บันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี)

    บทที่ สี่สิบสาม

    บทที่สี่สิบสาม

     

            อิงหมิงถูกยึดต้นแขนด้วยสองมือใหญ่ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ความจริงนางก็ไม่คิดจะหนีอยู่แล้วริมฝีปากบดเบียดหากันไม่มีใครยอมถอนก่อนเฉกเช่นว่าเป็นการแข่งขัน

            จอมมารปล่อยมือข้างหนึ่งจากต้นแขนเรียวบางไปไว้ที่ท้ายทอยร่างเล็กบังคับให้ใบหน้าอีกฝ่ายเชิดสูงขึ้นเพื่อง่ายต่อการพรมจูบเขาละออกมาไม่ใช่เพราะยอมแพ้หากแต่ไล้ไปทั่วใบหน้า จากมุมปาก ไปแก้มกลมใสขมับและหน้าผาก บางครั้งก็ผะผ่าว บางครั้งก็หนักแน่นจากปากเรียวลามไปทั่วใบหน้าเมื่อสัมผัสทั่วแล้วจึงย้ายมาที่ลำคอปีศาจจิ้งจอกให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นางเอียงใบหน้าเปิดลำคอให้อีกฝ่ายซุกไซร้ทั้งที่ไม่เคยร่วมสัมพันธ์แบบนี้แต่ก็สามารถทำตามสัญชาตญาณได้

            อิงหมิงเอียงกายหาอีกฝ่ายมือกำสาบเสื้อตัวนอกของร่างสูงแล้วดึงเข้าหาตัวให้สองร่างใกล้ชิดกันการกระทำเช่นนี้ขัดใจจอมมารเล็กน้อย เหมือนว่าอีกฝ่ายก้าวนำเขาเขาจึงใช้ปลายนิ้วเปิดเสื้อตัวนอกของหญิงสาวออกบ้างเผยให้เห็นไหล่มนที่ปิดไว้ด้วยเสื้อคลุมเนื้อบางเบาจนเห็นทะลุผ่านเปิดเผยผิวเนียนริมฝีปากจึงจูบลงหนักๆ ผ่านผ้าบาง

            เมื่อไม่มีเสื้อคลุมตัวนอกแล้วกายเล็กร่างอรชรปรากฏทรวดทรงที่เปิดเผยเห็นเต็มตาหน้าอกได้รูปเบียดชิดที่แผ่นอกชายหนุ่มให้รู้สึกนุ่มนิ่มอย่างหญิงสาวสะพรั่งเขาวางมือที่สะโพกผายแล้วลูบขึ้นที่เอวคอดก่อนจะบีบเคล้นสองสามทีถึงลามไปที่ก้อนอวบอิ่มจอมมารพรมจูบลงมาถึงเหนือทรวงอกเขาเม้มกัดอย่างต้องการระบายอารมณ์ร่างน้อยจึงร้องครวญครางออกมา

            “ท่าน..ท่านจอมมาร”

            สายตาคมเหลือบมองขึ้นหาเจ้าของเสียงนางหลับตาพริ้มอย่างตกอยู่ในห้วงอารมณ์ที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นไม่รู้ใครกันแน่ที่ล่อลวงใคร ไม่มีวี่แววของปีศาจจิ้งจอกเจ้าเล่ห์สักนิดดูเหมือนนางต่างหากที่ถูกเขาล่อลวงใบหน้างดงามเย็นชาพลันยกยิ้มอย่างพอใจที่ถือไพ่เหนือกว่า

            ร่างสูงดันปีศาจจิ้งจอกน้อยออกก่อนจะอุ้มนางขึ้นมาเพื่อย้ายไปที่เตียงจอมมารตามขึ้นไปคร่อมและกักตัวอีกฝ่ายไว้ใต้ร่างใบหน้าน่ารักเงยขึ้นมองสายตาไม่รู้ร้อนรู้หนาวยังคงกลมใสอยู่เช่นเดิมนางมองสบสายตาคมอย่างไม่เกรงกลัวแล้วยกยิ้มก่อนจะเอ่ยปากถาม “ทำอีกได้หรือไม่เมื่อครู่ดีมากเลย”

