เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 96 ผลหวนคืน

    “ข้านี้โชคไม่ดีเอาเสียเลย  ครั้งแรกที่ข้ามาศาลาแลกสมบัติ  สิ่งแรกที่ข้าเห็นกลับเป็นใบหน้าเหม็น ๆ นี่...”


    ภายใต้สายตางุนงงของผู้พบเห็น  หลงเฉินบีบจมูกและเพิกเฉยต่อเฟิงอู่เทียนอย่างสิ้นเชิง จากนั้นก็เดินผ่านเขาไปยังประตูทางออก


    “หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้าหัวขโมย!”


    ก่อนที่เฟิงอู่เทียนจะทันได้ตั้งตัว เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังก็บันดาลโทสะและพุ่งมาขวางทางหลงเฉินไว้  นางจ้องมองเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด  สีหน้าท่าทางเย็นชา


    “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ?”


    เมื่อเห็นเด็กสาวผู้นี้ ศิษย์สำนักสุริยันมรกตอีกสองคนทำได้เพียงถอยห่างออกไป


    “หลงเฉินผู้นี้คงใช้ชีวิตไม่เป็นสุขแน่ ๆ เมื่อไปมีเรื่องกับหลิวหลิง ผู้อาวุโสของสำนักสุริยันมรกตของพวกเราคือท่านหลิวเยวี๋ยนซึ่งเป็นบิดาของหลิวหลิง และนางยังมีพี่สาวที่เป็นผู้คุมกฎอีกด้วย!”


    หลงเฉินไม่รู้ถึงตัวตนของเด็กสาวผู้นี้  ดูจากรูปการณ์แล้วนางคงเป็นเพียงเด็กสาวที่หลงใหลในตัวเฟิงอู่เทียนและหน้าตาสะสวยทีเดียว  แต่ก็ไม่สามารถเทียบกับหลิงซีได้


    หลงเฉินไม่สนใจในตัวนางและพูดจาเหน็บแนม


    “ข้าบอกว่าพวกเจ้าทั้งสองน่ะตัวเหม็นนัก แล้วจะทำไม? เจ้าจะกัดข้ารึ?”


    “เจ้า!”


    หลิวหลิงบันดาลโทสะ  เป็นครั้งแรกที่ผู้มีสถานะต้อยต่ำพูดกับนางเช่นนี้ นางรู้สึกโกรธมากจนเกือบจะร้องไห้และเตรียมพร้อมจู่โจมหลงเฉิน!


    อย่างไรก็ตาม  เฟิงอู่เทียนพุ่งมาคว้าแขนนางเอาไว้และยืนขวางระหว่างนางกับหลงเฉิน


    แม้ว่าเขาจะถูกหลงเฉินทำให้เสียเกียรติ  ทว่าสีหน้าของเฟิงอู่เทียนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง  เขามองหลงเฉินด้วยสายตาเฉยเมยพลางส่ายศีรษะและเอ่ยขึ้น


    “ข้าเคยนับถือเจ้าอยู่บ้าง แต่เมื่อได้พบเจ้าแล้ว  ช่างน่าประหลาดใจที่เจ้ากลับกลายเป็นเพียงคนเลวทรามที่ดีแต่ปาก”


    หลงเฉินหัวเราะ


    “ถูกต้องแล้ว ข้ามันดีแต่ปาก  แล้วอย่างไร? ท่านจะเล่นงานข้าที่นี่ ในศาลาแลกสมบัติแห่งนี้น่ะหรือ?”


    เมื่อเห็นว่าเขาทำตัวราวกับพวกป่าเถื่อนไร้อารยธรรม ความปรารถนาที่จะสังหารเขาก็ลุกโชนอยู่ในใจของหลิวหลิง  หากไม่ใช่เพราะสถานะผู้ติดตามของตระกูลหลิงอู่และการไม่ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้กันเองในสถานที่สาธารณะ นางก็คงพุ่งตัวออกไปเล่นงานเขาเดี๋ยวนั้น!


    หลงเฉินตระหนักถึงข้อนี้ดี  ด้วยเหตุนี้เขาจึงแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง  อย่างไรเสียนี่ก็เป็นนิสัยของเขาอยู่แล้ว และบางทีอาจจะเป็นการแสดงออกที่จำเพาะเจาะจงหลิวหลานโดยเฉพาะ


    เพียงแค่นึกถึงหลิวหลานก็ทำให้หลงเฉินรู้สึกหายใจไม่ออกด้วยความอึดอัดรำคาญใจ  เขารู้สึกราวกับว่านางปฏิบัติต่อเขาเหมือนสัตว์เลี้ยง กักขังและเลี้ยงดูเขา


    “อะไรนะ?”


