ยามเมื่อเข็มนาฬิกาแห่งโชคชะตาเคลื่อนเข้าสู่กาลสำคัญ ข่าวประกาศจากราชสำนักที่ถูกส่งตรงมาจาก "นครต้าหยวน" มหานครที่ตั้งตระหง่านดุจมังกรทองบนที่ราบภาคกลาง ก็ได้แผ่ซ่านไปทั่วสี่คาบสมุทรดุจคลื่นยักษ์ที่ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้ ประกาศิตสีทองนี้หาใช่เพียงแค่การแจ้งข่าวสอบตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เป็นคำสั่งที่สั่นสะเทือนถึงรากฐานของระบอบการคัดเลือกคนของแผ่นดิน
โดยปกติแล้ว บรรดาบัณฑิตผู้กระหายในเกียรติยศจะต้องเคี่ยวกรำตนเองผ่านการสอบในระดับท้องถิ่นและระดับอำเภอ เพื่อคัดสรรผู้มีความรู้ให้กลายเป็น "สิ้วไฉ" เสียก่อน ทว่าด่านคัดกรองเหล่านี้เองที่เปรียบเสมือนป่าช้ากักขังวิญญาณของยอดคนผู้ยากไร้ ปีก่อนที่ผ่านมา ลู่ชิง ต้องกล้ำกลืนความอยุติธรรมเมื่อความรู้ที่เขามีถูกบดบังด้วยอำนาจของตั๋วเงินและเส้นสายอันโสมม ขุนนางท้องถิ่นในอำเภอเล็กๆ ต่างใช้พู่กันในมือเปลี่ยนดำให้เป็นขาว รับสินบนใต้โต๊ะเพื่อเปิดทางให้บุตรหลานตระกูลใหญ่ผู้ไร้ความสามารถได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงส่ง ทิ้งให้ปัญญาชนที่แท้จริงต้องจมปลักอยู่กับความล้มเหลวอย่างไม่เป็นธรรม
แต่ในปีนี้ กระแสลมแห่งการเมืองในนครต้าหยวนกลับพลิกผันอย่างรุนแรง ราวกับสวรรค์มีตาเบื้องบนจึงมีราชโองการสายฟ้าแลบ ให้ ยกเลิกการสอบคัดเลือกในระดับท้องถิ่นทั้งหมด! และให้เปลี่ยนเป็นการชุมนุมบัณฑิตจากทั่วทุกสารทิศมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองหลวง เพื่อประลองปัญญาคัดเลือกขุนนางใหม่ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้เพียงรอบเดียวเท่านั้น!
ภาพที่ปรากฏไปทั่วแผ่นดินในยามนี้ คือความตื่นตัวที่เข้าขั้นโกลาหล ทั่วทุกหัวระแหงตั้งแต่หมู่บ้านห่างไกลไปจนถึงเมืองท่าอันรุ่งเรือง ต่างอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งการช่วงชิง บนถนนสายหลักมุ่งสู่ทิศเหนือที่มุ่งไปสู่นครต้าหยวน บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยขบวนเดินทางที่ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา บรรดานายน้อยจากตระกูลผู้ลากมากดีต่างนั่งมาบนรถม้าที่ประดับประดาด้วยม่านแพรพรรณและไม้แกะสลักล้ำค่า มีองครักษ์ขี่ม้าล้อมรอบคอยกันผู้คนออกห่างเพื่อแสดงอำนาจวาสนา
ในอีกด้านหนึ่ง เหล่าบัณฑิตยากไร้ที่แบกหีบตำราไม้หนักอึ้งไว้บนหลังจนหลังโค้งงอ กลับมีแววตาที่โชติช่วงยิ่งกว่าครั้งใดๆ พวกเขาเดินเท้าด้วยรองเท้าฟางที่ถูกถักจนหนาเตอะ บ้างเดินไปพลางท่องตำราไปพลางจนกลายเป็นเสียงพึมพำดังก้องทั่วหุบเขา เสียงถกเถียงเรื่องหลักปรัชญาขงจื๊อ ยุทธศาสตร์การสงคราม และบทกวีพรรณนาความงามของธรรมชาติ ดังกึกก้องอยู่ในทุกโรงเตี๊ยมและศาลาพักม้ากลิ่นน้ำหมึกและกลิ่นกระดาษข่อยอันหอมกรุ่นอบอวลอยู่ในอากาศจนแม้แต่แมลงภู่ยังต้องรุ่มรุมเข้าหา
นครต้าหยวนในยามนี้ ไม่ใช่เพียงเมืองหลวง แต่คือสมรภูมิที่ไร้คราบเลือด เป็นจุดหมายปลายทางที่ทุกคนเชื่อว่าหากสามารถประทับชื่อตนลงบน "ประกาศทอง" หน้าวังหลวงได้ ชีวิตที่เคยต้อยต่ำจะถูกยกระดับขึ้นสู่เมฆาในชั่วข้ามคืน ความตื่นเต้นนี้หยั่งรากลึกเข้าไปในหัวใจของปัญญาชนทุกคน แผ่ซ่านเป็นแรงผลักดันมหาศาลที่ทำให้แผ่นดินทั้งแผ่นดินดูราวกับมีชีวิตขึ้นมา
ทว่าที่หมู่บ้านชิงหมิง... ในวันที่หัวเมืองทั่วหล้าต่างคุกรุ่นด้วยไอแห่งความทะเยอทะยานและการเร่งรีบจัดเตรียมสัมภาระเพื่อมุ่งหน้าสู่สนามสอบครั้งประวัติศาสตร์ ลู่ชิง บัณฑิตหนุ่มผู้สวมอาภรณ์ปะชุนสีซีดจางจนเห็นรอยด้าย กลับยังคงยืนนิ่งสงบดุจขุนเขาที่ไร้ระลอกคลื่นอยู่หน้ากระท่อมไม้ไผ่หลังเก่า
แสงทองยามเช้าทอประกายอาบทาลงบนใบหน้าเรียบเฉย ขณะที่ดวงตาคู่ลุ่มลึกที่แฝงไปด้วยประกายแห่งปัญญา ทอดมองตามฝูงนกนางแอ่นที่เริ่มขยับปีกโผบินมุ่งหน้าไปสู่ทิศเหนือ... สู่ทิศทางของนครต้าหยวนอันเป็นใจกลางของอำนาจทั้งปวง
ข้างกายของเขามีมารดาผู้มีแววตาเปี่ยมด้วยความเมตตาอาทร ลู่หลิน น้องสาวตัวน้อยที่ขอบตาเริ่มแดงก่ำและนัยน์ตาเริ่มคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความห่วงใย และ หวังซิว ยอดยุทธ์ระดับเทพสงครามที่บัดนี้จงใจสลายกลิ่นอายสังหารจนดูเหมือนเพียงชายชราผู้ใจดีคนหนึ่ง
ทั้งหมดต่างมารวมตัวกันเพื่อส่งบัณฑิตหนุ่มออกไปเผชิญโชคชะตาครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของตระกูลไปตลอดกาล
ลู่ชิงจูงบังเหียนม้าแก่รูปร่างซูบผอมขนสั้นเกรียนตัวหนึ่ง ซึ่งดูเข้ากับท่าทางสมถะและชุดปะชุนของเขาอย่างประหลาด โดยมี ฉินอวี้ ศิษย์เอกของหวังซิวผู้สวมชุดนักรบรัดกุมทะมัดทะแมงยืนคอยอยู่เคียงข้าง
ตลอดเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา การได้ติดตามบ่มเพาะและประลองยุทธกับลู่ชิงมุกวันทำให้ฉินอวี้ก้าวกระโดดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งคู่สนิทสนมกลมเกลียวกันดุจพี่น้องแท้ๆ ความเข้าอกเข้าใจกันนี้ทำให้หวังซิววางใจยิ่งนักที่จะปล่อยให้ศิษย์รักติดตามบัณฑิตหนุ่มไปรับศึกใหญ่ในนครหลวง
หวังซิว ทอดสายตามองดูหลานชายในนามและลูกศิษย์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น แม้ในใจจะยังคงยำเกรงในวิถีเซียนอันลึกลับของลู่ชิงเพียงใด แต่ในยามปกตินี้เขากลับ มองลู่ชิงเหมือนหลานชายแท้ๆ คนหนึ่ง ที่เขาต้องดูแล แม้เขาจะเพิ่งบรรลุระดับเทพสงครามจนสั่นสะเทือนฟ้าดินได้ แต่เขากลับเลือกที่จะไม่ติดตามลู่ชิงไปในยามนี้ เพราะเขารู้แจ้งดีว่า "การเลื่อนระดับที่รวดเร็วปานสายฟ้า จำเป็นต้องมีการสร้างรากฐานวิชายุทธ์ให้มั่นคงและเสถียรเสียก่อน" หากเขารีบร้อนออกไปเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่นครหลวงโดยที่ปราณเทพสงครามยังไม่ประสานเข้ากับเส้นชีพจรเดิมอย่างสมบูรณ์ อาจส่งผลเสียต่อมรรคาแห่งยุทธ์ในระยะยาวและอาจเป็นภาระแก่ลู่ชิงได้
