บทที่24 สาบสูญไปจากโลก
ค่ำคืนก่อนงานประลองรอบชิงชนะเลิศ ที่ตำหนักเทพสรรพวุธณ ตึกสองชั้นกลางสวนหย่อมอันเป็สถานที่พำนักของเหล่าคนจากอารามเทพซีเซี่ย
หวังชิ่งหรงเ้าอารามเทพซีเซี่ยยืนนิ่งอยู่ภายในห้องเนิ่นนานหลังจากที่เฟยหลงจากไป แต่ทันใดมันกลับเปิดปากขึ้นมาอย่างไร้ความเมตตาปราณีต่างจากบุคลิกของมันที่แสดงออกมาให้เห็น
“จัดการมันซะมันอาจรับรู้แผนการของเราแล้ว”
“ทราบแล้ว”
สิ้นเสียงที่ตอบรับ พลันมีเงาร่างของชายชราผู้หนึ่งเคลื่อนผ่านหน้าประตูห้องที่เ้าอารามอยู่ไปภาพอันพล่าเลือนแต่ยังพอให้จับรูปลักษณ์สัณฐานของมันได้ มันผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่มีเส้นผมสีขาวดั่งไหมเงิน เส้นผมขาวยาวถึงกลางหลังถูกปล่อยให้พลิ้วไปตามลมมันผู้นี้หากมิใช่ หวังโจ๋วคัง ผู้าุโใหญ่แห่งอารามเทพซีเซี่ยแล้วจะเป็ใครตลอดเวลาที่เฟยหลงสนทนากับเ้าอารามมันก็อยู่ที่ระเบียงข้างห้องของทั้งสองมาโดยตลอดเพียงแต่ด้วยพลังญาณของเฟยหลงที่มิอาจเทียบชั้นมันได้ จึงทำให้ชายหนุ่มมิอาจััถึงบุคคลรอบข้าง หลังจากที่เฟยหลงออกจากตึกแห่งนี้ไปผู้าุโใหญ่เตรียมที่จะเข้าไปคร่ากุมสังหารเฟยหลงอยู่ก่อนแล้ว แต่ทันทีที่มันกำลังจะลงมือเ้าอารามกลับถ่ายทอดเสียงมาหามันให้หยุดมือเนื่องด้วยที่นี่ยังเป็เขตของตำหนักเทพสรรพวุธ หากเกิดเื่ราวผิดพลาดใหญ่โตไปอาจกระทบถึงแผนที่วางไว้มานานปี เช่นนั้นมันจึงรอจนเฟยหลงออกไปจากตำหนักเทพสรรพวุธแห่งนี้และยังเป็โอกาสอันดีที่ชายหนุ่มกลับเลือกสถานที่ที่จะฝังร่างของตนเองได้อย่างเหมาะสมยิ่งผู้าุโใหญ่ หวังโจ๋วคัง โบกมือเล็กน้อย ก่อนปรากฏกลุ่มคนจากอารามเทพซีเซี่ยประมาณสามคนมุ่งสู่ทิศตะวันตกอันเป็ทิศทางที่เฟยหลงขี่รังสีกระบี่บินพุ่งออกไป
ยามราตรีเคลื่อนคล้อยใกล้ฟ้าสาง เสียงวิเวกวังเวงของสายลมหนาวก็ค่อยๆซาลง แต่ทว่าความหนาวเย็นกลับคงอยู่มิลดลงแม้แต่น้อย ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นเสียดแทงเข้าถึงกระดูกใจของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกลับรุ่มร้อนยิ่งกว่าไฟเผาผลาญเมื่อภารกิจที่ตั้งใจไว้กลับไม่เป็ไปตามที่คาดหวัง ทั้งผู้คนที่รอคอยความหวังอยู่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าพวกมันเป็เช่นไรบ้าง เฟยหลงวิ่งตะบึงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งยังเรียกรังสีกระบี่ขึ้นมาบินทะยานเป็ครั้งคราว แต่ด้วยระดับพลังญาณของมันจึงยังมิอาจรักษาสภาวะการขี่บนรังสีกระบี่ให้เดินทางในระยะไกลๆได้ เช่นนั้นชายหนุ่มจึงเลือกที่จะวิ่งอย่างเต็มกำลังมากกว่า และตอนนี้เฟยหลงก็ได้เดินทางมาถึงตีนเขาเถาิซานแล้วเพียงข้ามเขาเบื้องหน้านี้ไปเท่านั้นมันก็จะไปถึงชนเผ่าอุยฮู ชนเผ่าที่ไม่ต่างจากบ้านเกิดของตนเอง
