สุดท้ายที่บ้านนอก

    เผาโกดังเถื่อน

    สติที่เลือนลาง ค่อย ๆ รวมตัวกันเข้าปลุกความรู้สึกให้ตื่นจากความมึนงง รู้สึกเหมือนใครสาดน้ำมาที่ใบหน้าและลำตัว ความเลือนลางจึงเริ่มสว่างวาบ พร้อมกับต้องสะบัดหน้าเร่าๆ เพราะสำลักน้ำ“เอ นี่มันที่ไหนหว่า?”อรัญถามตัวเอง ในห้วงสำนึกที่ยังรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ ลืมตาขึ้นอย่างยากเย็น เมื่อโสตประสาทเริ่มสัมผัสได้ถึงเสียงจอแจรอบกาย แต่ก็ต้องหลับตาลงอย่างทันที เพราะแสงสปอร์ตไล้ท์ส่องจ้าลงมาตรงหน้า“เฮ้ย …มันฟื้นแล้วโว้ย ลูกพี่ มันฟื้นแล้ว มันฟื้นแล้ว”“เออ กูเห็นแล้ว มึงไม่ต้องเสือก”นั่นเป็นเสียงไอ้หรั่ง มันยังไม่ตายหรือ ก็เห็นมันพุ่งหลาวเข้าในป่าก้านธูปไปแล้วนี่นาไอ้หรั่งเดินเข้ามาใกล้ แหย่ปลายบูตเข้าสีข้างเขาจนจุก งอตัวเป็นกุ้ง“ไงวะ หนอยไม่เจียมกะลาหัว เสือกทำตัวเป็นหมาเข้าถ้ำเสือ”“อูย พี่หรั่ง แหะ แหะ นี่ผมเป็นอะไรไปถึงมานอนอยู่ตรงนี้ล่ะ?”อรัญพยายามลุกตัวขึ้นนั่ง มองหน้ามันแหยๆ“แหะ แหะ ไอ้เหี้ย!” มันไม่พูดเปล่ายันโครมเข้ายอดอกจนเขาหงายตึง“อูย พี่หรั่ง ตื๊บผมทำไมเนี่ย?”“พอใจโว้ย มึงเป็นใครวะ บังอาจมาเหยียบถิ่นกู หนอย เสือกมาท้าแข่งเทียบรัศมีกูได้”“แหะ แหะ ผมชื่อเป้จ้ะ” เขาโกหก“เฮ้ย ชื่ออะไรช่างแม่ง เอามันไปฝัง หมกป่าที่ไหนก็ได้”“โอ๊ย พี่หรั่ง ใจเย็น โปรดใจเย็น”อรัญละล่ำละลัก“-พี่ลืมสัญญาแล้วหรือ ถ้าผมแพ้จะยอมเป็นลูกน้อง ถ้าชนะจะเลิกแล้วต่อกันไง?”“แล้วลื้อชนะหรือแพ้ล่ะ?”“ไม่ชนะ แต่ก็ไม่แพ้นี่ครับ”“ก็นั่นนะสิ ในเมื่อไม่แพ้ ไม่ชนะ เป็นลูกน้องก็ไม่ได้ ความแค้นก็เลิกไม่ได้ก็ถูกแล้วนี่ เฮ้ยเอามันไปฝัง”ประโยคหลังมันหันไปสั่งลิ่วล้อ อรัญต้องรีบกอดขามันแน่น ร้องขอ“โธ่ โธ่ พี่หรั่งจ๋า ใจเย็น ๆ รับน้องไว้เป็นลูกจ๊อกสักคนเถอะครับ อย่าถึงกับฆ่าแกงกันเลย”“ลูกน้องอั๊วก็เยอะแยะ จะเลี้ยงลื้อไว้ทำไมให้เปลืองข้าวสุกวะ เฮ้ย มัดมันไว้แล้วเอาไปขังที่โกดัง”เจ้าหรั่งไม่ฟังคำพูดเขาอีก สั่งลิ่วล้อให้มัดมือเท้าเขาไขว้หลังแถมด้วยการครอบศรีษะด้วยถุงผ้าสีดำอรัญนึกด่าตัวเอง ที่เข้าถ้ำเสือโดยไม่เตรียมตัวล่วงหน้าให้ดีจนต้องเสียท่ามัน แต่แค่มันไม่ต้มยำทำแกงทันทีก็โล่งใจแล้ว พวกมันผลักเขาขึ้นรถปิคอัพแล้วขับรถออกจากบริเวณนั้น จากการฟังเสียงล้อรถ มันแล่นมาตามถนนหลวงประมาณ 15 นาที และวกวนตามถนนลูกรังขรุขระจนเขากลิ้งไปมา อยู่ประมาณ 30 นาที จึงหยุดจอดสนิทพวกมันช่วยกันโยนเจ้าหนุ่มไม่เจียมกะลาหัวเข้าไปไว้ในห้องกลิ่นอับ ๆ ห้องหนึ่ง เสียงพูดคุยที่ก้องกังวาล อรัญเดาว่ามันคงจะกว้างไม่ใช่เล่น สัมผัสได้ว่าพื้นมันปูด้วยฟางข้าว“พวกมึงดูมันไว้ให้ดีนะโว้ย เดี๋ยวพี่หรั่งจะมาชำระโทษมันพรุ่งนี้เช้า”มันคุยกันอย่างนั้น เขาแทบหมดอาลัย ท่าจะไม่รอดซะแล้วสิ ไอ้รันเอ๊ย แส่หาเรื่องดีนักเสียงปิดประตู แสดงว่าพวกมันออกไปแล้ว เขานอนนิ่งหาวิธีเอาตัวรอด จากพันธนาการนี้ ลองขยับแขนขาดู มันมัดซะแน่นหนาจนไม่อาจจะขยับมือได้เลยอรัญแอ่นตัว พยายามสอดมือลงไปแก้เชือกที่มัดขาไว้ ใช้เวลาไปไม่น้อยเลย ทุกวินาทีที่ผ่านไป มันหมายถึงอิสรภาพ และมันช่างเนิ่นนานจนเขารู้สึกทรมาน แทบท้อใจ บางครั้งต้องหยุดเพราะเมื่อยหลัง เมื่อเท้าเป็นอิสระ พยายามสอดแขนลอดกลับมาด้านหน้าอย่างทุลักทุเล มันยากกว่าแก้เชือกที่เท้าซะอีก แต่ก็ไม่พ้นความพยายามไปได้จากนั้นรีบดึงผ้าคลุมศรีษะออก ทำให้เห็นบรรยากาศรอบตัวมันเป็นโกดังเก็บของเก่า ๆ ที่คาดว่าน่าจะเลิกใช้ไปแล้ว หลังคาเปิดโบ๋เป็นบางจุด หลอดไฟ ขนาด 60 แรงเทียนเปล่งแสงพอริบหรี่ เพราะเปรอะฝุ่น แต่ก็ยังให้พอมองเห็นสิ่งรอบตัวได้รีบแก้เชือกออกจากมืออย่างไม่รอช้า เมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการ จึงสำรวจตัวเอง ไม่มีอวัยวะส่วนใดสูญหายไปหรือพิกลพิการแต่อย่างใด แค่เคล็ดขัดยอกนิดหน่อยหันรีหันขวาง พร้อมกับขยับไหล่ไล่ความขัดยอก จากนั้นค่อย ๆ ย่องมาที่ประตูมองผ่านช่องติดลูกกรง ก็เห็นพวกมันสองรายนั่งสูบบุหรี่แดงวาบ ๆ อยู่หน้าประตูนั่นเอง ใช้ความคิดจนหัวหมุนจี๋ เพื่อหาทางออกไปจากที่คุมขังแห่งนี้มองหาอาวุธเหมาะมือก็เห็นมีเพียงเหล็กห้าหุนที่ทำเป็นชะแรงเล็ก ๆ วางอยู่ริมฝาผนัง มันคงช่วยได้ในยามนี้ แต่ถ้ามันมีปืนก็คงต้องวัดดวงว่าจะอยู่หรือจะไปอาศัยลังไม้ต่อกัน ค่อย ๆ ปีนขึ้นบนหลังคาที่เปิดเป็นช่องโหว่ ย่องเบาแบบตัวลีบที่สุด เพราะกลัวกระเบื้องแตกน้ำหนักเขาไม่ใช่น้อย ๆ แสงจันทร์ช่วยให้มองเห็นแถวแนวตะปูพอที่จะเดินตามได้ หมายตาคือต้นมะม่วงที่แหย่กิ่งพอจะเป็นทางลงได้ ขณะที่ไต่เดียะอยู่บนกิ่งมะม่วงนั้น มดแดงเจ้ากรรมดันมาแตกรังเอาตอนนี้เอง ไม่มีเวลาใส่ใจความเจ็บแสบเพียงเล็กน้อยนั้น อิสระเป็นเรื่องที่ต้องมาก่อน ลงมาถึงพื้นได้อย่างทุลักทุเลจากนั้นย่องอ้อมมาด้านหน้าโกดัง ใช้ความมืดเป็นเครื่องกำบังกาย เล็ดลอดเข้าใกล้พวกมันให้มากที่สุด“แม่งเอาเปรียบกันฉิบ ปล่อยให้พวกเรามาเฝ้าไอ้เวรนี่ได้ แทนที่จะได้นอน”มันคนหนึ่งในสองบ่นอุบ แล้วดีดบุหรี่แดงวาบมาแปะลงตรงหน้าเขาพอดี“ไอ้บ้า เอ๊ย แม่งไม่กลัวไฟไหม้หรือไงวะ ดีดมั่วมาได้”อรัญด่ามันในใจ มือควานหาก้อนหินก้อนดินแถวนั้น ถ้าใช้ชะแรงคงไม่เหมาะแน่นอน ได้ก้อนอิฐแดงเหมาะมือมาสองก้อน“ผั๊วะ! โอ๊ย!”เจ้าคนที่นั่งห้อยขาบนแคร่ไม้ไผ่หัวคะมำฟุบตกลงจากแคร่ทันตาเห็น อีกคนที่นอนเหยียดยาว ทะเล่อทะล่าลุก ไม่ทันเห็นว่าเพื่อนโดนอะไรเข้า ก็มีอันต้องหงายตึงลงตามเดิมอรัญชะงักกึก เนื่องเพราะมันทั้งสองคนไม่ได้โดนก้อนอิฐมอญจากเขาเลย เขารีบหลบวูบเข้าเงามืด มันสองคนโดนใครเล่นงานกันแน่“โอ๊ย..พี่อย่า อย่า”อีกหนึ่งเสียงร้องขอ และดูเหมือนจะยังไม่แน่ใจว่ามันกำลังถูกใครคุกคามอยู่ แม้แต่อรัญเองก็ยังงุนงงกับมือที่สามที่บังเอิญเข้ามาช่วยเขาอยู่ในขณะนี้“-พี่เป็นใคร ต้องการอะไร?”“คนอยู่ไหน…” เสียงถามในลำคอเบา ๆ แต่อรัญฟังออกว่ามันเป็นเสียงผู้หญิง“คนไหน ใครคนไหนครับ..?”มันถามละล่ำละลัก“ก็คนที่พวกมึงจับมานะสิ”“อยู่ในโกดัง พี่อยู่ข้างใน พี่อย่าทำอะไรผมเลย ผมแค่คนเฝ้า ต้องทำตามที่พี่หรั่งสั่ง พี่อย่าทำอะไรผมเลย”“แล้วรถที่ยึดมาเอาไปไว้ไหน?”“พี่หรั่งเอาไป รถพี่หรั่งพังตอนแข่ง เขาเลยยึดไว้ใช้ โอ๊ย พี่อย่ากดแรงผมหายใจไม่ออก”ประโยคหลังมันร้องลั่น เมื่อมือมืดกดเหล็กชะแรงกับคอมันแน่นลงอีกอรัญไม่ได้รอฟังสอบสวนอะไรอีก เพราะเขารู้ว่ามีมือที่สามได้สอดแทรกเข้ามา โดยไม่รู้ว่าประสงค์ร้ายหรือดีกันแน่ แต่ที่แน่ๆ มันได้ช่วยเขาให้รอดเป็นอิสระ อาศัยความมืดเล็ดลอดออกมาที่ถนนหน้าโกดัง อาศัยจักรยานยนต์ที่พวกมันจอดทิ้งไว้ออกมาตามถนนลูกรัง จนกระทั่งถึงถนนหลวงจึงหายใจอย่างโล่ง อกไม่รู้ว่ามือมืดนั้นดำเนินการถึงไหนและต้องการอะไรกันแน่ มองย้อนหลังกลับไปก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นแสงสีแดงของพระเพลิงที่กำลังลุกไหม้โกดังสาดส่องสว่างไสวไปไกล แม้ออกมาเกือบ 2 กิโลเมตรแล้วก็ยังสังเกตุได้“โห…แม่งใครกันวะ เล่นเผากันเลยทั้งโกดัง ถ้ากูไม่รอดออกมาจะโดนย่างในนั้นหรือเปล่าวะเนี่ย”เขารำพึงกับตัวเอง