เข้าสู่espisodeสมัยกรุงธนบุรี.. ตอนอแซหวุ่นกี้ล้อมพิษณุโลก พระยาสุรสีห์และพระยาจักรีป้องกันเมืองไว้
ในยามบ้านเมืองอยู่ในศึกาที่มิมีวันจบสิ้น เมื่อครั้งแผ่นดินของสมเด็จพระเ้ากรุงธนบุรี เดือนสิบเอ็ด ปีมะแม พ.ศ.๒๓๑๘พวกพม่าได้ตีรุกเข้ามาในแผ่นดินสยามอีกครั้งหลังจากเผาเมืองกรุงศรีอยุธยาให้วอดวายไปแล้ว ครั้งนี้แม่ทัพพม่าอแซหวุ่นกี้สั่งให้กะละโบ่กับมังแยยางู ผู้เป็น้องชายคุมพลจำนวนสองหมื่นคนยกออกจากเมืองเมาะตะมะเป็กองทัพหน้า ยกทัพใหญ่ผ่านด่านแม่ละเมาเข้าโจมตีทางหัวเมืองเหนือเช่นสุโขทัย ส่วนทัพพม่าที่อแซหวุ่นกี้เป็แม่ทัพยกทัพหลวงยกพลจำนวนหนึ่งหมื่นห้าพันคนหนุนมากับตะแคงมะระหน่องและเ้าเมืองตองอูเข้ามาทางด่านแม่ละเมา เมืองตาก โดยไม่มีผู้ใดกล้าต้านทานได้ ยกมาติดเมืองโลก จับกรมการเมืองได้สองคน อแซหวุ่นกี้จึงให้ถามว่าพระยาเสือเ้าเมืองพิษณุโลกอยู่หรือไม่ กรมการเมืองบอกว่าไม่อยู่ไปเชียงใหม่ อแซหวุ่นกี้จึงว่าเ้าของเขาไม่อยู่ อย่าเพิ่งไปเหยียบเมืองพิษณุโลกก่อนเลย จึงให้กองหน้ายกมาตั้งค่ายอยู่นอกเมืองโดยมีทัพหน้าอยู่ที่บ้านกงธานี ริมน้ำยมใหม่ ยังไม่ได้ตีเข้าเมืองพิษณุโลกเข้ามา รอทัพไทยท่านเ้าพระยาจักรี และเ้าพระยาสุรสีห์ลงมาจากเชียงใหม่ก่อน เข้าล้อมพิษณุโลกไว้
เดิมทีเ้าพระยาทั้งสองยกทัพขึ้นไปตีทัพพม่าโปสุพลา โปมยุง่วน ยกมาจากเชียงแสนเข้าติดเมืองเชียงใหม่ พอทัพไทยยกไปถึง ทัพพม่าก็เลิกถอยไป เ้าพระยาทั้งสองก็ยกติดตามไปหมายจะตีเชียงแสนต่อ พอหนังสือบอกไปว่า พม่ายกทัพใหญ่มาทางตาก เ้าพระยาทั้งสองก็ถอยทัพมาทางโลกใต้สุโขทัย ลงมาตั้งรับที่เมืองพิษณุโลก คอยกองทัพธนบุรีออกมาช่วย อีกส่วนหนึ่งจะรวบรวมกองทัพหัวเมืองยกไปตีพม่าที่สุโขทัย ส่วนเ้าพระยาจักรีแยกทัพเข้าเมืองพิษณุโลกรีบจัดแจงเตรียมบ้านเมือง กวาดครอบครัวเข้าเมือง และแบ่งทัพให้เ้าพระยาสุโขทัย พระยาอักษรวงศ์ พระยาพิชัยาตั้งค่ายรับใต้บ้านกงธานีขับไล่กองทัพหน้าของพม่า ส่วนเ้าพระยาสุรสีห์นำทัพไปต้านข้าศึกพม่าก่อน ตั้งค่ายรับที่บ้านไกรป่าแฝก
ที่เมืองพิษณุโลก เ้าพระยาจักรีประชุมวางแผนให้แม่ทัพนายกองจัดทัพขับไล่กองทัพพม่า ทันใดนั้นมีนายทหารหนุ่มเข้ามารายงาน