ขณะที่เฟยหลงกำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่เขาเถาิซานที่แผ่นหลังของชายหนุ่มพลันััได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงที่ปล่อยออกมามันจึงเอี้ยวตัวตวัดนิ้วชี้ขวามือออกไป
“เอกดรรชนีผลาญสุริยัน”
ลำแสงสีทองพุ่งวาบฝ่าอากาศปะทะเข้ากับเงาดำสายหนึ่งที่คล้ายมีคล้ายไม่มีแต่ทันทีที่ลำแสงสีทองกระทบถูก เสียงเปรี้ยงงงง!!!! ก็ดังสนั่นขึ้น จากนั้นเงาดำพลันสลายไปปรากฏเป็บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งขึ้นมาบุรุษผู้นี้ดูไปอายุประมาณสี่สิบเศษ รูปร่างสูงใหญ่ อีกทั้งอาภรณ์ที่มันสวมอยู่กลับเป็ชุดคลุมของคนจากอารามเทพซีเซี่ยเช่นนั้นมันก็เป็คนจากอารามเทพซีเซี่ยแล้ว เฟยหลงเห็นดังนั้นคนต้องขมวดคิ้ว ก่อนกล่าวถาม
“ขออภัยที่ล่วงเกินมิทราบท่านติดตามข้ามามีธุระอันใดหรือ”
“ข้าตามมาเพื่อช่วยส่งเสริมเ้า”
“ส่งเสริมข้า? อ่อข้าเคยบอกต่อเ้าอารามเทพซีเซี่ยแล้วว่าอาจารย์ข้าไม่มีทางทิ้งคนหลังเขาได้อย่างแน่นอนท่านไม่จำเป็ต้องมานำตัวท่านผู้เฒ่ากลับไปแล้ว”
บุรุษวัยกลางคนกลับแสยะยิ้มที่มุมปากก่อนเอ่ย
“ข้ามาช่วยส่งเสริมเ้า...... ให้ได้ไปปรโลกเร็วขึ้นกว่าเดิมต่างหาก”
เฟยหลงพลันดีดตัวถอยหลังไปหกก้าวมันรับรู้ถึงจิตสังหารเมื่อครู่อยู่ก่อนแล้วลางสังหรณ์ของมันบอกว่าบุรุษวัยกลางคนแห่งอารามเทพซีเซี่ยผู้นี้ไม่ได้มาดีดังนั้นจังหวะที่ถอยกรูดกลับไป จึงปรากฏขึ้นพร้อมๆกับรังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสพุ่งวาบใส่บุรุษกลางคนเบื้องหน้า คนถอยหลัง พลังพุ่งไปการกระทำนี้เกิดขึ้นชั่วประกายไฟแลบ ทว่าแม้มันจะลงมืออย่างรวดเร็วเพียงใดแต่ก็มิอาจทำอันตรายบุคคลด้านหน้าได้แม้แต่รอยขีดข่วน รังสีกระบี่ที่ถูกปล่อยออกไปกลับโดนเพียงฝ่ามือเดียวตวัดฟาดฟันจนแตกสลายเฟยหลงเห็นเช่นนั้นก็รับรู้ได้ว่าผู้มามีพลังการฝึกปรือที่เหนือล้ำกว่าตนมากคนจึงได้เรียกรังสีกระบี่อีกสองเล่มก่อนะโขึ้นเหยียบขี่ทะยานพุ่งหลบหนีออกไปบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นแค่นเสียงออกทางจมูกคราหนึ่ง เฮอะก่อนร่างจะกลายเป็เงาดำพล่าเลือนและติดตามเฟยหลงไป
รังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสแตกสลายกลางนภาส่งให้ร่างของผู้ที่ขี่มันอยู่ถลาลงมายังเบื้องล่างในที่สุดเฟยหลงก็มิอาจฝืนทนใช้รังสีกระบี่ในการเดินทางบนท้องนภาได้ เมื่อรังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสหายไปหมดสิ้นกระบี่สีดำมะเมื่อมก็ปรากฏขึ้นมาที่เบื้องหน้าของชายหนุ่มก่อนที่จะถูกเก็บเข้าฝักที่ด้านหลัง คนก็พุ่งทะยานขึ้นสู่เขาเถาิซานต่อไปชั่วขณะที่ขาซ้ายกำลังจะก้าวออกไปเบื้องหน้าบรรยากาศรอบข้างของมันพลันกดดันจนร่างของชายหนุ่มแทบทรุดลงกับพื้นขาที่ก้าวออกต่างหนักอึ้งยิ่งกว่าแบกขุนเขาเถาิซานไว้บนบ่าเฟยหลงต้องเค้นพลังญาณจากแก่นญาณชีพจรฟ้าออกมาต้านทานอย่างเต็มกำลังแต่ยิ่งทำก็เหมือนยิ่งใช้พลังโดยเปล่าประโยชน์เพราะมันไม่สามารถต่อต้านสภาพบรรยากาศอันกดดันจากพลังญาณของบุคคลผู้หนึ่งที่ก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆได้ บุคคลผู้นี้ไม่ใช่ชายวัยกลางคนก่อนหน้า มันเป็ชายชราที่มีอายุน่าจะประมาณหกสิบห้าปีเศษมันมีรูปร่างสูงใหญ่มีเส้นผมสีขาวดั่งไหมเงินปล่อยยาวถึงกลางหลัง เวลาที่ลมราตรีพัดพาเอาเส้นผมของมันให้ปลิวสยายกลับให้ความรู้สึกคล้ายเทพมรณะที่จะมาเอาชีวิตของชายหนุ่มก็ปานเฟยหลงเห็นเช่นนั้นต้องอดอุทานขึ้นมามิได้
“ผู้าุโใหญ่ อารามเทพซีเซี่ย”
ชายชราผู้มาเป็ หวังโจ๋วคังผู้าุโใหญ่แห่งอารามเทพซีเซี่ยนั่นเอง มันยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยพร้อมทั้งแสดงใบหน้าที่เมตตาการุณย์ ก่อนเอ่ยปาก
“โชคไม่ดีเสียจริงหากเ้าไม่ลักลอบเข้ามาพบท่านเ้าอารามหรือไม่บังเอิญมาได้ยินพวกเราสนทนากันเ้าก็คงมีชีวิตต่อไปอีกหลายปี..... น่าเสียดาย น่าเสียดายฝีมือเช่นเ้าในอนาคตย่อมเป็ประโยชน์ต่ออารามเทพซีเซี่ยเราแต่เ้ากับโง่เง่าคล้ายอาจารย์เ้าไม่สิ คล้ายสุนัขถังเทียนเจ๋อที่ยึดมั่นในคุณธรรมอันโง่งมจึงทำให้ต้องตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เช่นนี้”
“อาจารย์มิได้โง่งมแต่เป็พวกเ้าที่ชั่วช้าสามานย์เสียมากกว่าความชั่วช้าของพวกเ้าข้าจะบอกต่อให้คนทั่วทั้งปฐีได้รับรู้”
“เหอะ เพียงผายลมที่ออกจากปากของเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเ้าใครจะเชื่อถือไม่สิ วันนี้เ้าจะไม่มีโอกาสได้เปิดปากอีกแล้ว”