ก่อนจะบิดรถไปตามถนน และมุ่งสู่บ้านของเจ้าหรั่งที่เขาสืบรู้มาก่อนหน้านั้นบ้านเจ้าหรั่งเป็นตึกทั้งหลัง ตั้งอยู่ห่างไกลจากบ้านหลังอื่นทำให้สังเกตุเห็นได้ง่าย และที่สำคัญ มันเอะอะด้วยเสียงคนเมาบนระเบียงหน้าตึก พวกมันมาตั้งวงกันอยู่บนบ้านเจ้าหรั่งนี่เองนาฬิกาพรายน้ำที่ข้อมือบอกเวลา 4 นาฬิกาแล้ว อรัญยกมันขึ้นจูบแผ่วเบา เพราะเป็นนาฬิกาที่สุวกรณ์ซื้อให้ลัดเลาะในเงามืด ปีนข้ามกำแพงโดยอาศัยกอไผ่ริมรั้วด้านหลังตึก กระโดดปีนขึ้นโอ่งแดงใหญ่ จากนั้นโหนตัวแผล๋วขึ้นมาบนระเบียงรอบตึก เดินย่อตัวส่องสายตาเข้าไปตามห้องต่าง ๆอะโห….จากแสงไฟที่สว่างจ้า ชายหญิงคู่หนึ่งเปลือยกายเคล้าเคลียอยู่บนเตียงฟูก ฝ่ายชายแหงนหน้าเคลื่อนไหวเนิบนาบอ้อยอิ่งแสนสุข มือยึดสะโพกอวบอัดแน่น อยู่ด้านหลัง ขณะที่ฝ่ายหญิงเปลือยร่างขาวโพลนฟุบหน้าบนท่อนแขนครางผะแผ่ว“ไอ้ห่า ….อึ๋ยยยยยย”อรัญปีนตามท่อน้ำโหนตัวขึ้นชั้นสามไปอีก ก่อนจะลัดเลาะริมระเบียงด้านหลังส่องโผล่เข้าไปตามห้องต่าง ๆห้องริมสุด แมวขโมยจำเป็นสอดสายตาผ่านช่องม่านที่เผยอน้อย ๆ เข้าไปด้านใน ยังไม่ทันได้สอดสายตาดู ประตูห้องก็เปิดออกและ หญิงสาวชุดดำปิดหน้าปิดตาก็เดินเข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน และเดินหายเข้าห้องน้ำในห้องนั้นไปอรัญใช้มือลองดันมุ้งลวดเข้าไป มันเปิดออกง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะไม่มีลูกกรงเหมือนชั้นล่าง ชายหนุ่มใช้เวลาไม่กี่วินาทีรุกเข้าไปในห้องนั้นอย่างเงียบเชียบผ้ามัดม่านถูกคว้าติดมือมาด้วยสายตามองผ่านช่องประตูที่เผยอ เจ้าหรั่งกับหญิงสาวคู่ขาไม่ได้อยู่ในห้อง ได้ยินเพียงเสียงแว่วออกมาจากห้องน้ำติดกัน ทั้งคู่คงเข้าไปต่อกิจในห้องน้ำ มันเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เขาเข้าไปได้อย่างโล่งโปร่งไร้อุปสรรคอรัญยิ้มมุมปาก เดินเข้าไปสำรวจในห้อง ไม่มีใด ๆ น่าสนใจสำหรับเขามากมายนัก แต่ที่น่าสนใจคือพวงกุญแจและ .22 แม็กนั่มสีเงินวาว ที่วางบนโต๊ะหยิบติดมือมาก่อนจะเดินออกนอกห้อง แนบหลังกับผนังตรงลงมาชั้นล่างสุด บริวารเจ้าหรั่งสองสามรายนั่งขวางบันไดหันหลังให้อรัญตัดสินใจเดินกลับชั้นบนสุด เพื่ออาศัยกลับทางเดิมเพียงแง้มประตูเปิดเท่านั้น อรัญก็ต้องสะดุ้งสุดขีด เหงื่อแตกพลั่ก เพราะด้านหลังถูกจิ้มจึก พร้อมกับเสียงกระซิบขู่บลอดไรฟันแบบแข็งกร้าว“จะไม่กล้าไปหน่อยรึ…? ยกมือขึ้น.! แล้วส่งปืนคืนมาด้านหลัง”เหงื่อแตกซิก ยกมือตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ก่อนจะค่อย ๆ หันไปมอง“ไม่ต้องหันมา ไม่งั้นโป้งไส้แตก..เอาล่ะค่อยๆ เดินถอยหลังออกมาจากประตูนั้น แล้วเดินลงไปชั้นล่าง…หึ หึ กล้าไม่ใช่เล่นนี่ คุณนี่หาเรื่องจริงๆ เลย มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะมาทำตัวเป็นพระเอกแถวนี้เลยนะ พลาดเป็นตายสถานเดียว รอดตายแล้วยังกลับมาที่นี่อีก บ้าไปแล้วหรือไง…”หญิงสาวชุดดำนั่นเอง หล่อนรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่กันว่าเขาแอบดอดเข้ามาในห้องนี้ เขามองไปที่หน้าต่าง มันเป็นความสะเพร่าของเขาเองที่ปิดมุ้งลวดไม่สนิท อรัญค่อย ๆ หันมาประจัญหน้ากับหล่อนอย่างเสี่ยงเต็มที“บอกว่าไม่ต้องหันมา…”“ก่อนตายขอดูหน้าคุณหน่อยไม่ได้รึ จะได้บอกยมบาลได้ว่าตายเพราะใคร”พูดแบบใจดีสู้เสือ หากจะยิงหล่อนคงกดโป้งแต่แรกแล้ว หล่อนถอยฉากออกห่างนิดหนึ่งเมื่อเขาหันมาจริง ๆ แต่ในมือยังคงกุม.22 แม็กนั่มที่ยึดไปจากเขาเขาไม่ได้เห็นใบหน้าของหล่อนอีกตามเคย