ตอนที่ 75
ค่ายคาราวานนอกเมือง
ยามนี้จื่อฮุยดูที่นั่งรอคอยเสวี่ยหมิงอยูดูจะเป็นกังวลและอ่อนเพลีย เนื่องจากเกิดปัญหาหินลมปราณเถื่อนถูกป้อนเข้าสู่ท้องตลาดเพื่อทำลายรากฐานทางการเงินของจื่อเจิ้ง ทำให้เมื่อคืนจื่อฮุยต้องเข้าร่วมประชุมหารือแผนการรับมือตลอดทั้งคืน หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นยังไม่ทันได้พักเสวี่ยหมิงก็ใช้ยันต์สื่อสารติดต่อมาก่อน เมื่อสหายรักแจ้งว่ามีเรื่องสำคัญขอความช่วยเหลือทำให้มันจำต้องฝืนสังขารถ่างตารออยู่ถึงตอนนี้
เมื่อเสวี่ยหมิงเดินทางมาถึงจื่อฮุยจึงรีบสอบถามเรื่องราวในทันที แต่เมื่อรู้ว่าเสวี่ยหมิงนั้นต้องการผลึกแก่นแท้ลมปราณ จื่อฮุยก็ทำหน้าเหนื่อยใจ เพราะเรื่องที่มันจำต้องหารือกับผู้คนในตระกูลตลอดทั้งคืนก็คือเรื่องของหินลมปราณหยาบ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลึกแก่นแท้ลมปราณที่เสวี่ยหมิงต้องการ ทำให้แม้จื่อฮุยอยากจะสละเหมืองขนาดเล็กสักแห่งให้เสวี่ยหมิงเข้าไปเอาแก่นแท้ลมปราณออกมา แต่สถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลกำลังประสบปัญหาทำให้ยากที่จะตัดสินใจไปโดยพลการ
เมื่อเสวี่ยหมิงเห็นท่าทีอึดอัดใจของจื่อฮุยจึงได้เอ่ยสอบถามแต่จื่อฮุยก็มีท่าทีอ้ำอึ้ง ทำให้เสวี่ยหมิงรู้สึกว่าจื่อฮุยกำลังประสบปัญหาทำให้เขาอยากจะช่วยแบ่งเบาเรื่องราว แต่เพราะจื่อฮุยปิดปากเงียบ ทำให้เสวี่ยหมิงจำต้องสอบถามแกมข่มขู่ออกไปตรง ๆ ว่าหากไม่บอกถือว่ามิได้เป็นสหายกันจริง จนจื่อฮุยจำต้องคายเรื่องราวออกมา และเมื่อได้ฟังเรื่องราวของจื่อฮุยเสวี่ยหมิงก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
โดยประเด็นหลักของเรื่องก็มาจากการที่หลี่มี่อิงซึ่งเพิ่งจะประกาศตัวเข้าร่วมกับจื่อเจียงก่อนหน้า จู่ ๆ ก็เกิดประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ทำให้มันจำต้องขายเหมืองที่มีสัมปทานอยู่ออกไปเพื่อแลกกับเงินก้อนโต ทั้งที่แต่แรกนั้นการเข้าร่วมกับจื่อเจียงของหลี่มี่อิงจะเป็นไปเพียงเพื่อแสดงออกทางสัญลักษณ์ มิได้ร่วมมือกับจื่อเจียงชนิดเป็นเนื้อเดียวจึงมิได้ส่งผลคุกคามต่อการแย่งอำนาจภายในตระกูลจื่อเท่าที่ควร เพราะสำหรับหลี่มี่อิงนั้นมีจุดเป้าหมายหลักเพียงเพื่อการกำจัดเสวี่ยหมิงเท่านั้น แต่เมื่อเหมืองหินลมปราณถูกขายออกไปเพียง 7 วัน เหตุการณ์หินลมปราณเถื่อนก็ปรากฏขึ้นในทันที แต่เพราะไร้หลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าจื่อเจียงมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้จื่อเจิ้งถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวัน
เมื่อจื่อฮุยเอ่ยมาถึงตรงนี้เสวี่ยหมิงก็ได้แต่เกาศีรษะตัวเอง เพราะดูเหมือนเรื่องราวความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ล้วนมีต้นตอมาจากเสวี่ยหมิงทั้งสิ้นโดยเฉพาะการที่จู่ ๆ หลี่มี่อิงก็ต้องการเงินก้อนโตอย่างเฉียบพลัน แต่เสวี่ยหมิงก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปเพียงเกิดความคิดขึ้นในใจและยังคงนิ่งฟังเรื่องราวต่อไป
เมื่อไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าเหมืองของหลี่มี่อิงซึ่งขายให้กับหนึ่งในสมุนของจื่อเจียงเกี่ยวข้องกับหินลมปราณเถื่อนในตลาดเมืองหยกม่วงตอนนี้ การจะคิดหาแผนการเพื่อตอบโต้ก็ยากจะใช้ออก เพราะหลังจากที่หลี่มี่อิงขายเหมืองออกไปให้กับขุนสมุนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ใต้ร่มธงของจื่อเจียง เหมืองทั้งสามแห่งนั้นก็ปิดตัวลงในทันทีราวกับว่ามันไม่ต้องการดำเนินกิจการเหมืองแร่ต่อไปแต่ปล่อยให้เหมืองที่ซื้อมากลายเป็นเหมืองร้างจนฝั่งของจื่อเจิ้งจับต้นชนปลายมิถูก
แต่แล้วถัดไปอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ก็ปรากฏคาราวานพ่อค้าต่างแดนนำหินลมปราณหยาบราคาต่ำกว่าท้องตลาดออกมาเทขาย แม้เมืองหยกม่วงจะมีกฎเกณฑ์ควบคุมสินค้าชนิดนี้ แต่ก็ไม่อาจปิดกั้นได้ทุกช่องทางยิ่งเรื่องราวน่าจะเกี่ยวข้องกับจื่อเจียงด้วยแล้วเจ้าหน้าที่ทางการก็คงหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านสินค้าเถื่อนเข้ามา ซึ่งราคาที่ตกต่ำลงย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อฝั่งของจื่อเจิ้งที่มีรายได้หลักจากเหมืองแร่หินลมปราณ
"เจ้าบอกว่าเหมืองถูกปิดร้าง" เสวี่ยหมิงเอ่ยถาม
จื่อฮุยที่เล่าเรื่องราวจบสิ้นก็พยักหน้าตอบ
"พ่อเจ้าได้สั่งคนเฝ้าติดตามดูหรือไม่ว่ามันถูกทิ้งร้างจริง หรือเป็นเพียงเหตุการณ์หน้าฉากกันแน่"
"แน่นอนบิดาของข้านั้นเป็นคนรอบคอบ ย่อมต้องส่งผู้คนจับตามองเรื่องราวตลอดเวลาแต่ก็ยังไม่พบพิรุธ จะมีสถานที่ซึ่งตกหล่นอยู่บ้างก็แค่ค่ายพักแรมคาราวานเบื้องนอกเมือง ซึ่งเป็นกิจการของจื่อเจียงเท่านั้นที่สายสืบไม่อาจเข้าถึง เพราะมีผู้คนรักษาการณ์ตลอดเวลา ซึ่งเป็นค่ายที่ไม่รับผู้นำขบวนพ่อค้าแปลกหน้า"
"ค่ายพักแรมของจื่อเจียง..."เสวี่ยหมิงย่นคิ้วเข้าหากัน "หากให้ข้าเดาคาราวานต่างแดนที่นำหินลมปราณหยาบย่อมต้องพักผ่านทางยังค่ายของจื่อเจียง"
จื่อฮุยพยักหน้ารับ "เจ้ากล่าวไม่ผิดแต่บิดาข้าเคยไปส่งผู้คนตรวจสอบยังต้นทางของกลุ่มพ่อค้าแต่กลับพบเพียงสินค้าทั่วไป และเพราะเหตุนี้ข้าจึงต้องประชุมยืดยาวตลอดคืนที่ผ่านมา"
"อา...ข้านี่แย่จริง ๆ มารบกวนเวลานอนของเจ้า แต่เพื่อเป็นการตอบแทนข้าจะเข้าไปสืบเรื่องราวให้เจ้าเอง"
"สืบเรื่องราว"
เสวี่ยหมิงพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม "แต่ก่อนไปข้าอยากให้เจ้าอธิบายเรื่องเหมืองหินลมปราณ ชนิดของหิน ผลึกแก่นแท้ลมปราณรวมถึงการสกัดมันออกมา"
"ตกลง"หลังจากนั้นทั้งสองก็สนทนากันต่ออีกราวหนึ่งชั่วยามเสวี่ยหมิงจึงได้เดินทางออกจากจวนของจื่อเจิ้ง
.
.
หลังจากยามสุก (19.00 - 20.59 น.) ผ่านพ้น เสวี่ยหมิงในชุดดำรัดกุมกลมกลืนไปกับยามราตรี ทะยานมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งของค่ายพักแรมซึ่งจื่อฮุยได้มอบแผนที่เส้นทางเอาไว้ให้พร้อมทั้งกำชับว่าให้เสวี่ยหมิงระวังตัวเอาไว้ให้มาก เพราะแม้แต่ตัวมันเองก็ยังไม่รู้ถึงขุมกำลังแท้จริงซึ่งจื่อเจียงซุกซ่อนเอาไว้ และแน่นอนว่าค่ายพักคาราวานซึ่งผุดเด่นขึ้นมาแห่งนี้ย่อมต้องมีผู้ฝึกตนที่ฝีมือแข็งแกร่งควบคุมดูแลอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากเสวี่ยหมิงเร่งรุดออกจากตัวเมืองหยกม่วงไปทางทิศเหนือได้ราวสองชั่วยาม กำแพงสูงที่จัดทำขึ้นจากต้นไม้ใหญ่ก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด สิ่งปลูกสร้างที่เรียกว่าค่ายคาราวานนั้นตั้งห่างออกจากเส้นทางสัญจรหลักลึกเข้าไปในเขตป่าอีกหลายร้อยวา
เสวี่ยหมิงไม่รอช้าทะยานลิ่วขึ้นไปยังยอดไม้ด้วยท่าร่างบันไดเมฆา ก่อนจะมองมองต่ำจากยอดไม้ลงไปที่เบื้องล่างเพื่อสำรวจดู ผลการสังเกตในคราแรกพบว่าภายในค่ายยังมีกำแพงบังสายตาอีกชั้นเพื่อป้องกันการสอดแนม แถมในทุกขอบมุม และประตูทางเข้าล้วนมียามรักษาการณ์ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ทำให้เสวี่ยหมิงจำต้อง เคลื่อนตัวทะยานจากยอดไม้หนึ่งไปยังอีกยอดไม้เพื่อสำรวจค่ายพักแรมแห่งนี้ในทิศทางอื่น แต่เมื่อสำรวจจนรอบก็ยังไม่อาจค้นพบเส้นทางลอบเข้าไปหรือแม้แต่เหลี่ยมมุมที่พอจะสามารถมองทะลุกำแพงที่สร้างบังสายตาเอาไว้ได้
แต่แล้วเมื่อเสวี่ยหมิงกำลังจะถอดใจ ถอยกลับไปตั้งหลักหารือกับจื่อฮุยในวันรุ่งขึ้น สายตาก็พลันไปสังเกตเห็นแสงไฟจากขบวนขนสินค้าที่เลี้ยวลัดออกจากเส้นทางหลักตรงมายังค่ายคาราวาน เสวี่ยหมิงไม่รั้งรอไถลตัวลงจากยอดไม้ร่างกายอันแข็งแกร่งหนักแน่นแปรเปลี่ยนเป็นเบาหวิวราวขนนก เคลื่อนทะยานเฉียงลงจากกลางอากาศมุ่งเข้าใกล้รถขนสินค้าที่ท้ายขบวน และด้วยเคล็ดวิชาเร้นจิต เสวี่ยหมิงก็ลอบประชิดเข้าที่ท้ายขบวนสินค้าอย่างไม่ยากเย็นก่อนที่จะแฝงตัวเกาะติดไปกับใต้ท้องรถ อาศัยขบวนขนสินค้าลอบเข้าไปยังค่ายพักแรมของจื่อเจียง