ตอนที่ 34 อำมหิต
ภายใต้ความตกใจ สุ้มเสียงของลี่ถังล้วนปลุกทุกผู้คนให้ตื่นขึ้น บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอันน่าสะอิดสะเอียน ราวกับว่า การกระทำของมันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ท่ามกลางความตกตะลึงของฝูงชน เฟยอวี่ลุกยืนขึ้นสาวเท้าไปทางแท่นประลองอย่างเชื่องช้า… สองหมัดกุมกำแน่น คู่นัยน์ตามองเขม็งไปทางลี่ถังสุมด้วยไฟแห่งโทสะ
การประลองควรยุติตั้งแต่หมัดแรกที่ปล่อยออก ทุกผู้คนต่างเป็นสักขีพยานว่าเจียวอ้าวนั้นแพ้พ่ายในหนึ่งกระบวนท่า มันเป็นเหตุสมควรที่ใครๆ สามารถคาดเดาได้ แม้ลี่ถังขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิตเพียงใด ย่อมไม่มีผู้ใดคิดว่ามันกล้าลงมือต่อสตรีจริงๆ… และเป็นสตรีที่ระดับพลังยุทธอ่อนด้อยกว่าถึงหนึ่งช่วงใหญ่!
สีหน้าของฝูงชนที่ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างจับสังเกตเห็นหนึ่งบุรุษที่ก้าวขาขึ้นแท่นประลอง… วัตถุประหลาดขนาดใหญ่บนแผ่นหลังเสริมสร้างจุดเด่น ปลายคมของง้าวสะท้อนแสงวาบหนึ่ง ชายหนุ่มหยุดฝีเท้าลงเมื่อตนเองยืนอยู่ข้างหน้าเจียวอ้าวได้สามก้าว แววตานั้นเพ่งมองลี่ถังไม่กระพริบตา
“แม่นางเจียว ท่านลงจากแท่นประลองเถอะ…” น้ำเสียงของเฟยอวี่ราบเรียบอย่างมาก มันแฝงไว้ด้วยเพลิงโทสะที่ก่อเกิดขึ้นในจิตใจ
เจียวอ้าวนิ่งค้างราวกับรูปปั้น นางรู้สึกสะเทือนใจราวกับหัวใจแตกสลาย มันเป็นเส้นผมแห่งความทรงจำอันดีงาม ตลอดหลายสิบปีในตระกูลเจียว หญิงสาวล้วนไม่เคยได้รับการประคับประคองจากผู้ใด นางถูกมองเป็นตัวเกะกะผู้หนึ่ง ตระกูลเจียวที่สามารถผลิตทายาทผู้เยี่ยมยอดด้านมรรคายุทธ์ นางกลับเป็นสิ่งที่ล้มเหลว พรสวรรค์มิได้โดดเด่นใดๆ ต่อให้นางเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งที่เชิดหน้าชูตาของตระกูล เหล่าผู้อาวุโสและบิดาย่อมหาได้ชื่นชมในสิ่งนี้ไม่… ในโลกหล้า หากไร้ซึ่งวรยุทธที่กล้าแกร่ง มันก็เป็นเพียงขยะที่รอถูกฆ่าเท่านั้น! โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกตระกูลใหญ่ที่มีศัตรูอยู่ทั่วทุกหนแห่ง นางเป็นจุดอ่อนที่ไม่สมควรมีอยู่ในตระกูลเจียว…
แต่ทว่า ปู่ของนางได้ชุบเลี้ยงเด็กสาวผู้นี้มาอย่างดี… จนมีเหตุสำคัญต้องปิดด่านฝึกตน หลังจากไร้การคุ้มครองจากปู่ การกลั่นแกล้งในตระกูลที่กระทำต่อนางจึงเริ่มรุนแรงขึ้น…
นอกจากเผ้าผมของสตรีจะเปรียบประหนึ่งศักดิ์ศรีแล้ว ซึ่งสำหรับเจียวอ้าว มันเป็นความทรงจำที่สำคัญอย่างมาก…
เสียงตบมือดังสนั่นหนึ่งครั้ง เจียวอ้าวที่คล้ายคุมสติไม่อยู่พลันตื่นตระหนกด้วยความตกใจ นางมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยแววตาเปื้อนน้ำตา “ไว้ใจข้า แล้วกลับไปนั่งที่ก่อน…”