            “หึ” จอมมารส่งเสียงเย้ยหยันคำถามของร่างเล็ก “สมที่เป็นปีศาจจิ้งจอกมัวเมาในกามารมณ์”

            อิงหมิงเอียงคอสงสัยกับคำตอบ‘มัวเมากามารมณ์’ ไม่ใช่เรื่องดีนางรู้สิ่งนี่ตั้งแต่สมัยถูกเลี้ยงด้วยมนุษย์แต่พึ่งมารู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่ามัวเมากามารมณ์ แต่ทำไมถึงไม่ดีละ? ทั้งที่รู้สึกดีเช่นนี้หรือเพราะว่านางเป็นปีศาจจิ้งจอกได้กินปราณไปด้วยละมั้งถึงชอบ“แล้วถ้าข้าไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอกจะชอบไม่ได้หรือ?”

            ระหว่างที่อิงหมิงอยู่ในห้วงคิดจอมมารนั้นเริ่มขยับเข้าไปลิ้มรสร่างงดงามเบื้องล่างอีกครั้งเขาดึงผ้าเนื้อบางให้ร่นลงมาที่ต้นแขน จึงเหลือเพียงเอี๊ยมชั้นในปราการสุดท้ายแต่พอคำถามที่ถูกเอ่ยอย่างไม่รู้ความของจิ้งจอกน้อยเขาก็ชะงักจอมมารดันตัวขึ้นรอยขบเม้มปรากฏให้เห็นเป็นรอยสีชมพูจางๆ ตอนเขาผละออกมาก่อนที่มันจะจางหายไปเพราะพลังในกายคงเยียวยาอย่างที่ควรจะเป็นเหลือเพียงผิวนวลเนียนเท่านั้น

            อิงหมิงมองคนด้านบนอย่างรอคำตอบแต่ไม่มีสิ่งใดออกมา ไม่รู้ว่าท่านจอมมารจะคิดอะไรอยู่ถึงมีสีหน้าแบบนี้ไม่ใช่เย็นชาไร้อารมณ์หรือสูงส่งเย่อหยิ่งอย่างเคยๆมันแฝงด้วยความรู้สึกผิดหวังถ้าจะให้นางคาดเดามือเรียวบางยกขึ้นหมายจะลูบใบหน้าคมคายนั้น แต่อีกฝ่ายกลับปัดมือของนาง

            มือทรงพลังกดลำคอของหญิงสาวใต้ร่างอีกมือกดที่ไหล่ปลายนิ้วลูบไล้ที่หัวไหล่เหมือนต้องหารหาอะไรบางอย่างที่อยู่ใต้ผิวนั้นพอไม่เจอเขาก็ถอนหายใจก่อนเอ่ยออกมา “เจ้าไม่ใช่นาง อย่าทดสอบข้าข้าไม่มีทางพึงใจจิ้งจอกอย่างเจ้า”

            หลังเอ่ยจบจอมมารก็ลุกขึ้นทั้งยังสะบัดมือที่กดลำคอร่างเล็กทำให้อิงหมิงถูกสะบัดตามไปด้วยไม่รู้ตั้งใจหรือไม่แต่นั้นทำให้อิงหมิงถูกกระแทกเข้าที่ผนังดีที่ไม่แรงมากแต่ก็ทำให้นางร้องโอดครวญได้

            “เจ็บนะ!” แต่คนกระทำหาสนใจไม่เขาไปยืนหันหลังให้ร่างแบบบางเสื้อผ้าน้อยชิ้นที่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น นางหันไปมองบุคคลนั้นด้านหลังไม่รู้ทำไมเวลานี้ดูดำทะมึนกว่าทุกวันแรงกดดันจากมารชั้นสูงถูกส่งมาอีกครั้งใจเมื่อครู่อยากกล่าวโทษพลันปิดปากนิ่งจากความหวาดกลัว “ข้า..ทำสิ่งดะ..ใดผิดอีก?”อิงหมิงเอ่ยถามอย่างยากลำบาก

            “ห้ามเจ้าจำแลงกายรูปลักษณ์นี้อีก”

            เพราะที่นางจำแลงกายเป็นจอมมารนะหรือนั้นก็เพราะจะเอาตัวรอดเท่านั้น ไม่งั้นคงโดนจินอวี้หยูฟาดปางตายไปแล้วละมั้ง“ตอนนั้นข้าทำ..เพื่อความอยู่รอด แต่ข้าจะมะ..ไม่จำแลงกายเป็นท่านอีกแล้ว”

            “ไม่ใช่” เสียงทรงพลังดังขึ้นทำนางสะดุ้งเล็กน้อย “ร่างนี้..”