    เฟิงอู่เทียนไม่ใช่ผู้ที่จะกลั่นแกล้งได้ง่าย ๆ เขามองหลงเฉิน


    “ในเมื่อเจ้าปากดีนัก  เช่นนั้นแล้วข้าจะกระชากลิ้นเจ้าให้ขาดแล้วไปที่ลานประลองเป็นตายด้วยกัน เจ้ากล้าพอไหมล่ะ?  ”


    เมื่อได้ยินคำว่า ‘ลานประลองเป็นตาย’ บรรดาผู้คนที่มุงดูต่างพูดคุยด้วยเสียงอันดัง 


    ด้วยคนในตระกูลหลิงอู่ไม่ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้กันเองในที่สาธารณะ  หากพวกเขามีความบาดหมางและทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน  พวกเขาสามารถไปยังลานประลองเป็นตายและจะไม่มีการถกเถียงกันอีก


    “ดูเหมือนว่าเฟิงอู่เทียนเตรียมจะกำจัดหลงเฉิน เขาจะรับคำหรือไม่?”


    “ไม่มีทางเสียหรอก เว้นแต่เขาจะโง่เง่าถึงเพียงนั้น  สู้กับเฟิงอู่เทียนในลานประลองเป็นตายก็เท่ากับรนหาที่ตายชัด ๆ!”


    หลงเฉินได้ยินเกี่ยวกับลานประลองเป็นตายมาก่อน  สายตาของเฟิงอู่เทียนในตอนนี้เฉียบคมราวกับมีดที่จ้วงแทงเข้าใส่หลงเฉิน


    หลงเฉินมีท่าทีเย้ยหยันและเดินอ้อมเฟิงอู่เทียนไปราวกับพยายามจะยั่วยุเขา  ก่อนจะชักสีหน้าใส่หลิวหลิงและเดินจากไปอย่างผึ่งผาย


    “ที่เขาเงียบนั่นหมายถึงตกลงหรือไม่?”


    นั่นคือความคิดเห็นส่วนใหญ่ของทุกคนในเวลานั้น


    คำพูดของหลงเฉินนั้นออกจะเกินไปอยู่สักหน่อย และเขายังดูถูกยอดวีรบุรุษในชุดเกราะที่เปล่งประกายของหลิวหลิง  สำหรับนางแล้วถือเป็นบาปที่มิอาจให้อภัยได้  ขณะที่หลงเฉินเดินจากไป  นางร้องออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา


    “จำเอาไว้ พรุ่งนี้เวลารุ่งสางจงมาที่ลานประลองเป็นตาย หากเจ้าไม่กล้ามา เช่นนั้นเจ้า...หลงเฉิน คือคนขี้ขลาดที่สุดและหาใช่ชายชาตรีไม่!”


    เมื่อสิ้นประโยคสุดท้ายของนาง  หลงเฉินก็หันกลับมาและหัวเราะ


    “หากข้าหาใช่ชายชาตรี เช่นนั้นเจ้าอยากจะค้นหาคำตอบว่าข้าเป็นอะไรด้วยตัวเจ้าเองหรือไม่ล่ะ?  อยากรู้นักว่าคนที่อยู่ข้าง ๆ เจ้าจะยอมให้เจ้าทำเช่นนั้นหรือเปล่า”


    เมื่อได้ฟังคำพูดของหลงเฉิน  สีหน้าของหลิวหลิงก็แดงก่ำด้วยความอับอาย  แต่เพียงพริบตาเดียวหลงเฉินก็หายไปเสียแล้ว นางจึงไม่รู้จะระบายอารมณ์กับใครได้อีก


    “หลิงเอ๋อร์  โกรธแค้นคนประเภทนี้ไปก็เปลืองแรงเจ้าเปล่า ๆ เจ้าไม่จำเป็นต้องไปให้ค่าคนที่ไม่สำคัญเช่นเขาหรอก เข้าจะไปพูดกับเฟิงหลิงเย่ให้เจ้าเอง”


    ด้วยคำพูดที่น่าอับอายของหลงเฉิน  หลิวหลิงก็หน้าแดงและกัดฟันแน่น ในใจนั้นเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะสังหารหลงเฉินเสียให้ได้  อย่างไรก็ตาม เฟิงอู่เทียนกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ราวกับว่าคนที่หลงเฉินจงใจหาเรื่องนั้นไม่ใช่ตัวเขา


    “ก็ได้  พี่อู่เทียน ท่านคิดว่าพรุ่งนี้เจ้าคนชั่วนั่นจะมาหรือไม่?”


    เฟิงอู่เทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ


    “ด้วยความเย่อหยิ่งและจองหองของเขาก็เป็นไปได้ว่าเขาจะมานะ หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะกระชากลิ้นเขาออกมาต่อหน้าเจ้าเลย”


    “อา... ไม่นะ ข้าไม่อยากเห็นหรอก  น่ารังเกียจจะตายไป! ไปหาเฟิงหลิงเย่กันเถอะ”


    แม้ว่านางจะพ่นไฟอยู่ภายในใจ  แต่หลิวหลิงก็กลับไปมีท่าทีออดอ้อนเมื่อได้รับการปลอบโยนจากผู้ที่นางหลงใหล นางจับแขนเฟิงอู่เทียนขณะที่พากันเข้าไปในศาลาแลกสมบัติและทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เมื่อเห็นว่าเรื่องจบลงแล้ว ฝูงชนจึงสลายตัวไปพร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบ


    “พรุ่งนี้ตอนรุ่งสางรึ? ดูเหมือนจะมีเรื่องน่าสนุกเสียแล้วสิ”


    “เจ้าคิดว่าหลงเฉินจะไปที่นั่นหรือไม่? จะเป็นไปได้อย่างไรกัน? เขาโง่ถึงเพียงนั้นเชียวรึ? เขาดูไม่ใช่คนที่กล้าหาญขนาดนั้นสักหน่อย ข้าแน่ใจว่าเจ้าคงเสียเวลาเปล่าหากจะไปที่นั่นในวันพรุ่งนี้”


    “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น  นอกจากนี้ พลังของเขาในตอนนี้ยังเทียบไม่ได้กับหนึ่งในสิบส่วนของเฟิงอู่เทียนด้วยซ้ำ ยอมทนกับความอับอายยังดีเสียกว่าต้องเอาชีวิตไปทิ้งใช่ไหมล่ะ?”


    เรื่องของเฟิงอู่เทียนเป็นเพียงละครสลับฉากสำหรับหลงเฉิน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเก็บมันมาใส่ใจ


    ‘เจ้าเฟิงอู่เทียนถูกข้าทำให้อับอายถึงเพียงนี้ยังไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ ช่างเป็นคนที่เข้าใจยากจริง ๆ และยังเหนือกว่าข้าในหลาย ๆ ด้านอีกด้วย  การแข่งขันในมิติห้วงนภาคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เสียแล้วสิ...’


    การแข่งขันในมิติห้วงนภาใกล้เข้ามาทุกที และหลงเฉินก็ตระหนักดีว่าตนเองยังขาดพลังอยู่มาก  ดังนั้นเขาจึงทำให้จิตใจให้สงบและเริ่มฝึกวิชาโดยไม่กังวลกับการเดิมพันระหว่างเขากับเฟิงอู่เทียนอีกต่อไป


    แม้ว่าหลงเฉินจะหุนหันพลันแล่น แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่เง่า มันเป็นหลักการของเขาอยู่แล้วที่จะแสร้งทำเป็นอ่อนแอก่อนจะกลืนกินผู้ที่แข็งแกร่งกว่า


    “นี่... เจ้าไม่คิดจะไปจริง ๆ ใช่ไหม?”


    “มีแต่พวกโง่เง่าเท่านั้นล่ะที่จะไป”


    “แต่ว่า...”


    หลิงซีลอยอยู่เบื้องหน้าหลงเฉิน  ขมวดคิ้วพลางมองหน้าเขา


    “เจ้าไม่กลัวว่าจะโดนดูถูกและถูกครหาว่าไม่สมกับเป็นชายชาตรีรึ?”


    “เจ้าจะไปรู้อะไร? เจ้าจะรู้ว่าข้าเป็นชายชาตรีหรือไม่ก็ต่อเมื่อเราขึ้นเตียงด้วยกันต่างหาก”


    คำพูดของหลงเฉินตรงไปตรงมาจนแม้แต่หลิงซีก็รู้สึกรับไม่ได้  นางจ้องเขม็งมาที่เขาพลางเอ่ยขึ้น


    “เร็วเข้าสิ! เร็วเข้า เจ้าโง่ เอาผลฟื้นฟูวิญญาณมาให้ข้าได้แล้ว ข้าหิวแล้ว!”


    หลงเฉินได้ผลฟื้นฟูวิญญาณมาเช่นเดียวกับผลหวนคืนที่มีราคาถึงสองร้อยหยกศักดิ์สิทธิ์  เมื่อมองผลหวนคืนก็ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก


    เขาใช้ความพยายามอย่างมากในการสังหารผู้คุมกฎซื่อและหวงเฟยหยางจนได้หยกศักดิ์สิทธิ์มากว่าร้อยชิ้น  แต่ผลไม้งี่เง่านี่กลับมีราคาถึงสองร้อยหยกศักดิ์สิทธิ์


    เขารอจนกว่าหลิงซีจะหายตื่นเต้นและดูดกลืนผลฟื้นฟูวิญญาณเสร็จ  ก่อนจะยื่นผลหวนคืนให้หลิงซีและถามอย่างหมดความอดทน


    “บอกข้ามาได้แล้วว่าไอ้ผลไม้บ้านี่มีประโยชน์อะไร?”


    “เจ้านี่โง่ที่สุดเลย!”


    หลิงซีกลอกตาใส่เขา  จากนั้นร่างเล็ก ๆ ของนางก็บินไปที่ผลไม้ ก่อนจะแสร้งทำเสียงจริงจังราวกับปรมาจารย์ผู้มากวิชาพลางอธิบาย


    “ผลหวนคืนนั้นหาใช่ผลไม้ที่มีเพียงสรรพคุณเยียวยา  แต่มันคือสิ่งล้ำค่าที่เติบโตอยู่ในสวรรค์และผืนพิภพ แท้จริงแล้วมันประเมินค่ามิได้...”


    “มหัศจรรย์ขนาดนั้นเชียว?”


    เมื่อมองไปที่ผลไม้สีดำ มันช่างแตกต่างจากสิ่งที่หลงเฉินคาดหวังเอาไว้อย่างสิ้นเชิง


    “แล้วมันคืออะไรกันแน่? บอกมาให้หมดนะ อย่าปล่อยให้ข้ามัวแต่รอ”


    “เจ้านี่ไม่อดทนเอาเสียเลย *ใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้นะรู้ไหม?”

    [TL Note : ใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้  เป็นคำเปรียบเปรยถึงการกระทำอะไรด้วยความเร่งรีบผลีผลาม สุดท้ายมักเกิดผลเสียต่อตนเอง]


    เมื่อหลงเฉินต้องการบางอย่างจากนาง หลิงซีก็มีทีท่าพอใจและจงใจที่จะพูดช้า ๆ


    หลงเฉินรู้สึกงุนงงอยู่ครู่หนึ่งขณะมองเด็กสาว  จากนั้นก็เดาะลิ้นและหัวเราะออกมา


    “หากเจ้าไม่ยอมให้ข้ากินเต้าหู้ เช่นนั้นข้าก็จะกินเต้าหู้นุ่ม ๆ อย่างเจ้าแทนแล้วกัน...”


    คำพูดของเขาส่งผลให้ใบหน้าของหลิงซีแดงเรื่อขณะที่นางดุเขาด้วยรอยยิ้ม จากนั้นนางก็มองไปที่ผลหวนคืน


    “เนื้อของผลไม้ใช้ในการรักษาบาดแผลได้ก็จริง แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือแกนของมันต่างหากล่ะ  ผลหวนคืนนั้นเป็นสิ่งที่หายากมาก และในเมื่อมันหายากจึงมีบางที่พิเศษแฝงอยู่ด้วย  ซึ่งก็คือแกนของผลไม้ที่มีเคล็ดวิชาต่อสู้ซ่อนอยู่ภายใน...”


    “เคล็ดวิชาต่อสู้? มีเคล็ดวิชาซ่อนอยู่ในแกนของมันเนี่ยนะ? ให้ตายเถอะ เสี่ยวซี จินตนาการของเจ้านี่ล้ำลึกเกินไปหน่อยไหม?”


    หลงเฉินพูดไม่ออกและได้แต่เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไม่เชื่อนางเลยแม้แต่น้อย  หลิงซีจึงสบถด่าเขาในใจ


    “รอดูไปเถอะ แล้วเจ้าจะได้เห็นเองว่าข้าน่ะเก่งกาจขนาดไหน!”


    เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    “ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ข้าเชื่อ เอาเนื้อของผลหวนคืนออกมาก่อนสิ”


    “เอาออกมา?”


    หัวใจของหลงเฉินเจ็บปวดรวดร้าว  เนื้อของมันมีค่าเท่ากับคะแนนผลงานถึงยี่สิบแต้ม หากหลิงซีคิดผิดและไม่มีอะไรอยู่ข้างในละก็…


    “เร็วเข้าสิ!”


    “เข้าใจแล้วขอรับ ข้าน้อยจะทำตามเดี๋ยวนี้...”


    เขาบิผลไม้นั้นให้แยกออกจากกัน เนื้อสีขาวและอ่อนนุ่มอย่างน่าเหลือเชื่อของมันปรากฏให้เห็นขณะที่กลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ  เมื่อมีหลิงซีคอยกำกับ เขาก็เอาเนื้อของมันออกมาและเหลือเพียงแกนสีดำอยู่ด้านใน 


    แกนของมันมีขนาดเท่ากับนิ้วหัวแม่มือและดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ หลงเฉินกำลังจะถามว่ามันใช้ทำอะไร แต่หลิงซีก็ตอบออกมาก่อน


    “กลืนมันเข้าไปสิ แล้วก็ใช้พลังปราณของเจ้าดูดกลืนมันให้ดีที่สุดเลยนะ  หลังจากที่เจ้าดูดกลืนมันเข้าไปหนึ่งวันหนึ่งคืน  เจ้าจะทำให้มันอยู่ในรูปแบบของผงแป้ง เมื่อเป็นเช่นนั้น รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับเคล็ดวิชาจะปรากฏขึ้นเองในร่างกายของเจ้า”


    “โอ้?”


    หลงเฉินพยายามหยิบแกนของมันขึ้นมาไว้ในมือและพบว่ามันแข็งราวกับเหล็กกล้า  มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่พยายามจะดูดกลืนเหล็กชิ้นนี้


    “เสี่ยวซี เจ้าแน่ใจหรือ?”


    คิ้วของหลิงซีขมวดแน่นเมื่อเห็นว่าหลงเฉินยังคงไม่เชื่อนาง  นางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “กลืนมันเข้าไปเสียถ้าเจ้าต้องการ มันไม่เกี่ยวอะไรกับข้าอยู่แล้ว และอีกอย่าง... ตอนนี้คะแนนผลงานยี่สิบแต้มของเจ้าก็เปล่าประโยชน์แล้วด้วย!”


    หลงเฉินไม่มีทางเลือกนอกจากต้องกลืนก้อนเหล็กนั่นลงกระเพาะไป  มันแข็งมากและทำให้เขารู้สึกไม่สบายท้องเอาเสียเลย  หลงเฉินรีบโคจรพลังปราณเพื่อจัดการกับแกนผลไม้ชิ้นนั้นทันที!


    ‘ก็อย่างว่าล่ะนะ หากมันง่ายดายนักทุกคนก็คงรู้ว่าผลหวนคืนเป็นสิ่งล้ำค่า และข้าก็คงไม่มีโอกาสได้มันมาครอง’


    เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลงเฉินก็นำพาจิตของตนเองเข้าไปในจุดตันเถียนและเริ่มดูดกลืนแกนเหล็กที่อยู่ในท้อง


    แกนนั้นแข็งจนผิดธรรมชาติและด้วยพลังปราณของหลงเฉินในตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาทั้งวันในการย่อยสลายอย่างสมบูรณ์


    ด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวดของเขา  หนึ่งวันเต็มผ่านไปจนล่วงเลยเข้าสู่เช้าวันที่สอง  แกนผลไม้นั้นถูกย่อยจนมีขนาดเท่านิ้วก้อยด้วยพลังปราณแท้จริงและปรากฏรอยร้าวบนพื้นผิวของมัน


    ทันใดนั้นเอง รอยร้าวเหล่านั้นก็ปริแตกออกด้วยเสียงอันดัง!


    ******************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน