“ข้านี้โชคไม่ดีเอาเสียเลย ครั้งแรกที่ข้ามาศาลาแลกสมบัติ สิ่งแรกที่ข้าเห็นกลับเป็นใบหน้าเหม็น ๆ นี่...”
ภายใต้สายตางุนงงของผู้พบเห็น หลงเฉินบีบจมูกและเพิกเฉยต่อเฟิงอู่เทียนอย่างสิ้นเชิง จากนั้นก็เดินผ่านเขาไปยังประตูทางออก
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้าหัวขโมย!”
ก่อนที่เฟิงอู่เทียนจะทันได้ตั้งตัว เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังก็บันดาลโทสะและพุ่งมาขวางทางหลงเฉินไว้ นางจ้องมองเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด สีหน้าท่าทางเย็นชา
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ?”
เมื่อเห็นเด็กสาวผู้นี้ ศิษย์สำนักสุริยันมรกตอีกสองคนทำได้เพียงถอยห่างออกไป
“หลงเฉินผู้นี้คงใช้ชีวิตไม่เป็นสุขแน่ ๆ เมื่อไปมีเรื่องกับหลิวหลิง ผู้อาวุโสของสำนักสุริยันมรกตของพวกเราคือท่านหลิวเยวี๋ยนซึ่งเป็นบิดาของหลิวหลิง และนางยังมีพี่สาวที่เป็นผู้คุมกฎอีกด้วย!”
หลงเฉินไม่รู้ถึงตัวตนของเด็กสาวผู้นี้ ดูจากรูปการณ์แล้วนางคงเป็นเพียงเด็กสาวที่หลงใหลในตัวเฟิงอู่เทียนและหน้าตาสะสวยทีเดียว แต่ก็ไม่สามารถเทียบกับหลิงซีได้
หลงเฉินไม่สนใจในตัวนางและพูดจาเหน็บแนม
“ข้าบอกว่าพวกเจ้าทั้งสองน่ะตัวเหม็นนัก แล้วจะทำไม? เจ้าจะกัดข้ารึ?”
“เจ้า!”
หลิวหลิงบันดาลโทสะ เป็นครั้งแรกที่ผู้มีสถานะต้อยต่ำพูดกับนางเช่นนี้ นางรู้สึกโกรธมากจนเกือบจะร้องไห้และเตรียมพร้อมจู่โจมหลงเฉิน!
อย่างไรก็ตาม เฟิงอู่เทียนพุ่งมาคว้าแขนนางเอาไว้และยืนขวางระหว่างนางกับหลงเฉิน
แม้ว่าเขาจะถูกหลงเฉินทำให้เสียเกียรติ ทว่าสีหน้าของเฟิงอู่เทียนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขามองหลงเฉินด้วยสายตาเฉยเมยพลางส่ายศีรษะและเอ่ยขึ้น
“ข้าเคยนับถือเจ้าอยู่บ้าง แต่เมื่อได้พบเจ้าแล้ว ช่างน่าประหลาดใจที่เจ้ากลับกลายเป็นเพียงคนเลวทรามที่ดีแต่ปาก”
หลงเฉินหัวเราะ
“ถูกต้องแล้ว ข้ามันดีแต่ปาก แล้วอย่างไร? ท่านจะเล่นงานข้าที่นี่ ในศาลาแลกสมบัติแห่งนี้น่ะหรือ?”
เมื่อเห็นว่าเขาทำตัวราวกับพวกป่าเถื่อนไร้อารยธรรม ความปรารถนาที่จะสังหารเขาก็ลุกโชนอยู่ในใจของหลิวหลิง หากไม่ใช่เพราะสถานะผู้ติดตามของตระกูลหลิงอู่และการไม่ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้กันเองในสถานที่สาธารณะ นางก็คงพุ่งตัวออกไปเล่นงานเขาเดี๋ยวนั้น!
หลงเฉินตระหนักถึงข้อนี้ดี ด้วยเหตุนี้เขาจึงแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง อย่างไรเสียนี่ก็เป็นนิสัยของเขาอยู่แล้ว และบางทีอาจจะเป็นการแสดงออกที่จำเพาะเจาะจงหลิวหลานโดยเฉพาะ
เพียงแค่นึกถึงหลิวหลานก็ทำให้หลงเฉินรู้สึกหายใจไม่ออกด้วยความอึดอัดรำคาญใจ เขารู้สึกราวกับว่านางปฏิบัติต่อเขาเหมือนสัตว์เลี้ยง กักขังและเลี้ยงดูเขา
“อะไรนะ?”