            “ร่างนี้? แต่ร่างนี้..” ข้าใช้มานานแล้วนี่เป็นร่างที่มักจะอยู่ในความคิดเสมอเวลาจำแลงกายร่างที่แต่งกายเป็นชายแต่ก็คล้ายผู้หญิงในบางทีนางชอบร่างนี้เพราะทะมัดทะแมงที่สุดแต่เห็นทีจะใช้ต่อหน้าท่านจอมมารไม่ได้เสียแล้ว “ก็ได้..”

            จอมมารไม่หันกลับไปมองอีกเขาเดินจากไปแล้ว ทิ้งห้องที่เละเทะจากการอาละวาดของจินอวี้หยูและปีศาจจิ้งจอกที่ใจหายใจคว่ำอิงหมิงกลับมาเป็นก้อนสีขาวอีกครั้ง

            “วี้ดๆๆๆๆ”นางร้องภาษาจิ้งจอกหิมะกล่าวโทษมารปีศาจชายหญิงทั้งสองที่มาสร้างความลำบากให้ในค่ำคืนนี้ทั้งบ่นอีกว่าคืนนี้กินปราณไปได้ไม่เยอะด้วยยังไม่อิ่มเลย แต่ไม่นานประตูก็เปิดออกอีกครั้งอิงหมิงคิดว่าจอมมารกลับมาแต่พอหันไปเห็นก็ผิดหวัง นางเลยร้องโวยวายเสียงวี้ดๆๆอีกหลายคำ

            “ถึงข้าจะฟังไม่รู้ แต่ก็รู้ว่าเจ้าอารมณ์ไม่ดี” แม่ทัพเผ่างูเอ่ยขึ้นก่อน“ข้ามาพาเจ้าย้ายไปอยู่ที่อื่น”

            “วี้ดๆ” จากไม่สบอารมณ์ก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นดีใจ นางกระโดดเหยงๆที่พื้นแล้วกระโดดสูงหนึ่งทีก็ขึ้นไปอยู่ที่ไหล่ของท่านขุนพล “วี้ดดด”

            “อารมณ์ดีแล้วหรือ?”

            ขุนพลงูเดินออกมาจากห้องทั้งที่ยังมีจิ้งจอกขนสีขาวเกาะที่ไหล่ปีศาจน้อยใหญ่เห็นแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าจิ้งจอกตัวนี้มาจากไหนแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปเอ่ยถาม ทำได้แต่เพียงมองตาม

            แต่ไม่แค่ปีศาจบริเวณใกล้ๆในที่ห่างออกไปนอกสวนกว้างดวงตาคมทรงพลัง ร่างสูงสง่าก็มองอยู่เช่นกัน‘เขาเผลอใจไปได้อย่างไร เขาควรทำเพื่อถ่ายทอดปราณเท่านั้นแต่เมื่อครู่กลับขาดสติทำเพราะความต้องการ’ จอมมารเดินหลบไปตามเงาที่ทอดผ่านทางเดินแล้วหายเข้าไปในประตูหินบานใหญ่

            “นี่เป็นห้องใหม่ข้า” อิงหมิงร้องบอกภาษาจิ้งจอกหลังกระโดดไปทั่วห้องแล้ว

            “ใช่แล้ว” ปีศาจงูเอ่ยตอบเสียงร้องวี้ดๆของอิงหมิงอย่างเหมือนรู้ภาษาจนนางแปลกใจถึงกับเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์มาพูดคุยกับอีกฝ่าย

            “ท่านฟังข้ารู้เรื่องแล้วหรือ?”

