ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 37 ไม่มีชั้นห้า

     

    พวกเขาทั้งหกเดินจากชั้นสี่ขึ้นสู่ชั้นห้าโดยปราศจากสิ่งกีดขวาง

     

    เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ เดินผ่านมุมบันไดและมาถึงชั้นห้าแล้ว

     

    “พวกนายรู้สึกไหมว่าที่นี่มีอะไรแปลก ๆ”

     

    ตอนที่เดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าชั้นห้า หลี่เหมยก็เอ่ยปากพูดขึ้นเป็นคนแรก “ฉันรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกับเป็นเหตุการณ์เดจาวูเลย”

     

    “ฉันเองก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน”

     

    เจี่ยปิงอวี่กวาดตามองไปรอบ ๆ ด้านนอกของชั้นห้ามีแสงสว่างสาดส่องเข้ามา

     

    แสงจันทราสีแดงทำให้ทางเดินที่อยู่บริเวณชั้นนี้สว่างขึ้น จึงช่วยให้เจี่ยปิงอวี่สามารถมองทุกสิ่งที่อยู่ในชั้นนี้ได้อย่างชัดเจน

     

    ได้ยินสองสาวพูดเช่นนั้น เซี่ยฮุยก็กวาดตามองไปรอบ ๆ หลังจากที่เดินทางมาถึงประตูห้องพักห้องหนึ่งและมองไปที่ป้ายเลขห้องพัก เขาก็ชะงักไปด้วยความตกใจ

     

    “พระเจ้า ห้องนี้ไม่มีเลขที่ห้อง”

     

    ในเวลานี้เอง เฉียนตัวตัวก็เปล่งเสียงตะโกนออกมาและชี้นิ้วไปที่ประตูห้องพักที่อยู่ตรงหน้าเขา

     

    คนอื่น ๆ รีบหันไปมองตามเขาก็พบว่าชั้นนี้ทั้งชั้นไม่มีแผ่นป้ายระบุเลขที่ห้องให้เห็นแม้แต่ห้องเดียว

     

    “นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?”

     

    เฉียนตั๋วตั่วเรียกโยวหมี่น้อยออกมา จากนั้นก็สั่งให้มันลอยอยู่ข้าง ๆ เธอด้วยความประหม่า

     

    “ดูนั่นสิ ฝั่งนั้นยังมีบันไดให้ขึ้นไปด้านบนด้วย”

     

    หลี่เหมยพบว่าจริง ๆ แล้วหอพักที่มีแค่ห้าชั้น ยังมีบันไดที่เชื่อมขึ้นไปด้านบนได้อีกชั้นหนึ่ง

     

    เซี่ยฮุยหันกลับไปมอง เขาก็ตัดสินใจพิสูจน์ในสิ่งที่เขาคาดเดา

     

    เขาผลักประตูหอพักที่อยู่ตรงหน้าก็พบว่าภายในห้องมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

     

    ไม่มีอะไรอยู่ในนี้อย่างที่เขาคิดไว้จริง ๆ!

     

    เซี่ยฮุยมั่นใจได้ในทันที เขาหันไปพูดกับคนอื่น ๆ ว่า “ที่นี่ไม่ใช่ชั้นห้า”

     

    “ไม่ใช่ชั้นห้า?”

     

    คนอื่นมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย

     

    เซี่ยฮุยชี้เข้าไปด้านในห้อง “ด้านในมีแต่ความว่างเปล่า ในเมื่อที่นี่คือหอพัก อย่างน้อย ๆ ภายในห้องก็ต้องมีเตียงไม่ใช่เหรอ แต่ในห้องนี้กลับไม่มีอะไรสักอย่าง”

     

    “อีกอย่าง ในห้องนี้ก็สะอาดเกินไปด้วย”

     

    เซี่ยฮุยเดินมาที่ขอบหน้าต่างจากนั้นเขาก็ใช้มือปาดลงบนวงกบหน้าต่าง สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือไม่มีฝุ่นติดนิ้วแม้แต่น้อย

     

    “แม้แต่ฝุ่นก็ยังไม่มีเลย”

     

    “ไม่มีฝุ่นจริง ๆ ด้วย”

     

    เฉียนตัวตัวเดินมาอยู่ข้าง ๆ เซี่ยฮุยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ หลังจากใช้มืออ้วน ๆ ของเขาปาดลงบนหน้าต่าง อีกฝ่ายก็เปล่งเสียงออกมาด้วยความประหลาดใจ

     

    “ไม่ได้มีแค่ห้องนี้เท่านั้นนะ”

     

    เซี่ยฮุยไม่ได้สนใจท่าทางอวดรู้ของเฉียนตัวตัว จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องไป

     

    ตอนที่เดินมาถึงบริเวณทางเดิน เซี่ยฮุยก็กวาดตามองห้องที่ตั้งอยู่สองข้างทาง เขากล่าวเสียงเรียบว่า “ฉันคิดว่าห้องอื่น ๆ ก็น่าจะไม่มีอะไรอยู่ในห้องเหมือนกับห้องพวกนี้แหละ”

     

    “อื้อ ใช่แล้วล่ะ”

     

    คนอื่น ๆ ที่เดินตามออกมาแยกย้ายกันผลักประตูห้องอื่น ๆ เพื่อยืนยันสิ่งที่คิด จากนั้นพวกเขาก็ขานรับกลับมาเป็นเสียงเดียวกัน

     

    “ดังนั้นฉันก็เลยกำลังสงสัยว่าที่นี่ไม่ใช่ชั้นห้า”

     

    เซี่ยฮุยพูดอย่างมั่นใจ “พวกเรารีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเถอะ ถ้าหากยังอยู่ที่นี่นานกว่านี้คงทำภารกิจไม่เสร็จแน่ ๆ”

     

    “ใช่ เหมยเหมยก็เพิ่งจะเจอบันไดทางขึ้นด้วยไม่ใช่เหรอ”

     

    เจี่ยปิงอวี่พยักหน้าตอบรับ “ออกไปจากที่นี่แล้วขึ้นไปข้างบนกันเถอะ”

     

    หลังจากนั้นทุกคนก็เดินไปที่บันไดเพื่อขึ้นไปชั้นบนทันที

     

    หลังจากเดินไปได้ครู่หนึ่ง ระดับความเร็วของพวกเขาก็เริ่มช้าลง อีกทั้งยังมีความงุนงงปรากฏอยู่บนใบหน้าของพวกเขา

     

    พวกเขาเดินมาตั้งนานแล้ว แต่กลับพบว่าทางเดินบนบันไดไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง

     

    บันไดเชื่อมต่อขึ้นไปด้านบนชั้นแล้วชั้นเล่า หลังจากเจอทางอ้อมหักมุมก็ยังเป็นบันไดสำหรับขึ้นไปด้านบนอีกชั้น

     

    “ฉันว่ามันแปลก ๆ นะ”

     

    เซี่ยฮุยมองบันไดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นเขาก็หยุดเดินอย่างฉับพลัน

     

    “ดูเหมือนว่าพวกเราจะเจอสิ่งที่ตามหามาโดยตลอดแล้วล่ะ”

     

    เซี่ยฮุยหันไปมองคนอื่น ๆ สายตาของเขาแสดงออกถึงความผิดปกติ

     

    เขาพูดกับคนอื่น ๆ ว่า “ไม่ต้องเดินขึ้นไปแล้ว บางอย่างที่ซ่อนอยู่กำลังทำให้พลังทางกายภาพของเราลดลงเรื่อย ๆ”

     

    “บางอย่างที่ซ่อนอยู่?”

     

    เจี่ยปิงอวี่มองมาที่เขา หลังจากเธอหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เปล่งเสียงพูดออกมา “นายหมายถึงจางเสี่ยวหงเหรอ?”

     

    เขาพยักหน้าตอบกลับไป จากนั้นก็ใช้มือวางลงบนราวจับบันได แต่กลับพบว่าบริเวณราวบันไดหายไป และเขาสัมผัสลงบนเหล็กโดยตรง

     

    “หืม?”

     

    เซี่ยฮุยเปล่งเสียงออกมาด้วยความประหลาดใจ ราวเหล็กที่เขาสัมผัสเกิดเป็นระลอกคลื่นที่กำลังกระเพื่อมหลายครั้ง

     

    “ไม่มีราวจับ!”

     

    เจี่ยปิงอวี่เดินเข้ามาใกล้ จากนั้นเธอก็ยื่นเท้าออกไปสัมผัสกับราวจับเพื่อทดสอบข้อเท็จจริง

     

    ทันใดนั้นสีหน้าของเจี่ยปิงอวี่ก็เผยให้เห็นถึงความตกใจไม่แพ้กัน

     

    “เกิดอะไรขึ้น?”

     

    เมื่อเห็นท่าทางแปลกประหลาดของเธอ เซี่ยฮุยก็รีบถามทันที

     

    เธอไม่ได้ตอบคำถามของเขา วินาทีที่เธอกระโดดข้ามราวจับบันได จู่ ๆ ร่างของเธอก็ลอยอยู่กลางอากาศต่อหน้าคนอื่น ๆ

     

    “นี่มัน...”

     

    เฉียนตัวตัวเห็นเช่นนั้นก็กระโดดตามไปติด ๆ หลังจากร่างของเขาลอยอยู่กลางอากาศ เขาก็ใช้เท้ากระทืบกลางอากาศอยู่สองสามครั้งเพื่อทดสอบ

     

    “ตึง ๆ ๆ!”

     

    เสียงกระแทกที่ดังสะท้อนกลับมาทำให้ทุกคนหน้าเปลี่ยนสี

     

    ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?!

     

    ทุกคนหันมาสบตากัน ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาถูกภาพลวงตาครอบงำไปตั้งแต่เมื่อไหร่

     

    ในเวลานี้สิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นเพียงแค่เพียงภาพหลอนเท่านั้น

     

    “ไม่ได้มีแค่นี้นะ...”

     

    เสียงของหลี่เหมยเริ่มสั่นระริก เธอพูดต่อไปว่า “บันไดนี้เป็นของจริงเพราะพวกเราสามารถรู้สึกได้ถึงความแข็งของมันว่ามันมีสิ่งที่รองรับอยู่ใต้เท้าของเราจริง ๆ อีกอย่างพวกเราก็กำลังเดินขึ้นไปข้างบน แต่ถ้าหากบันไดนี้เป็นของจริง...ทางที่เรากำลังเดินขึ้นไปคือที่ไหนกันล่ะ?”

     

    ถ้าหากมองมาจากข้างนอก หอพักแห่งนี้มีแค่ห้าชั้นเท่านั้น

     

    แต่เมื่อสักครู่ตอนที่ทุกคนกำลังจะขึ้นมาที่ชั้นห้า จากชั้นสี่ที่เดินขึ้นมามันไกลเกินกว่าที่จะมีแค่ห้าชั้น

     

    ทุกคนสบตากันพร้อมกับขนที่ลุกซู่

     

    ถ้าหากมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นตรงหน้า ด้วยความแข็งแกร่งที่พวกเขามีอยู่คงไม่มีอะไรที่ต้องหวาดกลัว

     

    แต่สิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้เหล่านี้ต่างหากล่ะที่ทำให้พวกเขากลัวที่สุด

     

    “พี่ปิงอวี่ หรือว่าพวกเรากำลังยืนอยู่บนชั้นดาดฟ้า?”

     

    ป๋ายเสียวเสี่ยวถามขึ้นมาด้วยท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ ข้างตัวเธอปรากฏลูกไฟขึ้นอีกสองลูก จากนั้นก็ชนเข้ากับกำแพงที่อยู่บริเวณทางเดินขึ้นบันได

     

    วินาทีต่อมาก็เกิดสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงขึ้น

     

    ไม่มีสิ่งกีดขวางหลังจากที่ลูกไฟชนเข้ากับกำแพง สิ่งที่พวกเขาเห็นคือลูกไฟเหล่านั้นลอยออกไปไกล

     

    กำแพงที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่สิ่งกีดขวางที่พวกเขาเห็น และลูกไฟก็ลอยออกไปไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ

     

    “กำแพงก็เป็นของปลอม”

     

    เฉียนตั๋วตั่วที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ป๋ายเสียวเสี่ยวดึงมือที่ยื่นออกไปสัมผัสกำแพงกลับมา จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

     

    อย่าบอกนะว่าที่นี่คือชั้นดาดฟ้า?

     

    เซี่ยฮุยคิดทบทวนสิ่งที่ป๋ายเสียวเสี่ยวคาดเดา จากนั้นเขาก็แหงนหน้าขึ้นมองด้านบน

     

    ด้านบนยังคงเป็นบันไดเหมือนกับที่พวกเขากำลังยืนอยู่ แม้ว่าจะขยับเท้าก็สามารถรู้สึกได้ถึงสิ่งที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า

     

    สิ่งนี้เป็นเรื่องที่แปลกมาก

     

    เซี่ยฮุยหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เดินขึ้นบันไดอีกสามสี่ก้าว แต่แล้วเขาก็หยุดความคิดที่จะเดินต่อ

     

    เป็นเพราะตอนที่เขากำลังจะก้าวเดินขึ้นไป สมองของเขาก็เกิดสัญญาณเตือนขึ้นมา

     

    “ห้ามเดินขึ้นไปด้านบน!”