“ข้าพเ้าเป็ม้าเร็วเดินทางล่วงหน้าไปสืบดูทัพพม่าก่อนแล้ว พบว่าทัพพม่ายกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงนักมีอะแซหวุ่นกี้เป็แม่ทัพ มีทั้งกองทัพหน้าและทัพหลวงเดินทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา เข้ามาเมืองตากทางด้านลานหอย แม้ไม่มีผู้ใดกล้าต้านทานทัพได้ และได้จับกรมการเมืองโลกไว้ บัดนี้ทัพพม่าตั้งอยู่ที่บ้านกงธานี เมืองสุโขทัย ริมน้ำยมใหม่ รอเข้าตีเมืองพิษณุโลกนี้”
“เ้าทำหน้าที่ได้ดีมากมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใดหรือ เ้าร่วมทัพธนบุรีมากับเราตามพระบัญชาพระเ้ากรุงธนบุรี เพื่อมาหนุนทัพพระยาสุรสีห์ที่ร่วมกับกองทัพหัวเมืองเหนือไปตีทัพพม่าที่เมืองเชียงใหม่ มาบัดนี้เราเคลื่อนทัพลงมาเมืองพิษณุโลก ข้าจำเป็ต้องแบ่งทัพให้เ้าพระยาสุโขทัยจัดทัพเมืองเหนือยกขึ้นไปตั้งค่ายรับทัพพม่าที่ใต้บ้านกงธานี เ้าจงเข้าร่วมทัพเ้าพระยาสุโขทัยไปช่วยตีทัพพม่าอีกแรง” เ้าพระยาจักรีบัญชาการรบเพื่อต้านทัพพม่า
“ชื่อข้าเรียกสั้นๆ ว่า” หลวงแพง” เป็ญาติกับท่านพระยาพิชัยไอศวรรย์ หยาง จิ้นจง ข้ายินดีและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะร่วมสมทบกับทัพท่านพระยาสุโขทัยเป็ทัพหน้ารบกับทัพพม่า” ทหารชายหนุ่มหน้าจีนตอบ
“ดีแล้ว ถึงแม้ท่านเป็ญาติกับพระยาโกษาธิบดี เป็ถึงท่านหลวงไม่กลัวตายหรือ” เ้าพระยาจักรีว่า
“ข้าพเ้าเป็คุณหลวงช่วยท่านพระยาโกษาธิบดีเก็บภาษีอากรบ่อนเบี้ยจนได้เติบใหญ่ หากแต่ท่านพระยาโกษาธิบดีเป็ผู้มีอำนาจวาสนา แต่เตี่ยข้าเป็คนจีนจนๆ ไม่มีวาสนาเท่าขุนคลัง ข้าจึงเกิดมาแบบแร้นแค้นไม่กลัวความลำบากและความตาย เตี่ยข้าพเ้าสอนไว้ให้ขับไล่ศัตรูผู้รุกราน ปกป้องบ้านเมือง ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน หากเป็เื่รบก็พอมีวิชาต่อสู้ ทำหน้าที่ของชายชาติทหาร”
“ถ้าอย่างงั้นก็ดีแล้ว เ้าจงร่วมสมทบกับพระยาสุโขทัย พระยาอักษรวงศ์ เมืองโลก และยังมีทัพพระยาพิชัยเป็กองหน้าไปรบกับพม่าที่บ้านกงธานีอีกทาง”
ทั้งหมดจึงได้ทำตามแผนที่เ้าพระยาจักรีวางไว้ แต่ในที่สุดพม่ายกมาตีทัพพระยาสุโขทัยแตกถอยร่นมาถึงค่ายเ้าพระยาสุรสีห์ที่บ้านไกรป่าแฝก ซึ่งพม่าไล่ตามติดมาจึงได้ทำการสู้รบพุ่งกับกองทัพเ้าพระยาสุรสีห์ สู้อยู่สามวันเห็นทัพพม่ายกมาเป็จำนวนมากเหลือกำลัง ก็เลิกทัพรีบเข้าเมือง ท่านเ้าพระยาสั่งให้ทำสะพานเรือกข้ามแม่น้ำกลางเมืองสามแห่ง เ้าพระยาทั้งสองก็เกณฑ์พลทหารขึ้นประจำการที่เชิงเทินปราการนอกเมือง
ตอนที่ทัพพระยาสุโขทัยถูกทัพพม่าตีแตก เ้าแพงาเ็สาหัส เ้าเอกเข้าสู่ร่างหลวงแพง สับิญญากันที่ผนึกเรืองแสงใต้บ่อน้ำในถ้ำ ในเมืองศรีสัชนาลัย
ในขณะที่กองทัพสุโขทัยต้องแตกพ่ายต่อพม่าเพราะโดนระดมยิงปืนใหญ่ อีกทั้งทัพพม่าใหญ่กว่าทัพไทยมาก หลวงแพงหรือเ้าแพงทหารอาสาจากธนบุรีก็ได้รับาเ็สาหัสจากการระดมยิงปืนใหญ่จากพม่า แถมเพลี่ยงพล้ำโดนฟันที่สะบักหลัง ดีทีมีฝักดาบสะพายหลังกันไว้ คมดาบจึงไม่เข้าเนื้อลึกมากนัก หนีกระเซอะกระเซิงไปซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำ เดินเข้าไปในถ้ำให้ลึกที่สุด หาพื้นที่ใกล้ผนังถ้ำพื้นที่ดอนสูงๆ นอนหายใจรวยรินแทบขาดใจ “ข้ากำลังจะตายใช่ไหมนะ” นึกในใจคิดถึงเตี่ยผู้เป็พ่อ ท่องคาถาออกมา” อิทธิ ฤทธิ พุทธะนิมิตตัง ขอเดช จงมาที่พึ่งของข้าพเ้าด้วยเทอญ” แล้วหลับไป ตื่นมาตาเหลือบไปเห็นบ่อน้ำตรงหน้า ก่อนจะหลับตาลงจำได้ว่าตรงหน้าเป็พื้นดินแห้งๆ ทันใดนั้นเกิดกระแสน้ำคงไหลเข้ามาท่วมเป็บ่อทีหลัง แต่เป็บ่อน้ำตื้นๆ ไม่ลึกมาก บางทีบ่อน้ำที่เกิดฉับพลันนี้เป็ปราการกั้น ช่วยปกป้องกันพวกทหารพม่าไม่กล้าเดินตามเข้ามา ขณะนั้นกระหายน้ำมาก จึงพยายามคลานไปที่บ่อน้ำหมายจะกินน้ำ ขณะที่เอามือจุ่มลงไปเพื่อกวักน้ำมากิน หน้าคว่ำตกลงไปในบ่อ ตัวถลำจมดำดิ่งลงไปใต้พื้นน้ำ พลันมองเห็นผนึกหินเรืองแสงที่พื้นใต้น้ำก้นบ่อ เหมือนมีพลังดึงดูดตัวไปหาผนึกเรืองแสง แต่มือเอื้อมไปยันแตะถูกผนึกเรืองแสงที่ก้นหลุมใต้บ่อ ทันใดนั้นก็วูบหมดสติไป ตอนนั้นเหมือนมีพลังหนึ่งวิ่งออกจากร่างไปสู่ผนึก แต่พลังใหม่วิ่งจากบนน้ำลงสู่ใต้น้ำเข้าสู่ผนึกเรืองแสงผ่านมือที่แตะเข้าสิงร่างเ้าแพงเหมือนสายฟ้าแลบ ฉับพลันทันใดเหมือนน้ำจะไหลออกจากถ้ำ ทำให้บ่อน้ำแห้งสนิท
