เหล่าศิษย์ทั้งหลายยังคงตกตะลึงกับภาพมังกรตัวใหญ่ ที่กำลังส่งเสียงคำรามกึกก้องบนฟ้าอย่างน่าเกรงขามนั้น ที่ผ่านมาเพียงมู่เชียนมีเสี่ยวจือจือ ปราชญ์อสูรขั้นสูงสุดในครอบครองก็นับว่าโดดเด่นเหนือผู้ใดแล้ว ผู้ใดจะคิดว่านางยังมีมังกรอีกตัวหนึ่งด้วย ทั้งยังเป็นถึงราชาอสูรตนหนึ่ง
ราชาอสูรนั้นมีความสามารถเทียบได้กับราชายุทธ์…. และในทวีปกลางแห่งนี้ ก็หาได้มีผู้ใดที่สำเร็จถึงระดับราชายุทธ์มาก่อน… มั่นใจได้เลยว่าหากนางและมังกรตนนี้ร่วมมือกัน…ย่อมสามารถเอาชัยเหนือทุกชีวิตในดินแดนแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย… !!
ผู้เก่งกล้าเช่นนี้ ถึงกับเป็นหนึ่งในศิษย์สำนักหมู่ตึกพฤกษาของพวกเขา … !!
มีเพียงจางฟู่ถิงที่รู้ดีว่ามังกรตนนี้มีความเป็นมายิ่งใหญ่กว่าที่ทุกคนคิดมาก… พวกเขาเห็นราชามังกรเพลิงตัวเดียวยังตกใจเพียงนี้ หากทราบว่าเสี่ยวจิ้งเป็นถึงหนึ่งในเจ็ดเทพอสูร.. จะไม่ยิ่งตื่นตะลึงหรือไร… ทว่าเทพอสูรต๋าเหอหงลิ่วจิ้งนั้น ทุกตำนานล้วนกล่าวตรงกัน คือเป็นร่างของมังกรเพลิงสี่ปีกตนหนึ่ง…
ในเมื่อมังกรเพลิงตรงหน้ามีเพียงสองปีก ย่อมไม่มีผู้ใดคิดเชื่อมโยงเขากับเทพอสูรมังกรเพลิงในตำนานได้
“ชิ…!” เสี่ยวจิ้งแค่นเสียงในลำคอครั้งหนึ่งให้คำสั่งของนายสาว ทว่าก็ยังยินยอมทำตามแต่โดยดี มังกรไฟยักษ์มิได้พ่นเปลวเพลิงออกมาอีกแล้ว ร่างขนาดใหญ่ร่อนลงบนพื้น หุบปีกฟุบกายลงเบื้องหน้ามู่เชียนอย่างอ่อนโยน…
ทันทีที่ออกจากการบำเพ็ญ เสี่ยวพลันรับรู้ได้ถึงมหายุทธ์สองร่างที่กำลังคิดทำร้ายนายของตน เทพมังกรไม่อาจรอให้ลมปราณคงที่ก็รีบปรากฏตัวขึ้นทันที โชคยังดี.. เขาออกมาทันเวลา หาไม่แล้ว… นึกถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ที่มู่เชียนพบเมื่อครู่... จนถึงยามนี้เสี่ยวจิ้งยังหวาดหวั่นไม่หาย ดวงตาสีแดงสดมองไปยังร่างของหู่อู่แล้วก้มหน้าให้ครั้งหนึ่งเพื่อแสดงความขอบคุณ
มู่เชียนรับรู้ได้ถึงปราณอันไม่คงที่และจิตใจที่หวาดหวั่นของเขา มือบางยื่นไปลูบไล้แผ่วเบาบนศีรษะมังกรยักษ์ พร้อมปล่อยปราณอี้เจ๋อออกมา หวังจะทำให้ใจเขาสงบลงบ้าง
เสี่ยวจิ้งขัดเขินที่ถูกสัมผัสราวกับเป็นสัตว์ตัวน้อยต่อหน้าผู้อื่น… ศีรษะใหญ่สะบัดวูบส่งร่างของนางขึ้นไปบนหลังของเขาอย่างมั่นคง… หากไม่เก็บนางไว้กับตัวเขาคงไม่ไว้ใจ เมื่อจัดการกับห่วงชิ้นใหญ่ได้แล้ว ดวงตาสีแดงวาวโรจน์ก็ตวัดมองจ้าวยุทธ์หลายร่างที่กำลังวิ่งหนีไปคละทิศละทางนั้นด้วยความอาฆาตแค้น
ร่างสัตว์อสูรขนาดใหญ่กลับเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับสายลม… วูบเดียวก็สามารถดักหน้าคนกลุ่มหนึ่งไว้ได้ หางแหลมคมตวัดกวาดเข้าใส่จ้าวยุทธ์หลายคนนั้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างสองร่างที่หลบการโจมตีนี้ไม่ทันถึงกับ .. ‘แตกกระจาย’ ออกไป !!
