ณ คฤหาสน์ในแหวนมิติจิตวิญญานที่ห้องๆหนึ่งด้านใน หนึ่งชายหนุ่มหนุ่มสองหญิงงามกำลังนอนโอบกอดกันอย่างรักไคร่ด้วยสภาพไร้อาภรณ์กั้น นั่นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฟยหรง เมิ่งฉี และเหล่ยอิงที่นอนสิ้นสภาพจากการร่วมรักอันเมามันตลอดระยะเวลาสองวันสองคืนที่ผ่านมา
หลังจากผ่านศึกรักอันยาวนานเช่นนั้น คนแรกที่ตื่นขึ้นมาคือเฟยหรงที่สภาพดี ส่วนหญิงงามทั้งสองน่ะหรือ ตอนนี้แทบจะลุกไม่ขึ้นกันเลยก็ว่าได้ ชายหนุ่มเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วเขาก็หันกายไปทางพวกนางและหอมแก้มไปคนละฟอดใหญ่ เมื่อได้รับรสสัมผัสอันคุ้นเคยทั้งเหล่ยอิงและเมิ่งฉีก็ค่อยๆลืมตาขึ้นในสภาพงัวเงียแต่ทว่าไม่ได้ไม่ได้ลุกขึ้นแต่อย่างใด
"อื้ม ข้าไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ ข้ายอมแพ้ให้ข้าได้พักเถิด"เมิ่งฉีกล่าวขึ้นอย่างอ่อนใจ นางไม่น่าไปยั่วยวนอีกฝ่ายเลยจริงๆใครจะรู้ว่านอกจากมีพรสวรรค์ทางด้านฝึกฝนแล้วเฟยหรงมีพรสวรรค์ในเรื่องบนเตียงเช่นนี้ด้วย นี่ขนาดนางได้ศึกษาเรื่องพวกนี้จากฮั่วหลิงหลิงมาบ้างยังเป็นขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงเหล่ยอิงที่ไม่ได้ศึกษาอะไรมาซึ่งตอนนี้กำลังนอนสิ้นสภาพและหลับไปอย่างรวดเร็ว
"ข้าไม่ใช่คนหื่นกระหายไม่รู้เวลาเสียหน่อย เจ้าคิดว่าสามีของพวกเจ้าเป็นคนอย่างไรกัน"เฟยหรงกล่าวขึ้น เขาไม่ใช่ยักษ์ไม่ใช่มารเสียหน่อยที่ถึงกับจะทำกับคนที่ไม่ตอบโต้เช่นนี้ เมิ่งฉีที่ได้ยินชายหนุ่มพูดนางก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่พร้อมทำหน้ามุ้ยในทันใด หากสามีของนางคนนี้ไม่หื่นกระหายบนโลกนี้ชายคนอื่นก็คงกลายเป็นนักบวชไปหมดแล้วกระมัง บอกตามตรงหากนางไม่สุขสมจนหมดสติไปเกรงว่าศึกรักนี้จะยังไม่จบสิ้นง่ายๆ หรือแม้แต่ให้เอาพี่หญิงทั้งหมดมารุมก็ไม่แน่ว่าจะเอาชนะชายคนนี้ได้
เฟยหรงเมื่อเห็นเช่นนั้นก็อดส่ายหัวให้ไม่ได้ เขาปล่อยให้พวกนางนอนพักผ่อนกันไปก่อนและลุกขึ้นไปชำระร่างกาย ก่อนไปชายหนุ่มยังไม่ลืมที่จะหยอกเย้าเมิ่งฉีที่ยังมีสติโดยการไปพูดกรอกหูของนาง "ข้าอยากรู้จริงๆว่านับจากนี้เจ้ายังจะกลับไปเรียบร้อยได้เช่นเดิมอีกไหม"
เมิ่งฉีที่ได้ยินก็ทำแก้มป่องใส่ก่อนจะใช้มือของนางตีเฟยหรงและไล่เขาออกไปในทันทีเพราะเวลานี้นางเหนื่อยมากๆและต้องการที่จะพักผ่อนเหลือเกิน
เฟยหรงเดินออกจากแหวนมิติจิตวิญญานไป เขาก็ชำระล้างร่างกายที่น้ำตกเล็กๆตามเดิมก่อนที่จะสวมอาภรณ์สีฟ้าครามตัดขาวที่มีสัญลักษณ์กระบี่ตรงอกทั้งสองข้างพร้อมปลดม่านพลังออกและเดินออกไปในทันที
แต่พอเดินออกมาไม่ถึงสิบเก้าด้านหน้าของเขาคือหมิงเย่ ฮั่วหลิงหลิง และเฟิงเสวียที่ส่งยิ้มอย่างขบขันให้กับเขา แม้กระทั้งสองสาวผู้เป็นบุตรสาวที่อยู่ด้านหลังเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เฟยหรงกระจ่างในใจทันทีแท้จริงแล้วภรรยาตัวดีของเขานี่เองที่เป็นคนวางแผนเรื่องนี้ทั้งหมด เฟยหรงอดไม่ได้ที่จะหมั่นใส้รีบดึงภรรยาของเขาทั้งหมดมาไว้ข้างกายและจูบไปคนละหนึ่งคราเป็นเป็นการทำโทษ ภาพนี้ทำให้ทั้งเฟิงหยุนเยว่และปิงลี่อินอดไม่ได้จะจะเอามือปิดตา แม้จริงๆแล้วจะแอบมองอยู่นิดหน่อยก็เถอะ
"อ๊า สามีหลินเฉินมาถึงแล้ว ศิษย์ของท่านก็กลับมาแล้วเช่นกัน"เฟยหรงได้ยินคำกล่าวนั้นเองเฟิงเสวียก็พาเหล่าภรรยาของเขามุ่งตรงไปในโถงรับแขกในทันที และสั่งให้ศิษย์รับใช้ประจำคฤหาสน์รีบไปเรียกตัวเขาพบโดยด่วน เพราะเขาอยากจะรู้มากว่าสาเหตุที่ทำให้ทวีปต่างๆถูกทำลายเป็นว่าเล่นนั้นคืออะไรกันแน่ ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูปฮั่วหลินเฉินก็เดินมาพร้อมกับหญิงงามสามคนนั่นคือ หลงเหม่ยอิง หลงเหม่ยเหม่ย และเป่ยลู่หลินนั่งเอง
"พี่เขย!"ฮั่วหลินเฉยเมื่อเห็นเฟยหรงนั่งอยู่ก็ทำท่าทีราวกับเด็กไม่มีผิดเขาวิ่งเข้ามามหายจะกอดเฟยหรงแต่ทว่าโดนชายหนุ่มเอามือยันเอาไว้ไม่ให้เข้ามาใกล้มากกว่านี้ การที่ชายหนุ่มสองคนจะกอดกันต่อหน้าสตรีเห็นทีว่าจะไม่เหมาะสมนัก
"ไม่เจอกันนาน ยังคงซุกซนเช่นเดิม ไปนั่งเลยข้ามีเรื่องจะเทศนาเจ้าอีกยาวนัก พวกเจ้าเองก็เช่นกันนั่งลงก่อนและเล่าเหตุการณ์ที่ไปสำรวจมาให้ข้าฟังอย่างละเอียดด้วย"ฮั่วหลินเฉินเดินหน้ามุ้ยกลับไปและนั่งลงข้างๆฮั่วหลิงหลิง ส่วนพวกเป่ยลู่หลินนั้นนั่งอยู่บริเวณโซฟารับแขกและเริ่มกล่าวเรื่องที่นางได้พบเจอมาในทันที โดยคนที่เล่านั้นไม่ใช่ใครนอกเสียจากเป่ยลู่หลินผู้นำการสำรวจในครานี้นั่นอง
"เมื่อข้าไปถึงทุกอย่างก็ราบเป็นหน้ากองแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทวีปไหนก็ตามที่ถูกรุกรานประชากรทุกคนแทนที่จะตายตกจากที่นั่น แต่ในทางกลับกันทุกคนหายไปอย่างไร้ร่องลอยราวกับไม่เคยมีอยู่ แม้แต่ศพเดียวก็ไม่พบเห็น เรื่องนี้ข้าเห็นว่ามันไม่ธรรมดาดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายมากเกินไปจึงได้พาทั้งสองคนกลับมาในทันที มันช่างเป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอมาเลย"เป่ยลู่หลินกล่าวอธิบาย เฟยหรงยิ่งคิดยังขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้ ไม่มีศพอยู่เลยงั้นหรือ เรื่องนี้ผิดปกติจริงๆเสียด้วย หากมันเกี่ยวข้องกับตำหนักรัตติกาลจริงๆพวกมันคิดจะทำอะไรกันแน่
"เจ้าหนู การที่ซากศพหายไปเช่นนี้แสดงว่าพวกมันย่อมใช้ในพิธีกรรมอะไรสักอย่าง และที่อาจารย์คิดออกนั้นมีเพียงสองอย่างนั่นคือพิธีกรรมอัญเชิญกับพิธีกรรมสรรค์สร้างปราณพิเศษสายมืดเท่านั้น หากเป็นพวกมันทำจริงๆเรื่องนี้ย่อมไม่ธรรมดา"กู่เทียนหลงเมื่อเห็นว่าเฟยหรงที่คิดไม่ออกก็กล่าวขึ้นมาเพื่อไขความกระจ่างให้กับชายหนุ่ม
"ท่านอาจารย์ท่านรู้ได้อย่างไร??"เฟยหรงกล่าวถามด้วยความสงสัย
"เอ่อ....นำตาราเขียนไว้มากมาย อีกทั้งการใช้ซากศพก็มีอยูู่เพียงไม่กี่อย่างที่ทำ นอกจากหุนเชิดแล้วก็มีแค่พิธีกรรมสองอย่างนี้เท่านั้นที่ข้าอ่านเจอ"เฟยหรงได้ยินแบบนั้นก็พลันตึงเครียดขึ้นมาทันที มันจะเป็นไปได้หรือที่จะเป็นพิธีกรรมอัญเชิญเนื่องจากโลกใบนี้ถูกตัดขาดจากจักรวาลภายนอก ความคิดของเขาเอนเอียงไปทางพิธีกรรมสรรค์สร้างลมปราณพิเศษเสียมากกว่า แต่ทว่าเมื่อฉุกคิดได้ดังนี้เฟยหรงก็ตาโตขึ้นมาในทันที
"อย่าบอกนะว่าเป็นลมปราณคำสาปของอาชูร่า!!"เฟยหรงลุกขึ้นพรวดพราด หากไม่เป็นเช่นนี้คงไม่ทันการ เขารีบสั่งการให้เหล่าภรรยาของเขาและลูกศิษย์ไปบอกกล่าวเรื่องนี้กับทุกคนในครอบครัวของทันทีว่าให้ระวังตัว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป ในความทรงจำของเขาลมปราณคำสาปเกิดจากแรงอาฆาตและความตายของสรรพสิ่งซึ่งนี่เป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกหนีได้ แต่ทว่าการสะสมพลังปราณจำเป็นต้องใช้ร่างกายของมนุาย์หรือสิ่งมีชีวิตด้วยหรือ เรื่องราวเช่นนี้ขัดต่อความทรงจำของเจ้าบัลลังก์ที่เขาเคยรับรู้มาอยู่มากนัก
แต่ทว่าชายหนุ่มไม่อาจที่จะประมาทได้ ต่อให้ตนสามารถสยบลมปราณคำสาปได้แล้วอย่างไร หากดูในด้านพละกำลังหอกระบี่ดาวตกอาจจะเป็นต่อตำหนักรัตติกาลอยู่บ้าง แต่ทางด้านตำหนักรัตติกาลเองก็มีปริศนามากมาย ดังนั้นจึงต้องป้องกันไว้ดีกว่าต้องไปตามแก้ทีหลัง
"หลินเฉินเอาไว้ค่อยคุยกันก็แล้วกัน ข้าต้องออกไปข้างนอกก่อน"เฟยหรงกล่าวขึ้น ฮั่วหลินเฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะออกไปด้านนอกในทันที หน้าที่ของพี่เขยคนนี้ช่างหนักหนายิ่งกว่าที่เขาคิดเอาไว้
เฟยหรงเตรียมตัวก้าวออกไป แต่ทว่าทันใดนั้นเป่ยลู่หลินก็ก้าวยืนมาด้านหน้าของเฟยหรงจนทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะตกใจ "ข้าได้วย"
"เรื่องนี้หากเป็นดังที่ข้าคิดมันอันตรายเกินไปที่เจ้าจะตามไปด้วยได้"เฟยหรงกล่าวขัดในทันที
"ข้าเองก็มีหน้าที่ปกป้อง สายเลือดของตระกูลเป่นเช่นกัน ดังนั้นข้าไม่กลัวความตาย"นางกล่าวออกมาอย่างมาดมั่น เฟยหรงที่เห็นกิริยาเช่นนั้นได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา
"เช่นนั้นเจ้าต้องทำตามคำสั่งของข้าทุกประการ เข้าใจหรือไม่"เป่ยลู่หลินพยักหน้ายอมรับแต่โดยดีก่อนที่ทั้งสองจะบินทยานออกไปจากหอกระบี่ดาวตก โดยที่เป้าหมายของเขาคือแฝงตัวเข้าไปด้านในตำหนักรัตติกาลเพื่อไปสังเกตุการณ์ว่ามันเป็นจริงอย่างที่เขาคิดหรือไม่
แน่นอนด้วยอำนาจของบัลลังก์ราชันแห่งความมืดของเฟยหรงการแฝงตัวไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ถึงพวกตำหนักรัตติกาลจะใช้ลมปราณคำสาปจริงๆก็ไม่สามารถตรวจจับเขาได้อยู่ดี เนื่องจากบัลลังก์ราชันแห่งความมืดนี้มันดูดกลืนลมปราณคำสาปมากมายดังนั้นการเลียนแบบปราณให้คล้ายครึงกันจึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
'ตำหนักรัตติกาล ขอให้ไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดเลย ไม่เช่นนั้นข้าคงจะต้องลบเจ้าออกไปจากโลกใบนี้'เฟยหรงตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ ลมปราณคำสาปเป็นภัยคุกคามกับทุกคนบนโลก และหากพวกมันได้ถือครองพลังเช่นนั้นเกรงว่าเป้าหมายแรกของพวกมันคงจะไม่พ้นหอกระบี่ดาวตกที่คอยขัดขวางพวกมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นแน่ เฟยหรงไม่ต้องการให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นแต่อย่างใด และเขาพร้อมที่จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมหากเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