ผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี

    บทที่ 44

    บทที่ 44


    แม้คำพูดจะดูใจกว้าง แต่ข้อเสนอของเมฟก็เป็นสิ่งที่น่าพอใจสำหรับเขาเช่นกัน เพราะเวลากระชั้นชิดก็เลยเอามาแค่เมล็ดพันธุ์แล้วหนีออกมา บางทีอาจจะหาของมีค่าเพิ่มได้


    เมฟที่ไม่รู้ความในใจของเขาจึงถอนหายใจด้วยความซาบซึ้ง


    “พรุ่งนี้ข้าจะนำนะ หวังว่าจะไม่ปฏิเสธกัน”


    “ตามสบายเลย”


    เพราะแทบจะไม่มีเรื่องให้ต่อสู้อยู่แล้ว


    อีอันไม่ได้พูดประโยคหลังออกไปหลับตาลงโดยไม่พูดอะไร จริง ๆ แล้วเขาไม่อยากทำอะไรเลยแม้แต่กระดิกนิ้ว


    ***


    วันต่อมา เส้นทางขากลับก็ง่ายดาย เป็นไปตามที่อีอันคาดไว้


    เพราะปีศาจที่เหลือส่วนใหญ่เลือกซ่อนตัวจากแสงอาทิตย์ แม้ว่าป่าจะไม่ได้รับการชำระล้าง


    พวกเขาใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงจัดการกับต้นไม้กินเนื้อ


    “บ้า…ไปแล้ว…”


    คณะเดินทางมาถึงใจกลางของการปนเปื้อน อีอันไม่จำเป็นต้องบอกความจริงนั้น


    “รู้อยู่แล้วว่าเละ...แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นได้ขนาดนี้”


    ไม่เพียงแต่พื้นที่ทั้งหมดกลายเป็นสีเทาเท่านั้น แต่เห็นซากของต้นไม้โบราณที่สูงใหญ่ได้ชัดเจน


    “ท่านจุดไฟไปทั่วเลยเหรอ? ยังดีที่ไฟไม่ลุกลามใหญ่โต” ฟิลลิปพูดขณะเหยียบพื้นดินที่เต็มไปด้วยหลุมและร่องรอยการต่อสู้


    “ที่แห่งนี้เคยเป็นป่าของพวกสัตว์ประหลาดในอดีต ฟิลลิป” เมฟเดินอยู่ข้างหน้า เธอตอบพร้อมกับยกที่บังหน้าขึ้น “ต้นไม้ในป่าที่มีสัตว์ประหลาดอาศัยอยู่ไม่ถูกไฟไหม้แบบนี้หรอก จึงมีป้อมปราการและที่ตั้งของอาณาจักรหลายแห่งถูกสร้างขึ้นในป่าที่มีสัตว์ประหลาดอาศัยอยู่ เจ้าไม่รู้เหรอ?”


    “ข้าเพิ่งรู้เป็นครั้งแรก อย่างนี้นี่เอง…”


    “บางทีอีอันอาจจะรู้อยู่แล้ว เขาเลยเผาไฟ”


    ไม่รู้เลยสักนิด


    อีอันยักไหล่อย่างเดียว


    มิเกลผูกม้าไว้ เขามองต้นไม้โบราณด้วยสายตาเคลือบแคลงใจ “ตายจริง ๆ ใช่ไหม? ดูจากสภาพแล้ว เหมือนถูกย่างทั้งตัว ดูเป็นลางไม่ดีเลย”


    อีอันหันไปมองเขา “ทำไมถึงถามข้าอย่างนั้นล่ะ?”


    “แล้วจะให้ไปถามใครล่ะขอรับ?”


    “คิดว่ามาเที่ยวเล่นอยู่หรือไง?”


    “มะ…มาทำภารกิจอยู่แล้ว แค่จะตรวจสอบนิดหน่อยเอง” มิเกลหมุนตัวกลับทันที


    ฟิลลิปที่มองดูอยู่ก็ถอนหายใจและตามเขาไป


    “ไม่ว่าจะเจออะไร ต้องแจ้งข้าก่อน”


    อีอันเดินตามหลังพวกเขาไปช้า ๆ


    เมื่อคืนทำงานล่วงเวลาเพียงพอแล้ว วันนี้เลยคิดว่าจะปล่อยตัวปล่อยใจชิว ๆ


    เมฟเดินข้าง ๆ เขา เธอเดินไปพร้อมกับทำสีหน้าครุ่นคิดและพูดขึ้นอย่างกะทันหัน


    “ดูเหมือนว่าจะมีอีกคนที่มีความแค้นกับนักเวทดำอยู่นะ อีอัน”


    อีอันหันมอง “หมายความว่ายังไง?”


    “เมื่อวานนี้ พลังเวทที่ปนเปื้อนในแก่นพลังเวทลามมาถึงข้า ข้าแทบจะคุมสติไม่อยู่เลยไม่สามารถต้านทานได้”


    มีเรื่องแบบนั้นด้วยงั้นเหรอ...?


    ในขณะที่อีอันยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอก็พูดต่อ “ข้ารู้สึกได้ถึงตัวตนของมัน เสียงหัวเราะด้วย แล้วก็เสียงกระซิบว่าถ้าอยากมีชีวิตอยู่ให้ออกไปจากที่นี่”


    “...มันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ท่านปนเปื้อน แต่เป็นคำเตือนงั้นเหรอ?”


    “ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่…มันบอกว่าแต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง ให้ข้าหยุดทำตัวล้ำเส้น”


    หน้าที่ของแต่ละคน…


    หว่างคิ้วของอีอันคลายออกเพราะนึกถึงเมฟในเกม


    แผนอันชั่วร้ายของอาณาจักรทำให้เธอกลายเป็นผู้ล้างแค้นกระหายเลือด คงเป็นพวกเดียวกันกับนักเวทดำ เหมือนเธอรู้อะไรบางอย่าง


    “…แล้วมีคนอื่นที่ใช้ความแค้นอยู่อีกไม่ใช่เหรอ?”


    “ใช่ มันบอกว่าแค่พวกกระจอกสีแดงที่ล้ำเส้นก็เพียงพอแล้ว สิ่งสุดท้ายที่มันบอกคือต้องชดใช้”


    “…” คิ้วของอีอันค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน “สีแดง…อาจจะหมายถึงนักเวท ถ้ารู้ว่าเป็นใคร อาจจะเป็นประโยชน์ในอนาคตก็ได้”


    รอยยิ้มแห้ง ๆ ปรากฏที่มุมปากของอีอันขณะมองเธออยู่


    ‘คิดให้ตายก็คิดไม่ออกว่านั่นคือข้าสินะ’


    ต้นไม้โบราณกลายเป็นก้อนถ่านอยู่ตรงหน้า


    เมฟพูดต่อราวกับเข้าใจรอยยิ้มของอีอันผิด “ข้าไม่ได้พูดเพื่อขอร้องอะไรทั้งนั้น อีอัน แค่อยากให้เจ้ารู้ความจริงที่ข้ารู้มา”


    “ถ้าท่านต้องการ ข้าก็จะรู้เอาไว้”


    ทันทีที่อีอันพยักหน้า


    “ท่านพี่! มาดูนี่หน่อยขอรับ!” มิเกลตะโกนเรียก


    สายตาของเมฟหันไปตามเสียงตะโกนของมิเกล


    “เหมือนจะเจออะไรบางอย่างนะ”


    “ข้าขอตัวก่อน ค่อย ๆ ตามมานะ ถ้ามีอะไรเดี๋ยวข้าเรียก”


    อีอันพูดอย่างเรียบเฉยแล้วหันหลังกลับไป


    ‘เจ้านั่นมันช่างสังเกตจริง ๆ’


    เขาคิดทบทวนเรื่องที่เพิ่งฟังไปเมื่อครู่


    ***


    ด้านหลังของต้นไม้โบราณ


    “เวรแล้ว...ซวยแต่เช้าเลย”


    “พวกมันล่ามนุษย์ด้วยหรือเปล่า?”


    ได้ยินเสียงของมิเกลและฟิลิประหว่างรากสองกิ่งที่ยื่นออกมาเหมือนงูยักษ์


    “ล่าซะที่ไหนล่ะ ดูร่องรอยพวกนี้สิ มันฝังอยู่ในดินแล้วถูกเผยออกมา มีสัตว์ที่ขุดหาอะไรกินไหม?”


    ไม่ใช่ของมีค่าแน่นอน


    อีอันเดินเข้าใกล้รากอย่างไม่พอใจ


    “อะไรเนี่ย?” มิเกลหันมามองเขา “มีศพด้วย”


    “มีค่อนข้างเยอะด้วยขอรับ นายท่าน” ฟิลลิปพูดออกมาขณะยืนหลบไปด้านข้าง เผยให้เห็นภาพที่พวกเขามองอยู่


    มีศพเน่า ๆ โผล่ขึ้นมาบนพื้นดินตรงที่รากถูกขุดขึ้นมา 


    “เยอะ…มาก” อีอันที่ยืนมองอยู่พูดออกมา


    ความทรงจำในเกมมีอยู่เลือนราง


    ศพครึ่งหนึ่งถูกฝังไว้รอบ ๆ ต้นไม้โบราณ เป็นกองซากศพตอนที่ป่ายังไม่ปนเปื้อนงั้นเหรอ


    ‘หรือมีการตั้งค่าของเกมที่ไม่รู้มาก่อนหรือเปล่านะ’


    ฟิลลิปถามขณะมองไปที่อีอันซึ่งเริ่มสังเกตซากศพ


    “จากที่สังเกต นายท่านคิดว่าพวกนี้ถูกล่าใช่ไหมขอรับ?”


    “ใช่ เหมือนจะเป็น...การสังเวยมากกว่านะ”


    “เครื่องสังเวยงั้นเหรอ”


    “แปลกนะ มีต้นไม้โบราณต้นใหญ่แบบนี้อยู่กลางป่า โดยที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน น่าจะเคยมีคนพบเจอบ้างนะ”


    ดวงตาของอีอันหยุดอยู่ที่ที่หนึ่ง


    มิเกลทำหน้างงและถาม “งั้นก็หมายความว่ามีคนใช้ศพเหล่านี้เลี้ยงพวกสัตว์ประหลาดงั้นเหรอ”


    “ไม่รู้สิ แต่ถ้าดูจากสถานการณ์แล้ว แบบนั้นน่าจะเป็นไปได้มากกว่า”


    อีอันโน้มตัวลง เขาหยิบของบางอย่างที่โผล่พ้นดินออกมาครึ่งหนึ่งท่ามกลางซากศพ


    ห่วงเหล็กมีน้ำหนักที่เต็มไปด้วยดินโคลน


    ขณะที่เขากำลังสะบัดดินที่ติดห่วงอยู่ เสียงของเมฟก็ดังมาจากด้านหลัง


    “มีอะไรเหรอ?”


    “ไม่รู้ว่าเป็นเบาะแสที่ท่านตามหาอยู่หรือเปล่านะ…” อีอันโยนสิ่งที่อยู่ในมือของเขาให้อีกฝ่าย “มีอันนี้อยู่ท่ามกลางซากศพ”


    เมฟรับมาถือไว้ สายตาของเธอหรี่ลง ขณะเข้ามาใกล้เมฟขูดห่วงข้างหนึ่งด้วยถุงมือแล้วหยุดเดิน


    “คิดไว้แล้วเชียว มันคือกุญแจมือของอาณาจักร ยังมีตราประทับเหลืออยู่เลย”


    เมฟยื่นกุญแจมือออกไป


    ตรงห่วงล็อกยังมีรูปเขากวางจาง ๆ อยู่


    ฟิลลิปถามด้วยความงุนงง “หมายความว่าศพพวกนี้...เป็นนักโทษของอาณาจักรงั้นหรือขอรับ”


    “เราจะเริ่มพิสูจน์กันเดี๋ยวนี้แหละ”


    อีอันหันไปมอง “ถึงเวลาที่เจ้าจะได้ทำงานที่ถนัดแล้ว มิเกล”


    “อะไรกัน…ไม่จริงน่า ท่านพูดจริงเหรอ”


    อีอันผงกหัว


    มิเกลถอนหายใจแล้วหมุนตัว “จะไปเอาพลั่วมาเดี๋ยวนี้แหละ…”

    คล้ายกับเรื่องผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี ที่คุณอ่าน