“พี่ครับ” เขตเอ่ยตามหลัง เตือนพี่ชายให้ควบคุมสถานการณ์ให้อยู่หมัด “ตอนนี้คนเริ่มมองกันแล้ว”
“ฉันรู้ ก็ตั้งใจให้มันเป็แบบนั้นนั่นแหละ”
“ทำไม-”
“ก็ดูนั่นสิ”
เรวัชตวัดสายตาไปยังพื้นที่มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนสลบไสลไม่ได้สติ แม้เศษแก้วบางส่วนบาดขาเรียวทั้งสองแต่อีกฝ่ายกลับยังนอนหลับได้อีก ขณะที่ปากก็พึมพำพูดอะไรสักอย่างเหมือนคนบ้า ในบางครั้งก็เผลอหัวเราะและกรี๊ดอย่างเอาแต่ใจ
“ไปโดนตัวไหนมาเนี่ย สภาพเละเป็บ้า” เรวัชเอ่ย
“เราจะทำยังไงดีครับ” เขตถาม
“พาเธอไปที่หลังร้านก่อนแล้วกัน ค่อยใช้โทรศัพท์เรียกคนของตระกูลเทวราชมารับไป” เรวัชเดินเข้าไปใกล้ ใช้เท้าสะกิดอีกฝ่ายเบาๆ แต่จู่ๆ คนที่นอนหลับอยู่กลับเด้งตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน แล้วคว้าตัวของเขาไปกอดแน่น “บ้าเอ๊ย”
เรวัชอุทานด้วยความหัวเสีย รีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาทำความสะอาดร่างกายอย่างนึกรังเกียจ
“ปล่อยฉัน ปล่อย” ช่อฟ้าร้อง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเธอต่างหากที่เป็คนจับเข้าเอาไว้
“เธอต่างหากที่ต้องปล่อยฉัน!” เขาไม่ทนอีกต่อไป จึงผลักหญิงสาวออกไป จนเธอตัวเซล้มลงไปนอนกับพื้นอีกครั้ง
“ท่าทางจะโดนมาหนักจริง” เขตพึมพำพร้อมแสดงสีหน้าเอือมระอา
“เอาล่ะ อย่าลืมโทรเรียก ‘คนสำคัญ’ ให้มารับเธอล่ะ”
“ได้ครับ” เขตพยักหน้ารับ ก่อนจะส่งสายตาให้ลูกน้องพาตัวของช่อฟ้าไปที่ด้านหลังร้าน
“นายก็จัดการเื่นี้ให้เรียบร้อยแล้วกัน ฉันไปล่ะ”
“พี่จะไปแล้วเหรอ นี่ยังไม่ดึกเลยด้วยซ้ำ” เขาถามอย่างสงสัย ปกติหากพี่ชายไม่เมาจนหัวราน้ำ แน่นอนว่าคงไม่มีทางกลับถึงคฤหาสน์เป็แน่
“วันนี้พอแค่นี้แหละ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”
เรวัชตอบส่งๆ ก่อนจะโบกมือให้น้องชายไปจัดการเื่ของช่อฟ้าต่อ ในขณะที่เขาเดินออกจากร้านไปในสภาพที่แตกต่าง ไม่เมาเละเหมือนอย่างทุกวัน
เช้าวันต่อมาเขมจิราเตรียมตัวไปเยี่ยมต้นน้ำ เนื่องจากเมื่อคืนได้รับโทรศัพท์จากเขตว่าเขาไม่สามารถดูแลเด็กชายได้ในวันนี้ เธอจึงต้องเป็คนดูแลต้นน้ำแทน
อันที่จริงแล้วถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่โทรมาบอก วันนี้เธอก็ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมต้นน้ำเหมือนกัน
“วันนี้บัลลังก์จะไปหาคุณปู่คุณย่าหรือเปล่า” เขมจิราถามลูกชาย ขณะที่กำลังนั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน สัปดาห์ที่แล้วเขาไปเยี่ยมคุณตาคุณยาย ส่วนสัปดาห์นี้คงต้องไปหาอีกฝั่งหนึ่ง
“ผมยังไม่แน่ใจครับ”
“ทำไมล่ะ” เขมจิราเลิกคิ้วสูง
“ก็ผมอยากอยู่บ้านบ้างเหมือนกัน จันทร์ถึงศุกร์ก็ไปโรงเรียนแล้ว”