คำว่าแตกกระจายในที่นี้ ย่อมหมายถึง แขน ขา และอวัยวะภายในที่ปลิวว่อน แตกกระจายไปทั่วบริเวณ ในขณะที่กรงเล็บมังกรขนาดใหญ่ตวัดใส่ ร่างอีกร่างที่อยู่ไม่ไกลนัก การโจมตีอันเกรี้ยวกราดรุนแรงนั้นฉีกกระชากร่างเนื้อนั้นจนขาดวิ่น ราวกับเป็นเพียงกระดาษบางๆแผ่นหนึ่ง
จ้าวยุทธ์ที่เหลือไม่ถึงสิบคนพร้อมใจกันหนีตายไปรอบทิศ ไม่คิดต่อสู้อีกแล้ว ทว่าความเร็วของราชาอสูรนั้นเหนือกว่าพวกเขามาก ร่างใหญ่โตนั้นยิ่งทำให้การขยับตัวแทบไม่จำเป็น…. เพียงปราณสะท้อนที่เกิดจากการสะบัดหางและตวัดกรงเล็บ ก็เพียงพอแล้วที่จะเอาชีวิตคนเหล่านั้น… ทว่าจนแล้วจนรอดกลับไม่เห็นว่ามังกรยักษ์จะใช้เขี้ยวอันแหลมคมทรงพลัง บดขยี้ศัตรูเลยแม้แต่ครั้งเดียว
‘วิธีนั้นป่าเถื่อนเกินไป…’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยกับมู่เชียนอยู่ในใจ
มู่เชียนเหลือบมองแขนขา และอวัยวะภายในที่หล่นเกลื่อนกลาดบนพื้นไปทั่วนั้น แล้วก็ทอดถอนใจ … ‘ผลงานประณีตเสียจริง !’
อิงอู่หลานและหยางอี้ปินรีบฉวยโอกาสที่เหล่าจ้าวยุทธ์ทั้งหลายพากันหนีตายอยู่นั้น รีบเข้ามาดูอาการของฉวนสี่ ร่างชายหนุ่มเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่กับพื้น ธนูปราณบนอกนั้นสลายไปนานแล้ว เหลือเพียงแค่บาดแผลที่ใกล้กับหัวใจอย่างยิ่งไว้รอยหนึ่ง… โชคดีที่มู่เชียนเคยมอบโอสถสมานแผลขั้นสี่ไว้ให้ บาดแผลที่ควรร้ายแรงของเขาจึงดูไม่สาหัสเท่าที่ควร ยามนี้มีศิษย์เอกประจำโถงปราณโอสถทั้งสองร่วมมือกันรักษา ไม่นานก็หายเป็นปกติ
มู่เฉิงหลินเฝ้ามองเสี่ยวจิ้งด้วยดวงตาเป็นประกาย เนึกแล้วเชียวว่ามังกรเพลิงของพี่สาวเขาย่อมไม่ธรรมดา ไม่นึกว่าถึงกับเป็นราชาอสูรเช่นนี้ ใจที่แขวนอยู่ด้วยความเป็นห่วงพลันนิ่งลงแล้ว…
เสียงมังกรยักษ์คำราม สลับกับหวีดเสียงร้องโหยหวน ยังดังต่อเนื่องไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่จ้าวยุทธ์ทั้งหลายจะกลายเป็นเพียงซากศพขาดวิ่น… ไอปราณมืดและบรรยากาศแห่งความตายลอยกรุ่นอยู่ทั่วบริเวณ
ตอนที่เสี่ยวจิ้งหันกลับมา มหายุทธ์ทั้งสี่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เหล่าศิษย์และอาจารย์จากหมู่ตึกพฤกษา ต่างถอยไปรวมกันอยู่ส่วนในของสำนัก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่แท้จริงที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้า มู่เฉิงหลินเองก็รู้ดีว่ายามนี้ความช่วยเหลือของเขาคงไม่จำเป็นอีกต่อไป จึงถอยไปยืนรวมกับพวกฉวนสี่ด้านในเช่นกัน
การต่อสู้ของเหล่ามหายุทธ์และราชาอสูร พวกเขาไม่อาจเข้าใกล้ได้ !
ผู้ฝึกระดับมหายุทธ์ย่อมไม่อาจต่อสู้กับราชาอสูรได้ซึ่งหน้า แต่หากคิดจะหนีไปก็คงหนีไม่พ้นเช่นเดียวกัน มีเพียงพวกเขาทั้งสี่ต้องร่วมมือกัน และทุ่มเทความสามารถอย่างสุดแรงเท่านั้นจึงอาจจะพอมีโอกาสรอด … ทว่าท่าทางที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวของคนชุดดำทั้งสี่ กลับทำให้มู่เชียนรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นอย่างประหลาด
เสี่ยวจิ้งตวัดกรงเล็บเข้าใส่หนึ่งในร่างชุดดำนั้น ทว่ามหายุทธ์สองคนก็ร่วมมือกันสร้างเกราะทมิฬขึ้นเบื้องหน้าทันที … มังกรเพลิงยิ้มเยาะครั้งหนึ่ง ขณะที่กรงเล็บทรงพลังยังคงฟาดออกไปตามเดิม แรงปราณเทพของราชาอสูรนั้น หากคิดจะตบเกราะของมหายุทธ์ให้แหลกสลายมิใช่เรื่องยากสักนิด
“เปรี้ยงงง….!” กรงเล็บมังกรปะทะกับเกราะเบื้องหน้าเข้าอย่างจัง…
ผลที่เกิดขึ้นทำให้ดวงตาทุกคู่เต็มไปด้วยความตกตะลึง เกราะสีดำนั้นไม่เพียงไม่บุบสลาย ทว่าเสี่ยวจิ้งกลับรู้สึกแสบร้อนที่กรงเล็บขึ้นเล็กน้อย มังกรเทพเห็นควันสีดำลอยกรุ่นขึ้นจากบริเวณที่เขาสัมผัสเกราะ… ก็รีบชักกรงเล็บกลับอย่างรวดเร็ว…
‘ปราณนี้มัน…’ มู่เชียนเองก็รู้สึกงุนงงกับเกราะสีดำแปลกประหลาดนี้
มหายุทธ์อีกสองคนที่เหลือ รีบสาดปราณมืดดำสนิทสองสายเข้าใส่มังกรเพลิง เสี่ยวจิ้งโผขึ้นกลางอากาศหลบการโจมตีนั้นไปได้…. รัศมีปราณที่ลอดผ่านเท้าของเขาไปเปิดโอกาสให้เขาได้พิเคราะห์ปราณพิสดารนี้อีกครั้ง ธาตุมืดนี้ทำให้เสี่ยวจื้งนึกถึงเยว่เทียนหง… แม้ความแข็งแกร่งจะเทียบไม่ได้กับปราณขององค์ราชาผู้นั้น ทว่ากลับเย็นเยียบกว่ามาก…. นี่ราวกับว่า.. ไม่ได้มาจากร่างของมนุษย์ !
“ไม่ผิดแน่ นี่คือปราณมืดที่มีต้นกำเนิดจากกระจกรัตติกาล..” เสี่ยวจิ้งมองปราณนี้ด้วยความหวาดหวั่น…นี่คือปราณเพียงชนิดเดียวในโลกสามารถกัดกร่อนปราณเทพอสูรของเขาได้
โชคยังดีที่ผู้โจมตีเป็นเพียงระดับมหายุทธ์เท่านั้น เสี่ยวจิ้งที่เป็นถึงราชาอสูรจึงยังพอต้านทานได้ หากเป็นเยว่เทียนหงผู้นั้นลงมือเอง… เกรงว่าปราณยังไม่ทันมาถึง ร่างของเขาคงทรุดร่วงลงกับพื้นแล้ว
มู่เชียนได้ยินเช่นนี้ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน … ในเมื่อปราณอาถรรพ์นี้อยู่บนตัวพวกมัน… เสี่ยวจิ้งคิดจะเอาชนะคงไม่ใช่เรื่องง่าย….
ชั่วขณะที่มังกรเทพกำลังคิดวิเคราะห์นั้น…. ปราณสีดำสนิทอีกสองสายก็พุ่งเข้าโจมตีปีกข้างหนึ่งของมังกรยักษ์ เสี่ยวจิ้งสะบัดกรงเล็บส่งปราณเพลิงเทพอสูรออกไป กระแสพลังสองฝ่ายกระทบกันที่กลางทาง เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น ไม่คิดว่า ถึงกับไม่อาจทำลายปราณสีดำนั้นได้ทั้งหมด… สะเก็ดปราณธาตุมืดที่หลงเหลือกระทบถูกขาข้างหนึ่งของเขา ขาที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีแดงเพลิงนั้น พลันส่งเสียงฉ่าพร้อมกับควันสีดำที่ลอยกรุ่นออกมาจากแผล
เสี่ยวจิ้งคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว ปากมังกรยักษ์อ้าออกพร้อมกับปราณเพลิงมหาศาล ที่ถูกพ่นเข้าใส่เกราะทมิฬตรงหน้าอย่างรุนแรง….
“ตูมมมมม ….” มหาเพลิงมีแรงระเบิดทำลายล้างจนพื้นดินสั่นสะเทือนและปริแยกออก เปลวไฟลุกโหมขึ้นสูงนับสิบจ้าง… ภาพที่เห็นนั้น ทุกคนล้วนคิดตรงกันว่าต่อให้เบื้องหน้ามีมหายุทธ์กี่สิบคนก็ไม่เหลือแม้แต่ซาก…
ทว่าเมื่อเปลวไฟจางลงร่างทั้งสี่นั้นยังคงถูกบดบังอยู่ด้านหลังเกราะทมิฬอย่างดี การโจมตีอันรุนแรงเพียงทิ้งรอยแตกร้าวบางๆเท่านั้น อีกไม่กี่อึดใจก็คงสามารถซ่อมแซมกลับมาได้เช่นเดิม
หู่อู่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเกราะทมิฬอย่างรวดเร็ว กระบี่ประจำตัวฟาดซ้ำลงบนรอยแตกนั้นอย่างแม่นยำ ทำให้เกราะที่กำลังซ่อมแซมตัวเองนั้นแตกร้าวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน การโจมตีของกลุ่มคนชุดดำก็แล่นสวนเข้ามาทันที
หู่อู่จำต้องสร้างเกราะป้องกันขึ้นอย่างลวกๆ เมื่อถูกการโจมตีรุนแรงนั้นเข้า เกราะของเขาก็แหลกสลายไปอย่างรวดเร็ว ทว่าชายหนุ่มก็ยังอาศัยจังหวะนี้พลิ้วกายหลบการโจมตีไปได้…. มู่เชียนมองเขาด้วยความเป็นห่วง หลังผ่านการต่อสู้มาพักใหญ่นางมั่นใจว่าปราณในร่างของเขาใกล้จะหมดลงแล้วว …
ทว่าเกราะของคนพวกนั้นก็ใกล้จะแหลกสลายแล้วเช่นกัน นางต้องการการโจมตีที่รุนแรงมากพออีกสักครั้ง ก็จะทำลายมันลงได้
“ปราณจากกระจกต้องสาปนั่น…. ต้านทานเพลิงเทพอสูรของข้าได้” …. เสี่ยวจิ้งเอ่ย
มู่เชียนพยักหน้าเบาๆ … รับรู้ในเจตนาของมังกรเทพ ลูกแก้วรวมปราณพลันปรากฏขึ้นในมือของนางอีกครั้ง… ปราณธาตุแสงที่รวมไว้ด้านใน เมื่อครู่ยังไม่ทันได้ปล่อยออก จึงพอดีได้นำมาใช้ในเวลานี้ …
ธาตุแสงทั้งหมดของมู่เชียน ถูกลูกแก้วรวมปราณขยายออกนับสิบเท่า เมื่อปล่อยออกไป ก็เกิดเป็นเส้นแสงสุกสว่างขนาดใหญ่พุ่งเข้าโจมตีเกราะทมิฬที่แตกร้าวอยู่เบื้องหน้า เพียงสัมผัสปราณสีเงินนั้น เกราะของเหล่ามหายุทธ์ก็แหลกละเอียด ….
ปราณมหาศาลจากนางครั้งนี้เทียบได้กับการโจมตีของมหายุทธ์ขั้นสูงคนหนึ่งเลยทีเดียว
‘แย่แล้ว..’ พวกมันลอบอุทานในใจ เดิมคิดเพียงว่าป้องกันหู่อู่และเสี่ยวจื้งได้ก็พอ ไหนเลยจะคาด เด็กสาวชั้นปราชญ์ยุทธ์นางนี้ถึงกับมีกระบวนท่าโจมตีอันร้ายแรงซ่อนอยู่
ทันทีที่ปราการถูกทำลาย กลุ่มเพลิงพิโรธขนาดใหญ่จากเทพอสูรลำดับหกก็พุ่งออกไปทำลายร่างของมหายุทธ์ทั้งสี่จนสิ้น…. เสี่ยวจิ้งตั้งหน้าตั้งตาพ่นไฟใส่คนเหล่านั้นอยู่ครู่ใหญ่ อาจเพราะยังระบายความเคียดแค้นไม่หมด จึงคิดจะเผาจนแน่ใจว่าพวกมันจะไม่เหลือร่างไว้แม้แต่เศษผงธุลี
จวบจนพื้นป่ารอบบริเวณถูกไอร้อนรมจน เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท… ลาวาเริ่มกัดกินพื้นลึกลงไปได้เกือบสองจ้าง มู่เชียนจึงส่งสัญญาณให้เสี่ยวจิ้งหยุดได้… แน่นอนบริเวณที่ชายชุดดำทั้งสี่ยืนอยู่นั้น กลายเป็นแอ่งลาวาไปแล้ว และเปลวเพลิงหลอมเหลวอันร้อนระอุบ่อนี้คงจะไม่ระเหยไปง่ายๆเป็นแน่…
“หึ… ก็เท่านี้” เสี่ยวจิ้งแค่นเสียงเอ่ย พลางเชิดจมูกขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง
“เฮ….. ” เสียงโห่ร้องยินดีระเบิดขึ้นทันทีที่เห็นว่ามหายุทธ์ทั้งหมดล้วนถูกกำจัดไปหมดสิ้น
“พวกเราชนะแล้ว !”
“หมู่ตึกพฤกษาของพวกเรารอดแล้ว !!”
“ศิษย์พี่มู่.. ยอดเยี่ยมจริงๆ”
“ราชามังกรจงเจริญ !!”
ได้รับคำชื่นชม และดวงตายกย่องจากคนนับพัน มู่เชียนกลับมีสีหน้าไม่เป็นธรรมชาตินัก.. หลายปีที่ผ่านมานางชอบหลบอยู่ในมุมเงียบๆมาโดยตลอด จู่ๆต้องมากลายเป็นจุดรวมความสนใจเช่นนี้ นางย่อมรู้สึกอึดอัดอย่างมาก … ขณะที่เสี่ยวจิ้งนั้นแตกต่างออกไป ปีกของเขาสะบัดออกคราวหนึ่งอย่างโอ้อวด … พร้อมกับจมูกที่เชิดสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องชื่นชมยินดี จางฟู่ถิงยังคงมองมายังทั้งสองอย่างไม่สบายใจ ด้วยคำเตือนจากฟู่จี… ยังคงส่งมาไม่หยุด ราวกับเบื้องหน้ายังมีมหันตภัยที่ร้ายแรงกว่านี้รออยู่… ก้อนเมฆดำทะมึนด้านบนและบรรยากาศมืดสลัวยังคงปกคลุมไปทั่ว… ขณะที่ไอปราณสีดำสนิทจากซากร่างของผู้บุกรุกนั้นค่อยๆไหลรวมตัวกันในบริเวณหนึ่งใกล้ๆกับร่างของมังกรยักษ์
พริบตานั้น สัญชาตญาณของเสี่ยวจิ้งพลันรับรู้ได้ถึงอันตราย มังกรยักษ์สะบัดร่างของมู่เชียนออกไปทางหู่อู่ ขณะที่วัตถุคล้ายเชือกสีดำสนิทเส้นหนึ่ง พุ่งวาบเข้ามาพันธนาการร่างของเสี่ยวจิ้งไว้อย่างแน่นหนา !!