เนื่องเพราะหล่อนจงใจที่ปิดหน้าด้วยผ้าคาดหน้าสีดำ ให้เห็นแต่เพียงดวงตาเท่านั้น มืออีกข้างเดาะปากกาไปมา ทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าตัวเองเสียเชิงอย่างน่าอายที่สุดหล่อนจี้เขาด้วยปากกาด้ามเดียวเท่านั้นเอง เพื่อที่จะยึดเอาปืนจากมือเขาไป และเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างสวยงามที่สุด นับว่าเป็นหญิงที่ใจเย็นน่ากลัวไม่ใช่เล่นแต่หล่อนยังพลาดไปที่คำนวณเขาผิด อรัญเตะฉับเข้ากับมือที่กำปืนนั้นเต็มแรง“โอ๊ย…”หญิงสาวร้องลั่น ปืนหลุดมือกระเด็น เขาพุ่งเข้ารวบร่างนั่นอย่างทันควัน แต่อย่างคาดผิดเช่นกันเขาประเมินหญิงสาวผู้นี้ต่ำไป หล่อนไม่ใช่หมูอย่างที่คิด มารู้ตัวอีกทีก็มือถูกหล่อนจับทุ่มโครมลงกับพื้นจนจุกแอ้ก“อูย….เป็นยูโดก็ไม่บอก”“หึ..หึ…”เขาครางอู้ในขณะที่หล่อนหัวเราะอย่างใจเย็น อรัญไม่ยอมสิ้นฤทธิ์ วาดขาเตะทั้งที่ยังนอนกับพื้น หญิงสาวไม่ทันระวังตัวเสียหลักล้มโครมลงกับพื้น เขาพลิกตัวขึ้นหมายรวบร่างนั้นไว้ให้ได้ แต่หล่อนแข็งแรงเอาเรื่อง กระชากตัวหลุดจากวงแขนเขาไปด้วยการกลิ้งตัวออกห่าง อรัญตระครุบตาม แต่เจอยันโครมเข้ายอดอกกระเด้งผงะถอย“ตีนหนักฉิบเลยคุณนี่”หล่อนไม่ยอมเล่นด้วย ตั้งการ์ดถอยเมื่อเขาขยับเข้าหา แต่ที่น่าแปลกคือหล่อนไม่ร้องให้ใครช่วยหรือต้องการความช่วยเหลือจากใครเลยสักนิดอรัญถลันเข้าหาพร้อมกับก้มต่ำเมื่อหล่อนหวดแข้งหวืดแบบเตะสูงหมายก้านคอให้สลบคาที่ หล่อนเสียจังหวะพลิกหันทั้งตัวตามแรงเหวี่ยง เขาถีบเข้าขาพับด้านหลังหล่อนเขาทรุดล้มฟุบหน้า กระโดดเข้าจับรวบแขนข้างหนึ่งบิดกลับด้านหลังรวดเร็ว“โอ๊ย…”มันได้ผลชะงัด หล่อนหยุดนิ่งไม่กล้าดิ้นเพราะหากดิ้นกระดูกแขนเป็นหลุดจากไหล่ กว่าจะรวบตัวไว้ได้ก็ทำเอาแทบเสียท่า อรัญนั่งคล่อมทับร่างอวบนั้น จับมือไขว้หลังจนหล่อนร้องครางเบา ๆ บอกถึงความเจ็บปวด แต่หล่อนกับไม่ร้องขอหรืออุทรเลยแม้แต่คำเดียว“ขอดูหน้าหน่อยได้ไหมแม่คนเก่ง”“อย่า….” เขาหยุดมือเมื่อหล่อนร้องห้ามอย่างร้อนรน“…อย่าเปิดหน้าและอย่าอยากเห็นหน้าฉัน ฉันรับรองว่าฉันไม่เป็นพิษเป็นภัยกับคุณหรอก”“โอเค ไม่เปิดก็ไม่เปิด ไม่อยากให้เห็นก็จะไม่ดูล่ะ ถ้าผมปล่อยคุณ ห้ามร้องนะ ห้ามลวดลายด้วย ไม่งั้นแขนหักแน่”เขาสงสารที่เห็นหล่อนเจ็บ“ปล่อยเถอะ รับรองไม่ร้อง”หล่อนกล่าวอย่างใจเย็น อรัญก้มลงจุมพิตที่ติ่งหูนิดหนึ่ง จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยมือและถอยตัวออก หญิงสาวพลิกตัวยืนขึ้นช้า ๆ สบัดแขนไปมา สายตายังจ้องที่เขาแทบไม่กระพริบ“คุณไปได้…”ชายหนุ่มก้มหยิบ .22 แม็กนั่ม จากนั้นค่อย ๆ เดินตรงไปที่หน้าต่าง ก้าวขาเหยียบเตรียมจะทิ้งตัวหย่อนลงไป แต่แล้วก็ต้องชะงักกึก เมื่อได้ยินเสียงดังกริ๊ก..หันไปมองช้า ๆ ในมือหล่อนจ้อง.38 รูกลมดิกตรงมาที่เขาแน่นิ่ง ไม่ทราบว่าหล่อนไปเอามาจากไหน“ถ้าจะยิงก็ยิง…เป็นทีคุณแล้วนี่”เขากล่าวพร้อมกับหลับตาลงอย่างเหมือนใจเย็น แต่ความจริงมันเดือดพล่าน ไม่น่าปล่อยหล่อนเลยจริง ๆ ใช่….หล่อนไม่ร้อง แต่กำลังจะเด็ดชีวิตเขาด้วยปืนในมือ“ปัง…!”