างอนธการยิ่งทวีความยากลำบาก สภาพภูมิประเทศมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างบิดเบี้ยว บางช่วงเป็นทุ่งศิลาแหลมคมนับหมื่นที่ลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือพื้นดินด้วยแรงดึงดูดของเศษซากค่ายกลโบราณ บางช่วงกลับเป็นบึงโลหิตสีดำสนิทที่ปะทุไอปราณพิษระเหยออกมากลายเป็นผลึกแก้วสีม่วงคล้ำ
*‘เจ้าหนู... สัมผัสถึงมันได้หรือไม่?’* เสียงของวิญญาณมรรคาภพดังก้องขึ้นในใจของหลินเฟิง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความพึงพอใจ *‘ปราณธาตุแถบนี้เริ่มมีกลิ่นอายของ ‘วารีมรรคา’ ปนอยู่จาง ๆ แผนที่หนังอสูรโบราณของเจ้าหนูกู้ชางไม่มีสิ่งใดผิดพลาด สระมรรคาชำระจิตตั้งอยู่เบื้องหน้าไม่ไกล ทว่ากลิ่นอายป้องกันรอบนอกกลับหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ยามนี้เจ้ากำลังก้าวเข้าสู่เขตแดนของตระกูลมารถิงแล้ว’*
"ข้าสัมผัสได้ครับท่านผู้เฒ่า" หลินเฟิงตอบกลับในจิตใจ ฝีเท้ายังคงสืบไปข้างหน้าอย่างไม่มีสั่นคลอน "มีกลิ่นอายปราณขอบเขตสวรรค์ขั้นต้นสองสาย และขอบเขตแก่นแท้ขั้นสูงนับร้อยกระจายตัวอยู่รอบหุบเขาด้านหน้า พวกมันกำลังใช้ประโยชน์จากสระวิญญาณชำระจิตเพื่อฟูมฟักสิ่งมีชีวิตบางอย่าง"
เนตรมรรคาไร้ลักษณ์ของเด็กหนุ่มหมุนวน มองทะลุผ่านม่านหมอกสีเทาไปไกลหลายลี้ ภาพที่ปรากฏคือหุบเขารูปเกือกม้าขนาดใหญ่ที่ถูกล้อมกรอบด้วยค่ายกลธาตุมารสีม่วงเข้ม ใจกลางหุบเขานั้นมีแอ่งน้ำพุสีทองคำจาง ๆ ลอยเด่นอยู่ ทว่ารอบสระกลับถูกมลทินด้วยคราบโลหิตสีดำและโซ่ตรวนเหล็กกล้าขนาดยักษ์สี่เส้นที่โยงยึดไว้กับเสาอสูรพ่นไฟ
ณ ค่ายพักแรมใจกลางหุบเขาเกือกม้า
บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายดิบเถื่อนและคาวโลหิต ทหารมารตระกูลถิงนับร้อยในชุดเกราะกระดูกสัตว์อสูรกำลังยืนเฝ้ารอบบริเวณสระมรรคาชำระจิตอย่างเข้มงวด ที่ริมขอบสระ บุรุษชราสองคนในชุดคลุมยาวสีโลหิต ลวดลายอักขระมารกลืนวิญญาณ กำลังนั่งขัดสมาธิพลางประสานมือกดดันพลังลงสู่แอ่งน้ำพุสีทอง
พวกมันคือ **"ถิงขุย"** และ **"ถิงจวิน"** สองผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลมารถิง ผู้ครอบครองตบะขอบเขตสวรรค์ขั้นต้นอันแข็งแกร่ง
"พี่ใหญ่... ปราณจักรพรรดิมลทินที่ส่งมาจากเมืองหลวงตี้ตูจู่ ๆ ก็ตัดขาดไปแล้ว" ถิงจวินลืมตาขึ้น แววตาฉายประกายความกังวล "แถมยังมีข่าวลือแว่วมาจากชายแดนว่า จอมมารอินเฉวียน... ตกตายด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มตระกูลหลินหน้ากากเหล็กผู้นั้นแล้ว เรื่องนี้จะเป็นไปได้จริงหรือ?"
ถิงขุยเค้นเสียงต่ำในลำคอ ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความดุร้าย "ไร้สาระ! อินเฉวียนเป็นถึงระดับสวรรค์ขั้นสูงระยะปลาย ครอบครองวิชาล่องหนขั้นสุดยอด ต่อให้สี่มหาตระกูลมารร่วมมือกันยังยากจะสยบมัน ข้าเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเป็นแผนลวงตาของพวกอารามสวรรค์เสบียงฟ้าที่ส่งยอดฝีมือลอบโจมตีเสียมากกว่า... สิ่งที่เราต้องทำยามนี้คือ เร่งกระตุ้น 'ดักแด้มารกระดูกกลืนฟ้า' ชิ้นนี้ให้ตื่นรู้!"
มันชี้มือไปยังใจกลางน้ำพุสีทอง ที่ซึ่งมีก้อนดักแด้กระดูกสีขาวขนาดยักษ์กว้างกว่าสามวากำลังลอยตัวอยู่ ดักแด้นั้นกำลังสูบกลืนความหลากหลายของพลังงานบริสุทธิ์จากสระมรรคาชำระจิตอย่างหิวกระหาย แปรเปลี่ยนน้ำพุเซียนสีทองให้กลายเป็นสีดำคล้ำไปแล้วกว่าครึ่งค่อน
"หากดักแด้มารนี้ฟักตัวสำเร็จ ตระกูลมารถิงของเราจะมีอสูรสงครามระดับสวรรค์ขั้นกลางเพิ่มขึ้นมาอีกตน ยามนั้นต่อให้เจ้าเด็กตระกูลหลินนั่นบุกมาที่นี่ มันก็ต้องกลายเป็นอาหารของอสูรตัวนี้อยู่ดี!" ถิงขุยหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะแฝงด้วยราคะอันชั่วร้าย
"น่าเสียดาย... ที่วันนั้นของพวกเจ้าจะไม่มีวันมาถึง"
เสียงเรียบเฉย ทว่าทรงพลังกังวานดั่งระฆังฟ้าดิน พลันดังขึ้นจากปากทางเข้าหุบเขา เสียงนั้นไม่ได้ดุดันเกรี้ยวกราด ทว่ากลับสะกดให้เสียงหัวเราะของถิงขุยชะงักค้าง ลมปราณมารรอบตัวของทหารตระกูลถิงนับร้อยถึงกับหยุดไหลเวียนไปชั่วขณะ
*ฟุ่บ...*
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกสีเทาอย่างเนิบนาบ หน้ากากเหล็กเรียบเฉยบดบังใบหน้า มีเพียงดวงตาสีทองคำแท้คู่ลึกล้ำที่ส่องสว่างท่ามกลางความสลัวของหุบเขา ทุกฝ่าเท้าที่หลินเฟิงย่ำลงบนพื้นศิลา ค่ายกลมารสีม่วงรอบนอกของหุบเขาพลันส่งเสียง *เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...* ก่อนจะปริร้าวและระเบิดแตกกระจายกลายเป็นเศษละอองแสงในพริบตาปานแก้วบางต้องหินหนัก
"เจ้าเป็นใคร?!" ถิงขุยและถิงจวินพุ่งทะยานลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ปล่อยรังสีฆ่าฟันขอบเขตสวรรค์ขั้นต้นออกมากระหน่ำกดดันทันที
"หลินเฟิง ตระกูลหลิน" หลินเฟิงเอ่ยชื่อของตนเองออกไปอย่างเชื่องช้า กระบี่เพลิงมรรคาที่ข้างเอวยังคงอยู่ในฝัก ทว่ากลิ่นอายสัจธรรมอนัตตารอบตัวกลับเข้มข้นจนทำให้ชั้นบรรยากาศเหนือน้ำพุสีทองเกิดรอยบิดเบี้ยวเป็นรูปเกลียวคลื่น
"หลินเฟิง! เจ้าเด็กสารเลวตระกูลหลินที่ทำลายเมืองหลวงตี้ตูงั้นรึ?!" ถิงขุยแววตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ทว่าเมื่อมันใช้ดวงจิตวิญญาณตรวจสอบระดับพลังของหลินเฟิงแล้วพบเพียงความว่างเปล่าราวกับปุถุชน มันก็กลับมาทะนงตนอีกครั้ง "หึ! ไร้สิ้นกลิ่นอายปราณ ที่แท้ข่าวลือก็เป็นเพียงแค่เรื่องหลอกเด็ก เจ้าคงใช้สมบัติวิเศษบางอย่างลวงตาผู้คนสินะ... ทหารมารตระกูลถิง! ล้อมฆ่ามันซะ!"
"โฮกขกข!"
ทหารมารตระกูลถิงนับร้อยขยับร่างกายพร้อมกัน กวัดแกว่งทวนกระดูกและดาบใหญ่ พุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟิงจากทุกทิศทางด้วยความเร็วปานพายุร้าย ความหลากหลายของวิชามารระดมเข้าใส่เด็กหนุ่มในระยะประชิด หมายจะสับร่างของเขาให้เป็นหมูบดในอึดใจเดียว
หลินเฟิงไม่ได้ขยับเขยื้อนหลบหลีกแม้แต่ก้าวเดียว เขาเพียงสะบัดชายเสื้อคลุมสีดำเบา ๆ คราหนึ่ง ปลดปล่อยคลื่นพลังงานสีขาวบริสุทธิ์ของกฎแห่งอนัตตากระจายออกไปเป็นวงแหวนรอบตัว
*ซู่มมมมมมมม!*
อัศจรรย์ใจและน่าสยดสยองยิ่งนัก! ทหารมารนับร้อยที่พุ่งเข้ามา ทันทีที่ร่างกายของพวกมันสัมผัสถูกคลื่นแสงสีขาวบริสุทธิ์สายนั้น อาวุธเกราะเหล็กกล้าและร่างกายกระดูกอสูรพลันสูญเสียโครงสร้างมิติ ร่างของพวกมันค่อย ๆ ซีดจางลงจนกลายเป็นละอองผงธุลีสีขาว ลอยล่องหายไปในอากาศธาตุทันทีอย่างเงียบเชียบ... ไร้รอยเลือด ไร้เสียงกรีดร้อง ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งการดำรงอยู่!
เพียงพริบตาเดียว ทหารมารขอบเขตแก่นแท้นับร้อยคนกลับหายสาบสูญไปปานไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ ฉากการนองเลือดที่ไร้โลหิตบีบคั้นดวงจิตของถิงขุยและถิงจวินให้สั่นสะท้านด้วยความกลัวอันเหนือกว้างไพศาล ใบหน้าของสองผู้อาวุโสใหญ่ขอบเขตสวรรค์ซีดเผือดลงทันที เม็ดเหงื่อไหลอาบแก้มราวกับคนต้องไข้
"วิชา... วิชามารอะไรกันเนี่ย?!" ถิงจวินเสียงสั่นเครียด ร่างกายถอยร่นไปจนชิดขอบสระน้ำพุ
หลินเฟิงยังคงก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างเนิบนาบ ปลุกเร้าผลึกแก้วเก้าสีในทะเลวิญญาณให้หมุนวนช้า ๆ แววตาสีทองจ้องมองตรงไปยังก้อนดักแด้มารยักษ์ใจกลางสระ "พวกเจ้าบังอาจใช้สิ่งปฏิกูลมารมาละเลงสระมรรคาอันบริสุทธิ์ของบรรพชนข้า... โทษทัณฑ์ยามนี้ มีเพียงสถานเดียวคือ ดับสูญ"
กระดานหมากในหุบเขาเกือกม้าแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สองยอดฝีมือขอบเขตสวรรค์ยามนี้กลับดูอ่อนแอและสิ้นหวังปานลูกแกะที่รอวันถูกเชือด และประกายแสงแรกแห่งการทวงคืนรากฐานของหลินเฟิง... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่
กี่อึดใจข้างหน้า!