     

    เขารีบถอยหลังออกมาอย่างไม่ลังเล

     

    “มีอะไรเหรอพี่ฮุย?”

     

    เมื่อเห็นเซี่ยฮุยที่กำลังเดินอยู่รีบถอยหลังกลับมาด้วยความรีบร้อน เฉียนตัวตัวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ราวจับบันไดก็ถามขึ้น

     

    “เราเดินขึ้นไปด้านบนมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

     

    เซี่ยฮุยพูดกับทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เมื่อกี้ฉันคิดว่าจะลองเดินขึ้นไปด้านบนอีกสักหน่อย แต่จู่ ๆ ในหัวของฉันก็มีสัญญาณแจ้งเตือนขึ้นมาว่าขึ้นไปบนนั้นไม่ได้แล้ว”

     

    เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเขา สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป

     

    พวกเขารู้ดีว่าในฐานะของผู้แข็งแกร่งขอบเขตพิเศษขั้น 7 เขาย่อมมีการตอบสนองรวดเร็วกว่าคนอื่น ๆ

     

    ถ้าหากแม้แต่เขายังรู้สึกได้ถึงอันตราย ก็น่าจะชัดเจนแล้วว่าอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่คงมีความแข็งแกร่งเกือบถึงขอบเขตพิเศษขั้น 7

     

    แต่ถ้าหากคิดถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านั้นก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่ามันอาจจะมีขอบเขตพิเศษมากกว่าขั้น 7

     

    ถ้าเป็นเช่นนั้นจะทำอย่างไรล่ะ?

     

    พวกเขาหันมาสบตากันด้วยความรู้สึกหวาดกลัว

     

    แต่เซี่ยฮุยกลับคิดว่าสิ่งสิ่งนั้นมีความแข็งแกร่งสูงถึงขั้นที่ 9

     

    แม้แต่เขายังรู้สึกได้ถึงอันตราย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าคนในทีมจะตกอยู่ในอันตรายมากกว่าเขาขนาดไหน

     

    “อันที่จริงพวกเราไม่ต้องกังวลหรอก”

     

    เฉียนตัวตัวพูดโพล่งขึ้นมา “อันที่จริงก่อนที่พวกเราจะมารวมตัวกัน ฉันเจอเรื่องหน้าเหลือเชื่อด้วย”

     

    เฉียนตัวตัวลูบแก้มอ้วน ๆ ของตัวเอง จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “มาคิด ๆ ดูแล้วตอนนั้นฉันเจอเรื่องที่แปลกประหลาดสุด ๆ มีดาบเจาะเข้ากลางหัวใจของฉันอย่างรวดเร็วโดยที่ฉันยังไม่ทันได้กลายร่างด้วยซ้ำ”

     

    เขาชี้ที่หัวใจของตัวเองและทำมือราวกับเจาะเข้ากลางใจ

     

    หลังจากนั้นก็พูดต่อไปว่า “ตอนแรกฉันคิดว่าตัวเองจะตายแล้ว แต่ตอนที่ฉันตื่นขึ้นมาก็พบว่าไม่มีบาดแผลอะไรอยู่บนร่างกายของฉันเลย”

     

    เขาพูดด้วยสีหน้าและแววตางุนงง หลังจากนั้นเขาก็พูดในสิ่งที่ตัวเองคาดเดาออกมา

     

    “ดังนั้นฉันก็เลยคิดว่าที่นี่คือสถานที่ทดสอบ มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นสถานที่ภาพมายา เป็นสนามทดสอบเสมือนจริงที่สมาคมสร้างขึ้นมา สิ่งแปลกประหลาดทั้งหมดที่อยู่ในนี้เป็นของปลอมทั้งหมด พวกมันเป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ดังนั้นจึงไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับร่างกายของเราได้”

     

    ที่แท้เฉียนตัวตัวก็รับรู้เรื่องนี้อีกคนแล้ว

     

    ผีเจ้าสาวที่เขาเจอก่อนหน้านี้ หลังจากสังหารได้สำเร็จกลับไม่มีรางวัลตอบแทนแม้แต่อย่างเดียว ดังนั้นเขาจึงคิดถึงเรื่องนี้ได้ตั้งแต่แรกเริ่ม

     

    เฉียนตัวตัวพูดเช่นนี้ เขาเองก็ยิ่งมั่นใจในการคาดเดาของตัวเองมากยิ่งขึ้น เขาจึงพูดว่า “ก่อนหน้านี้ฉันเจอผีเจ้าสาว คล้ายกับที่เฉียนตัวตัวเจอ แม้ว่ามันจะดูทรงพลังเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่ถูกฉันฆ่าตายกลับไม่เหมือนกับตัวประหลาดที่เคยเจอก่อนหน้านี้ เพราะมันไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใด ๆ หลังจากที่ถูกสังหาร”

     

    “ดังนั้นตอนนี้เราสามารถมั่นใจได้ว่าเราไม่ได้อยู่ในอันตรายที่รุนแรงถึงชีวิต”

     

    เจี่ยปิงอวี่พูดพึมพำเสียงเบา “แต่สิ่งที่เราสามารถยืนยันได้ก็คือตอนนี้เราถูกขังอยู่ในนี้”

     

    เธอมองเซี่ยฮุยและพูดต่อไปว่า “ถ้าหากเราถูกขังอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อย ๆ จนเวลาทดสอบหมด ภารกิจก็จะล้มเหลว ถ้าเป็นแบบนั้นก็หมายความว่าพวกเราสอบตกในครั้งนี้”

     

    ฉันไม่อยากสอบตก!

     

    เจี่ยปิงอวี่ก็ไม่อยากให้ผลเป็นเช่นนั้นเช่นกัน

     

    วินาทีต่อมาความเย็นบนร่างกายของเธอก็สูงขึ้นอย่างฉับพลัน ระเบิดวายุที่เย็นยะเยือกถูกส่งออกมารอบตัวของเธอ

     

    เกล็ดน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเธอราวกับเป็นระลอกคลื่นทรงกลมที่แผ่กระจายออกไป

     

    “นี่คือ?”

     

    เจี่ยปิงอวี่เปิดใช้งานทักษะของเธอ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเธอก็ตะโกนพูดกับคนอื่น ๆ ด้วยความตกตะลึง “ดูนั่นสิ!”

     

    เซี่ยฮุยหันไปมองก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมเจี่ยปิงอวี่ถึงได้ตกใจถึงขั้นนั้น

     

    เพราะเกล็ดน้ำแข็งที่เธอส่งออกไป ตอนที่ขยายออกไปราว ๆ หกสิบเมตร จู่ ๆ มันก็หายไปอย่างฉับพลัน

     

    “มันไม่ได้หายไป...”

     

    เจี่ยปิงอวี่เข้าใจความหมายของเซี่ยฮุยในทันที เธอจึงพูดอธิบายว่า “มันตกลงไปด้านล่าง”

     

    เซี่ยฮุยเดินไปตามเกล็ดน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้า หลังจากที่มันผ่านกำแพงออกไปก็พบว่าเกล็ดน้ำแข็งเหล่านั้นได้หายไปอย่างฉับพลัน

     

    ใต้ฝ่าเท้าของเขาไม่ได้รู้สึกเหมือนกับกำลังเหยียบพื้นอีกต่อไป เห็นได้ชัดว่ามันเป็นพื้นที่ว่างเปล่า

     

    เขาเดินกลับมาและพูดกับคนอื่น ๆ “เสียวเสี่ยวพูดถูก ตอนนี้พวกเราน่าจะอยู่บนดาดฟ้า”

     

    เขาหันกลับไปพูดกับเจี่ยปิงอวี่ “เธอเก็บสนามเกล็ดน้ำแข็งเถอะ พวกเราอาจจะต้องสู้กับอะไรบางอย่าง ตอนนี้ประหยัดพลังลมปราณของตัวเองก่อน”

     

    เจี่ยปิงอวี่ได้ยินเช่นนั้นก็ยกเลิกการเปิดใช้ทักษะทันที

     

    จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ขยับมายืนอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ด้วยวิธีนี้ถ้าหากมีอะไรโผล่ออกมาเพื่อโจมตีพวกเขาก็จะช่วยลดแรงปะทะมากยิ่งขึ้น

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน