อาณาจักรนิรันต์

    วาลาส

    ณ เต็นท์ของหัวหน้ากลุ่มเงาทะเลทราย

     

    ภายในเต็นท์หัวหน้ากลุ่มเงาทะเลทราย กลิ่นควันจากคบเพลิงผสมกลิ่นหนังสัตว์และฝุ่นทรายลอยอบอวล แสงแดดลอดผ่านรอยขาดของผ้าเต็นท์สีน้ำตาล สาดลำแสงจางๆ ลงบนพื้นทรายที่ปูด้วยพรมหยาบ มุมหนึ่งมีหอกและโล่วางพิงกำแพง ข้างๆ กันมีถุงน้ำหนังแขวนห้อย บ่งบอกถึงชีวิตนักรบ

     

    ภายในเต็นท์นี้มีคนสี่คนยืนและนั่งล้อมวงกันอยู่ อาเธอร์และเดวิดนั่งบนพรมฝั่งหนึ่ง คาย่านั่งบนเบาะหนังตรงข้าม มือวางบนเข่า ข้างหลังเธอคือวาลาส รองหัวหน้ากลุ่มเงาทะเลทราย ชายวัยกลางคนร่างกำยำ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นและแผลเป็นจางๆ ดวงตาคมกริบจ้องอาเธอร์และเดวิดราวจะเจาะทะลุ มือขวาวางบนด้ามดาบที่พาดข้างกาย บรรยากาศตึงเครียดเยือกเย็นราวกับดวงดาวเหมันต์ แม้แดดข้างนอกจะร้อนระอุ

     

    ความเงียบกดทับจนคาย่าเริ่มทนไม่ไหว เธอสูดหายใจลึก มองเดวิดที่จ้องวาลาสด้วยสายตาเย็นชา “คนนี้คือ ‘วาลาส’ ” เธอกล่าว น้ำเสียงพยายามเป็นกลาง “รองหัวหน้ากลุ่มเงาทะเลทราย เป็นคนดูแลการบริหารและวางแผนของกลุ่มเงาทะเลทราย”

     

    วาลาสยืนหลังตรง ไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ดวงตาของเขาเฉียบคมราวนักล่าที่เฝ้าจ้องเหยื่อในเงามืด ไม่แสดงอารมณ์ใดออกมาให้จับได้

     

    อาเธอร์หันมองวาลาส มือที่จับดาบและท่ายืนนิ่งบ่งบอกถึงประสบการณ์ของเขา “ยินดีที่ได้รู้จัก ท่านวาลาส” เขาวางมือทาบอก คำนับด้วยท่าทางสุภาพแต่แฝงความมั่นใจ

     

    วาลาสพยักหน้าน้อยๆ ไม่พูดจา ทว่าแววตาไล่ประเมินพวกเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ใช่แค่ท่าทาง แต่ดูเหมือนเขาจะพยายาม “ฟังเสียงระหว่างถ้อยคำ” ที่อาจจะยังไม่ได้เอ่ยออกมาด้วย

     

    เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย คาย่าจึงถามเสียงเข้มขึ้น “พวกเจ้าสองคนเป็นใครกันแน่ แล้วเข้ามาที่กลุ่มเงาทะเลทรายเพื่ออะไร?” ดวงตาคาย่าจ้องเขม็ง ความพ่ายแพ้ในลานฝึกยังฝังอยู่ในใจ

     

    อาเธอร์กับเดวิดสบตากันครู่หนึ่ง เดวิดใบหน้าเรียบนิ่ง อาเธอร์เอ่ยขึ้น

     

    “เจ้าเดาถูกเรื่องที่ว่าพวกข้ามีเหตุผลบางอย่างที่ต้องเข้ามาที่นี่” เขายิ้มมุมปากนิดหนึ่ง “แต่…มันไม่ใช่เรื่องร้ายอย่างที่เจ้าเข้าใจหรอก”

     

    “โอ้?” คาย่ายกคิ้ว เปลี่ยนมานั่งไขว่ห้าง “แล้วมันคืออะไรกันล่ะ?” น้ำเสียงแฝงความระแวงไว้ไม่มิด

     

    อาเธอร์สูดหายใจเบาๆ “คนในสภาส่งพวกข้ามา” เขาพูดเร็ว ไม่เปิดโอกาสให้ขัด “ทารอนตอนนี้มี ‘หนอน’ ที่ไม่รู้ว่าหลบอยู่ที่ไหน มันลอบส่งข้อมูลให้คาร์ทุซ”

     

    “หนอน?” วาลาสพูดคำแรก น้ำเสียงแหบต่ำ

     

    “ใช่” เดวิดพยักหน้า “หนอนที่ฝังตัวในกองกำลัง หรือสภา หรือแม้แต่กลุ่มพันธมิตร” เขาชำเลืองไปทางคาย่าเล็กน้อย

     

    “แต่…ไม่ใช่ว่าสภาไม่ไว้ใจพวกเจ้า” อาเธอร์เสริม “พวกเขาคิดว่าการบุกโจมตีที่ใกล้ถึงนี้อาจเป็นกับดักสำหรับกลุ่มเงาทะเลทรายและเหล่าทหารรับจ้าง พวกข้าจึงแฝงตัวมาเพื่อช่วยในตอนที่มันเริ่ม”

     

    คาย่านิ่ง เธอหันไปสบตาวาลาส วาลาสพยักหน้าเล็กน้อย มือคลายจากด้ามดาบ อาเธอร์จับปฏิกิริยานั้นได้แต่ทำเป็นไม่รู้ คาย่าหันกลับมา “สมมติ…แค่สมมติว่าข้าเชื่อเรื่องที่พวกเจ้าพูด แล้วมีเหตุผลอันใดที่ข้าจะต้องไว้ใจพวกเจ้า?”

     

    อาเธอร์หัวเราะแห้งๆ “พูดยาก” เขาเอนตัวไปข้างหน้า “แต่เจ้าก็รู้แล้วว่าพวกข้าไม่ได้มาจากทารอนหรือคาร์ทุซ เป็นคนนอกเหมือนพวกเจ้า” เขากดน้ำเสียง “สิ่งที่เราต้องการก็เหมือนกันคือชัยชนะของทารอน อย่างที่เจ้าเห็น ข้าและเดวิดไม่ใช่ ‘คนธรรมดา’ เราเป็นนักรบที่ต่อสู้เคียงข้างเจ้าได้”

     

    เดวิดพยักหน้ารับ “เรื่องความสามารถของพวกเรา พวกเจ้าก็เห็นแล้ว” เขากล่าว น้ำเสียงเย็นแต่หนักแน่น

     

    “ส่วนเรื่องที่พวกเจ้าจะเชื่อใจพวกข้าได้มากแค่ไหนนั้น ถ้าให้พวกข้าพูดเองคงต้องพูดว่า ‘พวกเจ้าเชื่อใจพวกข้าได้ พวกเราอยู่ฝั่งเดียวกัน’ ” อาเธอร์พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังหนักแน่นขึ้นอีก “พวกเจ้าสามารถตัดสินใจได้เลยว่าจะเอายังไงกับพวกข้าต่อไป จะให้อยู่ต่อ ขับไล่ หรือจะสังหารพวกข้าเสีย…ถ้าคิดว่าทำได้อ่ะนะ” คำสุดท้ายน้ำเสียงของอาเธอร์เยือกเย็นราวกับลมตะวันตกยามราตรี ดวงตาเขานิ่งสนิทไร้ความกลัว

     

    ทั้งคาย่าและวาลาสสัมผัสได้ถึงสัญชาตญาณนักฆ่าที่แทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งกับลมหายใจของอาเธอร์โดยไม่ต้องตั้งใจ

     

    “เอาละท่านหัวหน้า ท่านคิดว่าไงละ?” อาเธอร์กลับมาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติ

     

    คาย่าขมวดคิ้ว แต่ก็สูดหายใจขึ้นอีกครั้ง “ถ้าหากแผนพวกเจ้าคือช่วยคาร์ทุซ ข้าคงตายไปแล้วตั้งแต่ในลานฝึก” เธอพูดอย่างหนักแน่น “ข้าเลือกจะเชื่อเจ้าบางส่วน…ในเรื่องที่ว่ามีกับดักที่วางไว้ในการบุกโจมตี และในเรื่องที่ว่า พวกเราอาจอยู่ฝั่งเดียวกัน”

     

    วาลาสพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ “คนโกหกที่น่ากลัวคือคนที่ ‘ไม่พยายามโกหก’ ” เขาจ้องหน้าอาเธอร์กับเดวิดทีละคน “แต่เจ้าสองคน…พูดความจริงได้ดีเกินไป มันทำให้ข้าไม่ไว้ใจ…อย่างน้อยก็ไม่ทั้งหมด”

     

    อาเธอร์หัวเราะ “แฟร์ดี”

     

    ‘แฟร์ดี? มันแปลว่าอะไรละนั้น’ คาย่าทำเป็นไม่สนใจแล้วถามต่อ “เล่ารายละเอียดมาให้หมด”

     

    อาเธอร์ผ่อนคลาย ยิ้มมุมปาก “เรื่องราวมันเป็นแบบนี้…” เขาเริ่มเล่าตั้งแต่การปรากฏตัว การพบราเมซ จดหมายลับ การปราบโจรในถ้ำ และหลักฐานเกี่ยวกับแผนของคาร์ทุซ ทุกถ้อยคำเลือกใช้ชั้นเชิงผสมผสานความจริงและความลวงอย่างแนบเนียน เดวิดนั่งนิ่งเหมือนหุ่นยนต์ แต่นัยน์ตากลับคอยวัดคลื่นการเต้นของหัวใจคาย่าและวาลาสในทุกจังหวะ

     

    เมื่อเล่าจบ คาย่าครุ่นคิด เธอหันไปสบตาวาลาส วาลาสก้มลงกระซิบอะไรบางอย่าง เสียงเบาจนไม่ได้ยิน แต่แน่นอนว่าเดวิดรู้ว่าพวกเขาพูดอะไรกัน เขากระซิบจบแล้วเดินออกจากเต็นท์ ผ้าเต็นท์สะบัดเล็กน้อย อาเธอร์และเดวิดมองตามก่อนหันกลับมาหาคาย่า

     

    คาย่าพูดขึ้น “เรื่องที่พวกเจ้าเล่ามา…มีหลายอย่างที่ตรงกับข้อมูลที่พวกเราสืบมา มีการเคลื่อนไหวแปลกๆ ในรอบๆ เขตของทารอนและคาร์ทุซช่วงที่ผ่านมา”

     

    “เคลื่อนไหวแปลกๆ ?” เดวิดกล่าวขึ้น

     

    คาย่าพูดต่อ “ใช่ ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องอะไร แต่มีหลายครั้งที่เส้นทางเสบียงของคาร์ทุซถูกซุ่มโจมตี ทั้งที่พวกเราไม่มีใครรู้ตำแหน่งเลย”

     

    “นั่นหมายความว่า…” อาเธอร์ขมวดคิ้ว

     

    คาย่าพยักหน้า “ใช่…ไม่ใช่แค่ทารอนที่ข้อมูลรั่วไหล ฝั่งคาร์ทุซเองก็ถูกใครบางคน ‘เล่นงาน’ เหมือนกัน” คาย่ากล่าวต่อด้วยเสียงต่ำ “และที่สำคัญเราก็ได้รับข้อมูลบางอย่างที่รั่วไหลมาจากคาร์ทุซด้วยเหมือนกัน”

     

    “อะไรนะ!?” ทั้งอาเธอร์และเดวิดต่างตกใจพร้อมกัน

     

    ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้…ไม่ใช่ความเงียบของการระแวง แต่คือความเงียบของคลื่นใต้น้ำ ในสงครามที่ใกล้จะประทุขึ้นเต็มที