            “เปล่า แต่อ่านจากท่าทางของเจ้าเท่านั้น” ขุนพลเฉินเอ่ยยิ้มๆ“ย้ายมาอยู่นี่ก็คงไม่มีใครกวนเจ้าแล้ว ท่านจอมมารสั่งห้ามไม่ให้คนอื่นเข้ามาแล้ว”

            “ดีเลย ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดวันนี้”นางนึกถึงจินอวี้หยูที่พยายามไล่จับตนด้วยพลังน่ากลัวก็ขนลุก

            ขุนพลเฉินมองตามร่างมนุษย์ของจิ้งจอกในรูปลักษณ์ใหม่คือเด็กชายตัวน้อยทำหน้ายู่ก่อนจะเอ่ยถาม“แล้วเจ้าทำให้ท่านจอมมารไม่พอใจได้อย่างไร”

            “เรื่องนั้นข้าไม่รู้ด้วยซ้ำ ทำไมพวกท่านใช้ชีวิตกันยากนักไม่พอใจอะไรไม่บอกเหตุผล อยู่ๆ ก็สั่งไม่ให้ข้าจำแลงกายเป็นคนนั้นคนนี้”แม้แต่ขุนพลคนนี้ก็เคยสั่งให้นางเปลี่ยนร่าง ครั้งนี้นางเลยจำแลงกายเป็นเด็กผู้ชายเพราะเวลาอยู่กับจางถูฟาง ใครๆ ก็เอ็นดูเด็กชาย ร่างนี้เลยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

            “ไม่ให้เป็นร่างไหน?” ความจริงเขาไม่ควรสอดรู้เรื่องของท่านจอมมารแต่ปากก็เผลอหลุดถามไปเสียแล้ว

            “ร่างนั้นท่านก็เคยเห็น ร่างสตรีที่คล้ายบุรุษที่ท่านเห็นแล้วขมวดคิ้ว”

            “เช่นนี้เอง”หัวหน้าเผ่างูพยักหน้าอย่างเข้าใจทันทีเหมือนรู้เหตุผลที่ซ่อนอยู่จากคำบอกเล่าไม่กี่คำ“เจ้าก็อย่าใช้ร่างนั้นอีกเลยถึงจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็เถอะท่านจอมมารคงไม่ชอบนัก ข้าควรเตือนเจ้าก่อน”

            “ขุนพลก็เข้าใจหรือ เช่นนั้นเพราะอะไร? ทำไมไม่ได้?”

            ร่างสูงส่ายหน้าหมายถึงตนก็ไม่สามารถบอกให้อีกฝ่ายรู้ได้จากนั้นถึงกล่าวลา “ข้าขอตัวก่อน ในช่วงกลางวันเจ้าออกไปเดินรอบๆ เรือนนี้ได้แต่ออกจากเรือนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะโดนอาคม ข้าเตือนไว้ก่อน”

            “เข้าใจแล้ว”

            ตอนที่ขุนพลเฉินพาอิงหมิงเดินเข้ามาแม้จะเป็นเวลากลางคืนก็พอจะมองออกว่าเรือนนี้ใหญ่กว่าเรือนเก่ามากทั้งยังให้เดินได้ทั่วเรือนคงดีไม่น้อย คงเหมือนตอนอยู่จวนตระกูลจางจะวิ่งไปไหนก็ได้ขอเพียงไม่ออกนอกจวน

            นับจากคืนนั้นก็ผ่านมาสามวันแม้ไม่ได้อยู่ในห้องหับคับแคบอีกต่อไปแต่ก็โดดเดี่ยวอิงหมิงนอนกลิ้งอยู่ที่สวนในร่างจิ้งจอกหิมะถ้าหากไม่รู้มาก่อนมาคงไม่รู้ว่านี่คือภพปีศาจ ไม่ว่าจะต้นหญ้าดอกไม้ก็อุดมสมบูรณ์ท้องฟ้าก็กระจ่างสดใส ไม่ได้มืดมนแห้งแล้งอย่างที่ร่ำลือสักนิดหรือความจริงอาจจะดูชุ่มชื่นเพียงแค่ส่วนนี้ก็เป็นได้เพราะนอกจากที่เดินผ่านเข้ามาในเรือนนางก็ไม่ได้เห็นส่วนอื่นอีก