เ้าเอกพบว่าตัวเองนอนราบอยู่ในที่มืดเหมือนอยู่ในห้องโถงใหญ่ ลืมตาขึ้นก็ไม่เห็นอะไรเลย ลุกขึ้นยืนอยู่ในที่เวิ้งว้างที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ราวว่าตัวเองสลบไสลไปเพราะเหนื่อยอ่อนล้าเพิ่งตื่นมา ครั้นตั้งสติได้จึงยกมือเกาะที่ผนังกำแพงด้านข้าง พอรู้ว่าเป็ดินเป็หินขรุขระ เหลือบตามองไปรอบข้างมีแต่ความมืด มองไปไกลลิบมีลำแสงส่องลงมาทะลุลงมาจาก้า “เอะ นี่เราอยู่ในถ้ำแน่เลย” ในใจนึกต้องเดินไปหาลำแสงให้ได้ แต่ตอนนี้พอรู้ว่าตัวเองยืนอยู่บนเนินสูง เบื้องหน้าเป็แอ่งน้ำเต็มไปหมด เพราะก้าวขาไปเตะย่ำน้ำกระเซ็นกระจายเปียกเท้าทั้งสองข้าง ค่อยๆ ก้าวลงไปทีละก้าวตัวค่อยๆ แต่จมน้ำลงไปทีละนิด พลางนึกในใจว่าจะท่วมถึงหัวจมลงในแอ่งน้ำไหม มันอาจจะลึกเป็บ่อน้ำหรือร่องน้ำลึกก็ได้ ตัดสินใจเดินต่อไป ดีที่ว่าน้ำท่วมแค่อก ขึ้นมาจากบ่อก็ค่อยๆ เดินเกาะไปริมกำแพงถํ้า แล้วเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ โชคดีน้ำลึกแค่เอว มองห่างไปมีเวิ้งพื้นที่กว้างเหมือนเป็หาดทรายชายทะเลมีแสงลอดมาจากรูร่องถํ้าข้างบน รีบเดินขึ้นไปหาดทรายก็พบว่ามีช่องทางเดินขนาดคนเดินสวนกันได้เดินไต่ขึ้นเหมือนขึ้นเนินเขาได้ แลัวก็เป็ทางลาดลงไปลุยนํ้าขนาดเอว เดินไปเรื่อยอีกเป็ทางไต่ขึ้นชันขึ้นสูงมาก พอโผล่หัวไปก็พบลานกว้าง มองต่อไปไกลพบว่าเป็ปากถํ้านั่นเอง กว่าจะออกมาจากปากถํ้าก็เหนื่อยล้าเหลือเกิน ดีที่ในถ้ำอาศัยนํ้าในบ่อกินแก้กระหายไม่งั้นตายแน่ เดินออกนอกถํ้ามองไปเห็นเป็ป่ารกทึบไปด้วยกิ่งไม้ใบหญ้า รู้สึกอิดโรยเหนื่อยโซซัดโซเซไปตามทาง นั่งลงกับพื้นจึงรู้สึกว่าที่แผ่นหลังตัวเองเจ็บแปลบๆ เอามือขวาโอบขึ้นไปบนไหล่ซ้ายอ้อมไปจับที่สะบักซ้ายด้านหลัง มีเืติดนิ้วมือมา ที่แผ่นหลังคงมีเืไหลออก แต่ไม่มาก มองไปบนฟ้าก็เห็นดวงอาทิตย์เป็ดวงมัวๆ แต่ก็ยังทอแสงเจิดจ้า แม้จะถูกบดบังด้วยเมฆ แต่แสงแดดก็ส่องทะลุลงมาทอแสงอ่อนๆ เดินลุยป่าออกไปให้ไกลที่สุด ไม่ทันไรตาลายเห็นเม็ดแสงยิบแล้วค่อยๆ หลับลง เป็ลมล้มตัวลงนอนสลบอยู่บนพื้นดินผืนป่านั่นเอง
ไม่ไกลจากผืนป่าที่ล้อมถ้ำมากนัก มีวัดหลวงโบราณเก่าแก่อยู่ แต่โบราณสมัยสุโขทัยวัดนี้เป็วัดหลวงวัดหนึ่งที่พระอัครมเหสีของพระร่วงทรงสร้างไว้ใจกลางเมืองศรีสัชนาลัย แต่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัย (นอกกำแพงเมืองศรีสัชนาลัย จนเมืองเชลียงเมืองเก่าเป็อาณาเขตเมืองศรีสัชนาลัย ถัดลงมาทางใต้เรียกว่า เมืองโลก แต่สมัยอยุธยาเรียกเมืองศรีสัชนาลัยว่าโลก) แต่เดิมเมืองศรีสัชนาลัยเคยเป็เมืองหลวงของขอมก่อนสมัยสุโขทัย ก่อนที่พ่อขุนบางกลางหาวหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพ่อขุนผาเมือง เ้าเมืองราดจะยึดอำนาจจากเขมร ทำให้พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้ครองกรุงศรีสัชนาลัย และปกครองกรุงสุโขทัยเป็เมืองหลวงใหม่ เมืองศรีสัชนาลัยจึงกลายเป็เมืองลูกหลวงที่พ่อขุนรามคำแหง และพระยาลิไทเคยปกครองก่อนขึ้นเป็กษัตริย์ นับั้แ่สมัยพระมหาธรรมาาลิไทแห่งสุโขทัยได้สร้างวัดมหาธาตุเป็วัดหลวงใหม่ในเมืองพิษณุโลกพร้อมกับทรงหล่อพระพุทธรูปองค์ใหม่นามว่าพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ โดยเฉพาะพระพุทธชินราชเป็พระพุทธลักษณะงามหาองค์อื่นใดเปรียบมิได้ เมื่อวัดพระศรีมหาธาตุเป็วัดหลวง วัดนี้จึงถูกลดความสำคัญลงถูกทิ้งร้างกลายเป็วัดเก่า แต่ยังคงเป็ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าองค์ใหญ่สำคัญลํ้าค่าประดิษฐานไว้ หากแต่พระพุทธรูปอยู่อย่างโดดเดี่ยวนี้เป็พระพุทธรูปทองคำเหลืองอร่ามมูลค่ามหาศาล มีเพียงช่างชาวศรีสัชนาลัยโลก และเมืองสุโขทัยผู้สร้างเท่านั้นที่รู้ว่าต้องใช้ปริมาณทองคำบริสุทธิ์ราวๆ สองตันครึ่งถึงสามตันเพื่อหล่อพระพุทธรูปหน้าตักสิบหกศอก หนักมากยากที่จะเคลื่อนย้าย แต่ตอนนี้มีเพียงช่างปั้นองค์พระสองคนกำลังปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนเอาปูนที่หามาได้จากป่ามาตำแล้วหมักกับน้ำอ้อยมาโบกทับพระพุทธรูปทองคำ เพื่อปกปิดเนื้อแท้ทองคำจากข้าศึกทหารพม่าไว้ให้ทันเวลา ก่อนที่ข้าศึกจะมาเห็นเนื้อแท้ขององค์พระ หากว่าทัพพม่า เมื่อรู้เข้า ก็คงจะเผาเอาเนื้อทองคำไปเหมือนเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งก่อน ครั้งนั้นพม่าข้าศึกเผาพระศรีสรรเพชญ์ลอกเอาเนื้อทองคำไป
ตอนนี้เป็ภารกิจที่ช่างโบกปูนพระพุทธรูปทั้งสองพากันเข้าป่าเพื่อหาของป่า แต่ครั้งนี้ช่างปั้นสองคนกับหญิงสาวผู้เป็บุตรพากันเข้าไปในป่าหมากพร้าวหาวัตถุดิบอื่นๆ มาดำรงชีวิต อีกทั้งปูนดิบ อ้อยมาผสมพอกองค์พระพุทธรูปทองคำให้กลายเป็พระพุทธรูปปูนปั้นอำพรางข้าศึก แต่ในขณะที่ทั้งหมดเดินแยกห่างๆ หาปูนดิบ อ้อยและของป่าอยู่นั้น หญิงสาวก็สังเกตุเห็นสิ่งผิดปกติที่พุ่มไม้
“พ่อๆ มาดูที่นี่เร็วมีคนาเ็อยู่"หญิงสาวชื่อเรไรเป็ลูกสาวของช่างอิ่ม นางมักติดตามพ่อกับน้ามั่นเข้าไปหาของป่าเสมอ หญิงสาวสังเกตเห็นร่างชายหนุ่มนอนสลบริมทางกลางป่า รีบะโบอกพ่ออย่างใ ั้แ่เช้านี้เดินย่างเข้ามาหาของป่า นางสังเกตุเห็นแปลกๆ กิ่งไม้หักราบเป็ทาง หรือเป็เพราะชายหนุ่มนักรบอาจหนีเข้าไปพลางตัวหลบข้าศึกที่กำลังตามมา เดินเหยียบตันไม้เซล้มลงทับใบหญ้าเป็ทาง ทั้งสามคนต่างพากันมาดูร่างอาบเืที่นอนหายใจรวยรินอยู่ เมื่อหงายหน้าขึ้นมาดูหญิงสาวถึงกับอุทานขึ้นมา
"พี่แพง” หญิงสาวจำชายหนุ่มหน้าคมเข้มอาจหาญแต่หน้าดูซื่อๆ ที่เธอเคยเห็นแค่ชั่วข้ามคืนก็หลงใหล อยากได้หนุ่มหน้าจีนคนนี้มาเป็คู่ครอง
“ดูท่าไอ้หนุ่มจะบอบช้ำาเ็มาก เราช่วยกันทำแคร่หามไปรักษาตัวที่วัดป่าหลวงของเรากันเถอะ ที่วัดหาหยูกยาได้ง่าย ขอเอาจากหลวงพ่อก็ได้” ช่างมั่นแนะนำ ทั้งสามจึงช่วยกันตัดกิ่งไม้ทำแคร่มัดสานกันด้วยเถาวัลย์ ร่างชายหนุ่มนักรบจึงถูกหามออกจากป่า ต่อจากนั้นก็ขอยืมเกวียนชาวบ้านที่รู้จักกัน ไปยังวัดป่าหลวงเก่าที่ทั้งสามคนอาศัยอยู่ประจำเพื่อทำภารกิจพอกปูนพระพุทธรูปที่เร่งด่วนอยู่
ภายในพระอุโบสถมีแคร่ไม้ที่สร้างขึ้นใหม่ บนแคร่ไม้มีนักรบชายหนุ่มนอนรักษาตัวอยู่ เ้าชายหนุ่มคงได้รับาเ็จากปืนใหญ่ที่ยิงมาจากฝ่ายข้าศึกพม่า ด้วยวัยเพียงยี่สิบปีเป็วัยฉกรรจ์ กล้าหาญเป็แนวหน้าวิ่งเข้าหาข้าศึกไม่หวั่นเกรงต่ออริศัตรูที่จะมาปล้นเอกราชเผาบ้านเมือง นอนเจ็บในป่าหมากพร้าวนอนรอความตาย ดีที่ว่าช่างปั้นพระพุทธรูปทั้งสองกับลูกสาวเข้าไปหาอ้อยมาหมักกับปูนปั้นพระพุทธรูปไปเจอเข้า จึงรีบหาแคร่หามเข้ามารักษาตัวในพระอุโบสถที่ช่างทั้งสองอาศัยใช้เป็ที่หลับนอน และเป็ที่ทำงานร่วมกันปั้นแปลงโฉมพระพุทธรูปอยู่ด้วยอย่างหามรุ่งหามค่ำ
