สามวันผ่านไปโจวหยางหมกตัวอยู่กับปรับรากฐานของตัวเองไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดในป้อมปราการสักนิดตอนนี้ที่จุดตันเถียนของเขานอกจากพลังปราณที่ไหลวนเหมือนกระแสน้ำแล้วยังมีกระบี่จิ๋วเล่มหนึ่งที่ก่อตัวขึ้นขนาดเท่าเม็ดข้าวลอยอยู่กว่าจะสร้างกระบี่จิ๋วเล่มนี้ขึ้นมาได้แม้จะเป็โจวหยางก็ต้องเสียพลังไปไม่น้อยสามวันที่ผ่านมานั้นเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากกว่าหกปีที่ฝึกฝนวรยุทธ์เสียอีก!
“ในที่สุดเมล็ดกระบี่ก็ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว!”
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเขาเต๋ากระบี่เป็บางสิ่งที่ลึกซึ้งเต็มไปด้วยวิถีมากมายหลายรูปแบบหลังจาก่ชีวิตมายาวนั้นเขาถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วการบ่มเพาะของคนๆหนึ่งควรเลือกเดินไปยังเส้นทางที่ถูกต้องและยึดมั่นจนก่อเกิดเป็ประตูแห่งเต๋าในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเดินบนเส้นทางสายนี้โจวหยางถึงได้บ่มเพาะกระบี่สร้างเมล็ดกระบี่ขึ้นมาเพื่อนำไปสู่ิญญากระบี่ในอนาคต!
“ศาสตรามีมากมายหลายแขนงแต่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับข้าอย่างไรก็ไม่พ้นวิถีกระบี่!เพลงกระบี่ธุลีที่ถ่ายทอดออกไปให้โรงฝึกใบไม้์นั้นมากที่สุดก็บ่มเพาะวิถีกระบี่ไปได้แค่ขั้นปรมาจารย์ดิน...อืมลองไปดูที่ป่าเพลิงเมฆาหน่อยก็แล้วกัน”
ดวงตาโวหยางสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายนึกไปถึงอดีตอันแสนไกลก่อนจะกลับมาสงบอีกครั้งชายหนุ่มร่างกายสมส่วนสวมชุดคลุมสีขาวแต่เดิมโครงหน้าก็หล่อเหลาเอาการเพียงแต่ซีดขาวไปสักหน่อยพอมาตอนนี้สะกดพิษของปรสิตกลืนใจได้แล้วทำให้ผิวพรรณกลับมาเปล่งปลั่งยามเหยียดกายตั้งตรงดุจกระบี่ยิ่งมีกลิ่นอายของผู้สูงศักดิ์แผ่ออกมาอย่างน่าเกรงขาม
ั้แ่ออกมาที่เทือกเขาเสิ่นเทียนโจวหยางอี้ก็นำกระบี่เงินเล่มหนึ่งติดตัวมาด้วยแล้วยิ่งผ่านประสบการณ์ที่ถูกวางยามายิ่งทำให้โจวหยางระมัดระวังตัวไม่ว่าจะทำอะไรล้วนเตรียมการให้พร้อมเอาไว้เสมอเคลื่อนพลังไปที่ฝ่ามือเล็กน้อยปากถ้ำที่ปิดสนิทมาสามวันก็เปิดออกก่อนที่หนึ่งคนหนึ่งกระบี่จะทะยานร่างมุ่งหน้าสู่ศูนย์กลางของป่าเพลิงเมฆา
ถึงจะบอกว่าอยู่ในเทือกเขาเสิ่นเทียนแต่ก็มีการก่อตั้งค่ายพักหรือหมู่บ้านขึ้นมาหลายจุดยิ่งในเขตพื้นที่ของสามสำนักใหญ่นั้นมีกระทั่งเมืองเล็กๆตั้งอยู่ด้วยซ้ำเทือกเขาเสิ่นเทียนทอดยาวกินอาณาเขตทั้งหมดทางเหนือของประเทศอวิ้นจูย่อมมีพื้นที่กว้างใหญ่เหลือคณาอย่างไรก็ต้องมีจุดรวมพลเพื่อใช้ในการพักฟื้น หลบภัย หรือกระทั่งซื้อขายแลกเปลี่ยน
หลังจากนำแผนที่ออกมาดูคร่าวๆร่างของชายหนุ่มพุ่งออกจากบึงน้ำเข้าสู่ป่าเพลิงเมฆาความเร็วของปรมาจารย์ดินคนหนึ่งก็รวดเร็วกว่าคนธรรมดามากแล้วไม่ต้องกล่าวถึงโจวหยางมีท่าเท้าที่พริ้วไหวเพียงเหยียบออกไปหนึ่งก้าวก็เคลื่อนที่ออกไปได้ถึงห้างจั้ง และนี่ก็ยังไม่ใช่ความเร็วสูงสุดของเขาด้วย!
จุดรวมพลในป่าเพลิงเมฆาก็คือค่ายเมฆาที่ดูแลโดยกลุ่มเหอช่วนคนกลุ่มนี้เกิดจากการรวมตัวของขุมอำนาจชั้นสองที่เป้นรองแค่สี่ขุมอำนาจใหญ่ แม้จะเป็ชั้นสองแต่เมื่อเกิดการรวมตัวกันขึ้นมาก็สามารถกดดันสี่ขุมอำนาจใหญ่ได้ไม่น้อยรวมไปถึงจุดประสงค์เดิมคือทำให้เขตป่าเพลิงเมฆาเป็สถานที่อิสระดังนั้นขุมอำนาจใหญ่ทั้งสี่จึงไม่เข้ามาแทรกแซงในป่าเพลิงเมฆาและปล่อยให้กลุ่มเหอช่วนจัดการอย่างเหมาะสมแน่นอนว่าอิทธิพลของสี่ขุมอำนาจใหญ่ก็ไม่ได้หายไปเพียงแต่พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการจัดการเื่ต่างๆของป่าเพลิงเมฆาก็เท่านั้น
“เป็สถานที่ที่คึกคักจริงๆ”
โจวหยางเผยรอยยิ้มออกมาขณะมองไปยังเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยผู้คนภาพนี้ทำให้เขาหวนรู้สึกไปถึงวันเก่าๆ ความกระหายที่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นการต่อสู้ที่นำพาเื่ราวมากมายเข้ามา...จวบจนวาระสุดท้ายที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว...
“วันนี้เกิดเื่ใหญ่แล้ว! พวกตระกูลเค่อกำลังตีกับตระกูลเหมียวอยู่ที่ประตูตะวันตก!”
“เหอๆ ได้ยินว่ากล้วยไม้จันทร์ม่วงกำลังจะออกดอกมีคนมากมายแห่กันมาที่ค่ายเมฆาแต่คนสองตระกูลนั่นก็ยังมาตีกันแบบนี้ช่างไม่ไว้หน้าตัวเองเอาเสียเลย”
“ตระกูลเค่อกับเหมียวต่างก็เป็สมาชิกหลักของพันธมิตรหลักของกลุ่มเหอช่วนอีกทั้งยังได้ยินว่ามีตำแหน่งทางการด้วย คนประเภทนี้จะแก่งแย่งกันก็ไม่แปลกหรอก”
ทางเข้าค่ายเมฆาเต็มไปด้วยเหล่าชาวยุทธ์ที่เดินทางมาแสวงโชคเสียงพูดคุยกันดังอยู่ตลอดทางทำให้โจวหยางเกิดสนใจเื่นี้ขึ้นมาเหมือนกันอย่างไรคิดจะลงหลักปักฐานที่นี่ก็ต้องทำความเข้าใจขุมอำนาจต่างๆเอาไว้บ้างพันธมิตรเหอช่วนที่สามารถคานอำนาจกับสี่ขุมอำนาจใหญ่ได้ไม่ใช่อะไรที่เขาจะมองข้ามแน่นอน
“กล้วยไม้จันทร์ม่วงเป็โอสถระดับเงินชนิดหนึ่งถือว่าล้ำค่ามากในประเทศอวิ้นจูลองไปดูสักหน่อยแล้วกัน”
ดวงตาของโจวหยางทอประกายวูบหนึ่งก่อนที่ใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อยตัวเขาเองตอนนี้ก็ถือว่า้าทรัพยากรในการฝึกฝนอย่างมากของอะไรที่ผ่านมาหากทำได้ก็ไม่ควรปล่อยผ่านไป
ค่ายเมฆาไม่ได้ใหญ่อะไรมากนักแต่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนหลังจากเข้ามาด้านในโจวหยางสำรวจสิ่งปลูกสร้างแบบง่ายๆพอผ่านตาเท่านั้นก็จะมุ่งหน้าตรงไปทางประตูตกทันทีลำพังแค่มองดูฝูงชนที่มุ่งหน้าไปดูเื่สนุกก็ไม่ต้องถามหาทางจากใครแล้ว
พอมาถึงาน้ำลายระหว่างสองตระกูลก็พึ่งจะจบลงเตรียมจะใช้กำลังเข้าหาเื่กันแล้ว ฝ่ายตระกูลเค่อสวมชุดสีดำยาวสะพายกระบี่เอาไว้ที่หลังมีกันอยู่สิบกว่าคนส่วนทางตระกูลเหมียวมีกันแปดคนสวมชุดสีแดงสดปักอักษรคำว่าเหมียวไว้ที่หน้าอกมองปราดเดียวโวหยางก็รู้ว่าแต่ละฝ่ายมีปรมาจารย์ดินอยู่แค่คนสองคนเท่านั้นส่วนที่เหลือเป็คนหนุ่มสาววรยุทธ์ยังอยู่แค่เจ็ดขั้นแปดมีแค่ไม่กี่คนที่โดดเด่นถึงขั้นเก้าขั้นสิบ
‘สำหรับประเทศอวิ้นจูก็นับว่าใช้ได้ระดับหนึ่ง แค่ตระกูลผู้ฝึกตนก็สามารถบ่มเพาะรุ่นเยาว์มาถึงขั้นนี้ได้ไม่เลวเลย’
โจวหยางมองดูอยู่ไม่ไกลพลางคิดคำนวณแผนการในอนาคตไปด้วยอย่างที่เคยบอกไปถ้าตัวเขาไม่ถึงขั้นสามารถใช้มือเดียวบดบังท้องฟ้าอย่างไรก็ต้องหาเส้นสายเอาไว้บ้างบางเื่ไม่ใช่แค่อาศัยลำพังตัวเขาจะทำการได้สำเร็จที่นี้จะมองหาขุมอำนาจไหนหรือจะสานสัมพันธ์ได้สำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเขาแล้ว
“ป่าเพลิงเมฆาคือสถานที่อิสระไม่มีขุมอำนาจใดปกครองเ้าพวกแซ่เค่ออาศัยอะไรมาชี้นิ้วสั่งไม่ให้คนอื่นเข้าไป?”
ฝั่งตระกูลเหมียวชายวัยกลางคนหนวดเคราหนาหนาใบหน้าดุดันกล่าวขึ้นด้วยความโมโหที่ด้านหลังของเขาเองรุ่นเยาว์ต่างก็ชักอาวุธเตรียมจะสู้แล้วคนตระกูลเหมียวได้ชื่อว่าใจร้อนเื่นี้คนในค่ายเมฆาต่างรู้ดีแต่หากนับที่นิสัยใจคอก็ถือว่าตรงไปตรงมายังดีกว่าตระกูลเค่อหลายส่วน
“เหมียวจูเอ๋ยเหมียวจู พวกข้าก็ไม่ได้ห้ามอะไรพวกเ้านี่?ป่าเพลิงเมฆาย่อมเป้นสถานที่สำหรับทุกคนอยู่แล้วเพียงแต่ข้าไม่ชอบขี้หน้าแซ่เหมียวอย่างเ้าเห็นแล้วขัดหูขัดตาก็เท่านั้นพวกเ้าจะไปที่ไหนใครสนกัน?”
ทางตระกูลเค่อเป็ชายวัยกลางคนคิ้วเหลี่ยมกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเยาะเย้ยพวกเขาห้ามไม่ให้คนอื่นไปที่ไหนไม่ได้ก็จริงแต่หากคิดจะหาเื่ตระกูลเหมียวกักตัวเอาไว้ก็ไม่ได้ผิดกฏอะไร!ตระกูลเค่อเองก็เป็หนึ่งในกลุ่มเหอช่วนกฎเกณฑ์ต่างๆพวกเขารู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว
“บัดซบ! พวกน่าไม่อายคิดว่าพวกเราจะกลัวพวกเ้าหรือไง!”
ด้านหลังเหมียวจูเป็สตรีร่างเล็กผมเปียอายุสิบห้าสิบหกปีพอๆกับโจวหยางจากรูปแบบการยืนของตระกูลเหมียวทำให้รู้ว่านางต้องเป็คนสำคัญคนหนึ่งของตระกูลเหมียวอีกทั้งระดับวรยุทธ์ก็ฝึกไปจนถึงขั้นผ็ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดแล้วยามที่นางตวาดออกมานั้นสีหน้าของฝั่งตระกูลเค่อก็เต็มไปด้วยการหยอกล้อพร้อมกับหัวเราะกันไม่หยุด
“หึหึ ลูกสาวตระกูลเหมียวปากร้ายสมคำร่ำลือจริงๆแต่เด็กอย่างเ้าจะทำอะไรได้? ไม่กลัวงั้นรึ?ถ้าไม่กลัวก็เข้ามา!”
“ดูไปแล้วหน้าตาเ้าก็ไม่เลวตระกูลเหมียวผ่านไปไม่ได้แต่หากเ้า้าก็ยังไปกับพวกเราได้นะ”
“ฮ่าๆ”
มองดูอีกฝ่ายพูดกันสนุกปากมีหรือที่สาวน้อยจะทนได้?คนตระกูลเหมียวอารมณ์ร้อนนั่นเื่หนึ่งแต่สาวน้อยคนนี้อารมณ์ร้อนกว่าคนอื่นเป็เท่าตัว!กระบี่ในมือชักออกมาพริบตาเดียวก็แทงออกไปโดยมีเป้าหมายคือชายหนุ่มที่พูดจาเหยียดหยามนางความเร็วของกระบี่นี้ในสายตาโวหยางช่างเชื่องช้านักแต่วิถีกระบี่กลับตั้งตรงหนักแน่นแสดงถึงรากฐานที่มั่นคง
“เฮอะ!”
ปรมาจารย์ดินตระกูลเค่อเห็นแบบนี้ก็แค่นเสียงออกมาวาดฝ่ามืออกไปแต่ทางเหมียวจูก็ไม่รอช้าออกรับฝ่ามือนั้นทันทีสุดท้ายกระบี่ของสาวน้อยแทงออกไปแต่ชายหนุ่มเป้าหมายกลับไม่ได้หลบเลี่ยงเพียงวาดกระบี่ออกมามั่วๆอาศัยจังหวะเคลื่อนตัวเบี่ยงหลบให้กระปลายกระบี่แทงแฉลบถางแขนไปเท่านั้น
รอยยิ้มเ้าเล่ย์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของปรมาจารย์ดินตระกูลเค่อพร้อมกับเสียงแหกปากร้องะโเกินจริงของชายหนุ่มมองดูหยดเืที่สาดลงบนพื้นและท่าทีของอีกฝ่ายคนตระกูลเหมียวก็สีหน้าเปลี่ยนไปรู้ตัวว่าหลงกลเข้าแล้วที่จริงพวกเขาก็เจอปัญหาแบบนี้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งเพียงแต่คนตระกูลเหมียวใจร้อนโดยเฉพาะสายน้อยคนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ปัญหานี้แก้ยังไงก็ไม่หายเพราะที่สำคัญคือระดับสูงของตระกูลล้วนเป็แบบนี้ไปกันเสียหมด!
“ตระกูลเหมียวคิดจะสังหารคนตระกูลเค่องั้นรึ!บังอาจนัก!”
“หึหึ บ้านมีกฎบ้านเมืองมีกฎเมือง ในเมื่อพวกเ้าทำผิดกฏก็อย่าหาว่าพวกข้าโหดร้ายก็แล้วกัน!จนกว่าจะสะสางเื่นี้ใครก็อย่าหวังจะออกไปจากที่นี่ได้!”
เสียงของประมาจารย์ดินตระกูลเค่อคำรามออกมาทำให้หลายคนสีหน้าเปลี่ยนไปที่แท้สารเลวพวกนี้ยั่วยุตระกูลเหมียวก็เพราะจะปิดทางออกฝั่งตะวันตกนี่เอง!เื่ของกล้วยไม้จันทร์ม่วงไม่ได้เป็ความลับอะไรและก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าลูกหลานขุมอำนาจใหญ่ต่างก็เข้าไปในป่าเพลิงเมฆาฝั่งตะวันตกกันหมดแล้วมีแค่ตระกูลเหมียวกับอีกไม่กี่ขุมอำนาจที่ยังไม่ได้ส่งคนออกไป
เล่นงานตระกูลเหมียวก็ส่วนหนึ่งแต่ที่สำคัญก็คือพวกเขา้ากันคนออกมาให้ได้มากที่สุดอย่าลืมว่าป่าเมฆาเต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์ แม้แต่ประมาจารย์ดินก็มีอยู่หลายคนหากคนพวกนี้ออกไปเล่นด้วยก็ยิ่งทำให้โอกาสของลูกหลานตระกูลใหย่ลดน้อยลงไปแน่นอนว่าพลังของปรมาจารย์ดินเ่าั้พวกตระกูลเค่อขวางเอาไว้ไม่ไหวหรอกแต่ตอนนี้เกิดเื่ขึ้นก็ไม่เหมือนกันแล้วพวกปรมาจารย์กลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่เ่าั้เองก็ไม่กล้าไปหาเื่กลุ่มเหอช่วนเหมือนกันตระกูลเค่ออาศัยกฏค่ายเมฆาปิดทางออกช่างทำได้แเีจริงๆ
ทว่าในค่ายเมฆาตอนนี้ยังมีอยู่อีกคนที่ไม่ได้สนใจป่าหี่ของตระกูลเค่อชายหนุ่มชอายุน้อยชุดขาวถือกระบี่ค่อยเดินออกไปด้วยสีหน้าเฉยเมยหลังจากหมดความสนใจจากกลุ่มคนตรงหน้าเป้าหมายของเขาก็คือชิงดอกกล้วยไม้จันทร์ม่วงมาดังนั้นโจวหยางจึงไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ที่นี่อีก
คำพูดอะไรนั่นของปรมาจารย์ตระกูลเค่อคิดว่าเขาต้องใส่ใจหรือ?
แน่นอนว่าต้องไม่สนใจอยู่แล้ว!