            และก่อนหน้าถึงแม้จะได้รับการเตือนมาแล้วว่าห้ามออกจากเรือนแต่วันแรกอิงหมิงก็ลองดีทันที นางกระโดดออกจากประตูเรือนไปแล้วก็สลบทันทีไม่รู้ว่าโดนอาคมอะไรยังดีที่รอดมาได้ พอตื่นมาก็ไปนอนอยู่เตียงเสียแล้วแถมนับตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่ได้พบเจอใครอีก จินอวี้หยูก็ไม่โผล่มารังควานขุนพลเฉินก็ไม่แวะมาแม้กระทั่งอาหารก็ไม่มาส่งคงรู้แล้วละมั้งว่าตอนนี้นางอิ่มทิพย์แล้วแต่ที่ไม่เข้าใจที่สุดคือทำไมจอมมารก็ไม่มา

            “ไม่ได้กินปราณเลยอะ” นางไม่คิดถึงรสชาติอาหารอีกแล้วเหมือนอิงหมิงจะเสพติด วันๆ เอาแต่รอใครบางคนปรากฏตัวจิ้งจอกขนสีขาวปลอดหลังกลิ้งตัวอยู่ที่พื้นหญ้าจนพอใจก็กระโดดขึ้นโต๊ะแล้วกระโดดไปที่หลังคาเรือนความสูงเรือนถือว่าอยู่ในระดับกลาง ไม่สูงมากแต่พอมองเห็นพื้นที่รอบๆ พื้นที่เขียวชอุ่มกว้างใหญ่ที่ด้านหลังมองไปไกลๆ ยังเห็นสระน้ำใหญ่คล้ายบึงอีกต่างหาก แต่กลับไม่เห็นปีศาจสักตนหรือแทบนี้จะเป็นพื้นที่หวงห้าม

            อิงหมิงคิดว่าถ้าออกจากประตูหลักไม่ได้ก็จะลองกระโดดออกทางหลังคาเลยลองกระโดดขึ้นมาแต่นางน่าจะประมาณความสามารถตัวเองสูงไป เพราะสุดท้ายกระโดดกี่รอบก็ตกไปที่สวนอยู่ดีจากนั้นนางจึงเปลี่ยนเป็นขึ้นมาชมทัศนียภาพแทนแม้แดดจะร้อนไปสักหน่อยแต่ก็นับว่าไม่เลวอิงหมิงนอนลงที่หลังคาก่อนจะเชิดหน้ามองท้องฟ้า

            “ถ้าบินได้ก็ดีสิ” นางนึกไปถึงพวกเทพสวรรค์หรือแม้แต่จอมมารในวันนั้นพวกเขาลอยอยู่เหนือฟากฟ้าช่างสง่างาม ไม่แน่ว่าถ้ากินปราณไปเรื่อยๆมีพลังมารกล้าแกร่งก็อาจจะเหาะได้เหมือนกันอิงหมิงที่นอนเล่นมองฟ้าอย่างเพลิดเพลินก็เผลอหลบไปจนตะวันตกดิน

            “เจ้าจิ้งจอก! เสี่ยวอิง!” เสียงเรียกจากเบี้องล่างปลุกอิงหมิงให้ตื่นขึ้นผู้ที่มาใหม่ไม่ใช่ใครอื่นหากคือขุนพลเฉินนั้นเองจิ้งจอกน้อยที่สะลึมสะลือลืมตาตื่นกระโดดลงมาที่สวนด้านหลัง

            “วี้ดๆ”

            “ข้ามาแทนท่านจอมมาร” ปีศาจงูกล่าวตอบเหมือนรู้ภาษาแต่เมื่อครู่นางเพียงบอกว่า ‘ข้าง่วง’ เท่านั้นแต่พอได้ยินว่ามาแทนจอมมารอิงหมิงก็ตาตื่นทันที

            “วี้ดๆๆๆๆ” เสียงร้องไม่หยุดฟังไม่เข้าใจขุนพลทัพมารต้องกล่าวห้ามเสียก่อนจะยาวไปกว่านี้

            “เปลี่ยนร่างก่อน ข้าไม่เข้าใจเจ้า”

            อิงหมิงไม่รอช้าเปลี่ยนร่างตามที่อีกฝ่ายขอเป็นมนุษย์เด็กชายคนเดิม“ทำไมมาแทนละ เกิดอะไรขึ้น จอมมารเป็นอะไร?”

            “ไม่มีอะไร ก็แค่มาแทน ถึงข้าจะไม่มีพลังสูงเช่นท่านจอมมารแต่ถึงโดนกินปราณก็ไม่ถึงตายหรอก”

            “งั้นก็ดีเลย”

            “เข้าไปด้านในเถอะ”ขุนพลเฉินเพียงชี้เชิญให้เข้าไปด้านในเรือนไม่ได้พูดอย่างอื่นเช่นว่าทำไมถึงเปลี่ยนตัว หรือจอมมารหายไปไหนอิงหมิงที่ไม่รู้เหตุผลก็ได้แต่สงสัยแล้วเดินตามเข้าไป แต่นางก็ยังไม่ลดละความพยายามถามขึ้นมาอีกรอบ

            “แล้วท่านจอมมารไปไหนหรือ?”

            “ท่านจะไม่มาอีกสักพักระหว่างนี้เจ้าจะต้องกินปราณของข้าก่อนเพื่อไม่ให้แผนการล่าช้าไปกว่านี้”

            ที่หายไปไม่ใช่เพราะโกรธเคืองอะไรตนหรอกนะหรือเรื่องที่นางแปลงกายเป็นมนุษย์ที่มีรูปลักษณ์ไม่ถูกใจ เรื่องเท่านั้นเองใยถึงโมโหถึงขั้นนั้น“เพราะร่างนั้นหรอ ร่างนั้นอัปลักษณ์มากหรือ?” อิงหมิงคิดว่าหรือบ้างที่จอมมารจะมีสายตาที่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปเด็กชายตัวน้อยเงยหน้าถามบุรุษที่สูงกว่ายิ่งนางอยู่ในร่างเด็กแบบนี้ยิ่งทำให้ปีศาจงูนึกเอ็นดู

            “ไม่หรอก แล้วข้าไม่ได้มาหลายวันเจ้าหิวหรือไม่ ข้าไม่ได้นำอาหารมาด้วยเห็นพักหลังเจ้าไม่อยากอาหารแล้ว”

            “ไม่หิวๆ กินปราณก็พอแล้ว” นางตอบพลางโบกมือไปมา“แล้วข้ากินปราณท่านได้เลยไหม?”

            “...อืม” เหตุผลที่เขามาก็เพื่อเป็นอาหารให้จิ้งจอกน้อยแต่พอจะเข้าเรื่องกลับเกิดอาการขัดเขินขึ้นมาเสียอย่างนั้นหากพอได้มองร่างเด็กชายตรงหน้าความขัดเขินก็หายไปทันที “เจ้าจะอยู่ร่างนี้หรือ?”

            “ทำไมละ? ไม่ได้หรอก็ข้ากลัวว่าร่างอื่นพวกท่านจะไม่ถูกใจนี่ ร่างเด็กมนุษย์นี่แหละ ใครๆ เห็นก็ชอบ”ที่นางพูดมาก็ถูกต้อง แต่ว่าไม่ถูกต้องทั้งหมด นางช่างเป็นปีศาจจิ้งจอกที่ไม่รู้ความเสียเลยเห็นทีการถูกเลี้ยงด้วยมนุษย์จะทำให้เล่ห์เหลี่ยมของนางจิ้งจอกถูกลดทอนแทบไม่เหลือ

            “ความชอบแต่ละอย่างไม่เหมือนกันเจ้าต้องเรียนรู้เสียบ้างถ้าจะใช้ชีวิตอย่างปีศาจจิ้งจอกร่างนี้ไม่เหมาะสำหรับการกินปราณ”

            “งั้นหรือ ได้ๆ งั้นเป็นร่างนั้นดีกว่า”อิงหมิงพอจะจำได้ว่ามีร่างผู้หญิงคนหนึ่งที่ขุนพลมารท่านนี้ดูจะชอบพอไม่น้อยหมุนร่างทีเดียวเด็กชายก็หายไปเปลี่ยนเป็นหญิงสาวอรชรใบหน้าน่ารักสดใส