“งั้นเหรอ” เขมจิรานึกแปลกใจ เพราะปกติลูกชายของเธอมักจะมีกิจกรรมทำเสมอ เมื่อก่อนที่อาศัยอยู่คฤหาสน์ตระกูลเทวราชก็มักจะทำกิจกรรมนอกบ้านเป็ส่วนใหญ่ แต่จู่ๆ กลับนึกอยากอยู่บ้านขึ้นมาเสียดื้อๆ
“แม่ถามทำไมเหรอครับ” บัลลังก์ถามกลับ
“แม่อยากจะไปเยี่ยมต้นน้ำสักหน่อย นี่ก็เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่เขาไปอาศัยอยู่ที่อื่น”
“...” บัลลังก์ชะงักไปชั่วครู่
“ลูกทั้งสองคนได้เรียนห้องเดียวกันด้วยนี่ สนิทกันบ้างหรือเปล่า”
บัลลังก์นึกย้อนกลับไปในตลอดห้าวันที่ผ่านมา โดยที่ต้นน้ำเอาแต่เดินตามหลังเขาไม่ห่าง จนมีข่าวลือว่าตัวเขานั้นถูกนักเลงอย่างต้นน้ำคอยควบคุมเอาไว้ จนเพื่อนคนอื่นๆ ไม่กล้าเข้าใจกันหมด
นึกแล้วก็โมโหสิ้นดี
“ไม่ครับ พวกเราไม่สนิทกันเลยสักนิดเดียว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองใจ ริมฝีปากได้รูปเม้มเข้าหากัน
“อย่างนั้นหรอกเหรอ” เขมจิราพยักหน้าเข้าใจ แอบสังเกตอาการของลูกชายไปด้วย
“แล้วครอบครัวใหม่ของเขาเป็ไงบ้างเหรอครับ ทำไมถึงได้มาเรียนที่ห้องเดียวกันกับผมได้ล่ะ” นี่เป็คำถามที่บัลลังก์สงสัยมาตลอด
“ต้นน้ำไม่ได้บอกลูกเหรอว่าใครเป็เลี้ยงดูเขา”
“ผมรู้แค่ว่าเขามีพ่อบุญธรรม แต่ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็ใคร” เด็กชายกล่าวเสียงราบเรียบ สายตามองลงไปยังอาหารเช้าตรงหน้าแล้วบ่นอุบอิบ “แล้วก็ไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้นด้วย”
เขมจิรานึกขำในใจ ทั้งที่ไม่อยากจะสนใจต้นน้ำแท้ๆ แต่ลูกชายของเธอกลับถามคำถามไม่หยุด
“ถ้าลูกอยากรู้เื่พ่อบุญธรรมของต้นน้ำ งั้นก็ไปเยี่ยมเขาด้วยกันสิ”
“อะไรนะครับ?”
“แม่บอกแล้วไงล่ะว่าวันนี้อยากไปเยี่ยมต้นน้ำ งั้นบัลลังก์ก็ไปพร้อมกับแม่เลย จะได้หายสงสัยเื่พ่อบุญธรรมของเขาด้วย”
“ผมก็แค่ถามไปเรื่อย ไม่ได้อยากจะรู้คำตอบอะไรสักหน่อย”
“งั้นหรอกเหรอ”
“กะ ก็ใช่น่ะสิครับ! ถ้าแม่อยากไปก็ไปสิ”
“แต่ถ้าแม่ไปแล้วลูกก็ต้องอยู่ที่นี่คนเดียวนะ แม่ไม่อยากให้บัลลังก์ต้องอยู่ที่นี่คนเดียว”
“ผมอายุหกขวบแล้ว อยู่บ้านคนเดียวได้สบาย” เด็กชายยืดอก ทำสีหน้าจริงจังมากขึ้น หวังจะให้ผู้เป็แม่เชื่อถือในตัวเขา
“แต่ถ้าไปคนเดียวแม่ก็เหงาน่ะสิ” เขมจิราเอ่ยอย่างเศร้าใจ ส่งสายตาวิบวับไปให้ลูกชาย “บัลลังก์ไปเยี่ยมต้นน้ำเป็เพื่อนแม่ได้หรือเปล่า”
“แต่-”
“แม่ไม่อยากไปคนเดียว”
เพียงแค่คำพูดแค่ประโยคเดียวก็ทำให้เด็กชายถึงกลับใจอ่อน ่นี้แม่ของเขาเจอเื่ร้ายมามาก เขาเองก็อยากจะอยู่เคียงข้างแม่ ไม่้าให้เธอเป็กังวลอะไร
“ก็ได้ครับ ผมจะไปด้วย”
“งั้นก็ดีเลย”
“แล้วพวกเราจะไปเวลาไหนครับ”
“หลังทานอาหารเช้าเสร็จแล้วกัน ลูกคิดว่าไง”
“ได้ครับ ผมจะได้มีเวลาเตรียมตัวด้วย”
สองแม่ลูกตกลงกันเสร็จสรรพว่าจะไปเยี่ยมต้นน้ำด้วยกัน ไม่สิ... อันที่จริงเขมจิราจะไปเยี่ยมต้นน้ำ ส่วนบัลลังก์ติดตามมาด้วยก็เท่านั้น
เขมจิราอมยิ้มน้อยๆ มองลูกชายที่กำลังทานอาหารเช้า ที่บอกว่าเธอไม่อยากไปคนเดียวนั้นโกหกทั้งเพ เพราะรู้ดีว่าบัลลังก์สงสัยเกี่ยวกับพ่อบุญธรรมของต้นน้ำ ถึงอีกฝ่ายจะไม่พูดอะไรออกมาก็ตาม
**********
ใช้เวลาเพียงไม่นานรถยนต์ยุโรปคนหนึ่งก็แล่นเข้ามาภายในตัวคฤหาสน์ เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว สวนถูกตกแต่งอย่างดี คนรับใช้แต่งตัวเป็ระเบียบ บัลลังก์สังเกตรอบๆ ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ก่อนจะเอ่ยกับตัวเอง “ดูเหมือนว่าพ่อบุญธรรมของเขาจะรวยไม่น้อย เขาเป็ใครกันนะ”
“พวกเรามาถึงกันแล้วนะ” เขมจิราบอก
“ครับ”
บัลลังก์มองไปรอบตัวอีกครั้งหนึ่ง ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับความยิ่งใหญ่ของคฤหาสน์แห่งนี้ เนื่องจากเขาก็มักจะเห็นเป็ประจำอยู่แล้ว อีกทั้งเขามาจากตระกูลเก่าแก่ร่ำรวย จึงไม่ได้ตกตะลึงอะไร ทว่ากลับรู้สึกแปลกใจเสียมากกว่าที่อีกฝ่ายยื่นมือเขามารับเลี้ยงต้นน้ำ
“พี่เขม บัลลังก์!” ต้นน้ำะโเรียกทั้งสองคน พร้อมโบกมือทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดูสุขภาพดีกว่าแต่ก่อนมาก
“เข้าไปข้างในกันเถอะบัลลังก์”
“เขาอยู่ที่นี่ตลอดเหรอครับ” เด็กชายถาม ขณะที่เดินไปพร้อมกับแม่
“ใช่ พ่อบุญธรรมของต้นน้ำอยู่ที่นี่” เธอตอบ
“ทั้งสองคนมาเยี่ยมผมเหรอ!” ต้นน้ำวิ่งมาหา ถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ไม่-” บัลลังก์ถูกพูดแทรก
“ใช่แล้ว พี่กับบัลลังก์มาเยี่ยมต้นน้ำ” เขมจิราสะกิดแขนลูกชายเบาๆ
“งั้นก็เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะครับ แต่ว่าตอนนี้ผมติดธุระนิดหน่อย พี่เขมรอได้หรือเปล่า”
“ธุระอะไรเหรอ”
เขมจิราถามออกไป ขณะที่เดินเข้ามาถึงห้องรับแขกพอดี ก่อนจะหันไปเจอกับคุณหมอและนักโภชนาการ
“พ่อบุญธรรมของผมให้นักโภชนาการกับคุณหมอมาตรวจร่างกายครับ พวกเขาบอกว่าผมผอมเกินไป ต้องบำรุงให้มากกว่านี้”
“พี่เข้าใจแล้ว” เธอพยักหน้า ก็ตามอย่างที่ต้นน้ำบอกจริงๆ เมื่อเทียบส่วนสูงและรูปร่างแล้ว ต้นน้ำยังผอมแห้งกว่าบัลลังก์อยู่พอสมควร
“งั้นพี่เขมกับบัลลังก์นั่งรออยู่นี่ก่อนนะครับ ผมจะรีบกลับมา”
“ได้สิ ต้นน้ำรีบไปเถอะ”
เธอส่งยิ้มให้เด็กน้อย คิดว่าเรวัชสามารถดูแลต้นน้ำได้เป็อย่างดี ทั้งเสื้อผ้า อาหาร การศึกษา และสุขภาพ ชายคนนั้นเอาใจใส่ต้นน้ำพอสมควร
“หรือว่าอันที่จริงเขาจะให้ต้นน้ำตอบแทนบุญคุณ” เขมจิราพึมพำ
เธอเคยคิดมาก่อนว่าสาเหตุที่ต้นน้ำแก้แค้นในชีวิตแรกเป็เพราะโกรธที่แม่ของเขาตาย แต่นั่นกลับไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง เพราะก่อนที่ต้นน้ำจะฆ่าตัวตายในชีวิตที่สอง เขาได้พึมพำราวกับรู้สึกผิดอะไรบางอย่าง
นั่นอาจจะเป็เพราะว่าตอบแทนบุญคุณของเรวัชไม่สำเร็จ
“แม่เป็อะไรหรือเปล่าครับ” บัลลังก์เอ่ยขึ้น เมื่อเห็นเธอเผยสีหน้าครุ่นคิด
“เปล่า แม่แค่เผลอคิดอะไรนิดหน่อย”
“ถ้าแม่ไม่สบายรีบบอกผมทันทีเลยนะ” เด็กชายเอ่ยเตือน
เขมจิรานึกขำในใจ ทั้งที่อีกฝ่ายอายุเพียงหกขวบเท่านั้น แต่กลับทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ไม่มีผิด เธอจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปบีบแก้มนุ่มด้วยความเอ็นดู “แม่รู้แล้วน่า”
“แม่พอได้แล้ว ผมไม่ใช่เด็กนะ”
บัลลังก์พยายามปฏิเสธความเอ็นดูเ่าั้ แต่ในจังหวะนั้นเองที่จู่ๆ ร่างกายกลับขนลุกขึ้นมาเสียดื้อๆ อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เหมือนกับว่ามีคนจ้องมองจากด้านหลัง
เด็กชายจึงรีบหันกลับไปมองทันที ก่อนจะได้สบตากับผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินลงมาจากบันได ชายคนนั้นใช้สายตาคมกริบจ้องมองมาที่พวกเขา ไม่ปกปิดความเ้าเล่ห์ อันตรายเ่าั้เลยสักนิด
“ผู้ชายคนนั้นเป็ใคร” บัลลังก์ถาม
เขมจิรามองตามสายตาของลูกชาย ก่อนจะพบกับเรวัชที่ยืนจ้องมองพวกเขามาก่อนแล้วสักพัก ไม่นานอีกฝ่ายก็เดินเข้ามาใกล้
“พวกคุณมาถึงกันแล้วเหรอ นี่ยังไม่ถึงเวลานัดเลยด้วยซ้ำ” เรวัชพูดคล้ายจะตำหนิ ก้มหน้ามองนาฬิกาข้อมือ
“การมาถึงก่อนเวลาเป็สมบัติของผู้ดี” บัลลังก์ตอบกลับ
“การมาถึงตรงเวลาก็เป็สมบัติของผู้ดีเช่นกัน” เรวัชตอบกลับได้อย่างเจ็บแสบ
“เอาล่ะ อย่าทะเลาะกันเลย เด็กชายคนนี้คือลูกของฉัน เขาชื่อบัลลังก์” เขมจิราเอ่ยขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด แล้วหันไปพูดกับลูกชาย “ส่วนชายคนนี้คือพ่อบุญธรรมของต้นน้ำ เขามีชื่อว่าเรวัช”
“พ่อของต้นน้ำ?” บัลลังก์เอ่ยทวนซ้ำ ชายคนนี้งั้นเหรอ?
“ใช่ ฉันเป็พ่อของต้นน้ำ” เรวัชตอบ แล้วเอ่ยถามเด็กน้อย “นายชื่อบัลลังก์งั้นเหรอ หึ แค่ชื่อก็บ่งบอกอะไรได้หลายอย่างเลยนะ”
“คุณหมายความว่าอย่างไร” บัลลังก์ถาม
“ไม่รู้สิ ลองถามแม่นายดูว่าตอนตั้งชื่อนี้คิดอะไรอยู่กันแน่”
อวดดี กระหายอำนาจ ้าเป็ที่หนึ่ง
เพียงแค่เอ่ยชื่อ เขาก็ดูออกได้ทันทีว่าเด็กคนนี้มีนิสัยอย่างไร
เมื่อวางะเิสำเร็จเรวัชเลือกที่จะเดินจากไป ทิ้งความสงสัยไว้ให้เด็กชาย เมื่อบัลลังก์มองไปยังผู้เป็แม่กลับเห็นว่าเธอมีสีหน้าย่ำแย่พอสมควร
เพียงแค่พบกันได้มีถึงหนึ่งนาที ชายสองคนนี้ก็ตั้งใจจะเข่นฆ่ากันเสียแล้ว