เฟิงอู่เทียนไม่ใช่ผู้ที่จะกลั่นแกล้งได้ง่าย ๆ เขามองหลงเฉิน
“ในเมื่อเจ้าปากดีนัก เช่นนั้นแล้วข้าจะกระชากลิ้นเจ้าให้ขาดแล้วไปที่ลานประลองเป็นตายด้วยกัน เจ้ากล้าพอไหมล่ะ? ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ลานประลองเป็นตาย’ บรรดาผู้คนที่มุงดูต่างพูดคุยด้วยเสียงอันดัง
ด้วยคนในตระกูลหลิงอู่ไม่ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้กันเองในที่สาธารณะ หากพวกเขามีความบาดหมางและทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน พวกเขาสามารถไปยังลานประลองเป็นตายและจะไม่มีการถกเถียงกันอีก
“ดูเหมือนว่าเฟิงอู่เทียนเตรียมจะกำจัดหลงเฉิน เขาจะรับคำหรือไม่?”
“ไม่มีทางเสียหรอก เว้นแต่เขาจะโง่เง่าถึงเพียงนั้น สู้กับเฟิงอู่เทียนในลานประลองเป็นตายก็เท่ากับรนหาที่ตายชัด ๆ!”
หลงเฉินได้ยินเกี่ยวกับลานประลองเป็นตายมาก่อน สายตาของเฟิงอู่เทียนในตอนนี้เฉียบคมราวกับมีดที่จ้วงแทงเข้าใส่หลงเฉิน
หลงเฉินมีท่าทีเย้ยหยันและเดินอ้อมเฟิงอู่เทียนไปราวกับพยายามจะยั่วยุเขา ก่อนจะชักสีหน้าใส่หลิวหลิงและเดินจากไปอย่างผึ่งผาย
“ที่เขาเงียบนั่นหมายถึงตกลงหรือไม่?”
นั่นคือความคิดเห็นส่วนใหญ่ของทุกคนในเวลานั้น
คำพูดของหลงเฉินนั้นออกจะเกินไปอยู่สักหน่อย และเขายังดูถูกยอดวีรบุรุษในชุดเกราะที่เปล่งประกายของหลิวหลิง สำหรับนางแล้วถือเป็นบาปที่มิอาจให้อภัยได้ ขณะที่หลงเฉินเดินจากไป นางร้องออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“จำเอาไว้ พรุ่งนี้เวลารุ่งสางจงมาที่ลานประลองเป็นตาย หากเจ้าไม่กล้ามา เช่นนั้นเจ้า...หลงเฉิน คือคนขี้ขลาดที่สุดและหาใช่ชายชาตรีไม่!”
เมื่อสิ้นประโยคสุดท้ายของนาง หลงเฉินก็หันกลับมาและหัวเราะ
“หากข้าหาใช่ชายชาตรี เช่นนั้นเจ้าอยากจะค้นหาคำตอบว่าข้าเป็นอะไรด้วยตัวเจ้าเองหรือไม่ล่ะ? อยากรู้นักว่าคนที่อยู่ข้าง ๆ เจ้าจะยอมให้เจ้าทำเช่นนั้นหรือเปล่า”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลงเฉิน สีหน้าของหลิวหลิงก็แดงก่ำด้วยความอับอาย แต่เพียงพริบตาเดียวหลงเฉินก็หายไปเสียแล้ว นางจึงไม่รู้จะระบายอารมณ์กับใครได้อีก
“หลิงเอ๋อร์ โกรธแค้นคนประเภทนี้ไปก็เปลืองแรงเจ้าเปล่า ๆ เจ้าไม่จำเป็นต้องไปให้ค่าคนที่ไม่สำคัญเช่นเขาหรอก เข้าจะไปพูดกับเฟิงหลิงเย่ให้เจ้าเอง”
ด้วยคำพูดที่น่าอับอายของหลงเฉิน หลิวหลิงก็หน้าแดงและกัดฟันแน่น ในใจนั้นเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะสังหารหลงเฉินเสียให้ได้ อย่างไรก็ตาม เฟิงอู่เทียนกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ราวกับว่าคนที่หลงเฉินจงใจหาเรื่องนั้นไม่ใช่ตัวเขา
“ก็ได้ พี่อู่เทียน ท่านคิดว่าพรุ่งนี้เจ้าคนชั่วนั่นจะมาหรือไม่?”
เฟิงอู่เทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ด้วยความเย่อหยิ่งและจองหองของเขาก็เป็นไปได้ว่าเขาจะมานะ หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะกระชากลิ้นเขาออกมาต่อหน้าเจ้าเลย”
“อา... ไม่นะ ข้าไม่อยากเห็นหรอก น่ารังเกียจจะตายไป! ไปหาเฟิงหลิงเย่กันเถอะ”
แม้ว่านางจะพ่นไฟอยู่ภายในใจ แต่หลิวหลิงก็กลับไปมีท่าทีออดอ้อนเมื่อได้รับการปลอบโยนจากผู้ที่นางหลงใหล นางจับแขนเฟิงอู่เทียนขณะที่พากันเข้าไปในศาลาแลกสมบัติและทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเห็นว่าเรื่องจบลงแล้ว ฝูงชนจึงสลายตัวไปพร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบ
“พรุ่งนี้ตอนรุ่งสางรึ? ดูเหมือนจะมีเรื่องน่าสนุกเสียแล้วสิ”
“เจ้าคิดว่าหลงเฉินจะไปที่นั่นหรือไม่? จะเป็นไปได้อย่างไรกัน? เขาโง่ถึงเพียงนั้นเชียวรึ? เขาดูไม่ใช่คนที่กล้าหาญขนาดนั้นสักหน่อย ข้าแน่ใจว่าเจ้าคงเสียเวลาเปล่าหากจะไปที่นั่นในวันพรุ่งนี้”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น นอกจากนี้ พลังของเขาในตอนนี้ยังเทียบไม่ได้กับหนึ่งในสิบส่วนของเฟิงอู่เทียนด้วยซ้ำ ยอมทนกับความอับอายยังดีเสียกว่าต้องเอาชีวิตไปทิ้งใช่ไหมล่ะ?”
เรื่องของเฟิงอู่เทียนเป็นเพียงละครสลับฉากสำหรับหลงเฉิน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเก็บมันมาใส่ใจ
‘เจ้าเฟิงอู่เทียนถูกข้าทำให้อับอายถึงเพียงนี้ยังไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ ช่างเป็นคนที่เข้าใจยากจริง ๆ และยังเหนือกว่าข้าในหลาย ๆ ด้านอีกด้วย การแข่งขันในมิติห้วงนภาคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เสียแล้วสิ...’
การแข่งขันในมิติห้วงนภาใกล้เข้ามาทุกที และหลงเฉินก็ตระหนักดีว่าตนเองยังขาดพลังอยู่มาก ดังนั้นเขาจึงทำให้จิตใจให้สงบและเริ่มฝึกวิชาโดยไม่กังวลกับการเดิมพันระหว่างเขากับเฟิงอู่เทียนอีกต่อไป
แม้ว่าหลงเฉินจะหุนหันพลันแล่น แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่เง่า มันเป็นหลักการของเขาอยู่แล้วที่จะแสร้งทำเป็นอ่อนแอก่อนจะกลืนกินผู้ที่แข็งแกร่งกว่า
“นี่... เจ้าไม่คิดจะไปจริง ๆ ใช่ไหม?”
“มีแต่พวกโง่เง่าเท่านั้นล่ะที่จะไป”
“แต่ว่า...”
หลิงซีลอยอยู่เบื้องหน้าหลงเฉิน ขมวดคิ้วพลางมองหน้าเขา
“เจ้าไม่กลัวว่าจะโดนดูถูกและถูกครหาว่าไม่สมกับเป็นชายชาตรีรึ?”
“เจ้าจะไปรู้อะไร? เจ้าจะรู้ว่าข้าเป็นชายชาตรีหรือไม่ก็ต่อเมื่อเราขึ้นเตียงด้วยกันต่างหาก”
คำพูดของหลงเฉินตรงไปตรงมาจนแม้แต่หลิงซีก็รู้สึกรับไม่ได้ นางจ้องเขม็งมาที่เขาพลางเอ่ยขึ้น
“เร็วเข้าสิ! เร็วเข้า เจ้าโง่ เอาผลฟื้นฟูวิญญาณมาให้ข้าได้แล้ว ข้าหิวแล้ว!”
หลงเฉินได้ผลฟื้นฟูวิญญาณมาเช่นเดียวกับผลหวนคืนที่มีราคาถึงสองร้อยหยกศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมองผลหวนคืนก็ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก
เขาใช้ความพยายามอย่างมากในการสังหารผู้คุมกฎซื่อและหวงเฟยหยางจนได้หยกศักดิ์สิทธิ์มากว่าร้อยชิ้น แต่ผลไม้งี่เง่านี่กลับมีราคาถึงสองร้อยหยกศักดิ์สิทธิ์
เขารอจนกว่าหลิงซีจะหายตื่นเต้นและดูดกลืนผลฟื้นฟูวิญญาณเสร็จ ก่อนจะยื่นผลหวนคืนให้หลิงซีและถามอย่างหมดความอดทน
“บอกข้ามาได้แล้วว่าไอ้ผลไม้บ้านี่มีประโยชน์อะไร?”
“เจ้านี่โง่ที่สุดเลย!”
หลิงซีกลอกตาใส่เขา จากนั้นร่างเล็ก ๆ ของนางก็บินไปที่ผลไม้ ก่อนจะแสร้งทำเสียงจริงจังราวกับปรมาจารย์ผู้มากวิชาพลางอธิบาย
“ผลหวนคืนนั้นหาใช่ผลไม้ที่มีเพียงสรรพคุณเยียวยา แต่มันคือสิ่งล้ำค่าที่เติบโตอยู่ในสวรรค์และผืนพิภพ แท้จริงแล้วมันประเมินค่ามิได้...”
“มหัศจรรย์ขนาดนั้นเชียว?”
เมื่อมองไปที่ผลไม้สีดำ มันช่างแตกต่างจากสิ่งที่หลงเฉินคาดหวังเอาไว้อย่างสิ้นเชิง
“แล้วมันคืออะไรกันแน่? บอกมาให้หมดนะ อย่าปล่อยให้ข้ามัวแต่รอ”
“เจ้านี่ไม่อดทนเอาเสียเลย *ใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้นะรู้ไหม?”
[TL Note : ใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้ เป็นคำเปรียบเปรยถึงการกระทำอะไรด้วยความเร่งรีบผลีผลาม สุดท้ายมักเกิดผลเสียต่อตนเอง]
เมื่อหลงเฉินต้องการบางอย่างจากนาง หลิงซีก็มีทีท่าพอใจและจงใจที่จะพูดช้า ๆ
หลงเฉินรู้สึกงุนงงอยู่ครู่หนึ่งขณะมองเด็กสาว จากนั้นก็เดาะลิ้นและหัวเราะออกมา
“หากเจ้าไม่ยอมให้ข้ากินเต้าหู้ เช่นนั้นข้าก็จะกินเต้าหู้นุ่ม ๆ อย่างเจ้าแทนแล้วกัน...”
คำพูดของเขาส่งผลให้ใบหน้าของหลิงซีแดงเรื่อขณะที่นางดุเขาด้วยรอยยิ้ม จากนั้นนางก็มองไปที่ผลหวนคืน
“เนื้อของผลไม้ใช้ในการรักษาบาดแผลได้ก็จริง แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือแกนของมันต่างหากล่ะ ผลหวนคืนนั้นเป็นสิ่งที่หายากมาก และในเมื่อมันหายากจึงมีบางที่พิเศษแฝงอยู่ด้วย ซึ่งก็คือแกนของผลไม้ที่มีเคล็ดวิชาต่อสู้ซ่อนอยู่ภายใน...”
“เคล็ดวิชาต่อสู้? มีเคล็ดวิชาซ่อนอยู่ในแกนของมันเนี่ยนะ? ให้ตายเถอะ เสี่ยวซี จินตนาการของเจ้านี่ล้ำลึกเกินไปหน่อยไหม?”
หลงเฉินพูดไม่ออกและได้แต่เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไม่เชื่อนางเลยแม้แต่น้อย หลิงซีจึงสบถด่าเขาในใจ
“รอดูไปเถอะ แล้วเจ้าจะได้เห็นเองว่าข้าน่ะเก่งกาจขนาดไหน!”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ข้าเชื่อ เอาเนื้อของผลหวนคืนออกมาก่อนสิ”
“เอาออกมา?”
หัวใจของหลงเฉินเจ็บปวดรวดร้าว เนื้อของมันมีค่าเท่ากับคะแนนผลงานถึงยี่สิบแต้ม หากหลิงซีคิดผิดและไม่มีอะไรอยู่ข้างในละก็…
“เร็วเข้าสิ!”
“เข้าใจแล้วขอรับ ข้าน้อยจะทำตามเดี๋ยวนี้...”
เขาบิผลไม้นั้นให้แยกออกจากกัน เนื้อสีขาวและอ่อนนุ่มอย่างน่าเหลือเชื่อของมันปรากฏให้เห็นขณะที่กลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เมื่อมีหลิงซีคอยกำกับ เขาก็เอาเนื้อของมันออกมาและเหลือเพียงแกนสีดำอยู่ด้านใน
แกนของมันมีขนาดเท่ากับนิ้วหัวแม่มือและดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ หลงเฉินกำลังจะถามว่ามันใช้ทำอะไร แต่หลิงซีก็ตอบออกมาก่อน
“กลืนมันเข้าไปสิ แล้วก็ใช้พลังปราณของเจ้าดูดกลืนมันให้ดีที่สุดเลยนะ หลังจากที่เจ้าดูดกลืนมันเข้าไปหนึ่งวันหนึ่งคืน เจ้าจะทำให้มันอยู่ในรูปแบบของผงแป้ง เมื่อเป็นเช่นนั้น รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับเคล็ดวิชาจะปรากฏขึ้นเองในร่างกายของเจ้า”
“โอ้?”
หลงเฉินพยายามหยิบแกนของมันขึ้นมาไว้ในมือและพบว่ามันแข็งราวกับเหล็กกล้า มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่พยายามจะดูดกลืนเหล็กชิ้นนี้
“เสี่ยวซี เจ้าแน่ใจหรือ?”
คิ้วของหลิงซีขมวดแน่นเมื่อเห็นว่าหลงเฉินยังคงไม่เชื่อนาง นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“กลืนมันเข้าไปเสียถ้าเจ้าต้องการ มันไม่เกี่ยวอะไรกับข้าอยู่แล้ว และอีกอย่าง... ตอนนี้คะแนนผลงานยี่สิบแต้มของเจ้าก็เปล่าประโยชน์แล้วด้วย!”
หลงเฉินไม่มีทางเลือกนอกจากต้องกลืนก้อนเหล็กนั่นลงกระเพาะไป มันแข็งมากและทำให้เขารู้สึกไม่สบายท้องเอาเสียเลย หลงเฉินรีบโคจรพลังปราณเพื่อจัดการกับแกนผลไม้ชิ้นนั้นทันที!
‘ก็อย่างว่าล่ะนะ หากมันง่ายดายนักทุกคนก็คงรู้ว่าผลหวนคืนเป็นสิ่งล้ำค่า และข้าก็คงไม่มีโอกาสได้มันมาครอง’
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลงเฉินก็นำพาจิตของตนเองเข้าไปในจุดตันเถียนและเริ่มดูดกลืนแกนเหล็กที่อยู่ในท้อง
แกนนั้นแข็งจนผิดธรรมชาติและด้วยพลังปราณของหลงเฉินในตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาทั้งวันในการย่อยสลายอย่างสมบูรณ์
ด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวดของเขา หนึ่งวันเต็มผ่านไปจนล่วงเลยเข้าสู่เช้าวันที่สอง แกนผลไม้นั้นถูกย่อยจนมีขนาดเท่านิ้วก้อยด้วยพลังปราณแท้จริงและปรากฏรอยร้าวบนพื้นผิวของมัน
ทันใดนั้นเอง รอยร้าวเหล่านั้นก็ปริแตกออกด้วยเสียงอันดัง!
******************