ทันทีที่กล่าวจบหวังโจ๋วคังพลันยกมือขึ้น และยืดเหยียดฝ่ามือออกไปด้านหน้าพลังธรรมชาติในบริเวณโดยรอบพลันถูกดึงดูดมาที่ฝ่ามือของมัน ก่อนก่อเกิดเป็ก้อนพลังรูปทรงกลมสีแดงสดที่ด้านหน้าฝ่ามือจากนั้นมันก็ปล่อยพลังดังกล่าวเคลื่อนเข้าหาเฟยหลงอย่างช้าๆพลังรูปทรงกลมสีแดงนั้นยิ่งเคลื่อนเข้าใกล้ยิ่งกดดันให้เฟยหลงแทบหายใจไม่ออกร่างกายคล้ายถูกพันธนาการจนมิอาจขยับเคลื่อนไหวหรือคิดต่อต้านได้ เช่นนั้นเฟยหลงจึงทำได้เพียงกัดฟันและถลึงตาอันเครียดแค้นรอรับเงามรณะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึง
“ทวนทองสะบั้นยักษา”
ตูมมมมมมมมมมมม!!!!!!!!!! เสียงดังสนั่นทั่วขุนเขาเถาิซานเมื่อรังสีพลังรูปทวนขนาดมหึมาฟาดฟันลงยังพลังรูปทรงกลมสีแดงนั่นแต่ทันทีที่รังสีทวนั์กระทบถูก รังสีทวนพลันแตกสลายไปโดยมิอาจทำลายพลังรูปทรงกลมนั้นลงได้ แต่ยังดีที่ช่วยเบี่ยงทิศทางการเคลื่อนที่ของพลังรูปทรงกลมให้พุ่งลงที่พื้นดินก่อนที่จะถึงตัวคน
ตูมมมมมมมมมมมคลื่นพลังที่ะเิออกจากก้อนพลังรูปทรงกลมสีแดงสดส่งให้เฟยหลงต้องกระเด็นกลิ้งถอยหลังไปไกล คนก็กระอักโลหิตออกมาคำโตจากนั้นที่ข้ากายมันพลันมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามาหิ้วร่าง ก่อนพามันพุ่งทะยานหลบหนี
“เหตุใดเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ไป๋หู่..........?”
คำกล่าวพึ่งหลุดออกจากปากแต่เมื่อสายตามองเห็นว่าผู้มาช่วยแม้มีรูปลักษณ์คล้ายไป๋หู่แต่แท้จริงมันกลับไม่ใช่ไป๋หู่ เฟยหลงอดแปลกใจขึ้นมามิได้ ก่อนกล่าวถาม
“ไป๋หลง ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“ข้าเพียงเดินล่ำสุราเล่นแก้เบื่อแล้วบังเอิญพบพานเ้ากำลังตกที่นั่งลำบาก”
“ขอบคุณท่านที่ยื่นมือเข้าช่วยด้วยคุณธรรม...แต่เื่นี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับท่าน อย่าได้พาตัวมาลำบากเลย หนีไปซะ”
“ข้ามันเป็พวกชอบแส่หาเื่ด้วยสิ...อีกทั้งข้าเห็นเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เ้าว่าพวกมันจะปล่อยข้าไว้อีกหรือมิสู้เราเ้ามาร่วมมือกันยังอาจพอมีหนทางรอดกลับไป”
เฟยหลงผงกศีรษะเป็เชิงว่าเห็นด้วย แต่แล้วที่ด้านหน้าของพวกมันทั้งสองพลันมีรังสีพลังญาณรูปตาข่ายสีส้มเจิดจ้าขึ้นขวางทางไว้ไป๋หลงปล่อยมือจากการพยุงเฟยหลงก่อนดึงรั้งพลังญาณมาไว้ที่ทวนในมือแล้วตวัดออก
“ตัดภูษา ผ่านที*” *(อ่านว่า ผ่า-นะ-ที)
ทวนถูกฟาดฟันออกไปสองครั้งในท่าฟันขวางและฟันผ่าตรงลงมาเกิดเป็รังสีพลังสีเหลืองเข้มรูปเครื่องหมายบวก + ปะทะเข้าไปที่ตาข่ายพลังญาณเสียงเปรี้ยงคราหนึ่ง ก่อนที่เฟยหลงจะลงมือสอดประสานโดยตวัดนิ้วชี้วาดเป็วงกลมเข้าใส่
“เอกดรรชนีผลาญสุริยัน”
เปรี้ยงงงง ตาข่ายพลังญาณถูกเฟยหลงและไป๋หลงร่วมมือกันจู่โจมทำให้เกิดช่องขนาดใหญ่ที่ตัวคนรอดผ่านได้ทั้งสองจึงไม่รอช้าพุ่งทะยานหลบรอดไปในทันที ที่ด้านข้างตาข่ายพลังพลันมีบุรุษวัยกลางคนเดินออกมาสองคนพวกมันทั้งสองต่างเป็คนของอารามเทพซีเซี่ยที่ถูกส่งให้มาสังหารเฟยหลง
“ช่างเป็ผู้เยาว์ที่น่ากลัวเสียจริงหากมันมีเวลาฝึกปรือจนอายุเท่าพวกเรา ใช่จะน่าหวาดหวั่นถึงเพียงไหน”
“เช่นนั้นตอนนี้ตอนที่พวกมันยังไม่เติบโตขึ้นอย่างเต็มที่ พวกเราก็ชิงสังหารมันก่อน เพราะหากพวกมันหลบรอดไปได้พวกมันจะเป็ขวากหนามที่อันตรายต่อพวกเรา”
“แต่ผู้าุโใหญ่ออกหน้าด้วยตนเองเช่นนี้พวกมันคงไม่มีโอกาสรอดแล้ว”
“เพียงพวกเรา มันก็มิอาจหลบรอดแล้วใยต้องลำบากถึงผู้าุโใหญ่”
“ที่เ้าพูดมาก็จริงเช่นนั้นก็ปล่อยให้มันหลบหนีขึ้นไปบนยอดเขาเสียก่อน เราค่อยตามไปจัดการพวกมัน”
ระหว่างที่คนทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ บุคคลที่ปรากฏตัวต่อหน้าเฟยหลงตอนที่อยู่ตีนเขาก็มาถึงและได้กล่าวขึ้น
“นี่พวกเ้าจะเล่นบทแมวไล่จับมุสิกกับพวกมันไปถึงเมื่อใดกัน”
“เ้าก็กำลังทำอยู่เช่นกันมิใช่รึ”
.........................................................
เฟยหลง และไป๋หลงพุ่งทะยานหลบหนีจนมาถึง้าของยอดเขาเถาิซานเมื่อตรวจสอบทั้งััรับรู้ว่าไม่มีคนติดตามมาแล้ว พวกมันจึงได้หยุดวิ่งลงเป็ไป๋หลงที่เอ๋ยขึ้น
“นี่ก็ใกล้ฟ้าสางแล้วหากพวกเราวกอ้อมลงไปทางนั้น ยังพอกลับไปที่ตำหนักเทพสรรพวุธได้ทันก่อนเที่ยงวันแล้วพวกเราค่อยเอาเื่นี้แจ้งต่อประมุขตำหนัก ฟานพั่วเทียน”
“เื่นั้นข้าคงต้องฝากท่านแล้วและฝากบอกประมุขตำหนักเทพสรรพวุธด้วยว่า ให้ท่านโปรดระวังเหล่าคนจากอารามเทพซีเซี่ยให้ดี”
“แสดงว่าเ้าจะไม่กลับ?”
“ข้ามีเหตุผลจำเป็อย่างยิ่งที่จะไม่กลับ”
“งานประลองเล่า”
“ท่านเหมาะที่จะเป็ผู้ชนะยิ่ง... ส่วนเื่ที่ท่านช่วยข้าต้องขอบพระคุณเป็อย่างสูงลาแล้ว”
กล่าวจบเฟยหลงก็พุ่งทะยานลงสู่หลังเขาทันทีแต่วิ่งไปยังไม่ทันจะถึงสามก้าว ที่เบื้องหน้ากลับมีพลังญาณสีส้มสายหนึ่งพุ่งมาขัดขวางไว้ตูมมมมม เฟยหลงต้องะโม้วนตัวกลับหลัง คนชักกระบี่สีดำมะเมื่อม ออกมาขวางไว้บริเวณหน้าอกเพื่อเตรียมตัวรับมือไป๋หลงเองก็กำชับทวนในมือแน่น จากนั้นกางทวนออกตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือดั่งเช่นเฟยหลงทันใดที่รอบกายพวกมันกลับปรากฏบุรุษวัยกลางคนจากอารามเทพซีเซี่ยขึ้นจำนวนสองคน ซึ่งก็คือเหล่าคนที่กางตาข่ายพลังขัดขวางพวกมันก่อนหน้านี้นั่นเองเฟยหลงมิพูดพร่ำทำเพลง ชายหนุ่มตวัดกระบี่ในมือจนเกิดเป็บุบผากระบี่สีดำเข้าจู่โจมผู้มาฟิ้ว ขวับ เฟี้ยว เสียงบุบผากระบี่ฟาดฟันไม่หยุดยั้งสภาวะการจู่โจมก็รวดเร็วไหลลื่นส่งผลให้บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ถูกมันจู่โจมต้องหลบหลีกเป็พัลวันไป๋หลงเองก็ได้ร่ายรำทวนเข้าใส่บุรุษอีกผู้หนึ่ง สภาวะทวนของมันรุนแรงหนักหน่วงยิ่งส่งผลให้มันฝากรอยแผลไว้บนร่างของบุคคลเบื้องหน้าได้และก็ทำให้ชายกลางคนดังกล่าวโทสะพุ่งขึ้นถึงขีดสุด มันจึงวาดมือขึ้นกลางอากาศปรากฏรังสีพลังสีส้มพุ่งเข้าใส่ไป๋หลง ไป๋หลงยกทวนขึ้นหมุนเหนือศีรษะ ก่อนตวัดฟาดฟันลงมาต้านรับ
“ทวนทองทลายปฐี”
เปรี้ยงงง ตูมมมมมมสภาวะรังสีพลังของไป๋หลงถูกทำลายไป แต่รังสีพลังของชายวัยกลางคนกลับยังอยู่และพุ่งเข้าใส่บริเวณหน้าอกของชายหนุ่มคนพลันกระอักโลหิตออกมาคำโต ด้านเฟยหลงรั้งสภาวะของบุบผากระบี่กลับมา ก่อนถอยเข้าหาไป๋หลง
“ท่านเป็ไรหรือไม่”
“ข้ายังไหว... แต่ว่าเฟยหลงเราต้องแยกกันหนีแล้วหากฝืนสู่ต่อมีหวังเ้ากับข้าต้องตกตายพร้อมกันที่นี่เป็แน่”
“ท่านกล่าวได้มิผิด แม้พวกเราจะแข็งแกร่งในระดับต้นๆของบรรดาผู้ฝึกญาณอายุเยาว์ แต่สำหรับผู้ที่บำเพ็ญเพียรมานานเช่นพวกมันพวกเราในตอนนี้ยังมิใช่คู่มือแม้แต่น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นข้ายังพอมีวิธีหลบหนี”
“ว่ามา”
เฟยหลงพลันตั้งกระบี่ขึ้นที่เบื้องหน้าก่อนใช้นิ้วชี้กลางของมืออีกข้างแตะลงยังกลางกระบี่ในท่าตั้งฉากชายหนุ่มเค้นพลังญาณที่มีทั้งหมดจากแก่นญาณชีพจรฟ้ามาไว้ที่กระบี่ไป๋หลงเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยปากขึ้น
“อ้อ ที่แท้ก็ทำเช่นนี้”
“พยุหะหมื่นกระบี่ทลาย์”
วิ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!รังสีพลังรูปกระบี่สีทองเจิดจรัสนับห้าสิบเล่มก็ได้เรียงรายปรากฏขึ้นที่กลางอากาศด้านหลังของเฟยหลงจากนั้นชายหนุ่มก็ะโก้อง
“ไป๋หลง เกาะรังสีกระบี่สองเล่มนี้ไป”
“ทราบแล้ว”
รังสีกระบี่สองเล่มพุ่งเข้าหาไป๋หลงไป๋หลงมิรอช้ามันพาดทวนในมือคล้องใส่รังสีกระบี่บินของเฟยหลงรังสีกระบี่ก็พามันพุ่งทะยานไปในทันทีจากนั้นเฟยหลงก็วาดมือบังคับรังสีกระบี่อีกสี่สิบหกเล่มพุ่งโจมตีบุคคลทั้งสองเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันติดตามได้ทันท่วงทีสุดท้ายชายหนุ่มก็ะโขึ้นเหยียบบนรังสีกระบี่อีกสองเล่มพุ่งทะยานหลบหนีไปอีกทิศทางหนึ่ง
ไป๋หลงเกาะรังสีกระบี่ของเฟยหลงออกมาได้ไกลพอสมควรจากนั้นรังสีกระบี่ก็ได้สลายไป ชายหนุ่มจึงร่อนลงสู่พื้นคนก็วิ่งตะบึงต่อจนผ่านหน้าหุบเหวลึกแห่งหนึ่งบนยอดเขาเถาิซานแต่แล้วคนก็ได้หยุดชะงักฝีเท้าลงและง้างทวนเตรียมที่จะฟันออกไป เปรี้ยงงงง
อ้ากกกกเสียงร้องอันเ็ปดังสนั่นทั่วขุนเขาเมื่อแขนขวาที่ถือทวนเตรียมฟาดฟันออกไปของไป๋หลงถูกพลังสายหนึ่งตัดขาดเสมอไหล่แขนขวาที่กำทวนอยู่ก็ตกลงสู่หุบเหวไป ไป๋หลงถลึงตามองบุคคลผู้มาอย่างเครียดแค้นพบว่ามันเป็ชายกลางคนจากอารามเทพซีเซี่ย ซึ่งมิใช่ชายสองคนก่อนหน้าชายกลางคนผู้นี้กลับเป็บุคคลที่เฟยหลงพบตอนอยู่ที่ตีนเขานั่นเอง มันเอ่ยปากขึ้น
“นี่ล่ะคือผลแห่งการมี คุณธรรมหากเ้าไม่มีมัน เ้าอาจจะไม่โชคร้ายเช่นนี้ ลาก่อน”
เปรี้ยงงงงพลังสายหนึ่งพุ่งใส่ร่างของไป๋หลงอย่างหนักหน่วง คนกระอักโลหิตออกมาคำโต อวัยวะภายในบอบช้ำสาหัสและร่างของชายหนุ่มก็ได้ร่วงล่นลงในหุบเหวลึก ตามแขนขวาของมันที่ตกไปก่อนหน้า
ทางด้านเฟยหลงชายหนุ่มขี่รังสีกระบี่บินจนมาถึงถ้ำปริศนาที่อยู่บนยอดเขาเถาิซานโดยบังเอิญเมื่อรังสีกระบี่สลายไป ร่างชายหนุ่มก็ได้ตกลงมายังปากถ้ำแห่งนี้ แต่ชายหนุ่มมิได้จะสนใจมองเข้าไปในถ้ำมันเตรียมตัวที่จะพุ่งทะยานลงสู่หลังเขา แต่ทันใดที่ด้านหลังของมันพลันมีเสียงชายชราดังขึ้น
“มิคิดว่าเ้ากับข้าจะมีจิตใจต้องกันถึงได้บังเอิญมายังถ้ำปริศนาแห่งนี้”
เสียงชรานี้กลับเป็เสียงของหวังโจ๋วคัง ผู้าุโใหญ่แห่งอารามเทพซีเซี่ย เสียงเทพมรณะที่เฟยหลงไม่้าได้ยินมากที่สุดในตอนนี้
“ข้าไปล่วงเกินอะไรพวกท่านหรือ นอกจากจะไม่ช่วยเหลือแล้วยังตามไล่ล่าสังหารข้าอีก”
หวังโจ๋วคังยกเหยียดฝ่ามือขึ้นก่อนปรากฏพลังรูปทรงกลมสีแดงสดคนก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยปาก
“เื่บางเื่คนตายมิจำเป็ต้องไต่ถามหาเหตุผล”
พลังรูปทรงกลมสีแดงพุ่งเข้าหาเฟยหลงพลังอันรุนแรงสายนี้กดข่มจนเฟยหลงมิอาจต่อต้านได้ ร่างของมันจึงค่อยๆถูกรังสีพลังสีแดงกลืนกิน ก่อนที่จะมีประกายแสงสีทองเล็กๆ ผุดขึ้นมาคนก็ได้หงายหลังล้มลงสู่ถ้ำปริศนาบนยอดเขาเถาิซานและร่างก็ได้ถูกพลังสีแดงกลืนกินจนสูญสลายสิ้น ไม่เหลือแม้เถ้าธุลี
“ทุกคน............ ข้าขอโทษ.......ข้า...ต้องลาจากโลกนี้ไปก่อนพวกท่านแล้ว”
………………….
…………………
…………………
…………………
…………………
โปรดติดตามตอนต่อไป