อรัญสะดุ้งนิดหนึ่งตามเสียงนั้น แต่มันเป็นเพียงเสียงจากปากของหล่อนเท่านั้นเอง ลืมตาขึ้นมอง หล่อนลดปืนลงช้าๆ แววตามีความเครียดและจริงจัง“ชีวิตไม่ใช่เรื่องล้อเล่น คุณไม่ควรที่จะมาอยู่หรือว่ายุ่งวุ่นวายกับเรื่องแบบนี้ ชีวิตยังมีค่า มีคนที่คอยห่วงคุณอีกมากมาย ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของ กฏหมายบ้านเมือง และขอเตือนอีกครั้งว่าอย่ามาที่นี่อีก ฉันไม่รู้ว่าทำไมคุณ หรือคนอย่างคุณคงจึงมายุ่งกับเรื่องแบบนี้ได้ แต่อยากให้รู้ไว้ ที่นี่ไม่เหมาะกับคุณ ฉันเดาว่าคุณคงจะมาตามหารถ แต่ชีวิตมันสำคัญกว่ารถนะ แต่เอาเถอะ รถคุณอยู่ข้างล่าง นี่กุญแจ..” หล่อนเตะพวงกุญแจที่หล่นบนพื้นมาให้“ขอบคุณ”เขาถอนหายใจแผ่วเบา กล่าวเบา ๆ ก่อนจะก้มลงไปหยิบพวงกุญแจที่กระเด็นมาใกล้เท้าพอดี จากนั้นทิ้งตัวลงมาจากหน้าต่างแมวขโมยจำเป็นหย่อนตัวลงบนโอ่งแดงและโดดผลุบ ย่องลัดเลาะไปตรวจดูรถที่จอดอยู่หน้าบ้านหลายคัน รถของเขาก็จอดปะปนอยู่ด้วย“กลับบ้านเรารึ ไอ้ลูกพ่อ”อรัญจูบกับเบาะมันอย่างดีใจ ไม่นึกว่าจะได้คืนมาง่ายเช่นนี้เข็นออกมาทางประตูรั้วเหล็กหน้าบ้านที่เปิดอ้า ห่างจากบ้านเจ้าหรั่งเกือบร้อยเมตร จึงควบออกมาอย่างเร็วจี๋ กว่าพวกมันจะรู้เขาก็คงกลับถึงกรุงเทพฯ เรียบร้อยไปแล้ว“ง่ายไป ๆ”อรัญกลับรถวกวิ่งมาทางเดิม เขาต้องการแก้เผ็ดสั่งสอนให้พวกมันรู้สำนึกซะบ้าง ว่าไม่มีใครใหญ่จริงหรอกในโลกนี้“ปัง..ปัง…!”.22 แม็กนั่มในมือลั่นกึกก้องในความเงียบของค่ำคืนเป็นปฐมฤกษ์ เป้าหมายคือถังน้ำมันรถ จากนั้น“บึม ม ม! ตูม ม ม!”เสียงระเบิดดังสนั่นเรียงกันหลายชุด เศษเหล็กกระเด็นผ่านศรีษะเขาไปอย่างเฉียดฉิว จนต้องก้มหมอบกับตัวถังรถ“ห่า เกือบไปแล้ว”อรัญบิดรถอย่างเต็มกำลังทิ้งความวุ่นวายให้พวกมันไว้เบื้องหลัง ลาละโว้ย ไอ้หรั่ง ป่านนี้คงวิ่งแก้ผ้าล่อนจ้อนออกมาดูความย่อยยับของตัวเองแล้วกระมัง
    “พระเพลิงเผาวอดโกดังของเถื่อน…”พาดหัวข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับวันต่อมา ทำให้อรัญได้ทราบว่า โกดังที่เขาเผาวอดไปนั้นเป็นแหล่งเก็บของเถื่อนหนีภาษีของพวกมัน“พี่รัน ยิ้มอะไรน่ะ อ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็ยิ้ม” สุวกรณ์เดินเข้ามาถามเมื่อเห็นเขานั่งยิ้มอยู่คนเดียว“เปล่า”“เปล่า อะไรกัน ก็เห็นยิ้ม ๆ อยู่ชัด ๆ ยังจะบอกว่าเปล่าอีก”เด็กสาวยืนพิงโต๊ะเอียงคอมองหน้าเขา อรัญไม่ตอบคำถาม ยื่นหนังสือพิมพ์ให้เสถามออกนอกเรื่อง“นุ่นไปไหนมาหรือ?”“เลิกเรียนก็แวะมาหาพี่นี่แหละ กะว่าจะมาชวนไปเที่ยวห้าง เออ เมื่อวานนี้พี่ไปไหนมาหรือ โทรมาหาก็ไม่เจอ”“ไปแก้ไขเครื่องให้ลูกค้าเขาน่ะ ซ่อมแก้อยู่นานกว่าจะเสร็จ” อรัญไม่พูดความจริง ซึ่งมันก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องบอกเด็กสาวหรือใคร ๆ ให้ทราบ“เหรอ แล้ววันนี้ว่างพอจะไปเป็นเพื่อนนุ่นได้หรือเปล่า?”“ได้สิ ว่าแต่จะไปซื้ออะไรหรือ?”“ของขวัญวันเกิดให้แม่ พรุ่งนี้วันเกิดแม่น่ะ พี่พลกับพี่กรรณิการ์เขาจะจัดให้แม่ที่บ้าน จะเลี้ยงพระด้วย พี่พลบอกให้เชิญพี่ไปให้ได้”“เอ แล้วพี่จะมีอะไรให้แม่นุ่นละเนี่ย”อรัญเคาะนิ้วกับกระจกโต๊ะ“อะไรก็ได้ นุ่นว่าไปเดินดูดีกว่า ไม่ต้องนั่งคิดให้ปวดหมอง”ดังนั้นหลังเลิกงาน สี่โมงเย็นอรัญกับสุวกรณ์ จึงไปปรากฏกายเดินเลาะหาซื้อของบนห้างแถวย่านบางรักชายหนุ่มไม่ค่อยจะได้ขึ้นมาเที่ยวเดินดูของตามห้างมากนัก เพราะเขาเห็นว่าสินค้าส่วนมากจะอยู่ในระดับราคาที่แพงเกินไป แม้จะเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน แต่เมื่อขึ้นห้างแล้ว มันต่างจากที่วางขายตามแผงลอยลิบลับ“เอ๊ะ พี่รัน นั่นพี่นันท์นี่นา ใช่ ใช่พี่นันท์จริง ๆ ด้วย”สุวกรณ์ชี้มือบอกชายหนุ่ม ยังไม่ทันที่เขาจะว่าอะไร เด็กสาวก็รีบเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่เธอบอกว่าเป็นปิยนันท์ทันทีความจริงเขาเห็นปิยนันท์ก่อนแล้ว แต่หล่อนไม่ได้มาเพียงคนเดียว หล่อนเดินอยู่กับชายหนุ่มนายหนึ่งจึงไม่อยากเข้าไปทัก แต่เมื่อสุวกรณ์วิ่งเข้าไปทักอย่างนั้น อรัญจึงต้องเดินเข้าไปหาหญิงสาวอย่างเสียไม่ได้“อ้าว พี่รัน!”“นันท์ มาซื้อของหรือ?”“ค่ะ พอดีวันนี้มีเจ้าภาพ นี่คุณวรเทพค่ะ อ่า คุณวรเทพคะ นี่พี่รัน พี่ชายของนันท์เองค่ะ”เมื่อปิยนันท์แนะนำเช่นนั้น เขารีบยื่นมือให้วรเทพ ชายหนุ่มรูปงามยื่นมือตอบรับทักทาย“ยินดีที่รู้จักครับ”“เพิ่งทราบครับว่านันท์มีพี่ชาย”วรเทพเชิญอรัญกับสุวกรณ์ไปเลี้ยงเครื่องดื่มที่ชั้นล่าง หลายครั้งที่ปิยนันท์พยายามจะสบตาเขา แต่ชายหนุ่มก็แกล้งเมิน หรือเสมองไปทางอื่นเสีย มันเป็นอารมณ์ลึกลับที่เขาเองก็ไม่สามารถอธิบายได้วรเทพเข้าใจว่า อรัญ เป็นพี่ชายจริงๆ ของปิยนันท์ จึงให้ความเกรงใจ และเชิญมาเลี้ยงเครื่องดื่ม แต่เมื่อทราบความจริงจากการบอกของหญิงสาว ทำให้เขามองอรัญอย่างเหยียด ๆ และรีบชวนปิยนันท์กลับโดยอ้างว่ามีธุระด่วน เขาเกลียดคนอีสาน“เมื่อไหร่จะได้ล่ะนุ่น พี่เดินจนเมื่อยขาแล้วนะ”อรัญโอดเมื่อสุวกรณ์ไม่มีทีท่าว่าจะเลือกได้ของสักชิ้น“ใจเย็น ๆ สิคะ นุ่นไม่เห็นเมื่อยเลย”“ไม่ไหวแล้ว เมื่อยขา” ไม่พูดเปล่า เขาแกล้งนั่งยอง ๆ กับพื้น“พี่รัน อ่ะ!”“เอ้า ๆ เดิน ๆ แต่อย่าเลือกมากนะ”เขาบอกและยืดตัวขึ้นเมื่อเด็กสาวรั้งแขนให้ลุก“ของสำคัญ ก็ต้องเลือกบ้างสิคะ”
    “พี่รันเอารถไปทำอะไรมาคะ? ถึงได้โทรมขนาดนั้น” กรรณิการ์ถามก่อนทรุดตัวลงนั่นบนม้าหินอ่อนตรงข้าม หน้าบ้านสุวรัตน์“ก็แข่งรถวันนั้นไง”อรัญเงยหน้าจากหยอกเจ้าปิงปิงสุนัขตัวน้อยของสุวกรณ์ขึ้นมาตอบ“วันนั้นมันไม่โทรมขนาดนี้นี่ค่ะ อย่างนี้กรรณ์รับประกันไม่ไหวแน่เลย”“ไม่รู้ล่ะ ต้องโทษคุณพลที่ยุให้พี่แข่งรถ”ชายหนุ่มหัวเราะเพราะรู้ว่ากรรณิการ์พูดเล่นไปเท่านั้นเองขณะนั้นสุวกรณ์วิ่งตื๋อออกมาจากตัวบ้านหัวเราะคิกคัก กรรณ์ณิการ์ถามหน้าตื่น“น้องนุ่น มีอะไรหรือคะ?”“เปล่าค่ะ ลองถามแม่ดูสิคะ โน่นเดินมาโน่นแล้ว”สุวกรณ์ตอบแล้วก้มลงอุ้มปิงปิงไปจากตักของอรัญ จากนั้นเดินไปนั่งเคียงข้างพี่สะใภ้“มีอะไรหรือคะแม่?”“ก็ดูยัยนุ่นทำสิ นี่”สุวรัตน์ยื่นกล่องของขวัญที่แกะแล้วให้กรรณิการ์ดู หล่อนหัวเราะกิ๊กเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในกล่อง“อะไรหรือคุณกรรณ์?”“พี่รัน ดูเองสิคะ”ชายหนุ่มส่ายหน้าเมื่อเห็นของขวัญที่เขาอุตส่าห์พาเด็กสาวไปเดินซื้อหาจนเมื่อยขา เหตุที่เธอปิดบังไม่ยอมให้เขาทราบก็คงเป็นเพราะเหตุนี้เอง“ซื้อมาได้นุ่นเอ๊ย จุกหัวนมเด็ก”“เกิดก็ต้องกินนม ของขวัญวันเกิดก็ต้องจุกหัวนมสิคะ”ไม่ตอบเปล่า สุวกรณ์ยังคว้าไปใส่ปากเฉย ทำให้มารดาและพี่สะใภ้ยิ้มอย่างเอ็นดู“พี่รันไปเที่ยวเมืองกาญจน์กับพวกเรามั๊ยคะ? จะไปกันอาทิตย์หน้า” กรรณิการ์เอ่ยชวน“เนื่องในงานอะไรครับ?”“ผ้าป่าค่ะ และจะแวะเที่ยวน้ำตกเอราวัณด้วย น่าสนุกนะคะ สนใจมั๊ย?”“อ๋อ ที่น้าสุรัตน์เป็นประธานจัดไปใช่มั๊ยครับ ไม่เห็นแจกซองกันบ้าง?”“ใครบอก ก็นุ่นเอาไปให้พี่รันวันก่อนโน้น พี่ยังบ่นเลย” สุวกรณ์ชี้แจง“เออ แฮะ เพิ่งนึกออก ยังไม่ทันใส่ซองให้เลย ไม่รู้ยังอยู่หรือเปล่า ผมไม่ได้อ่านฎีกาข้างในซะด้วย เลยไม่ทราบ มัวแต่วุ่น ๆ อยู่”“พี่รัน ชอบลืมง่ายจะตาย”“นุ่นก็ไปว่าพี่เขา”สุวรัตน์ค้อนบุตรสาวแล้วหันมาถามชายหนุ่ม“- ว่าไงคะ สนใจไปด้วยมั๊ย?”“ไปแน่นอนครับ” เขารับปาก“ถ้าไม่เตือนก็ลืมอีกแหงเลย” เด็กสาวแซวไม่เลิกสัปดาห์ต่อมาอรัญมาถึงรถช้ากว่าคนอื่น เพราะเมื่อคืนนอนดึก ต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ลูกค้าสั่งเข้ามาใหม่ ผู้ที่บ่นเขามากเห็นจะไม่มีใครเกิน เด็กสาวสุวกรณ์นั่นเอง“แม่เราล่ะนุ่น?”“ก็พี่รัน มาช้า แม่ไปรถตู้ก่อนแล้ว”รถปรับอากาศขนาด 80 ที่นั่งมาถึงจุดหมายเมื่อเกือบ 10 นาฬิกา สุวรัตน์ประธานใหญ่มาถึงก่อน และสั่งการให้ขนของลงจากรถ อรัญเข้าไปทักและขอโทษที่มาผิดเวลานัด“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่อยากแนะนำประธานใหญ่ของเราอีกคน โน่นยืนอยู่โน่น ไป น้าจะพาไปรู้จัก”สุวรัตน์ชี้มือไปที่หญิงชายคู่หนึ่งที่ยืนชมกล้วยไม้ โดยหันหลังให้อรัญนึกไม่ถึงว่าประธานใหญ่กองผ้าป่าที่สุวรัตน์จะแนะนำจะเป็นวรเทพ และหญิงสาวข้างกายก็คือ ปิยนันท์นั่นเองหญิงสาวยิ้มทักทาย แต่ดูเหมือนจะเกรง ใจวรเทพที่จะแสดงความคุ้นเคยมากไปกว่านั้นฝ่ายวรเทพ เขาจำใจทักทายเจ้าหนุ่มอีสานคนนี้ ท่าทางมันไม่ถูกโฉลกกับเขายังไงพิกลอยู่รถผ้าป่าแบบทัวร์กราย ๆ มาถึงน้ำตกเอราวัณ ก็เป็นเวลาบ่ายโมงแล้ว“ขอให้กลับมารถก่อนสี่โมงเย็นนะคร๊าบ อย่าลืม ไม่งั้นตกรถแน่ อย่าลืมนะคร๊าบ สี่โมง”เจ้าของรถประกาศเตือน ก่อนที่จะเปิดประตูให้ลงไปเที่ยวชมน้ำตกตามอัธยาศัยสุวกรณ์วิ่งจากรถตู้มาที่อรัญซึ่งกำลังสนทนากับเจ้าหน้าที่อุทยานน้ำตก ความจริงเด็กสาวชวนเขาขึ้นรถตู้ด้วยกัน แต่ถูกวรเทพปิดประตูตัดหน้า“พี่รัน! มาอยู่นี่เองมองหาตั้งนาน”“อ้าว หาทำไม ทำไมไม่เที่ยวกับพวกคุณพลหรือน้ารัตน์ล่ะ” เขาหันมาถาม“เดินกับพี่รัน หนุกกว่า กับแม่ไม่ค่อยหนุกเลย โดนว่าอยู่เรื่อง ห้ามโน่นห้ามนี่ยังกะเรา เพิ่ง 13”อรัญพาเด็กสาวเดินขึ้นมาตามชั้นต่างๆ ของน้ำตก ต้นไม้ใหญ่ขึ้นสูง เพราะได้รับการอนุรักษ์ไว้ นักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาลงเล่นน้ำที่ไหลตกตามชั้นเขาควักกล้องตัวเล็กที่จันทิมาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ออกมาจากกระเป๋ากางเกง สุวกรณ์เป็นนางแบบที่ไม่รู้เบื่อการแอ๊คท่าเลย เด็กสาววิ่งโน่นวิ่งนี่จนเขาฉิว ๆ“มาม๊ะ นุ่นถ่ายให้พี่บ้าง นั่นแหละยืนตรงนั้นแหละเหมาะดี เอ้า หนึ่ง สอง สาม…..”“เอ้า พี่รัน มาถ่ายรูปกันอยู่นี่เอง” สุวพลกับกรรณิการ์เดินเข้ามาทักและหันไปทักน้องสาว “-ไงนุ่น เราน่ะ พี่เห็นวิ่งโน่นวิ่งนี่ไม่เหนื่อยหรือไง?”“ไม่เหนื่อยพี่พล หนุกดี มาก็ดีแล้ว ถ่ายรูปคู่กันซะเลย เอ้าเข้าที่…..”ทั้งสี่พากันเดินขึ้นชมน้ำตกถึงชั้นห้า ซึ่งเป็นชั้นที่มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่เหมาะที่คนจะลงเล่น น้ำสีเขียวในบอกเป็นนัยว่า มันลึกและเย็นแน่นอน เจ้าหน้าต้องเขียนป้ายประกาศเตือนไว้ห้ามผู้ที่ไม่แข็งแรง และเป็นโรคหัวใจ โรคหอบหืดเล่นน้ำเด็ดขาด“น้ำน่าเล่นนะพี่พล”“นุ่นอยากเล่นหรือ?”สุวพลหันไปถาม“ฮื่อ มันน่าเล่นจริง คงจะเย็นน่าดูเลย ดูสิแหม่มคนนั้นล่อนจ้อนเลย”สุวกรณ์ชี้ให้ดูนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศหลายคน ที่กำลังดำผุดดำว่ายไปมาบนยอดยางลิงกังหลายตัวไต่เดียะไปมา เสียงนกร้องแว่วแต่เสียง แต่หาตัวไม่เจอ กรรณิการ์ส่งกล้องส่องทางไกลให้อรัญส่องบ้างเขาแกล้งส่องดูหน้าสุวกรณ์แล้วร้องขึ้นเหมือนตกใจ“โห…คุณกรรณ์ทำไมลิงตัวนี้ถึงตาโตจึง ดูสิเนี่ย อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง”กรรณิการ์หัวเราะกิ๊ก สุวพลหน้าตื่นรับมุขไม่ทัน ส่วนเจ้าตัวที่ถูกเขาล้อหน้าง้ำ“พี่รันอ่ะ ว่านุ่นเป็นลิง”ไม่พูดเปล่า เด็กสาวเงื้อหมัดน้อย ๆ ขึ้นด้วย อรัญจึงรับกระโดดออกห่าง หัวเราะอัก ๆ“เอ๊ะ กรรณ์ นั่นใช่คุณวรเทพกับนันท์หรือเปล่า” สุวพลถามแฟนสาวเมื่อเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังยืนถ่ายรูปอยู่ในจุดที่หมิ่นเหม่ต่ออันตรายที่ชั้นสูงขึ้นไปอีก“ไหนคะ?” หญิงสาวถาม ยื่นหน้ามองหา เขาจึงชี้มือบอก“รู้สึกว่าจะใช่นะคะนั่น”คำตอบของกรรณิการ์ยังไม่ทันจบความ หล่อนก็ต้องกรีดร้องอย่างตกใจสุดขีด เมื่อเห็นร่างปิยนันท์เพื่อนสาว ร่วงผลอยลงมาตามน้ำตก“กรี๊ด ด ด ด นันท์ นันท์ พี่พลนันท์ตกหน้าผา”กรรณิการ์ร้องแทบไม่เป็นภาษาด้วยความตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สุวพลไม่ต้องให้หญิงสาวบอกเขาก็เห็นเสียงกรีดร้องตกใจของผู้ที่เห็นเหตุการณ์ดังเอะอะตื่นตระหนกอรัญ ก็เป็นผู้หนึ่งที่เห็นร่างปิยนันท์ร่วงจากหินตกลงมา เขาตะลึงเมื่อเห็นร่างที่ร่วงลงมาตกกระทบแง่หินหลายครั้งก่อนจะตูมลงไปในแอ่งน้ำที่เย็นเฉียบนั้นเสี้ยววินาทีที่เขายืนตะลึง แต่เมื่อตั้งสติได้ เขาร้องเรียกชื่อปิยนันท์เสียงหลง โยนกล้องให้สุวกรณ์ และวิ่งกระโดดจากสะพานทางเดิน พุ่งหลาวลงไปอย่างไม่คิดถึงอันตรายที่จะมีต่อตนเอง อรัญดำพรวดเดียวไปถึงตำแหน่งที่หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายตกลงมาเจ้าหน้าที่ประจำอุทยานหลายนายกระโดดตามลงมาช่วยกันค้นหาปิยนันท์ไม่โผล่ขึ้นมาให้เห็นเลยแม้แต่เงา อรัญดำลงไปควานหาอย่างร้อนใจ ไม่รู้สึกถึงน้ำที่เย็นเฉียบในขณะนี้ทุกสายตาเห็นชายหนุ่มดำลงไปนาน ก่อนโผล่ขึ้นมาหายใจอีกครั้งแล้วดำลงไปใหม่ ทุกคนต่างภาวนาเอาใจช่วยครั้งสุดท้ายที่เขาดำลงไป ทุกคนรู้สึกเหมือนว่าเวลามันผ่านไปเนิ่นช้าเหลือเกิน ต่างก็ลืมตัวหยุดกลั้นหายใจตาม โดยเฉพาะกรรณิการ์หล่อนแทบเป็นลมสิ้นสติเพราะความตกใจต่อความโชคร้ายของเพื่อนอรัญดำดิ่งลึกลงไปในความมืดและเย็นเฉียบ ควานมือหาอย่างร้อนรนอกแทบระเบิด“คุณพระทั้งหลายช่วยลูกด้วยเถิด”เขาภาวนาเหมือนพระแม่คงคาจะได้ยินคำภาวนาของเขา มือที่ควานลึกสัมผัสถึงร่างที่จมดิ่งอยู่ใต้น้ำ คว้าได้แขน แต่เขาก็ทนกลั้นหายใจไม่ไหว ต้องปล่อยและลอยตัวขึ้นหาอากาศเบื้องบนรีบดำลงอย่างรีบร้อนเมื่อได้อากาศ ชีวิตของปิยนันท์จะรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการดำครั้งนี้แล้ว เพราะเขาเองก็เหนื่อยแทบขาดใจ จากการขาดอากาศ“หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า……….”แต่ละเสี้ยววินาทีคือชีวิต ชีวิตทุกคนถอนหายใจเฮือกหลังจากที่กลั้นไปนาน เมื่อเห็นอรัญพาร่างของหญิงสาวเคราะห์ร้ายขึ้นมาจากใต้น้ำอรัญรั้งร่างอันเย็นเฉียบมาที่ตลิ่งที่มีโขดหินระเกะระกะ หลายคนพรูเข้ามาช่วยอีกแรง เขาปล่อยให้ร่างปิยนันท์ถูกหามขึ้นไปช่วยปฐมพยาบาล อยู่บนตลิ่ง ส่วนตัวเองนอนหงายหลังหายใจทางปากอย่างเหนื่อยอ่อนสุวพลวิ่งลงมาช่วยดึงร่างหญิงสาวขึ้นมาปฐมพยาบาลบนตลิ่ง การกู้ชีวิตเป็นไปอย่างทุลักทุเล นักท่องเที่ยวพยายามที่จะมุงเข้ามาดู จนเจ้าหน้าที่อุทยานซึ่งเพิ่งวิ่งมาถึงต้องช่วยกันออกไปกรรณิการ์ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร หล่อนได้แต่ภาวนาในขณะที่สุวพลกำลังช่วยผายปอดให้ปิยนันท์นับว่าพระแม่คงคาไม่โหดร้ายเกินไปนัก ชีวิตของปิยนันท์ ถูกกู้คืนมาจากมรณะได้ ก่อนจะถูกส่งโรงพยาบาล ใกล้เคียงอย่างเร่งด่วนอรัญมานั่งซึม อยู่ที่ร้านค้าของอุทยาน เขาอยากตามไปส่งปิยนันท์ที่โรงพยาบาลด้วย แต่ถูกวรเทพกันไว้อีกจนได้“รถเต็มแล้ว! ไม่ต้องขึ้นมา”ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือก นี่เขาไปทำอะไรให้เจ้านี่มันไม่ชอบหน้าเอานะ
    โปรดติดตามตอนต่อไปอ่านแล้วให้ความเห็น และให้กำลังใจกันด้วยนะครับ เพื่อการพัฒนานิยายในอนาคต