            “...” ขุนพลเฉินนิ่งไปเมื่อเห็นร่างตรงหน้า นับว่านางรู้ดีไม่ใช่น้อยเพียงแค่มองก็ขัดเขินแล้วเพราะหญิงสาวคนนี้มีรูปลักษณ์ที่ตรงใจชายหนุ่มทุกอย่าง

            “แบบนี้ดีหรือไม่” นางกางแขนออกแล้วหมุนตัวให้อีกฝ่ายดูยิ่งขยับก็เหมือนจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากร่างบอบบางชวนให้หลงใหลยิ่ง

            “อืม..ดี” เขาพยักหน้าเห็นด้วย

            “งั้นเริ่มเลยเถอะ ข้าอยากกินปราณจะแย่แล้ว” นางตรงเข้ามาประชิดอีกฝ่าย ร่างสูงก็พลันชะงักไม่ทันตั้งตัวเผลอก้าวเดินถอยหลังหนีคนงามแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทั้งๆที่ด้านหลังก็ไม่มีสิ่งกีดขวางแต่เขาก็ดันสะดุดล้มหงายหลังไปจนได้

            “ท่านขุนพล”อิงหมิงรุดตรงไปช่วยพยายามจะประคองอีกฝ่ายขึ้นมาแต่พอมือแตะกันอีกฝ่ายก็ตัดมือกลับ“ทำไมหรือ” นางเอ่ยถามเกรงว่าเขาจะเป็นอะไร

            “เปล่า” ผู้นำเผ่างูดันตัวให้ลุกขึ้นเองก่อนจะเอ่ยถาม “คือ..แล้วปกติเจ้ากินปราณยังไง?”

            “หะ!? ท่านไม่รู้หรือ ข้าคิดว่าจะรู้เสียอีก”มิหน่าวันแรกขุนพลเฉินถึงเลี่ยงไม่ตอบคำถามของนางแล้วหนีออกไปเลยที่แท้เขาไม่รู้นี่เอง “ไม่เป็นไรๆ ข้ารู้แล้ว ข้านำเอง!”นางกล่าวทั้งยิ้มแย้มไปจนถึงดวงตาดูสดใสเบิกบานเหมือนเป็นเรื่องกินข้าวหรือเดินเล่นทั้งที่เรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องคนส่วนมากจะสงวนไม่เอ่ยออกมาถ้าไม่ใช่กับคู่ครอง

            ว่าจบนางก็ปรี่เข้ามาใกล้ชิดร่างสูงมือสองข้างจับกระชับเสื้อสีครามตัวนอกแล้วดังให้สองร่างได้ใกล้กันก่อนจะเขย่งเท้าให้ใบหน้าเข้าหาก่อนจะใบหน้าจะแนบชิดไปกว่านี้

            “ท่านขุนพล!!” เสียงเรียกที่นอกเรือนดังลั่นทั้งที่ตัวยังมาไม่ถึงขุนพลเฉินหันไปตามเสียงเรียกแล้วผละตัวออกจัดเสื้อให้เข้าทีเช่นเดิม

            “เรื่องนี้ไว้ก่อน น่าจะมีเหตุด้านนอก” เขาเอ่ยเสียงเข้มแต่ใบหูยังคงแดงจัด

            “ก็ได้” อิงหมิงพยักหน้าอย่างจำยอม วันนี้น่าจะยังไม่ได้กินปราณอีกตามเคยแล้วเมื่อไรจะมีพลังมารสูงๆ เสียที คิดแล้วก็ขัดใจจนแสดงออกมาทางสีหน้า

            ขุนพลเฉินไม่ได้อยู่ต่อหลังเอ่ยประโยคเมื่อครู่จบเสียงเรียกด้านนอกยังดังไม่หยุดน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ เขาเร่งรุดเดินออกไปแล้วทิ้งไว้เพียงสาวงามที่ใบหน้าขมวดเป็นปมอย่างขัดใจ

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเซียนลู่อิงหมิง(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน