‘ดูแล้วเยี่ยนอ๋องก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่ใคร ๆ เล่าลือกัน’ เช่นนั้นก็ต้องหาโอกาสเข้าใกล้เขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้คำร้องขอจะไม่เป็ผลเลยก็เถอะ แต่อย่างไรก็ควรจะมีความหวังเอาไว้ก่อน เสิ่นเชียนเกอคิดอย่างมุ่งมั่น
ความคิดของเสิ่นเชียนเกอไม่ได้ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย นางเพียงแค่้าไขว่คว้าโอกาสทั้งหมดที่จะสามารถโชคลาภมาให้ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้หลุดพ้นจากชะตาลิขิตของตัวประกอบแสนอาภัพนี้ ส่วนเื่หลังจากนั้นจะเป็อย่างไรเมื่อถึงเวลาก็ค่อยว่ากันอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเสิ่นเชียนเกอกล่าวขึ้นเช่นนั้น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคำปฏิเสธเข้าร่วมการแข่งขันของเยี่ยนอ๋องจึงไม่ยอมหลุดออกจากปากเสียที
อ๋องหนุ่มมองผู้ที่เพิ่งพูดกับเขาด้วยหางตา ใบหน้าเ็าดูเคร่งขรึมขึ้นกว่าครึ่งส่วน คิ้วกระบี่ดกดำก็กำลังขมวดติดกันเป็ปมแน่น
‘นี่นางแสดงออกว่าชอบเขาชัดถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? ช่างอ่อนต่อโลกเหมือนกับเด็กจริง ๆ’
สำหรับเยี่ยนอ๋องในเวลานี้ เสิ่นเชียนเกอดูไม่ต่างจาก ‘เด็กน้อยไร้เดียงสา’ เลยสักนิด
คงจะกลัวว่าจะไม่มีผู้ใดกล้าเข้าร่วมกลุ่มกับเขา จึงไปโน้มน้าวองค์หญิงห้าและพากันมาชวนเขาเข้าร่วมกลุ่ม หากพวกเขารวมกลุ่มกันได้ นอกจากนางจะได้ใกล้ชิดเขาแล้วก็ยังช่วยให้เขาไม่ต้องถูกแม่ทัพหวงลงโทษให้อับอายอีกด้วย
หากเขาปฏิเสธออกไปตรง ๆ ก็คงจะไม่เหมาะสมนัก อีกอย่างขนมรสเลิศที่นางมอบให้เมื่อเช้าก็ถูกเขากินจนหมดเกลี้ยงไปแล้วด้วย…
แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใด ๆ กับเด็กน้อยผู้นี้ แต่อย่างน้อย ๆ ครั้งนี้นางก็ดูจะหวังดีกับเขาอย่างแท้จริง ตัวเขาเองยึดถือหลักการที่ว่า ‘มีแต่พี่ใหญ่ผู้นี้ที่รังแกน้องของตัวเองได้ ผู้อื่นไม่มีสิทธิ์’ ในเมื่อนางพยายามทำเพื่อเขาถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ช่วยให้นางชนะสักหน่อยคงไม่เป็ไร
‘ถือเสียว่าเป็การตอบแทนที่เขาทานขนมของนางไปก็แล้วกัน’
‘ใช่แล้ว… เพียงแค่คว้าชัยชนะในการแข่งขันครั้งนี้มาได้ ไม่แน่บางทีเ้าเด็กนี่อาจจะบอกเขาก็ได้ว่านางซื้อหาขนมแสนอร่อยที่นางมอบให้เขาเมื่อเช้ามาจากที่ใด’
ด้านโจวจื่ออวี้นั้น เมื่อได้ยินวาจาของคุณหนูรองเสิ่นก็ตกตะลึงตาค้างไปทันที เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าเสิ่นเชียนเกอจะมาขอเข้ากลุ่มด้วยเช่นนี้ …อันที่จริงเขาก็ไม่ได้นึกฝันว่าจะมีสตรีคนใดกล้าเข้ากลุ่มกับเยี่ยนอ๋อง… อย่างไรก็ตามความตื่นตะลึงก็แปรเปลี่ยนเป็ความตื่นเต้นอย่างรวดเร็ว ยามนี้ดวงตาสองข้างของผู้ติดตามหนุ่มเป็ประกายสุกใส เขารีบหันไปกะพริบตาปริบ ๆ พร้อมส่งสายตาอ้อนวอนให้เยี่ยนอ๋องตอบตกลงอย่างสุดกำลัง
ผ่านไปกว่าหนึ่งถ้วยชา เมื่อเห็นว่าโจวจื่ออวี้พยายามส่งสัญญาณมาจนลูกตาแทบหลุดจากเบ้า เยี่ยนอ๋องจึงหันไปมองเสิ่นเชียนเกออย่างเสียไม่ได้ “หากพวกเ้าได้คนครบแล้ว ข้าก็จะเข้าร่วมการแข่งขันด้วย”
เสิ่นเชียนเกอเหลือบมองเยี่ยนอ๋องอย่างอดไม่ได้ เมื่อได้ยินคำตอบที่ผิดคาดนั้นจากปากเขา ไม่รู้เพราะเหตุใดภายใต้วาจาแสนเย่อหยิ่งกลับมีกลิ่นอายของความเอื้ออาทรเจือปนอยู่ …คนผู้นี้ใจดีเป็ด้วยหรือ? คุณหนูตระกูลเสิ่นเผลอจ้องมองอ๋องหนุ่มเนิ่นนานอย่างลืมตัว
ทว่าสายตาที่แอบมองผู้อื่นก็ถูกเ้าตัวจับได้อย่างรวดเร็ว!
เยี่ยนอ๋องคิดในใจอย่างเดือดดาล… ‘เสิ่นเอ้อร์ จู่ ๆ ก็ตกหลุมรักจนหักห้ามใจไม่ได้อย่างนั้นหรือ?เ้าเด็กโอหัง บังอาจนักที่แอบมองข้า!ดูท่าคงต้องหาโอกาสสั่งสอนสักหน่อยแล้ว ให้นางได้รู้ถึงความน่ายำเกรงของข้าบ้าง’
เสิ่นเชียนเกอไหนเลยจะรู้ว่า การที่นางเผลอมองเขาโดยไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ถูกสายตาดุคมจับกุมไว้จนดิ้นไม่หลุดเช่นนี้
ผู้ถูกจับกุมทางสายตาใจนสะดุ้งโหยง ดวงตาเมล็ดซิ่งเลิ่กลั่กอย่างตื่นตระหนกราวกับแมวน้อยที่กำลังใจนขนฟูฟ่อง แม้จะอยู่ในอาการแตกตื่นจนน่าหัวเราะแต่ดวงตาที่กำลังเบิกกว้างก็ยังคงดูงดงามชวนหลงใหล ใสกระจ่างประดุจดั่งสายธารใสบริสุทธิ์ รับกับคิ้วเรียวโก่งงามเป็ธรรมชาติ ยิ่งประดับบนใบหน้าเรียวขาวนวลเนียนก็ยิ่งดูลงตัว แม้ใบหน้านั้นจะโผล่พ้นผ้าคลุมให้เห็นเพียงครึ่งเดียว แต่ก็เพียงพอจะทำให้ผู้ที่ได้ ‘จ้องมอง’ ลุ่มหลงไปกับความงามสะคราญของนางได้
หลังจากตั้งสติได้ เสิ่นเชียนเกอก็รีบก้มหน้างุด ทว่าหัวใจดวงน้อยก็ยังคงเต้นรัวเร็วไม่เป็จังหวะอยู่อย่างนั้น …ไม่ใช่ว่านางไปทำให้เยี่ยนอ๋องไม่พอใจเข้าหรอกนะ?
การที่เยี่ยนอ๋องยอมเข้าร่วมการแข่งขันที่เป็กลุ่มเช่นนี้ ทำให้โจวจื่ออวี้ที่เป็ทั้งผู้ติดตามและสหายร่วมศึกษารู้สึกดีใจยิ่งกว่าตัวเยี่ยนอ๋องเองเสียอีก
นับว่าแปลกไม่น้อย แม้เยี่ยนอ๋องจะนิ่งเงียบ เ็า แต่โจวจื่ออวี้กลับมีนิสัยที่ตรงไปตรงมาและเปิดเผย ผู้ติดตามที่พ่วงตำแหน่งสหายสนิทของเยี่ยนอ๋องผู้นี้จึงมีมิตรสหายอยู่มากมาย ในเมื่อตอนนี้กลุ่มของเขาก็มีชายสองหญิงสองแล้ว การที่จะหาผู้ชายมาเติมเต็มกลุ่มอีกสักคนจึงไม่ได้ยากเกินความสามารถของโจวจื่ออวี้แต่อย่างใด
ไม่นานนัก กลุ่มของเยี่ยนอ๋องก็มีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำผิวคล้ำเข้มเข้าร่วมกลุ่มด้วย
ชายหนุ่มผู้นี้เป็หลานชายภรรยาเอกของเฉิงเอินกง นามว่าเหอิ เฉิงเอินกงถือกำเนิดในตระกูลแม่ทัพ บุตรหลานในตระกูลจึงล้วนถูกสั่งสอนให้ศึกษาวิชาทางสายบู๊มาั้แ่วัยเยาว์ เหอิไม่ค่อยมีพร์ทางสายบุ๋นเท่าไหร่นัก แต่กลับจับดาบจับอาวุธฝึกฝนวรยุทธ์จนแตกฉาน ฝีมือการเล่นฉุยหวานของเขาก็ไม่ได้แย่มากนัก เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่แล้วยังนับว่าอยู่ในระดับค่อนข้างดีทีเดียว
ใบหน้าของเหอิดำคล้ำ ยามแย้มรอยยิ้มกว้างจึงทำให้เห็นฟันขาวสะอาดเด่นเป็สง่า ท่าทางคนผู้นี้ดูซื่อ ๆ ไร้เล่ห์เหลี่ยม เมื่อเดินมาถึงเขาก็ยกมือขึ้นประสานพลางก้มศีรษะ “คารวะเยี่ยนอ๋องและองค์หญิงห้า สวัสดีคุณหนูรองเสิ่น”
เยี่ยนอ๋องเงยหน้ามองสหายร่างสูงใหญ่เล็กน้อย ร่างกายใหญ่โตนั้นราวกับหอคอยสีดำทมิฬ “อืม” อ๋องหนุ่มตอบรับสั้น ๆ
โจวจื่ออวี้รู้สึกโล่งใจอย่างมาก ความกังวลที่มีหมดสิ้นไปโดยสมบูรณ์แล้ว เขารู้สึกราวกับยกูเาั์ออกจากอกแล้วเปลี่ยนมาวิ่งเริงร่าในทุ่งหญ้าเขียวขจีแทน “ท่านอ๋อง คนครบแล้ว เช่นนั้นกระหม่อมขอไปลงนามรายชื่อกลุ่มก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ!” ผู้ติดตามแซ่โจวเอ่ยเสียงแจ่มใส
เสิ่นเชียนเกอเองก็หันไปส่งยิ้มให้เหอิด้วยท่าทีเป็มิตร กล่าวตามตรง นางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเพราะคิดไม่ถึงว่าการเข้าร่วมกลุ่มกับเยี่ยนอ๋องจะสามารถหาสมาชิกได้รวดเร็วเช่นนี้
++++++++++++++++++++++
เมื่อรวบรวมสมาชิกได้ครบแล้ว แต่ละกลุ่มจะต้องส่งตัวแทนมาแจ้งรายชื่อให้แก่คณะกรรมการ ณ กระโจมใหญ่ริมสนามประลอง และแน่นอนว่าผู้ที่รับหน้าที่บันทึกรายชื่อคือแม่ทัพหวง
เพื่อที่จะได้เริ่มการแข่งขันโดยเร็วและเพื่อให้ได้กลับบ้านโดยเร็วเช่นกัน ขณะนี้แม่ทัพหวงจึงกำลังก้มหน้าก้มตาจดรายชื่อผู้เข้าแข่งขันอย่างขะมักเขม้น ทว่าเมื่อได้ฟังรายชื่อกลุ่มที่โจวจื่ออวี้รายงานมาพู่กันด้ามหนาที่อยู่ในมือก็หยุดชะงักลงในทันที อาจารย์ผู้ขึ้นชื่อเื่ความโเี้ดุดันเงยหน้าขึ้นมองศิษย์หนุ่ม คิ้วหนาขมวดแน่น ใบหน้าดุดันกึ่งประหลาดใจกึ่งไม่เชื่อถือ โจวจื่ออวี้ฉีกยิ้มกว้าง ตาหยิบหยี “ท่านแม่ทัพหวง ท่านไม่เห็นจะต้องจ้องมองข้าเช่นนี้เลย ครานี้ท่านอ๋องได้เข้าร่วมการแข่งขันแล้ว ท่านไม่สามารถลงโทษเขาได้อีก”
แม่ทัพหวงหัวเราะหึ ๆ เสียงเ็า แม้ไม่เอ่ยสิ่งใด แต่ท่าทางนั้นราวกับกำลังมุ่งมาดปรารถนาจะหาหนทาง ‘อื่น’ เพื่อลงโทษศิษย์เหลือขออย่างเยี่ยนอ๋องเสียให้ได้
++++++++++++++++++++++
ฝ่ายเสิ่นเจียวเจียวนั้น หลังจากการตั้งแถว่ต้นคาบเสร็จสิ้น นางก็พบว่าองค์หญิงห้าเอาแต่ทำสีหน้าไม่พอใจและมึนตึงใส่นาง เมื่อหลินข้วงและตัวแทนจากกลุ่มอื่น ๆ อีกสองสามกลุ่มเดินเข้ามาชักชวนให้นางเข้าร่วมกลุ่ม สหายสาวผู้สูงศักดิ์ก็เดินเลี่ยงออกไปโดยไม่สนใจนางแม้แต่น้อย แน่นอนว่ามีเสิ่นเชียนเกอที่ไม่ยอมพูดกับนางแม้แต่ครึ่งคำเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ
ในเวลานั้น เสิ่นเจียวเจียวจึงตระหนักได้ว่าตนเองไม่สามารถเข้าไปรวมกลุ่มกับองค์หญิงห้าได้อย่างแน่ชัดแล้ว ในที่สุดนางก็เลือกตอบตกลงเข้ากลุ่มกับกู้เฉินอวี้ตามที่หลินข้วงชี้ชวน
เดิมเสิ่นเจียวเจียวก็มีรูปโฉมที่งดงามอยู่แล้ว และยิ่งฝีมือในการเล่นฉุยหวานของนางยังถือว่าเป็เลิศที่สุดในบรรดาผู้ศึกษาสตรีแห่งหอศึกษาชั้นในอีก คุณหนูใหญ่เสิ่นจึงเป็ที่้าตัวของกลุ่มที่มีผู้เล่นฝีมือดีจำนวนมาก
หลังจากผู้เข้าแข่งขันทุกกลุ่มลงนามสมาชิกภายในกลุ่มเสร็จสิ้น ในลำดับต่อไปพวกเขาจะต้องทำการจับสลากเลือกคู่แข่ง ส่วนการนับแต้มจะเริ่มทำหลังจากการแข่งขันสิ้นสุด ถัดจากนั้นก็จะเป็การประกาศรายชื่อผู้ชนะและมอบของรางวัล
ขณะที่กำลังหวดไม้ตีฉุยหวานเพื่อซักซ้อมท่าทาง เสิ่นเจียวเจียวก็เหลือบไปเห็นเสิ่นเชียนเกอยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับเยี่ยนอ๋อง คุณหนูใหญ่เสิ่นอดขมวดคิ้วด้วยความสงสัยไม่ได้ นางไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย ‘นอกจากหน้าบากแล้ว เสิ่นเชียนเกอยังสมองกระทบกระเทือนด้วยหรืออย่างไร ถึงจงใจไปเข้าร่วมกลุ่มกับเยี่ยนอ๋องเช่นนั้น หรือเป็เพราะองค์หญิงห้าบังคับให้นางต้องอยู่กลุ่มเดียวกัน?’ เป็ตอนนี้เองที่เสิ่นเจียวเจียวรู้สึกว่าตนไม่เข้าใจน้องสาวผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าจู่ ๆ เสิ่นเชียนเกอก็กลายเป็คนแปลกหน้าที่นางไม่เคยรู้จักไปอย่างฉับพลัน
ทว่าในระหว่างที่กำลังเหม่อลอยอยู่ เสียงของกู้เฉินอวี้ก็ดังขึ้น “คุณหนูใหญ่เสิ่น รบกวนช่วยเป็ตัวแทนจับสลากให้กลุ่มของพวกเราจะได้หรือไม่?”
‘ฮะ?นางอย่างนั้นหรือ!’
เสิ่นเจียวเจียวเงยหน้าขึ้นมองเ้าของเสียงในทันที จังหวะนั้นดวงตาหวานล้ำของนางก็ปะทะเข้ากับดวงตาคมของอีกฝ่าย
กู้เฉินอวี้เพิ่งจะอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์เมื่อไม่นานมานี้เอง ร่างกายของเขาสูงใหญ่ รูปงาม อีกทั้งยังอ่อนโยนเป็สุภาพบุรุษ เขาเป็หนึ่งในศิษย์ไม่กี่คนของหอศึกษาที่มีพร์โดดเด่นทั้งด้านบุ๋นและบู๊ ถึงแม้เมื่อก่อนนี้นางจะไม่เคยได้พูดคุยหรือทำความรู้จักกับเขามาก่อน แต่เมื่อได้จ้องมองเขาอย่างนี้แล้ว แก้มนวลทั้งสองข้างก็แดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ดูท่าทางจิ้งหย่งโหวผู้นี้จะเก่งกาจกว่าพี่ชายของนางเสียอีก ก้อนเนื้อในอกของเสิ่นเจียวเจียวเต้นตูมตาม ยามนี้เสมือนหัวใจดวงน้อยของนางมีกระต่ายตัวน้อยะโไปมา โลดแล่นเริงร่าไปทั่วอย่างไม่เกรงใจ
คุณหนูเสิ่นผู้กำลังเขินอายรีบหลบสายตาคมแล้วก้มหน้าลงต่ำ นางกล่าว “ข้า…ข้ากลัวว่าข้าจะโชคไม่ดี จับได้คู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่า”
สิ้นเสียงหวานใส หลินข้วงก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “คุณหนูใหญ่เสิ่น อย่าได้กังวลเลย ลองดูฝีมือของพวกเราก่อน จะมีกลุ่มใดที่แข็งแกร่งไปกว่ากลุ่มของเราได้อีกเล่า?เ้าวางใจแล้วไปจับสลากเถอะ ไม่ว่าจับเจอกับกลุ่มใด เราก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้ทั้งนั้น!”
เสิ่นเจียวเจียวมองดูสมาชิกในกลุ่มของนาง จริงอย่างที่คุณชายตระกูลหลินกล่าว แม้จะเป็สตรีแต่นางและคุณหนูจากจวนอันเล่อป๋อก็นับว่ามีฝีมือในการเล่นฉุยหวานที่เป็เลิศ เพียงแค่พวกนางทั้งสองก็นับว่าเอาชนะยากเต็มทีแล้ว ไม่ต้องเอ่ยถึงจิ้งหย่งโหวที่ได้รับการยอมรับว่าเป็ปรมาจารย์ในการเล่นฉุยหวานผู้หาตัวจับยาก ไม่ใช่เพียงหลินข้วงที่มั่นใจแต่ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องคิดว่ากลุ่มของพวกนางคือผู้ชนะั้แ่ยังไม่เริ่มการแข่งขัน
และคนอย่างเสิ่นเจียวเจียวก็ไม่ได้มีนิสัยขลาดกลัว ‘เื่เล็กน้อย’ สาวงามตระกูลเสิ่นดูมีความมั่นใจมากขึ้นในพริบตา
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเป็คนไปจับสลากเอง ทุกคนรอฟังข่าวดีได้เลย”
ส่วนกลุ่มของเยี่ยนอ๋องนั้นเป็เสิ่นเชียนเกอที่ถูกส่งมาเป็ตัวแทนจับสลาก ทว่าในระหว่างรอจับสลาก ทันทีที่เสิ่นเจียวเจียวมองเห็นผู้เป็น้องสาวเดินเข้ามา นางก็เกิดอาการใจสั่นขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ เสิ่นเชียนเกอที่ดูผิดแปลกไปทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก
เสิ่นเจียวเจียวเบือนหน้ามองทางอื่นเพื่อสงบใจ แต่ในชั่วขณะนั้นสายตาของนางก็ปะทะเข้ากับคนผู้หนึ่งในกลุ่มนางกำนัลที่เป็ผู้จัดสรรเื่การจับสลาก หลังจากทั้งสองสบตากันอยู่ชั่วครู่ ใบหน้าของเสิ่นเจียวเจียวก็เปลี่ยนไป นางเหลือบตามองไปทางเสิ่นเชียนเกอแวบหนึ่งเป็การส่งสัญญาณ และฝ่ายนางกำนัลผู้รับสารก็ส่งสัญญาณมือตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
นางกำนัลผู้นี้ที่แท้แล้วคือหัวหน้ากองพระราชสำนักที่คอยปรนนิบัติดูแลองค์หญิงห้าอยู่นั่นเอง ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วเสิ่นเจียวเจียวได้บังเอิญช่วยชีวิตนางเอาไว้ หลังจากนั้นคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นก็ได้นางช่วยจัดการให้ได้เข้าศึกษาในหอศึกษากับองค์หญิงห้า
เพราะเสิ่นเจียวเจียวถือเป็ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของนาง นางกำนัลผู้รอดชีวิตจึงคอยช่วยเหลือคุณหนูเสิ่นผู้นี้อย่างลับ ๆ มาโดยตลอด
ส่วนด้านเสิ่นเชียนเกอเองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอผู้มีศักดิ์เป็พี่สาวตอนจับสลาก อย่างไรก็ตามนางยังคงมีท่าทีไม่สนใจเสิ่นเจียวเจียวอยู่เช่นเดิม คุณหนูรองเสิ่นไม่คิดแบ่งสายตาไปมองคนที่ไม่ใคร่อยากมอง เพียงแค่จับสลากจากนางกำนัลแล้วเดินกลับมายังกลุ่มของตน เวลานี้สิ่งที่เสิ่นเชียนเกอกำลังจดจ่อ มีเพียงการทำอย่างไรให้อยู่ใกล้เยี่ยนอ๋องได้มากที่สุดเท่านั้น!
ทันทีที่เสิ่นเชียนเกอเดินกลับมาถึงกลุ่ม นางก็ค่อย ๆ ยื่นสลากที่อยู่ในมือไปตรงหน้าเยี่ยนอ๋อง กิริยาท่าทางระมัดระวังเป็อย่างยิ่ง
ในวิสัยการมองเห็นของเสิ่นเชียนเกอ เวลานี้รอบกายของเยี่ยนอ๋องล้วนเต็มไปด้วยวงรัศมีสีขาวแห่งโชคลาภแผ่กระจายและแตกออกเป็เม็ดเล็ก ๆ ล่องลอยอยู่เต็มไปหมด ดังนั้นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจสตรีผู้้าเปลี่ยนชะตามากที่สุดในตอนนี้จึงมีเพียงโชคลาภจากตัวเยี่ยนอ๋อง
ได้ยื่นสลากที่ถืออยู่ในมือให้เยี่ยนอ๋องด้วยตัวเอง ไม่แน่ว่านางอาจจะมีโอกาสได้ััตัวเยี่ยนอ๋องอีกคราก็เป็ได้ บางทีรัศมีแห่งโชคลาภที่เปล่งประกายนั้น …สักวงสองวง… อาจจะกระเด็นกระดอนเข้ามาหานางอีกก็เป็ได้
เมื่อได้ลองััเยี่ยนอ๋องด้วยการ ‘สวมกอด’ มาแล้วครั้งหนึ่ง ความกล้าในใจของเสิ่นเชียนเกอก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างฉุดรั้งไว้ไม่อยู่
ฝ่ายเยี่ยนอ๋องนั้นงุนงงเป็อย่างยิ่ง เขาคาดไม่ถึงว่า จู่ ๆ เสิ่นเชียนเกอจะเอาสลากที่จับแล้วมายื่นให้เขาที่ไม่สนใจอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่สมาชิกคนอื่น ๆ กำลังมองดูอยู่อย่างลุ้นระทึก อันที่จริงดูเหมือนว่านางจะไม่ได้สนใจสลากในมือเลยด้วยซ้ำ…เสมือนสตรีโอหังที่เขาคาดโทษผู้นี้กำลังสนใจ ‘ตัวเขา’ เสียมากกว่า!?...เช่นนั้นหรือ?
เยี่ยนอ๋องสลัดความงุนงงและความรู้สึกน่ารำคาญที่ยังหาคำตอบไม่ได้ทิ้งไปก่อนจะยื่นมือออกไปหยิบสลากใบนั้น
ในขณะที่นิ้วเรียวยาวของผู้รับกำลังจะััลงบนสลาก มือน้อย ๆ ข้างหนึ่งของผู้ยื่นให้ก็ขยับไปข้างหน้าอย่างไม่มีเค้าลาง ดวงตาเมล็ดซิ่งจับจ้องอยู่บนสลากใบน้อยไม่วางตา …ณ จุดที่มือทั้งสองอยู่ใกล้กันที่สุด… ชั่วลมหายใจมือบางก็ััเข้ากับนิ้วเรียวยาว ทันใดนั้นเสิ่นเชียนเกอก็พบว่ารัศมีแห่งโชคลาภสองวงกำลังแตกตัวออกเป็เม็ดแสงขนาดเท่าเมล็ดข้าวแล้วลอยเข้าหาตัวนาง!
นี่คือการยืนยันอีกครั้ง! นางไม่ได้คิดไปเอง การััต้องตัวเยี่ยนอ๋องสามารถเพิ่มพูนโชคลาภให้นางได้อย่างแท้จริง!
เสิ่นเชียนเกอไม่ตระหนักเลยว่าตอนนี้ ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมบางกำลังแดงก่ำด้วยความดีใจ ในแววตานั้นดูสุกสกาวมากเป็พิเศษ
เยี่ยนอ๋องที่เดิมทีคิดเพียงอยากจะหยิบสลากขึ้นมาเท่านั้น เปลี่ยนเป็คิดอาฆาตคนตรงหน้าทันที… ‘ผู้ใดจะคิดว่าเด็กนี่จะโอหังได้ถึงเพียงนี้ บังอาจลวนลามเขาเป็ครั้งที่สอง เท่านั้นไม่พอ ยังกล้าทำต่อหน้าผู้คนอีก!’
ทว่า…หลังจากนิ้วเรียวได้ััลงบนฝ่ามืออันอ่อนนุ่มของนางแล้วนั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก็แล่นเข้าปะทะหัวใจเ็าอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกว่าร่างทั้งร่างกำลังอ่อนยวบ เรี่ยวแรงและพละกำลังที่เคยมีหายไปแทบหมดสิ้น อวัยวะในอกไหวสะท้าน ร่างกายแข็งแกร่งพลันจะสั่นไปตามความอ่อนแรงนี้เสียให้ได้!
.
.
.