ท่ามกลางความวุ่นวาย และเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของศิษย์ร่วมสถาบัน มิเนอร์วาทำเพียงแค่จดจ้องไปยังศิษย์จากสำนักแพทย์โลหิตพิษผู้นั้นตาไม่กะพริบ ไม่ได้เอ่ยปาก ไม่ได้ขยับกาย ทำเพียงจ้องมองเรียบเฉยแม้อีกฝ่ายจะยังคงผรุสวาทด่าทอไม่ยอมหยุด แต่ความอดทนของมนุษย์ผู้หนึ่งย่อมมีขีดจำกัด เมื่อหันไปมองศิษย์ที่รอลงแข่งปรุงโอสถที่เหลือฝั่งตนก็เอาแต่ก้มหัวงุดไม่กล้าสู้สายตา
"ราคาที่เจ้าต้องจ่ายสำหรับการยั่วยุข้านั้น มันมากเกินกว่าที่เจ้าจะจ่ายไหว… หยุดการกระทำของเจ้าแล้วช่วยเหลือคนซะเถอะ ข้าจะพูดอีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น"
มิเนอร์วาเอ่ยเสียงเรียบไม่เปลี่ยนสีหน้าไม่หลบสายตา จ้องมองไปตรงๆ รอดูท่าทีต่อไปของอีกฝ่าย ลอบประเมินสถานการณ์รอบกาย
"ทำไม?... เจ้าจะขึ้นมาแลกเปลี่ยนเป็นคนถัดไปต่อจากเจ้าสวะนี่อย่างงั้นเหรอ… มาสิราคาอะไรนั่นมันเท่าไหร่ข้าจะจ่ายให้เอง"
"เจ้าน่ะชื่ออะไร สังกัดกลุ่มไหน?"
มิเนอร์วาคร้านจะต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย เลื่อนสายตามองไปยังผู้ที่นอนร้องเจ็บปวดสอบถามอย่างสงสาร
"ศิษย์สายในระดับ 2 ฮาเกนด์ ไร้สังกัด"
อีกฝ่ายกัดฟันตอบด้วยความเจ็บปวด ไม่กล้าจ้องตานานนักเพราะยังคงมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่
"ฮาเกนด์ เจ้าปรุงยาได้สินะ ซัลวาโตเรของข้านั้นมีกฎและพวกข้าก็ยึดถือกฎนี้อย่างเคร่งครัด หากเจ้าอยากแก้แค้น จงกลืนสิ่งนี้ลงไปและเรียกข้าว่าลูกพี่ซะ"
มิเนอร์วาสะบัดมือกลีบบัวสีดำกลีบหนึ่งลอยไปทางเบื้องหน้าอีกฝ่าย ฮาเกนด์คว้าไว้จ้องมองอย่างสงสัยด้วยไปหน้าแดงก่ำ ความอดทนของมันใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้ากลืนกินสิ่งที่ตนเองไม่รู้จักมั่วซั่ว
"วังมรณะสาบสูญของท่านมีเด็กโหดเหี้ยมเช่นนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
ผู้นำชราแห่งสำนักแพทย์โลหิตพิษเอ่ยถามเฟรเกียอย่างแปลกใจ ระดับครึ่งเทพอย่างพวกมันไหนเลยจะมองไม่ออกว่ากลีบบัวนั่นคือพิษชนิดหนึ่ง หากกลืนลงท้องพิษไม่ทราบชนิดไม่ทราบความร้ายแรงก็จะถูกฝังไว้ในตัว หากได้ยาแก้พิษที่ถูกต้องไม่ทันเวลา ที่รออยู่ก็คงมีแต่ความตายแล้ว เป็นการกระทำบีบบังคับที่โหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก เฟรเกียที่ไม่รู้ลืมตาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ได้ตอบคำถามกลับไป ดวงตาทั้งคู่จ้องไปที่เด็กหนุ่มไม่วางตา
'หรือข้าจะเดาแผนของเจ้าหนูนี่ผิดไปกัน?...'
เฟรเกียพึมพำอย่างสงสัยในการคาดเดาของตนเอง
"ในมือเจ้าคือกลีบบัวพิษ… หากกลืนกินลงไปจะถือว่าเป็นพี่น้องของซัลวาโตเร เพียงแต่ในทุกๆ ปีเจ้าจะต้องมารับยาแก้พิษก็เท่านั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ข้าไม่เคยบังคับสหายในครอบครัวเจ้าเลือกเองเถอะ ว่าจะฝืนจนอนาคตเกิดรอยร้าว หรือจะลงมาตรงนี้และเฝ้าดูความพินาศที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาเองกับมือ"
สิ้นเสียงพูดของมิเนอร์วา ทั่วทั้งงานเทศกาลก็เงียบเสียงลง พวกมันทุกคนกำลังลุ้น ลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากอีกฝ่ายกลืนบัวกลีบนั้นลงไป เพราะแต่ละคนต่างก็สัมผัสได้ถึงบารมีบางอย่างจากท่าทางและการกระทำของเด็กหนุ่ม ผ่านไปไม่กี่อึดใจฮาเกนด์ก็พยุงตัวขึ้นนั่งอย่างอ่อนแรง มันรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายคุกเข่าให้มิเนอร์วาที่ยืนมองด้วยสายตาสงสาร กลีบบัวสีดำนิลถูกยัดลงปากกลืนลงไปอย่างไร้ความลังเลแสดงให้เห็นถึงเจตนาอันแน่วแน่
"ลูกพี่!... ได้โปรดรับข้าเข้ากลุ่มซัลวาโตเรด้วย ให้ข้าติดตามท่าน ข้าจะภักดีต่อท่าน!"
ความเงียบที่มีเมื่อก่อนหน้านี้กลับเงียบลงมากยิ่งกว่าเดิม บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบเสียดกระดูกเป็นเพราะในเวลานี้จิตสังหารสูงเทียมฟ้า ปะทุขึ้นอย่างฉับพลันโดยมีเด็กหนุ่มในชุดสูทสีดำเป็นผู้ปลดปล่อย แม้แต่เหล่าอาวุโสทั้งหมดจากทั้ง 5 สถาบันที่กำลังจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังต้องพากันหรี่ตามมองแต่ละคนต่างก็ลอบประเมินเด็กหนุ่มอยู่ภายในใจ จิตใจที่เติบโตมากกว่าร่างกายย่อมไม่แปลกที่บุคคลเช่นนี้จะเป็นที่จับตามอง ผู้นำทั้ง 4 คนต่างหันหน้าจ้องมองเฟรเกียอย่างประหลาดใจ หากบอกว่าท่าทีไม่สนใจเมื่อก่อนหน้านี้คือการแสดง ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วแววตาคาดหวังรอคอยนั่นย่อมเป็นของจริง เฟรเกียแสยะยิ้มราวกับคิดอะไรได้ สิ่งนี้คือความมั่นใจที่มันเตรียมมาเพื่อการออกศึกครั้งนี้โดยเฉพาะ ทั่วทั้งงานเทศกาลมีบุคคลเพียง 2 คนเท่านั้น ที่กำลังมองไปที่เด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาดเหมือนกัน
"ผู้อาวุโสมังกรอัสนี ข้าขอเปลี่ยนแปลงรายชื่อที่ลงแข่งขันได้หรือไม่?"
มิเนอร์วาหันตัวทำความเคารพพร้อมเอ่ยปากถามอาวุโสสูงสุดที่อยู่ถัดไปไม่ไกล เสียงกังวานกระจ่างไปทั่วงานเทศกาล
"ไม่ได้แบบนั้นมันผิดกฎ… ถ้าเจ้าอยากลงก็ลงอยากทำอะไรก็ทำ เช่นนั้นพวกข้าก็ต้องเปลี่ยนรายชื่อที่ลงแข่งขันได้เช่นกัน"
เป็นจิออตโตที่ตะโกนสวนกลับมาจากทางพื้นที่ของสถาบันหลวง มันเอ่ยยกเหตุผลขึ้นมาเพื่อขัดขวางสิ่งที่มิเนอร์วาต้องการ
"ใช่!... พวกสวะก็ทำตัวแบบสวะ ถุ้ย!"
เป็นตัวแทนจากสำนักแพทย์บนเวทีที่พึ่งหายตกตะลึงกลับมาเอ่ยด่าทออีกครั้ง มิเนอร์วานับจนลืมนับไปแล้วว่าอีกฝ่ายเอ่ยปากด่ามากี่ครา
"เมื่อสักครู่เจ้าพึ่งท้าข้าให้ขึ้นไป แต่ตอนนี้เกิดกลัวขึ้นมา?... ไม่กล้าก็แล้วไปเถอะ ส่วนพวกเจ้าทั้ง 3 สถาบันก็พอกัน ข้าทนเสียงด่ามามากพอแล้ว หากไม่กล้าก็แค่เงียบปากเสีย… จะอ้างนู่นนี่ให้ตัวเองดูน่าสมเพชไปทำไม"
มิเนอร์วาย่อมอดทนอดกลั้นมานานแล้ว เพียงแต่ยังหาเหตุให้ลงมือไม่ได้ เด็กหนุ่มได้วางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกหากจะเลือกกำราบ ก็ต้องสยบลงพร้อมกันให้หมด และการทำตัวไม่โดดเด่นในตอนแรก ย่อมเป็นขั้นตอนแรกของแผนการ เป็นแผนที่ต้องซ่อนตัวตนไม่ให้อีกฝ่ายสืบทราบว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง จะอย่างไรผู้ที่ลงแข่งหมดทั้ง 5 สาขาวิชาย่อมมีน้อยจนนับนิ้วได้ หากเปิดเผยไปแต่แรกย่อมต้องถูกสายข่าวที่แต่ละฝ่ายส่งมา แทรกซึมรายงานข้อมูลกลับไป
"ใครบอกพวกข้าไม่กล้ากันเอาสิ!... เก่งมากนักเจ้าจะลงกี่รายการกัน… หึ!"
จิออตโตมันย่อมไม่ยอมเสียหน้าต่อหน้าคนหมู่มาก อีกทั้งยังต่อหน้าสตรีมากมายขนาดนี้ หากให้มันยอมถอยสั่งให้มันไปตายเสียดูจะง่ายกว่า จิออตโตจึงก้าวขาเข้าหาหลุมที่มิเนอร์วาได้ขุดไว้ อนิจจาราคาที่มันต้องจ่ายอาจสูงจนยากจินตนาการ
"ในเมื่อทุกฝ่ายต่างก็เห็นพ้อง งั้นก็เอาตามนี้! ข้าตกลง… หรือพวกท่านไม่กล้า?"
เฟรเกียที่นั่งมองอยู่ด้านบนหันหน้าแสยะยิ้มน่าขนลุก แววตาแทบจะส่องแสงได้อยู่รอมร่อ จ้องไปที่ผู้นำทั้งสี่คนเอ่ยท้าทายอย่างสุขใจ มิเนอร์วาที่ได้ยินดังนั้นก็ผงกหัวคำนับให้ผู้อาวุโสสูงสุด ตะโกนขึ้นเสียงดัง
"ซัลวาโตเร!... พวกเจ้ารออะไรอยู่ ยังไม่รีบขึ้นไปรับพี่น้องของพวกเจ้าลงมาอีก"
"ฮู่ว์!"
เกิดเสียงตอบรับคำสั่งเสียงดังที่ส่งผลให้โลหิตทุกหยาดหยดภายในกายของคนทุกผู้ต้องเดือดพล่านสะท้านดังก้องไปทั่วนภากาศ!
ท่ามกลางสายตางุนงง เสียงตอบรับคำสั่งของกลุ่มซัลวาโตเรได้ปลุกให้สติของทุกคนกลับคืนมา ชายชุดดำสองคนรีบวิ่งขึ้นเวทีไปหิ้วปีกสมาชิกใหม่ มันนอนหมดสภาพแผ่ร่างกายลงกับพื้นเต็มไปด้วยโลหิตที่ไหลซึมออกมา ความเจ็บปวดทั้งหมดได้หายไปนานแล้ว แต่ร่างกายและจิตใจได้รับภาระหนักมากเกินไปจึงอ่อนแรง ฮาเกนด์รู้สึกซาบซึ้งขอบคุณที่อีกฝ่ายคิดจะล้างแค้นให้ แม้ว่าก่อนหน้านี้ตัวมันจะเคยก่นด่าอีกฝ่าย มันอ่อนแอเต็มทีแต่ก็พยายามรักษาสติเอาเพื่อจ้องมองว่าตัวเองเลือกอนาคตไม่ผิด มิเนอร์วาเดินขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ขณะเดินสวนกับผู้บาดเจ็บก็พูดขึ้นเสียงดังราวกับหัวหน้าสั่งสอนลูกน้อง
"ซัลวาโตเรยึดถือกฎแห่งความเงียบเป็นหลักปฏิบัติจำเอาไว้ให้ดี"
มิเนอร์วาเลื่อนสายตากลับไปจ้องมองที่กลางเวทีแล้วเดินไปหยุดลงที่เบื้องหน้าอีกฝ่าย เสียงสั่งสอนในลักษณะเดิมยังคงเอ่ยขึ้นอย่างต่อเนื่องเสียงดังชัด
"และมีเพียงข้า… หัวหน้ากลุ่มซัลวาโตเร ข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะสามารถลงโทษหรือตัดสินความผิดของพวกเขาได้!"
มิเนอร์วาจ้องหน้าอีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์
"ไม่ว่าพวกข้าจะทำผิดจริง หรือถูกป้ายสี จะมีเพียงหัวหน้ากลุ่มซัลวาโตเรเท่านั้นขอรับที่เป็นผู้ตัดสิน!"
กลุ่มซัลวาโตเรในชุดสูทสีดำเบื้องล่างเวทีทุกคนต่างก็พากันตะโกนสวนกลับมาย้ำคำ ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จดจ้อง ทางฟากฝั่งวังมรณะสาบสูญทางด้านหลัง ทุกคนกลับรู้สึกขนลุกตื่นเต้นเลือดเดือดผ่าน สายตากระหายอยากที่เคยดับมอดลงไปนานแล้ว กลับลุกโชนราวมารคลั่ง เสียงกรีดร้องของสตรีมากมายดังขึ้นระงม แม้แต่เหล่าสตรีเย็นชาจากชุมนุมธารน้ำแข็งยังหน้าขึ้นสีต้องรีบเก็บอาการ รูปร่างหน้าตานี้ ท่าทางดุร้ายนี้ ความอหังการนี้ สตรีใดเล่าจะหักห้ามใจได้
"ดูท่าท่านจะมั่นใจมากเลยสินะ… เฟรเกียเอาอย่างงี้เป็นยังไง พวกเรามาวางเดิมพันกัน มาเดิมพันกันว่าเจ้าหนูนี่จะเป็นผู้ชนะกี่สาขาวิชา ดีหรือไม่?"
ผู้นำร่างท้วมแห่งกลุ่มจันทราทมิฬเอ่ยขึ้นอย่างชอบใจ พ่อค้าแบบมันไหนเลยจะพลาดช่องทางในการหาเงินทองของมีค่า เฟรเกียที่ลอบถามอาวุโสสูงสุดอยู่ก่อนแล้วว่าเด็กหนุ่มจะลงแข่งทั้ง 5 รายการ รีบเอ่ยพูดอย่างมั่นใจ
"ชนะรวด 5 รายการ เดิมพันคือทับทิมโลกา 5 เม็ดนี้"
"โอ้!... พี่เฟรเกียหวังว่าท่านจะมองคนไม่ผิดนะ ข้าเลือก 3 แล้วกัน เดิมพันก็เอาเป็นถั่วแห่งกาลเวลา 5 เม็ด"
ผู้นำสถาบันหลวงเอ่ยยิ้มๆ ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย
"ข้าไม่ชอบเล่นพนัน… ขอผ่าน"
ผู้นำชุมนุมธารน้ำแข็งปฏิเสธหน้าตายไร้อารมณ์
"ดูจากความมั่นใจ… คงมีเพียงวิชาความรู้ทั่วไปเท่านั้นที่เขาจะชนะได้ ข้าทายว่า 1 โลหิตบุปผาหยก 5 หยดคงเพียงพอ"
เป็นแพทย์ชราผู้นำสำนักแพทย์โลหิตพิษเอ่ยวิเคราะห์แจกแจงในสิ่งที่คิด
"ตาข้าบ้างๆ! ข้าทายว่า 4 มีเพียงวิชาแลกเปลี่ยนค้าขายเท่านั้นที่เขาสู้พวกข้าไม่ได้ เดิมพันเอาเป็นตั๋วเงินรางวัลพิเศษมูลค่า 5 ล้านเหรียญทอง เร็วๆ… รีบเริ่มซะที"
ผู้นำกลุ่มจันทราทมิฬเอ่ยขึ้นราวกับเด็กได้รับของเล่น ตั๋วเงินที่สามารถใช้จ่ายซื้อของที่อยู่ในเครือของกลุ่มจันทราทมิฬทุกสิ่งมูลค่า 5 ล้านเหรียญทอง ย่อมเป็นเดิมพันที่สมน้ำสมเนื้อ เผลอๆ อาจจะมากกว่าผู้อื่นด้วยอยู่เล็กน้อย บนเวทีเด็กหนุ่มไม่ได้ผลีผลามลงมือ หันหน้าจ้องไปทางพื้นที่ของสถาบันหลวงไม่ได้มองสตรีที่ตนชมชอบ แต่กำลังจ้องจิออตโต้ด้วยสายตาเย็นชาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงโทนเดิม
"และแล้วในตอนนี้เจ้าก็ได้ก้าวล่วงเส้นต้องห้ามนั้น มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องผิดหรือถูกอีกต่อไป แต่มันเป็นกฎ กฎที่พวกข้ายึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ!"
มิเนอร์วาหันหน้ากลับมาจ้องตัวแทนจากอีกสองสถาบันที่ตอนนี้ยืนหลบฉากออกไปไกล พวกมันยังคงยิ้มเยาะดูถูกดูแคลนเด็กหนุ่ม ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมาจดจ้องอยู่ที่ตัวแทนจากสำนักแพทย์ที่ยืนจังก้าบนเวทีประลอง
"และข้าทำตามคำพูดตัวเองเสมอ ข้ามายืนตรงนี้เพื่อเก็บค่าเสียหายที่เจ้าทำไว้กับลูกน้องของข้า เลือกมาซะจะจ่ายหรือถูกทรมาน!"
"ฮ่าๆ ๆ มาสิเจ้าหนูที่นี่ไม่ใช่สถานที่ไร้สาระที่เล่นเป็นเด็กไม่รู้จักโตแบบสถาบันขอ..."
ปัง!
เสียงก้องทึบที่แม้แต่สตรีที่กำลังกรี๊ดกร๊าดยังต้องเปลี่ยนโทนเสียงเป็นหวีดร้อง ด้วยความตระหนกตกใจที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ปรากฏขึ้นเร็วเกินไป ตามมาด้วยโลหิตที่พุ่งกระฉูดบริเวณต้นขาอีกฝ่าย
"อ๊าก… ตัวบัดซบขี้โกง! ผิดกฎ… นี่มันผิดกฎ! กรรมการข้าขอประท้วงนี่เป็นการแข่งปรุงโอสถหาใช่การแข่งสัประยุทธ์ต่อสู้"
ตัวแทนจากสำนักแพทย์ร้องประท้วงลั่นด้วยความเจ็บปวด มันรีบควานหายารักษาบาดแผลที่พกติดตัวเสมอมา
"จุ๊ๆ ๆ… ผิดแล้ว ผู้อาวุโสทั้งหลายนี่คือการแลกเปลี่ยนของสาขาวิชาหลอมโอสถไม่ผิดแน่ สิ่งที่ทำร้ายเขานั้นเคลือบพิษเอาไว้ถึงแม้จะบางเบาแต่ถ้าตรวจสอบให้ดีจะพบแน่นอน"
"เจ้าโจรเถื่อนกล้าดียังไงทำร้ายศิษย์ข้า"
เสียงด่าทอมากมายจากสำนักแพทย์โลหิตพิษต่างรุมประณามการกระทำป่าเถื่อนของมิเนอร์วา ศิษย์และผู้อาวุโสจากวังมรณะสาบสูญทุกคนที่เคยสืบประวัติของเด็กหนุ่ม ก็พากันนึกขึ้นได้พร้อมกันถึงชื่อหนึ่งในทันที
'คนบ้า!...'
เหล่าศิษย์มากมายที่มาเห็นเหตุการณ์ในวันนี้ต่างรู้สึกในแบบเดียวกันถึงจะเป็นคนบ้า แต่ก็เป็นผู้ชายที่เท่ชะมัด มิเนอร์วาที่ได้ยินเสียงคัดค้านประท้วงมากมายก็ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย ต้องแจกแจงอธิบายให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจ
"ที่ข้าต้องทำแบบนี้ย่อมมีเหตุผล เนื่องจากข้าเตรียมตัวมาแข่งแค่เฉพาะสาขาวิชาความรู้ทั่วไปเท่านั้น การหลอมกลั่นให้พิษเหลวกลายเป็นเม็ดย่อมต้องใช้เวลา หรือพวกท่านทั้งหลายมองว่าการโยนโอสถพิษใส่คู่ต่อสู้ของข้าคือความผิด?... เช่นนั้นแล้วก่อนหน้านี้ที่เขาทำก็ผิดเช่นเดียวกันใช่หรือไม่?... ถ้าใช่แล้วทำไมถึงไม่มีใครห้ามปรามเขาบ้าง? หรือพวกท่านจะบอกบิดาของข้าว่าพวกท่านรู้เห็นเป็นใจ และรวมหัวกันกลั่นแกล้งพวกข้า?"
มิเนอร์วาคำนับไปทางเฟรเกียที่นั่งยิ้มอารมณ์ดี แตกต่างจากการเงียบขรึมอดกลั้นในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง
'ใครจะคิดกันว่าเด็กนี่จะวางแผนไว้แบบนี้… เป็นข้าสายตาสั้นเองที่เข้าใจคำว่ากำราบทั้งหมดของเจ้าเด็กนี่ผิดไป'
ใช่แล้วคำว่ากำราบทั้งหมดที่มิเนอร์วาเคยเอ่ยออกไปนั้น หมายถึงทั้งหมดทั้งมวลไม่ใช่แค่เฉพาะ 5 สาขาวิชาแต่รวมถึงผู้นำและสถาบันทั้งหมด เฟรเกียที่เข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายหมายถึงทั้งหมดของสาขาวิชาความรู้ทั่วไปเท่านั้น ก็นั่งอารมณ์ดีขึ้นเป็นอย่างมาก มากซะจนต้องหัวเราะระบายออกมาเสียงดัง
"ฮ่าๆ ๆ ท่านหมอโคลอี้ใช่เป็นดังที่บุตรข้ากล่าวมาหรือไม่?... ท่านเห็นวังมรณะสาบสูญข้าเป็นตัวอันใดกัน?"
ถึงจะเอ่ยข่มขู่คุกคาม แต่ก็เป็นการหัวเราะเอ่ยเย้าหยอกอีกฝ่ายต่อหน้าสาธารณชน เพียงต้องการบีบบังคับให้ตอบ สิ่งนี้ก็คือส่วนหนึ่งของการกำราบเช่นกัน หากตอบใช่เช่นนั้นก็ต้องเปิดศึกแล้ว หากตอบไม่ก็แสดงว่าสิ่งที่ว่าที่บุตรบุญธรรมของมันกระทำนั้นไม่ผิด เฟรเกียที่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกหาว่าบิดาก็ตัดสินใจได้ทันที ถึงจะไม่ชนะในตอนนี้แต่ปีหน้าย่อมไม่แน่ มันตั้งใจจะแต่งตั้งใช้มิเนอร์วาขึ้นเป็นนายน้อยของวังมรณะสาบสูญ ทุกสิ่งสามารถฝึกได้ แต่นิสัยสันดานนั้นฝึกกันยาก ความเจ้าเล่ห์นี้ ความเด็ดขาดนี้ บารมีเทียมฟ้านี้ ทุกสิ่งล้วนไม่ใช่สิ่งที่คิดอยากจะฝึกก็ฝึกได้ ไม่อย่างนั้นโลกใบนี้คงไม่มีผู้อ่อนแอและอาจจะเต็มไปด้วยผู้มากความสามารถ
"บิดา?..."
"เอ๋...?"
ผู้คนต่างพากันตกตะลึงอุทานไปต่างๆ นานา เพราะผู้นำวังมรณะสาบสูญไม่ได้ปฏิเสธแถมยังเรียกหาอีกฝ่ายว่าบุตรเสียด้วยซ้ำ ยอมรับซึ่งหน้าไม่ปฏิเสธแม้แต่น้อย
"พี่เฟรเกียท่านมีบุตรตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?... ยินดีๆ"
ผู้นำกลุ่มจันทราทมิฬเอ่ยยินดีอย่างมึนงงคาดคะเนไปต่างๆ นานา ห้วงความคิดกำลังชั่งส่วนดีส่วนร้ายอยู่ตลอดเวลา
"โอ้!... ยินดีกับท่านด้วยในที่สุดก็มีทายาทแล้ว นี่เจ้าศิษย์โง่แข่งต่อสิ จะมองหน้าข้าให้อับอายทำไม"
เป็นแพทย์ชราโคลอี้ที่เอ่ยยินดีอย่างขอไปที รีบเปลี่ยนประเด็นตะโกนด่าศิษย์ในสำนักเพื่อเลี่ยงการให้คำตอบไม่ว่าจะตอบทางไหนก็มีแต่ผลเสีย