"ข้าจะอยู่ที่นี่..." หวังซิวคิดในใจพลางลูบเคราขาวอย่างใช้ความคิด
"เพื่อขัดเกลาพลังให้แกร่งกล้าดุจเพชร สร้างรากฐานให้แน่นหนาดุจปราการเหล็กกล้า และคอยปกป้องมารดาของบัณฑิตลู่ให้ปลอดภัยจากเล่ห์เหลี่ยมของพวกตระกูลใหญ่ อีกทั้งกายหยินบริสุทธิ์ของลู่หลินก็ถึงเวลาที่ข้าต้องช่วยเคี่ยวกรำอย่างจริงจังในฐานะอาจารย์ เพื่อรอวันที่บัณฑิตลู่กลับมาอย่างยิ่งใหญ่"
ก่อนที่การเดินทางจะเริ่มต้นขึ้น หวังซิวได้ล้วงหยิบ "ป้ายหยกตระกูลหวัง" ที่สลักลวดลายมังกรขดอันวิจิตรสง่างาม พร้อมกับ "จดหมายลับ" ฉับหนึ่งที่ปิดผนึกด้วยครั่งสีแดงสดลายประทับประจำตัวออกมาจากอกเสื้อ เขาบรรจงยื่นสิ่งของทั้งสองให้แก่ลู่ชิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
"บัณฑิตลู่... นครต้าหยวนนั้นกว้างใหญ่ไพศาล พยัคฆ์ซ่อนมังกรหมอบมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า หากท่านเดินทางไปถึงที่นั่นแล้ว จงนำป้ายหยกและจดหมายฉบับนี้ไปมอบให้แก่ เจ้าบ้านตระกูลหวัง ด้วยมือของท่านเอง คนที่นั่นเห็นสิ่งเหล่านี้ย่อมรู้ดีว่าต้องปฏิบัติและต้อนรับท่านอย่างไร... จำไว้ว่าตระกูลหวังจะเป็นพรรคมิตรที่มั่นคงของท่านเสมอ"
ลู่ชิงรับของทั้งสองสิ่งมาอย่างเรียบง่าย ทว่าเมื่อหันไปเห็นใบหน้าที่เศร้าสร้อยของมารดาและลู่หลินที่เริ่มสะอื้นไห้ บัณฑิตหนุ่มก็รีบเปลี่ยนบรรยากาศทันที เขาแสร้งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดพลางเกาหัวและหันไปตบพุงม้าแก่ของเขาเบาๆ จนเกิดเสียงดัง แปะ แปะ
"ท่านแม่ ลู่หลิน... พวกเจ้าอย่าทำหน้าเหมือนข้าจะไปออกรบสิ ข้าแค่จะไปสอบเอาตำแหน่งจอหงวนมาให้พวกเจ้าได้นั่งกินนอนกินบนกองทองเท่านั้นเอง" ลู่ชิงหัวเราะร่าพลางขยิบตาให้น้องสาว
"ลู่หลิน ข้าไปคราวนี้จะหาซื้อถังหูลู่ที่ยาวที่สุดในนครต้าหยวนมาฝากเจ้า แต่มีข้อแม้นะ... ช่วงที่ข้าไม่อยู่ เจ้าต้องขยันฝึกกับท่านตาหวัง อย่ามัวแต่แอบไปขโมยไก่ป่ามาเผากินจนตัวกลมล่ะ เดี๋ยวข้ากลับมาแล้วจะจำน้องสาวที่เป็น 'เทพธิดาน้อย' ของข้าไม่ได้"
คำหยอกล้อทะเล้นนั้นทำให้ลู่หลินหลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาพลางตีแขนพี่ชายแก้เขิน ส่วนมารดาก็อมยิ้มบางๆ พลางส่ายหน้าให้กับความขี้เล่นของบุตรชาย ลู่ชิงดีดนิ้วหนึ่งทีเป็นสัญญาณให้ฉินอวี้ ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้าแก่ด้วยท่าทางที่ดูเก้งก้างเล็กน้อยตามสไตล์บัณฑิตผู้อ่อนแอ
"ไปล่ะนะ! ท่านตาหวัง ฝากดูแล 'บ้านลู่' ของข้าด้วย อย่าให้ใครมาแอบเด็ดผักบุ้งในสวนข้ากินล่ะ!"
ลู่ชิงโบกมือลาอย่างร่าเริงขณะที่ม้าแก่เริ่มก้าวเท้าออกเดิน สองร่างบนหลังม้าค่อยๆ เคลื่อนขบวนออกจากหมู่บ้านชิงหมิง มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายหลักที่จะนำพาพวกเขาไปสู่ความวุ่นวายและเกียรติยศ ณ นครต้าหยวน ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันจางๆ และความอบอุ่นที่ช่วยบรรเทาความอาลัยของคนข้างหลัง