"ข้าจำไอ้เด็กหนุ่มคนนี้ได้ เขาบอกว่าเขาชื่อหลวงแพง เคยมาอยู่อาศัยหลับนอนที่เรือนกับข้าตอนเดือนอ้ายได้คืนเดียว วันรุ่งขึ้นก็รีบควบม้าเพื่อนำสาส์นจากพระเ้ากรุงธนบุรีไปส่งให้เ้าพระยาจักรีที่ตั้งทัพรบกับพม่าอยู่ที่เมืองพิษณุโลก "ช่างอิ่มบอกเล่าถึงชายหนุ่มที่เกือบจะมาเป็ลูกเขยอย่างเป็ทางการแล้ว เพ่งมองร่างไอ้หนุ่มมีรอยช้ำเต็มไปหมด โดนฟันทีหลัง และอีกหลายแห่ง ร่างกายมีรอยช้ำ คงได้รับาเ็จากการรบกับทัพพม่าแบบตะลุมบอน
"ข้าว่ามันรอดยาก เ้าหนุ่มาเ็มีเือาบ ดูเหมือนจะบอบช้ำ ไม่รู้ว่าโดนแรงะเิปืนใหญ่จากข้าศึกพม่าหรือเปล่า จะรอดหรือไม่ก็แล้วแต่วาสนามัน ต้องปล่อยมันนอนพักไปเรื่อยๆ เช่นนี้"ช่างมั่นมองดูร่างชายหนุ่มที่กำลังหายใจรวยรินเหมือนกำลังจะตาย ในภาวะาเยี่ยงนี้จะไปตามหมอที่ไหนมารักษา แม้แต่หยูกยาจะมารักษาาแ และภายในที่บอบช้ำ ่าอะไรๆ ก็ขาดแคลน ดีที่ว่ายังมีสมุนไพรที่ไปหามาจากป่า ทั้งช่างมั่นและช่างอิ่มยังเคยเป็หมอสมุนไพรมาก่อน หากไม่มีก็ลองไปถามสมภารท่านเ้าอาวาสดู
"ไอ้มั่น รีบมาดูไอ้แพงเร็วไว"เสียงะโเรียกดังเพื่อนมาช่วยดูอาการขั้นวิกฤตของนักรบหนุ่ม
"ทำไมไอ้แพงมันหายใจสะอึก ร่างมันกระตุกเหมือนจะสิ้นใจวะ"ช่างอิ่มว่า
"มันตายแล้วแหละ ปล่อยมันไปเถอะ"ช่างอิ่มว่าหลังจากจับชีพจรที่ซอกคอ แล้วเอามือเข้าใกล้จมูกชายหนุ่มนักรบก็รู้ว่าหมดลมหายใจ มัจจุราชมาเอานักรบิญญาไปจากร่างที่นอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจแล้ว ทั้งคู่ถอดใจก้มหน้า ทำเอาหญิงสาวใจเสียเบือนหน้าหนีเดินไปหาพระพุทธรูปยกมือไหว้บอกภาวนา
"ขอให้หลวงพ่อพาดวงิญญาของพี่แพงกลับร่างมาหาลูก ช่วยคุ้มครองให้พี่แพงอยู่รอดปลอดภัยด้วยเทอญ "หญิงสาวภาวนาขอให้คนที่ข้าเคยรักปลอดภัยด้วยเทอญ
"ขอให้ดวงิญญาชาตินักรบผู้กอบกู้บ้านเมืองจะไปเกิดในภพชาติภูมิที่ดีกว่า"ช่างมั่นรู้สึกสลดถอดใจกับนักรบร่วมชาติ แล้วเดินกลับมาหาร่างไร้ิญญา ว่าจะนำร่างไปฝังไว้ก่อนเพราะในยามศึกาต้องจัดการฝังศพแบบเรียบง่ายทันที
ย้อนไปที่ห้องทดลองหมอวิวัฒน์เกิดไฟตก ทำให้เซิร์ฟเวอร์ขัดข้อง แต่เมื่อรีรันใหม่เครื่องก็กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม “ถ้าเครื่องรันใหม่ไม่ได้ สงสัยว่าไอ้เอกคงม่องเท่งแน่” หมอวิวัฒน์ว่า ในใจระทึกมาก
"เฮ้ยไอ้แพงมันฟื้นขึ้นมาแล้ว"เมื่อช่างมั่นเห็นร่างชายหนุ่มกลับมามีลมหายใจอีกครั้งใแทบพูดไม่ออก เหมือนดวงิญญากลับเข้าร่างอีกครั้ง
"ดวงมันแข็งจังไอ้เด็กหนุ่มนี่ มัจจุราชเอาิญญามันไปแล้ว แต่องค์พระคงนำิญญามันกลับคืนมา"ช่างอิ่มพยายามอธิบายเื่ปาฏิหาริย์ที่เกิดตรงหน้าตามชาวบ้านเล่าลือกันสมัยก่อนเล่าลือกัน. ทั้งคู่มองดูมองดูนักรบหนุ่มที่นอนหายใจนิ่งๆ พักหนึ่ง เห็นลืมตาขึ้นเล็กน้อย พูดเสียงค่อยๆ ว่า"นํ้า น้ำ"
"เอาน้ำท่าให้มันกิน ข้าว่าต้องตำหญ้าดอกขาวพอกใส่แผล ต้มใบบัวบกยาสมุนไพรให้กิน หาหยูกยาให้มันกินและให้นอนรักษาตัวสักพักใหญ่คงดีขึ้น" ช่างอิ่มบอกเรไรลูกสาวคนเดียวที่กำลังดีใจให้นางเอาสมุนไพรรวบรวมเก็บมาจากในป่าเสมอมา ปกตินางจะเป็ผู้นำอาหารมาส่งให้ผู้เป็พ่อกับน้าที่กำลังทำภารกิจในวัดร่วมกันอยู่ ต่อไปจะต้องมีหน้าที่ดูแลชายหนุ่มอีกแรง
“ได้จ้าพ่อ” หญิงสาวตอบด้วยความเต็มใจ ก่อนหน้านี้คิดว่าพ่ออาจไม่รู้ความรู้สึกลึกซึ้งของลูกสาวตัวเองที่มีต่อชายหนุ่มยิ่งนัก
"ข้าว่าต้องหยอดน้ำข้าวต้มให้มันกินหลายเดือนแน่แท้ ข้าวปลาที่เรามีอยู่ต้องให้พอกินหลายเดือน มิรู้ว่าทัพเ้าพระยาทั้งสองจะต่อสู้ทัพพม่าให้ล่าถอยกลับไปได้หรือเปล่า ตอนนี้ทัพพม่าอะแซหวุ่นกี้ถือพลหมื่นห้ามาติดเมืองโลกล้อมพิษณุโลกไว้ หากทัพพม่าเข้าเมืองพิษณุโลกได้คงปล้นเสบียง ของมีค่าทองคำกลับอังวะไป ดังเช่นที่เคยเผากรุงเก่าศรีอยุธยา ตอนนี้ท่านแม่ทัพเ้าพระยาจักรีกับเ้าพระยามหาสุรสีห์ยกทัพลงมาจากเชียงใหม่มาป้องกันเมืองไว้"ช่างมั่นพูดกังวลนิดๆ
"หวังว่าท่านแม่ทัพจะตีทัพข้าศึกให้แตกพ่ายไป ส่วนไอ้แพงหวังว่ามันจะฟื้นคืนกลับมาโดยเร็ว"ช่างอิ่มพูดปลอบใจ