“กลับไปนั่งที่” คำพูดนี้ก้องไปมาในโสตประสาทของหญิงสาว ในชั่ววินาทีที่คนผู้หนึ่งใจสลาย พวกเขาต่างสลัดทิ้งซึ่งความสนใจจากสิ่งรอบข้างไป หลงเหลือเพียงความเศร้าหมองลึกล้ำ ไม่ได้ยินใคร… ไม่ได้คิดสิ่งใด… ไร้สิ้นความรู้สึก…
เมื่อมนุษย์ตกใจหรือจิตใจสิ้นสลาย ร่างกายนี้ล้วนไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง หญิงสาวที่ไม่สมควรมีแรงเดินได้ต่อหลังจากถูกหมัดของลี่ถัง ฝ่าเท้าของนางกลับก้าวเดินออกไป… ข้ามผ่านเส้นผมสีเงินไป… สืบเนื่องจากการลืมสิ้นเรื่องความรู้สึกในชั่วขณะหนึ่ง มันย่อมเป็นผลกระทบในภายภาคหน้า… นางเดินตรงไปทางบันไดลงแท่นประลองด้วยสีหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ หญิงสาวราวกับร่างไร้้วิญญาณที่เดินตรงกลับโต๊ะของตัวเองโดยไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ…
“นี่เจ้าเป็นใครกัน? เกี่ยวข้องอันใดกับนาง? เดี๋ยวนะ…ข้าจำได้ เจ้าเด็กพรสวรรค์สีขาวใช่หรือไม่?” ลี่ถังกล่าว
“คู่ต่อสู้คนต่อไปของเจ้าคือข้า…” เฟยอวี่คว้าง้าวตัดสวรรค์บนแผ่นหลังออกมา ชายหนุ่มกระแทกมันลงบนแท่นประลองคราวหนึ่ง…ตึง! “อย่าได้ออมมือเชียว… ข้าเอาจริง”
……………………
“ให้คุณหนูเจียวได้กินนี่ก่อน” เหลียงเซินล้วงเม็ดยาสีแดงฉานและสีฟ้าเข้มออกมาพร้อมป้อนเข้าไปในปากของเจียวอ้าวที่นั่งเหม่อลอยใกล้ห่าวชิน สีหน้าของเจียวอ้าวดูดีขึ้นมาก ยาบำรุงโลหิตได้เข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บภายในซึ่งไม่ได้ร้ายกาจนัก ส่วนสภาพจิตใจนั้นเกรงว่าเขาและห่าวชินคงต้องกล่าวปลอบนางไปก่อน… เหลียงเซินเหลือบมองไปทางแท่นประลองด้วยสีหน้าอันเป็นกังวล
“เจ้าเด็กนั่นทำผิดกฎ! คุณหนูเจียวยังไม่ได้ประกาศยอมแพ้หรือหมดสภาพต่อสู้” ผู้อาวุโสสูงสุดฝั่งสำนักกระบี่ดาราสวรรค์โพล่งคำ พร้อมกันนั้น เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสของสำนักกระบี่ดาราสวรรค์ต่างมีสีหน้าไม่พึงพอใจ ในขณะที่ ผู้อาวุโสของสำนักกระบี่คู่สวรรค์กลับไร้การตอบสนองใดๆ ลู่หลินสะบัดมือไปทางขวาคราวหนึ่ง สุ้มเสียงโต้แย้งไม่พอใจพากันเงียบสงบลง “ข้าย่อมให้ความเป็นธรรมต่อกฎประลองอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ใช่ในเวลานี้…”
………………..
ลี่ถังที่ได้ยินดังนั้นถึงกับขมวดคิ้วเป็นปมแน่น “อย่าได้ออมมือ? ด้วยฝีมือของเจ้า? นี่ขู่ข้ารึ? อ่ะฮ่า…ฮ่าๆๆๆ”
การระเบิดเสียงหัวเราะเป็นไปอย่างยาวนาน สีหน้าและน้ำเสียงอันเย้ยหยัน ใบหน้าประดับด้วยความเหยียดหยามดูหมิ่น ลี่ถังหรี่ตามองเฟยอวี่อย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าทราบถึงความต่างของระดับพลังยุทธหรือไม่? ระดับเริ่มต้นริอาจประกาศกร้าวให้ข้าเอาจริงงั้นรึ! ช่างน่าหัวร่อ! ข้าออกแรงเพียงหกในสิบส่วนก็บดขยี้เจ้าได้โดยง่าย!”
“เหมือนเจ้าทราบดีถึงระดับความต่างของพลังยุทธ ถึงกระนั้น เจ้าก็ยังรังแกสตรี ช่างเป็นบุรุษที่น่าละอาย จงจดคำถ้อยคำของเจ้าเอาไว้ให้ดี…” เฟยอวี่ยืนตระหง่านราวกับขุนเขา คู่แววตาอันทระนงทอดมองลงมาราวกับราชัน
“เลิกพล่ามไร้สาระ! เตรียมตัวให้ดี!” ลี่ถังแผดเสียงลั่น
เพียงชั่วพริบตาเดียว เรือนร่างของเฟยอวี่พลันอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาของลี่ถังขยายโตกว้างด้วยความตกตะลึงงัน มันกวาดสายตามองแท่นประลองที่ปรากฏเพียงความว่างเปล่า ทันใดนั้น คล้ายสัมผัสได้ถึงจิตสังหารรุนแรงที่ก่อตัวอยู่เบื้องหลัง มันหันขวับไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น ทันทีที่ลี่ถังหันมา ง้าวตัดสวรรค์พลันตวัดผ่านในแนวทแยง ภายในตำหนักหลักที่เงียบสงัดดุจป่าช้า เสียงนี้พลันเด่นดังเป็นพิเศษ…ฉัวะ!
บังเกิดน้ำพุโลหิตพุ่งทะลักออกมาจากรอยแผลบนร่างของลี่ถัง รอยแผลนั้นเปิดกว้างตั้งแต่บริเวณตาซ้ายตัดผ่านเนื้อหนังลงมาจนถึงเอว เฟยอวี่ล้วนกำหนดแรงอย่างเชี่ยวชาญ บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ลี่ถังถึงตาย… อย่างไรก็ตาม สภาพของมันนับว่าน่าสยดสยองอย่างถึงที่สุด เสียงร้องโหยหวยราวกับเสียงภูติผีจากขุมนรก กระบี่ของมันในฝ่ามือร่วงหล่น ลี่ถังทิ้งร่างนอนเกลือกกลิ้งบนแท่นประลองด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดแสน “อ๊ากกกกกกก อาาา อ๊ากกกกกก”
โลกทั้งใบราวกับถูกผนึกปิดโดยสมบูรณ์ แท่นประลองที่สะอาดเอี่ยมถูกอาบชโลมด้วยโลหิตแดงฉานเอ่อนอง อาภรณ์ลายกระบี่คู่ของเฟยอวี่แปดเปื้อนเส้นเลือดที่สาดกระเซ็น นัยน์ตาของบุรุษผู้นี้เย็นยะเยือกราวกับนรกน้ำแข็ง ไร้ซึ่งอารมณ์อันใด… “ข้าต้องขอโทษอย่างสุดซึ้ง อาวุธคู่ใจของข้านั้นไร้นัยน์ตา มันเลยเผลอตัดวัชพืชไปบ่อยครั้ง…”
ลี่ถังราวกับหูดับไป ฝ่ามือทั้งสองปิดบังใบหน้าด้วยอากัปกิริยาที่น่าสังเวช การกระทำของเฟยอวี่อยู่เหนือความคาดการณ์ของทุกผู้คนทั้งหมด… กระทั่ง ลู่หลิน ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองและบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายล้วนปรากฏแววตกตะลึง ผู้ที่ฟื้นคืนสติได้เร็วที่สุดคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่คู่สวรรค์ ชายชราลุกยืนขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เจ้าทำเกินไปแล้ว! ลี่ถังแพ้การประลอง! หยุดความคิดที่จะทำอะไรไปมากกว่านี้!” เสียงอันเย็นชาของผู้อาวุโสสูงสุดสั่นสะเทือนทั่วทั้งตำหนักหลัก ทีมแพทย์ของฝั่งสำนักกระบี่ดาราสวรรค์เพิ่งหวนคืนสติต่างรีบพากันรุดหน้าขึ้นแท่นประลองเพื่อปฐมพยาบาลแก่ลี่ถัง เพียงสิบลมหายใจ ร่างกายไร้สภาพของลี่ถังจึงถูกนำลงมาจากแท่นประลอง ทีมแพทย์ได้พามันออกไปรักษาอย่างรวดเร็ว…
“พี่ถัง!” สีหน้าของลี่ถิงซีดขาวราวกับกระดาษ นางลุกขึ้นจากเก้าอี้พลันก้าวเท้าไปทางลี่ถังที่บาดเจ็บสาหัส ทันใดนั้น ฝ่ามือของไป๋เติ่งได้หยุดการเคลื่อนไหวของนางไว้ “ลี่ถิง นี่เจ้าจะไปไหน?”
ลี่ถิงไม่แม้เพียงชำเลืองตามอง นางสบัดข้อมือของไป๋เติ่งพลันวิ่งตรงไปทางลี่ถังที่ถูกทีมแพทย์พาตัวไป…
เหตุการณ์เมื่อครู่นั้นเกิดขึ้นเร็วเกินไป… จวบจนวินาทีนี้ ทุกผู้คนล้วนมิอาจทำใจเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ประดุจว่าเป็นความฝันที่เพ้อเจ้อที่สุดในชีวิต สิ่งที่บังเกิดบนแท่นประลอง… พวกเขาสัมผัสได้ถึงเส้นขนที่ลุกชูชันขึ้นทั่วทั้งร่าง ศิษย์ภายนอกและศิษย์ใหม่ไม่น่าแปลกใจนักที่มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเฟยอวี่ แต่ทว่า ศิษย์ภายในส่วนใหญ่กลับมองไม่เห็นสิ่งใดเลย… ไม่เห็นแม้ภาพติดตา… ราวกับว่า เฟยอวี่หายวับไปและปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งราวกับภูติผี
มันรวมถึงบรรดาผู้อาวุโสจากทั้งสองสำนัก แม้พวกเขาสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของเฟยอวี่อย่างแจ่มชัด ทว่ากลับมิอาจทำความเข้าใจได้… จังหวะการย่างเท้า จังหวะลมหายใจ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ล้วนยากเกินทำความเข้าใจ… ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ต่างมีอายุอานามที่มากทั้งสิ้น ลู่หลินที่เป็นเจ้าสำนักนับว่าแก่ที่สุดในสำนักตนซึ่งยังมีอายุอยู่ที่ร้อยปีเศษๆ ผู้อาวุโสฝั่งสำนักกระบี่ดาราสวรรค์ต่างถือว่าเป็นสาวสะพรั่งทันทีเมื่อนำไปเทียบกับฝั่งผู้อาวุโสกระบี่คู่สวรรค์ ผู้ที่แก่ที่สุดก็เกือบเทียมหนึ่งพันปี… อายุน้อยที่สุดก็สามร้อยปี…
พวกเขาที่อยู่บนโลกเซียนมานานขนาดนั้นกลับทำสีหน้าโง่งมเมื่ออยู่ต่อหน้าการเคลื่อนไหวสุดพิสดารของเฟยอวี่
“เมื่อครู่…เคล็ดวิชาตัวเบา?”
กู่หวังที่เพิ่งเข้ามาพลันตกตะลึงจนลืมหายใจ ปากอ้าค้างจนสุดกรามจับจ้องเฟยอวี่ที่ราวกับพบเจอสัตว์ประหลาด… หากไม่นับความอำมหิตและการลงมือที่ไร้ปราณี ชายตรงหน้าคืออัจฉริยะไร้ต้าน! การต่อสู้ข้ามระดับพลังที่มากถึงหนึ่งช่วงใหญ่! นี่มัน… มันยากทำใจเชื่อ… แม้ขณะนี้กู่หวังยังแทบจะไม่เชื่อ…
“ระดับเริ่มต้น… ชนะผู้เชี่ยวชาญขั้นสองได้ในกระบวนท่าเดียว?”
“ตบหน้าข้าที” ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นกับคู่ของเขา เพียะ! เสียงตบหน้าดังสนั่น รอยฝ่ามือแดงฉานประทับหน้า มันหันมองไปบนแท่นประลองซึ่งเป็นภาพที่มิอาจเปลี่ยนแปลง “นี่ใช่… พรสวรรค์สีขาว?”
“เกิดขึ้นอะไร? ความฝันรึ… ข้าฝันใช่หรือไม่!?”
เหลียงเซิน ห่าวซินและเจียวอ้าว ชายหญิงทั้งสามคนล้วนจับจ้องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าแข็งค้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…เจียวอ้าว ด้วยความที่หญิงสาวเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่แปลกที่นางจะฟื้นสภาพจิตใจได้ไว ถึงกระนั้น จิตใจยังคงบอบช้ำอยู่มาก แต่เมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า ความโกรธแค้นลึกล้ำคล้ายถูกเติมเต็มในทันที
เหลียงเซินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “นะ…ในหนึ่งกระบวนท่า? พลังยุทธที่ระเบิดออกมานั้นมิใช่ว่าปราณเซียนของเขาหนาแน่นกว่าข้าหรอกรึ… อาจถึงระดับเริ่มต้นขั้นสี่… รวดเร็ว… อัจฉริยะไร้ต้าน…” เหลียงเซินรู้สึกตัวเองกลายเป็นตัวโง่งมทันทีที่เอ่ยสั่งสอนกับเฟยอวี่ไว้ ชายหนุ่มจำได้ว่าเอ่ยพูดออกไปว่าเฟยอวี่นั้นอยู่ระดับเริ่มขั้นหนึ่ง… อย่างไรก็ตาม มันเป็นข้อมูลที่เขามั่นใจว่าถูกต้อง สิ่งที่ผิดเพี้ยนคือความเร็วในการพัฒนาของเฟยอวี่ต่างหาก…
“เจ้า…” เจียวอ้าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา นัยน์ตาคู่งามของหญิงสาวจ้องมองแผ่นหลังของเฟยอวี่นิ่งงัน
ภายใต้ความโกลาหล เสียงยินดีปรีดาอึมครึมเบาบางดังมาจากฝั่งศิษย์ภายนอก พวกเขาควรตำหนิที่เฟยอวี่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมทารุณ ทว่ากลับมีเพียงรอยยิ้มยินดีที่ฉาบขึ้นคราวหนึ่งและเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาบางคนมิอาจอดกลั้นรอยยิ้มไว้ได้ มันปรากฏรอยยิ้มที่ฉีกกว้างที่สุดในชีวิตของมัน
“ฮี่ๆๆๆๆ มันโดนไปหนักขนาดนั้นใกล้ตายแน่ๆ”
“คาดไว้แล้วว่าศิษย์น้องเฟยต้องพึ่งพาได้”
“ฮ่าฮ่าฮ่า มันทำกับพวกเราไว้เยอะ กรรมสนองมันแล้ว! ฮ่าๆๆๆ”
บรรดาผู้อาวุโสเริ่มเข้าใจสาเหตุที่เฟยอวี่เอาชนะลี่ถังในหนึ่งกระบวนท่าได้แล้ว …ศาสตราวุธระดับเชี่ยวชาญขั้นสูง พวกเขาล้วนทราบดีว่าคนปกติที่พลังยุทธน้อยกว่าอาวุธย่อมไม่สามารถดึงพลังออกมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ… บุรุษผู้นี้ราวกับอัญมณีที่หายากในโลก เหล่าสานุศิษย์ต่างคิดว่าอาวุธนั้นสมควรอยู่ระดับเริ่มต้นขั้นต่ำ… และต่อให้พวกเขาตั้งใจมองถึงระดับพลังของอาวุธ มันไม่ต่างอะไรไปจากคว้าอากาศ ยกเว้น…กู่หวังและหลิวเจียน ผู้บรรลุระดับเชี่ยวชาญขั้นสูง!
“สาเหตุเพราะอาวุธนั่น…” หลิวเจียนกล่าวด้วยน้ำเสียงธรรมดา โต๊ะกลมของเขามีเพียงเลี่ยงเฟิ่งเท่านั้นที่ร่วมนั่ง
“อาวุธ?” เลี่ยงเฟิ่งเอ่ยขึ้นท่าทางฉงน
“นั่นเป็นศาสตราวุธระดับเชี่ยวชาญขั้นสูง…”
ในขณะนี้เองบริเวณแท่นประลอง ด้วยความเก่งกาจที่สามารถสยบลี่ถังได้ในหนึ่งกระบวนท่า สายตาของทุกผู้คนที่มองมาต่างแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง ใบหน้าของเฟยอวี่ล้วนอยู่ในอาการนิ่งสงบดุจผิวน้ำ เขาจำตอนที่ทุกคนมองมาที่ตนเองด้วยท่าทางดูหมิ่นเหยียดหยามได้ดี ในตอนนี้มันผันเปลี่ยนจากดำเป็นขาว…
เฟยอวี่กวาดสายตามองไปทางผู้คนภายในตำหนักหลักท่าทางองอาจ
“เป็นมันที่ทำให้นางต้องอับอาย ไม่มีเหตุผลใดที่ข้าต้องเกรงใจมัน พวกท่านในที่นี้ต่างเป็นสักขีพยาน คงไม่มีผู้ใดที่ตามืดบอดแยกไม่ได้ว่าใครถูกใครผิด สภาพของมันล้วนเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดูหมิ่นข้า ข้าย้ำเตือนแล้วว่าข้าเอาจริง… แต่ทว่า! หากใครผู้ใดนั้นตามืดบอดแยกไม่ได้ว่าใครถูกหรือใครผิด พวกเจ้าสามารถขึ้นมาสั่งสอนข้าได้ ข้าก็แค่ศิษย์ไร้ค่าที่มีพรสวรรค์สีขาว ข้าอยากรู้จริงเชียวว่า… มันต้องใช้คนแกร่งกล้าที่พวกเจ้าเชิดชูสักกี่คนถึงทำให้พรสวรรค์สีขาวเช่นข้าลงจากแท่นประลองนี้ได้!!”