สองวันต่อมาอิมรานมาหามธุรินที่บ้านตามคำเชิญชวนของงามพิศซึ่งเชิญเขามาทานอาหารกลางวันร่วมกันความจริงชายหนุ่มไม่อยากมาแต่เพราะเห็นแก่ผู้ใหญ่ทั้งสองจึงจำใจมาขณะนั่งสนทนากันด้วยเื่จิปาถะทั่วไปอยู่นั้นอิมรานก็คอยเหลียวหน้าเหลียวหลังอยู่เป็พักๆ เพื่อมองหาใครบางคนจนมธุรินที่นั่งกระแซะอยู่ข้างๆ เขาอดถามอย่างสงสัยไม่ได้
“คุณมองหาอะไรหรือคะอิมราน”
“นั่นสิผมเห็นคุณคอยมองหาอะไรบางอย่างั้แ่มาแล้วนะ”วิทวัสสงสัยเช่นกัน
“เอ่อ...” อิมรานอึกอักเพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดีถ้าจะให้ตอบว่ามองหาเด็กสาวนามว่า ‘เพชร’ อยู่ก็คงไม่ดีแน่ๆคิดแล้วก็นึกโมโหตัวเองที่กำลังเป็บ้าเพราะดันอยากเห็นหน้าเด็กสาวคนนั้นอีกเขาอยากรู้ว่าข้อเท้าของเธอเป็ยังไงบ้างและสบายดีหรือเปล่า
“ว่าไงคะ คุณมองหาอะไร”
มธุรินถามซ้ำใบหน้าสวยนั้นติดบึ้งตึงเล็กน้อยเพราะชายหนุ่มไม่ค่อยสนใจเธอนักหลายวันแล้วที่เขาไม่ค่อยมีเวลาว่างสำหรับเธอเลยโทรไปหาและนัดออกไปเที่ยวด้วยกันทีไรก็ชอบบ่ายเบี่ยงอ้างว่าติดธุระตลอดการกระทำของเขาให้ความรู้สึกว่าเขากำลังตีตัวออกห่างจากเธอ ซึ่งเธอไม่มีวันยอมเด็ดขาด
“เปล่าครับผมแค่มองการตกแต่งบ้านคุณก็เท่านั้น บ้านคุณดูร่มรื่นดีผมชอบ” เขาตัดสินใจโกหกเพราะไม่อยากยุ่งยากใจ
“คุณชอบหรือคะงั้นถ้าทานข้าวเสร็จแล้ว เดี๋ยวฉันจะให้ยัยหนูพาคุณเดินชมให้ทั่วบ้านเลยค่ะ”
งามพิศรีบเสนออย่างเอาอกเอาใจก่อนจะเอ่ยชวนทุกคนไปรับประทานอาหารเมื่อพิกุลเข้ามารายงานว่าได้ตั้งโต๊ะอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วหลังจากทานอาหารกันจนอิ่มหนำ มธุรินก็เดินควงแขนอิมรานพาชมบ้านทั้งภายในและภายนอก
อิมรานเห็นดอกกล้วยไม้สีสวยถูกแขวนไว้บนราวไม้ไผ่ซึ่งสร้างขึ้นเป็เพิงยาวกว่าหกเมตร มีดอกกล้วยไม้หลายสายพันธุ์แขวนเรียงรายอยู่อย่างสวยงามเลยรู้สึกสนใจจึงเดินเข้าไปชมใกล้ๆ
“คุณพ่อท่านชอบดอกกล้วยไม้ค่ะกลับบ้านมาทุกวันจะต้องมาดูแลมันเหมือนลูกคนหนึ่งเลยล่ะค่ะบางทีประคบประหงมมันมากกว่าลูกสาวอีกค่ะ”มธุรินเล่าให้ฟังเมื่อเห็นเขาสนใจดอกกล้วยไม้เป็พิเศษ เธออยากเอาใจเขาจึงเอ่ยเล่าต่อไปเรื่อยๆพร้อมกับเบียดร่างกระแซะร่างหนาไปด้วยอย่างยั่วยวนเล็กน้อย
“ดูท่าคุณจะชอบมากเลยนะคะถ้าคุณชอบจริงๆ เดี๋ยวน้ำหวานไปขอคุณพ่อให้เอาไหมคะ”
“อย่าเลยผมชอบชมมากกว่าดูแล”อิมรานปฏิเสธพลางเดินชมดอกกล้วยไม้ไปเรื่อยๆ ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องขอให้ปล่อยแว่วๆ
“เอ๊ะ! เสียงอะไร คุณได้ยินหรือเปล่า”
“เสียงอะไรคะน้ำหวานไม่เห็นจะได้ยินเลย” มธุรินรีบปฏิเสธตีหน้าใสซื่ออย่างแเี “คุณหูแว่วไปแล้วล่ะอย่าไปสนใจเลยนะคะ น้ำหวานว่าเราเข้าไปในบ้านกันเถอะค่ะ”หญิงสาวพยายามดึงให้อิมรานเดินตามเข้าบ้านแต่ชายหนุ่มไม่ยอมขยับเพราะยังติดใจกับเสียงที่ได้ยินอยู่
“เดี๋ยวสิคุณไม่ได้ยินจริงๆ เหรอ นั่นไง...เสียงคนร้องให้ช่วยกับเสียงทุบประตูมันดังมาจากตรงนั้น” ชายหนุ่มชี้ทิศทางที่มาของเสียงให้ดูมธุรินนึกเข่นเขี้ยวอวิกาอยู่ในใจ และพออิมรานจะเดินไปดู เธอก็รีบดึงแขนเขาไว้ทันที
“อย่าไปเลยค่ะมันไม่มีอะไรจริงๆ ทางนั้นเป็เรือนคนใช้ค่ะ”
“ผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ก็คง...คงเป็คนรับใช้ทะเลาะกันน่ะค่ะอย่าไปสนใจเลยนะคะ”
อิมรานไม่สนใจเขาปลดมือมธุรินออกแล้วเดินไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียง มธุรินกระทืบเท้าอย่างขัดใจก่อนจะวิ่งตามเขาไปพลางพึมพำอย่างโมโหสุดขีดเพราะกลัวชายหนุ่มจะไปเจอกับอวิกาเข้า
“ถ้าอิมรานรู้เื่ละก็แกเจอดีแน่นังเพชร”
โชคเป็ของมธุรินเมื่ออิมรานเดินเข้าไปใกล้เรือนคนใช้แล้วกลับไม่ได้ยินเสียงใดๆ อีกมธุรินยิ้มอย่างพอใจ เดินเข้ามาควงแขนเขา แล้วเอ่ยออกมา
“เห็นไหมคะน้ำหวานบอกแล้วว่าไม่มีอะไรคุณก็ไม่เชื่อ”
“แต่ผมได้ยินจริงๆ นะ” อิมรานมองซ้ายแลขวาก็ไม่พบใครสักคนแต่เขาก็ยังมั่นใจอยู่ดีว่าได้ยินเสียงทุบประตูและเสียงคนร้องแน่ๆ
“ก็น้ำหวานบอกคุณแล้วไงคะว่าอาจเป็เสียงของพวกคนรับใช้ทะเลาะกันก็ได้กลับเข้าบ้านกันเถอะ นะคะ” มธุรินดึงแขนเขาให้ออกเดินอิมรานก้าวเท้าตามแต่สายตาเหลือบไปเห็นห้องๆหนึ่งซึ่งมีแม่กุญแจล็อกอยู่ก็อดถามไม่ได้ เพราะสงสัยอะไรบางอย่าง
“ห้องนั้นไม่มีคนอยู่เหรอครับ”
“ค่ะ ไม่มีคนอยู่ อิมรานคะนี่คุณจะสนใจเื่ไร้สาระไปทำไมกันคะ”
มธุรินเริ่มโมโหขึ้นมาอีกครั้งอิมรานเห็นท่าทางหัวเสียของหญิงสาวแต่ก็ไม่ได้สนใจเขายังคงจ้องมองไปที่ห้องซึ่งถูกล็อกกุญแจอยู่ แถมยังมีท่าทีจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆอีกด้วย ถ้าไม่ติดว่าถูกมธุรินดึงรั้งแขนเอาไว้ซะก่อน
“อิมราน! ถ้าคุณยังขืนจะเดินเข้าไปละก็ น้ำหวานจะโกรธคุณแล้วนะคะ”
อิมรานถอนหายใจยาว ทำหน้าเซ็งๆก่อนจะหันมาบอกมธุริน
“โอเค ผมไม่เข้าไปก็ได้งั้นผมขอตัวกลับเลยก็แล้วกัน” ชายหนุ่มตัดสินใจกลับบ้านทันทีพร้อมทั้งเลิกสนใจห้องที่ใส่กุญแจด้วยเพราะมองอยู่นานแล้วก็ไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติใดๆ อยู่ในนั้นเลย
“อะไรกันคะทำไมรีบกลับนักล่ะ หรือว่าคุณมีนัดกับผู้หญิงคนไหนอีก”หญิงสาวซักไซ้อย่างไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก
“ผมนัดกับกลุ่มเพื่อนๆของผม” เขาตอบเสียงเรียบ
“เพื่อนอีกแล้ว่นี้คุณนัดเจอกับเพื่อนบ่อยเหลือเกินจนไม่มีเวลาให้น้ำหวานเลยนะคะพอน้ำหวานจะขอตามไปด้วย คุณก็ไม่ให้ไป นี่คุณยังเห็นความสำคัญของน้ำหวานอยู่หรือเปล่าคะอิมราน” มธุรินถามเสียงดังลั่น ใบหน้างามนั้นบูดบึ้งจนไม่น่ามอง หญิงสาวหันหลังให้เขาอย่างงอนๆแอบรอให้เขาง้ออยู่อย่างใจจดใจจ่อทว่าก็ต้องผิดหวังเมื่ออิมรานไม่ง้อแถมยังทำสุ้มเสียงเหมือนรำคาญอีกด้วย
“อย่าเอาเื่ไร้สาระมาหาเื่ผมดีกว่านะน้ำหวาน”
“กรี๊ด!” มธุรินกระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความเดือดดาลก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับอิมรานแล้วยื่นคำขาดให้ “คุณว่าน้ำหวานไร้สาระเหรอคะก็ได้! งั้นคุณก็เลือกมาเลยแล้วกันว่าระหว่างน้ำหวานกับเพื่อนคุณจะเลือกใคร”
“ผมเลือกเพื่อนอย่างแน่นอน”
อิมรานตอบกลับอย่างไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อยและไม่คิดรักษาน้ำใจอีกฝ่ายสักนิดเดียวจากนั้นก็เดินออกไปโดยมีลูกสาวเ้าของบ้านวิ่งตามไปอาละวาดติดๆมธุรินกำลังทำให้เขาหมดความอดทนเขาไม่ชอบที่เธอมาแสดงความเป็เ้าข้าวเ้าของเขาแบบนี้ในเมื่อต่างตกลงกันแล้วว่าความสัมพันธ์ของเรานั้นเป็เพียงแค่ความพอใจไม่มีการผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อตกลงกันเข้าใจแล้วเธอจะมาโวยวายอ้างสิทธิ์ในตัวเขาไม่ได้ เขาจะคบใครอะไรยังไงเธอก็ไม่มีสิทธิ์มาห้ามคนที่จะห้ามเขาได้ก็คือผู้หญิงที่เขารักและคิดจะแต่งงานด้วยเท่านั้น!
เสียงทะเลาะของทั้งสองคนยังคงดังแว่วๆให้คนที่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนพื้นห้องตรงประตูได้ยินอวิกายิ้มอย่างสะใจที่เห็นมธุรินได้รับความเ็ปบ้างเสียงพูดของคนทั้งสองนั้นหญิงสาวได้ยินแต่แรกแล้วแต่ก็ไม่ลุกขึ้นปรากฏตัวให้ทั้งคู่ได้เห็นและไม่ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือเหมือนในคราวแรกออกไปด้วยเพราะรู้ดีว่าร้องไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆยังไงมธุรินก็ไม่มีทางปล่อยเธอออกมาอย่างแน่นอน
ตอนนี้ความเ็ปที่ได้รับจากสองแม่ลูกนั้นเกินทนแล้วและมันกำลังจะแปรเปลี่ยนไปเป็ความโกรธแค้นแทนดวงตาคู่สวยที่แดงช้ำเพราะร้องไห้อย่างหนักมีประกายวาววับราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ในนั้นความแค้นทำให้หญิงสาวตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่างซึ่งเป็แผนการที่จะช่วยให้เธอหลุดออกไปจากขุมนรกแห่งนี้และได้แก้แค้นงามพิศกับมธุรินไปในตัวด้วยแต่ทว่าแผนการของเธอจะสัมฤทธิผลได้นั้นมันจะต้องมีผู้ช่วยฉะนั้นเธอต้องหาผู้ช่วยให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนการแต่งงานจะมาถึง
ออกจากบ้านของมธุรินมาได้อิมรานก็บึ่งรถไปหาเพื่อนๆ ตามที่ได้นัดกันไว้ทันทีชายหนุ่มมาถึงบ้านเอกราชด้วยใบหน้าบึ้งตึง เพื่อนๆ ที่มารออยู่แล้วก็อดถามไม่ได้
“เป็ไรไปวะอิมทำหน้าเหมือนตูดเลย” ธนาถามเสียงกลั้วหัวเราะ
“นั่นดิ โกรธใครมาเหรอ” จิรายุถามบ้างวันนี้เป็วันหยุดทุกคนจึงรวมพลกันมาสังสรรค์ที่บ้านของเอกราชแทนการออกไปเที่ยวเตร่ตามสถานที่ต่างๆ
“จะมีใครนอกจากคุณมธุรินคู่ควงคนล่าสุดของมัน” เอกราชตอบแทนเพื่อนเพราะรู้ดีว่าวันนี้อิมรานไปทำอะไรมาก่อนจะมาที่บ้านของเขา
“ความจริงแกก็น่าจะเอาใจเธอบ้างนะ” เ้าของบ้านซึ่งมีสถานะเป็เพื่อนสนิทเอ่ยแนะนำแต่เพื่อนรักกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ล่ะ เบื่อ”
“หมด่โปรโมชั่นเลิฟแล้วก็แบบนี้แหละ” ธนาเอ่ยหยอกเย้าเล่น เรียกเสียงหัวเราะได้จากทุกคนในกลุ่มยกเว้นอิมราน
“เธอทำอะไรให้แกเบื่อล่ะ”
จิรายุถามพลางยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบอิมรานรับแก้วเครื่องดื่มจากมือของเอกราชก่อนจะเปิดปากเล่าให้เพื่อนๆ ฟังจากนั้นก็สรุปในตอนท้ายว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับมธุรินในเชิงชู้สาวแล้วและจะคบหาหญิงสาวเสมือนเพื่อนทั่วๆ ไปคนหนึ่งเท่านั้น หลังจากฟังจบธนาก็แกล้งเอ่ยต่อว่าเพื่อนรัก
“รู้ไหมแกทำแบบนี้เท่ากับทำร้ายเธอเลยนะ น่าสงสารจริงๆ”
“อ้วกกกก” เพื่อนๆ ในกลุ่มไม่เว้นแม้แต่อิมรานพากันโก่งคออาเจียนในคำพูดของธนาก่อนเอกราชจะพูดอย่างหมั่นไส้
“ก่อนจะว่าไอ้อิมมันฉันว่าแกด่าตัวเองก่อนดีกว่านะไอ้ธัน ตัวแกเองนี่แหละที่ชอบขยันทำร้ายจิตใจผู้หญิงน่ะ”
“ฉันไม่คิดว่าเป็การทำร้ายหรอกนะ” อิมรานยักไหล่อย่างไม่แคร์ “ฉันกับเธอตกลงกันแล้วว่าจะคบกันแบบไหนแค่สนุกด้วยกันเท่านั้นและตลอดเวลาที่คบกันฉันก็ไม่เคยพูดให้ความหวังอะไรกับเธอเลยแม้แต่น้อย”
“ตอนแรกตกลงกันไว้อย่างนั้นแต่พอคบกันแล้วก็มีเปลี่ยนแปลงกันได้” จิรายุว่า
“นั่นไม่ใช่ฉันเธอจะคิดยังไงก็ช่างเธอ ฉันว่าเราอย่าพูดเื่นี้กันอีกเลยพูดไปก็เหมือนนินทาผู้หญิงเปล่าๆ คุยเื่อื่นกันเถอะ”อิมรานบอกก่อนจะเป็คนเริ่มต้นเสียเองเมื่อเขาถามถึงภรรยาของจิรายุที่กำลังท้องได้ห้าเดือนแล้ว ซึ่งนับว่าเป็หลานคนแรกของเพื่อนในกลุ่มเลยทีเดียว
อนงค์เอาอาหารมาให้อวิกากินเหมือนเคยโดยมีพิกุลตามประกบติดทุกครั้ง ขณะที่อนงค์ส่งจานข้าวให้นั้น อวิกาก็รับไว้แล้วกระซิบบอกอีกฝ่ายเสียงแ่เบา
“คืนนี้พอทุกคนหลับหมดแล้วพี่มาหาเพชรหน่อยนะ”
แม้จะสงสัยแต่อนงค์ก็พยักหน้าให้พิกุลที่จ้องมองอยู่เห็นทั้งสองกระซิบกระซาบอะไรกันก็ถามเสียงห้วนทันที
“ซุบซิบอะไรกันน่ะ”
“ไม่ใช่เื่ของแก” อนงค์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงดุจเดียวกัน พิกุลถึงกับชักสีหน้าใส่ทันที
“ไม่ใช่เื่ของฉันได้ยังไงในเมื่อฉันมีหน้าที่คุมนังเพชร พวกแกซุบซิบกันหาทางหนีใช่ไหม”
“ไม่ใช่หรอกพี่พิกุลเพชรแค่ขอให้พี่อนงค์ดูแลยายกับตาให้เพชรเท่านั้นเอง”อวิกาไม่อยากให้แผนการของตนเองมีอุปสรรคมากนัก จึงพูดโกหกออกไป
“งั้นแล้วไป เอ้า!เสร็จแล้วก็ออกไปสิยะนังอนงค์ ฉันจะได้ปิดประตูเสียที เสียเวลากินข้าวฉันหมด”พิกุลออกปากไล่อย่างหงุดหงิดอนงค์สบตากับอวิกาแวบหนึ่งก่อนจะเดินถือจานข้าวเปล่าออกไปจากห้องเมื่ออนงค์ออกไปแล้ว พิกุลก็รีบจัดการปิดประตูห้องและล็อกกุญแจอย่างรวดเร็วทันที
เวลาดึกสงัดหลังจากที่ทุกคนหลับกันหมดแล้วอนงค์ก็ย่องไปหาอวิกาที่ห้องตามที่ได้รับปากไว้ พอไปถึงก็เหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะเอ่ยเรียกคนที่นั่งหมดอาลัยตายอยากในห้องด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“เพชร....เพชร...”
“พี่อนงค์เพชรนึกว่าพี่จะไม่มาเสียแล้ว”อวิการีบลุกเดินมาหาด้วยความดีใจ ทั้งสองสนทนากันอยู่ที่หน้าต่างกระจกบานเกล็ดเพราะไม่สามารถเข้าไปคุยข้างในห้องได้
“มาสิ ว่าแต่เพชรมีอะไรจะคุยกับพี่เหรอทำไมต้องให้มาหาดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ด้วยล่ะ” อนงค์สงสัย
“เพชรมีเื่อยากขอให้พี่ช่วยน่ะจ้ะ”
“เื่อะไรล่ะ”
“เพชรอยากให้พี่ช่วยพาหนี”
“ฮ้า! อะไรนะ!” อนงค์ใจึงเผลอตัวร้องเสียงดัง
“เบาๆ สิพี่อนงค์เดี๋ยวคนอื่นก็ตื่นกันหมดหรอก” อวิกาเอ็ดใส่เบาๆก่อนจะพยายามมองออกไปด้านนอกว่าจะมีใครโผล่มาหรือเปล่าอนงค์มองตามก่อนจะเอ่ยขอโทษเสียงอ่อยๆ
“พี่ขอโทษใจนลืมตัวไปหน่อยนะ ว่าแต่ว่าเพชรเอาจริงเหรอ”
“จริงสิ เพชรไม่อยากแต่งงานจริงอยู่ว่าการแต่งงานจะทำให้เพชรหลุดออกไปจากขุมนรกนี้ได้ แต่มันก็ไม่ต่างอะไรกันเลยเมื่อเพชรต้องไปอยู่ในขุมนรกแห่งใหม่เหมือนกัน”
“ขนาดนั้นเลยเหรอเพชร”
“การที่เราต้องแต่งงานกับคนที่เราไม่ได้รักน่ะมันเหมือนกับการตกนรกนะพี่อนงค์ เพชรอยากแต่งงานใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่เพชรรักไม่ใช่ใครก็ไม่รู้ที่คนอื่นยัดเยียดมาให้ พี่อนงค์...ช่วยเพชรด้วยเถอะนะเพชรมองไม่เห็นใครอีกแล้วนอกจากพี่ นะๆ พี่อนงค์ ช่วยเพชรหน่อยเถอะนะ เพชรขอร้อง” พูดพร้อมกับยกมือไหว้อีกฝ่าย แววตาเต็มไปด้วยประกายอ้อนวอน
“มันไม่ใช่เื่ง่ายเลยนะเพชร”
อนงค์ลังเลใจสงสารก็สงสารแต่ก็กลัวด้วยเหมือนกัน เพราะหากงามพิศรู้ว่าเธอเป็คนช่วยเหลืออวิกาละก็คงได้ไล่เธอออกจากบ้านทันทีแน่ อนงค์สบตากับอวิกาความที่เห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออกและเธอเองก็เคยเลี้ยงดูอวิกาด้วยเหมือนกันจึงทั้งรักและผูกพันกับอีกฝ่ายราวกับเป็พี่น้องสายเืเดียวกันอนงค์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แม้จะไม่มั่นใจและยังมีความกลัวอยู่บ้างแต่สุดท้ายเธอก็ตอบตกลง
“ก็ได้เพชรพี่จะช่วยเพชรเอง”
“พี่อนงค์ขอบคุณพี่มากเลยนะจ๊ะ” อวิกาไหว้ขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณพี่มากจริงๆ เพชรสัญญาว่าถ้าเพชรหนีไปได้และไม่ตายไปซะก่อนเพชรจะกลับมาตอบแทนบุญคุณพี่แน่นอน”
“อย่าถือเป็บุญเป็คุณกันเลยพี่ช่วยเพราะพี่รักและสงสารเอ็งเท่านั้น ว่าแต่ว่าเอ็งจะหนีไปยังไงล่ะจะให้พี่ไปลักกุญแจจากนังพิกุลมันมาเหรอ”
“ไม่ใช่หรอกจ้ะเพชรมีแผนที่ดีกว่านั้น แต่อาจเสี่ยงหน่อย”อวิกามีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นก่อนจะเล่าถึงแผนการที่คิดไว้ให้อนงค์ฟังอย่างละเอียดอนงค์ฟังแล้วก็ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วยทันที
“มันเสี่ยงมากเลยนะเพชร”
“เพชรรู้จ้ะแต่มีวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เพชรหลุดพ้นจากคุณผู้หญิงได้อย่างถาวรโดยที่คุณผู้หญิงไม่สามารถหาวิธีอื่นๆ มาเล่นงานเพชรได้อีก”
“ที่เลือกวิธีนี้เพราะมีเหตุผลอื่นอีกด้วยใช่ไหม” อนงค์ถามอย่างรู้ทัน อวิกาพยักหน้าให้พร้อมเหยียดยิ้มอนงค์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนถาม
“แล้วจะเริ่มแผนนี้เมื่อไร”
“พรุ่งนี้เลยจ้ะเรามีเวลาไม่มากแล้ว”
อวิกาบอกอาทิตย์หน้างานแต่งงานก็จะมีขึ้น เพราะฉะนั้นเธอจะต้องลงมือทำให้เร็วที่สุดเมื่อตกลงกันได้แล้ว สองสาวก็ช่วยกันวางแผนการอีกครู่ใหญ่ๆแล้วจึงแยกย้ายกันไปเข้านอน
รุ่งขึ้นอวิกาเริ่มแผนการของตนเองทันทีโดยการให้อนงค์ไปบอกงามพิศว่าเธอตกลงจะแต่งงานแล้ว จึงอยากขอให้เลิกขังเธอเสียที
“แกแน่ใจนะนังเพชรว่าจะยอมแต่งงานแต่โดยดี”งามพิศมาถามอวิกาถึงห้องพักในเรือนคนใช้ หลังจากที่อนงค์ไปรายงาน
“แน่ใจค่ะ”
“แกไม่ได้มีลูกไม้อะไรแน่นะ” งามพิศยังไม่วางใจ มองอวิกาเขม็งอย่างจับผิด
“ไม่มีลูกไม้อะไรทั้งนั้นค่ะเพชรตัดสินใจแล้วจริงๆ ค่ะ หลังจากที่คุณผู้ชายลงมาพูดเตือนสติเพชรในวันนั้นเพชรก็เลยลองคิดตามดูค่ะ คิดแล้วก็อดเห็นด้วยไม่ได้ การแต่งงานคงทำให้เพชรมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้และมีความสุขกว่านี้จริงๆ”
“ฉลาดขึ้นนี่แต่ฉันจะแน่ใจได้ยังไง ว่าถ้าฉันปล่อยแกออกมาแล้ว แกจะไม่หนี” งามพิศยังคงลังเล
“เพชรไม่หนีหรอกค่ะเพราะเพชรไม่อยากให้ตากับยายต้องเดือดร้อน ก็คุณผู้หญิงบอกนี่คะว่าถ้าเพชรหนีจะแจ้งตำรวจจับเพชรในข้อหาลักทรัพย์”
งามพิศนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะตกลงในที่สุด
“ก็ได้ฉันจะปล่อยให้แกเป็อิสระ แต่แกต้องอยู่ในสายตาของนังพิกุลทุกฝีก้าว ตกลงไหม” แม้จะเชื่อแต่งามพิศก็ไม่ยอมประมาท
“ตกลงค่ะ” อวิการีบรับปากแล้วก้มหน้าลงซ่อนยิ้มพึงพอใจเอาไว้ เมื่อพิกุลมาไขกุญแจให้ด้วยความไม่เต็มใจนัก
ทางฝ่ายอนงค์ก็เริ่มทำตามแผนเช่นกันเธอขึ้นชั้นบนไปยังห้องของมธุรินถือตะกร้าผ้าไปใบหนึ่งเพื่อแสร้งทำเป็ว่าไปเอาผ้าในห้องมาซักแต่ความจริงแล้ว้ามาหาโทรศัพท์ของมธุรินต่างหาก ประตูห้องไม่ได้ล็อกเธอจึงเปิดเข้าไปอย่างแ่เบา โชคดีที่มธุรินอาบน้ำอยู่พอดีจึงสะดวกในการค้นหาและเธอก็ไม่ต้องค้นหานานเพราะโทรศัพท์เครื่องจิ๋วรุ่นใหม่ล่าสุดนั้นวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือนั่นเอง
“โชคดีเป็บ้าเลย”
อนงค์พูดพึมพำด้วยความดีใจรีบวางตะกร้าลงแล้วเดินปรี่ไปคว้าโทรศัพท์มาทันที อนงค์รีบกดหาตามที่อวิกาได้สอนไว้ว่าต้องทำอย่างไรบ้างทันทีเบอร์ของคนที่เธอ้านั้นหาไม่ยากเลย เพราะมันปรากฏเป็เบอร์แรกของสายที่โทรออกมธุรินคงเพิ่งโทรหาเบอร์นี้เป็แน่
อนงค์หยิบกระดาษกับปากกาที่ซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมาจดเบอร์โทรศัพท์ในเครื่องอย่างรวดเร็วเสียงน้ำจากฝักบัวหยุดไหลบ่งบอกเป็สัญญาณให้รู้ว่าคนที่อยู่ข้างในห้องน้ำคงอาบน้ำเสร็จแล้วและคงจะออกมาในไม่ช้านี้อนงค์จึงรีบทำให้หน้าจอคืนกลับสู่สภาพเดิมแล้วรีบวางลงที่เดิมทันทีจังหวะพอเหมาะกับมธุรินเปิดประตูห้องน้ำออกมาพอดี
“เข้ามาทำอะไรในนี้” มธุรินที่อยู่ในชุดคลุมผ้าขนหนูสีขาวสะอาดถามขึ้นอย่างไม่พอใจอนงค์ยิ้มให้ก่อนตอบ
“เข้ามาเอาผ้าไปซักน่ะค่ะคุณหนู”
ฟังคำตอบแล้วมธุรินก็ไม่ติดใจสงสัยอะไรอีกเดินไปหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบครีมบำรุงผิวมาทาอย่างไม่สนใจ อนงค์ถอนใจเบาๆแล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าในตะกร้าหวายที่วางอยู่ข้างห้องมาใส่ตะกร้าที่เธอถือติดมือขึ้นมาด้วยพอเสร็จเรียบร้อยก็รีบออกจากห้องไปทันที
ด้านมธุรินซึ่งทาครีมเสร็จแล้วก็ยังนั่งแต่งหน้าต่อเพราะคืนนี้เธอจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แก้เซ็งหลังจากที่เพียรโทรหาอิมรานแต่เขาก็ไม่รับสาย ไปหาที่คอนโดก็ไม่อยู่นับจากวันที่ทะเลาะกันเขาก็หายหน้าหายตาไปเลย เธอรอให้มาง้อ เขาก็ไม่มาจนเธอทนไม่ได้ต้องเป็ฝ่ายโทรง้อเขาก่อนเองนึกแล้วก็โมโหตัวเองนัก เพราะคนอย่างเธอไม่เคยต้องง้อผู้ชายมากขนาดนี้มาก่อนเลยมีอิมรานคนแรกนี่แหละที่ทำให้เธอเป็ถึงขนาดนี้เฮ้อ...ก็ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้ติดใจเขานักหนากันยิ่งเขาไม่ค่อยแสดงท่าทีเอาอกเอาใจเธอสักเท่าไร เธอก็ยิ่ง้าเขามากขึ้น้าให้เขามาสยบอยู่แทบเท้าและเป็ทาสของเธอตลอดไปบางทีเพราะความอยากเอาชนะล่ะมั้ง ที่ทำให้เธอต้องวิ่งตามเขาแบบนี้
หญิงสาวเหลือบตามองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือจ้องอยู่นานอย่างแอบคาดหวังว่าคนที่เธอโทรหาก่อนอาบน้ำจะโทรมาและหากเป็อย่างที่หวัง เธอก็จะรีบโทรไปเลื่อนนัดกับเพื่อนๆ เพื่อไปหาเขาทันทีเลยแต่ผ่านไปเนิ่นนานแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าโทรศัพท์จะดังมธุรินกระทืบเท้าอย่างโมโหก่อนจะหันไปลงมือแต่งหน้าต่อ