“คุณหนูบอกว่าเราจะไม่ตายเพราะฝ่าบาทเป็นสหายของนายท่าน”
หวังร่วนเทายกมือกุมขมับ มองไปยังศิษย์น้องของตนเห็นอีกฝ่ายยิ้มไม่หุบ นั่นคือนิมิตหมายที่ดีแต่สิ่งอื่นใดคือบุตรสาวของตนยังเด็กกว่า? ‘มิใช่เช่นนั้นสิ นางพ้นวัยปักปิ่นแล้ว’ อีกไม่นานย่อมต้องออกเรือน ‘แต่เหตุใดจึงไม่ออกกับผู้อื่นเล่า...มาวนอยู่ทำไมกับแค่บุรุษสกุลมู่!!’ มันน่าโมโหนัก “ข้าจะไม่กล่าวถึงว่าปิงปิงรู้สึกเช่นไร แต่ข้าจะเป็นฝ่ายถามเจ้าบ้างศิษย์น้อง” เหลือบมองอาเปาพร้อมกับโบกมือไล่นางไปให้พ้นๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า “เจ้าล่ะรู้สึกเช่นไร” หวังว่าคำตอบที่ได้คงมิใช่ เพราะความสงสาร ถ้าหากเป็นเช่นนั้นบิดาอย่างเขาย่อมไม่ปล่อยให้มีการสมรสเกิดขึ้นแน่
“เรารู้สึกว่าชีวิตที่เหลือของเราต่อจากนี้จะต้องมีปิงปิงอยู่เคียงข้าง ศิษย์พี่เองก็รู้อยู่แล้วใช่หรือไม่ว่าสตรีทั้งหมดในวังของเรานั้นหาได้อยู่ด้วยกันเพราะความรัก ด้วยภาระหน้าที่จึงทำให้เราต้องเลือกพวกนาง ยามนี้ ในเมื่อสวรรค์ส่งปิงปิงมาเพื่อกุมหัวใจของเราเอาไว้ เหตุใดเราจึงต้องปล่อยมือ เรารักบุตรสาวของศิษย์พี่” มองสหายอายุมากกว่าสี่ปีอย่างนึกขัน “ศิษย์พี่เล่าคิดอย่างไรที่จะต้องมีลูกเขยอายุไล่เลี่ยกัน” ยกชาขึ้นจิบ
ผู้ถูกถามถอนหายใจอย่างโล่งอกกับคำตอบ เขารู้ว่ามู่เจี้ยนเทียนไม่เคยโกหกเขา เพราะทั้งคู่ต่างรักใคร่สนิทสนมราวกับเป็นพี่น้องกันจริงๆ แต่ประเด็นหลักคือเขาไม่เคยคิดเลยว่านับจากนี้ไปเขาจะได้ศิษย์น้องเป็นลูกเขย!! ‘ข้ามิน่าพาปิงปิงเข้าวังเลยตั้งแต่แรก’ “จะคิดอย่างไร เรื่องอายุหาได้สำคัญดังเช่นแคว้นอื่น ฮ่องเต้มีสนมอายุน้อยกว่าตนมากกว่ายี่สิบปีก็มี ว่าแต่ที่ตามมาถึงจวนสกุลหวังเช่นนี้มีจุดประสงค์อื่นอีกใช่หรือไม่” ยังคงทำหน้าเหนื่อยหน่ายเหมือนรู้ชะตา
“ย่อมใช่ รู้ใจตนย่อมมิอาจรั้งรอ เราจะมาสู่ขอหวังปิงปิงไปเป็นกุ้ยเฟยของเรา” (สนมเอก) เห็นศิษย์พี่ยังคงอ้าปากค้างจึงกล่าวต่อไปอีกว่า “อยู่ในตำหนักหลงซิ่วกับเราไม่แยกจาก”
หวังปิงปิงผู้ยกสำรับมากับท่านแม่ได้ยินเข้า กลับเอ่ยค้าน “ไม่นะเจ้าคะ” ทำหน้าเศร้า “ฝ่าบาทก็รู้ว่าในวังนั้นแสนวุ่นวายและมันไม่เหมาะกับปิงปิงเลย ที่จริงแล้วหากฝ่าบาทรักและเอ็นดูกันเหตุใดเราไม่มาอยู่ด้วยกันที่นี่ ยามเช้าฝ่าบาทออกจากจวนสกุลหวังไปทำงานในวัง ยามเย็นก็กลับมา” เม้มปาก “หรือวันใดไม่กลับ” นั่นหมายถึงต้องนอนกับสนมอื่น “แค่ส่งคนมาบอก”
หวังร่วนเทาส่ายหน้า “อย่าพูดเอาแต่ใจเช่นนี้ เจี้ยนเทียนเป็นฮ่องเต้จะให้ออกมาอยู่นอกวังกับเจ้ามันเป็นปะ…”
ฟังคำนางแล้วนึกสนุก “เอาเช่นนั้นก็ได้ เราจะออกจากจวนไปว่าราชการในยามเช้า ตรวจฎีกายามบ่ายแล้วกลับมาหาเจ้าทุกเย็น” ยิ้ม ^^ “ดีหรือไม่” เหมือนคนธรรมดาทั่วไปและมันคือสิ่งที่เขาอยากจะทำมันมาตั้งแต่เกิด ‘ชีวิตที่มิต้องแบกรับภาระอะไรเลย แม้จะเป็นเพียงแค่ยามค่ำคืนก็ยังดี’
“ดีเจ้าค่ะ ปิงปิงอยากให้ฝ่าบาทคิดว่าจวนของเราคือสถานที่ผ่อนคลาย ไม่มียศศักดิ์ ไม่มีเรื่องวุ่นในวัง มีแค่ปิงปิงกับบิดาที่เป็นสหายของฝ่าบาท” ^^ ยิ้มหวานพร้อมกับจับมือแกร่งขึ้นมาแนบแก้ม “ให้ปิงปิงเป็นความสบายใจเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์ ดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ช่างพูดเสียจริง เช่นนี้เราคงปฏิเสธมิได้แล้ว” ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนลูบแก้มสตรีในดวงใจเบาๆ ‘หลงนาง คำนี้คงไม่ผิดนัก’
หวังร่วนเทาได้แต่อ้าปากค้างกับภาพความสนิทสนมนั้นและคำตอบของเจ้าผู้ครองแคว้น ‘เขาผู้เป็นบิดาคงห้ามสิ่งใดมิได้แล้วใช่หรือไม่’ และนั่นแสดงว่าฮ่องเต้จะทรงมาประทับอยู่ในจวนใหญ่หลังนี้ร่วมกัน? “รอก่อนศิษย์น้อง นี่สรุปว่าเจ้าจะขอบุตรสาวข้าไปเป็นกุ้ยเฟยแต่เจ้าจะมาอาศัยอยู่ในจวนหลังนี้ คือข้าตกลงรับเจ้าเป็นบุตรเขยแล้วรึ?”
อันที่จริงสามีย้ายเข้าบ้านภรรยามันดูเหมือนจะไม่ถูกต้องด้วยมิใช่รึ?
ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนพยักหน้า “ย่อมใช่”
“งั้นหรอกรึ” หวังร่วนเทาเอ่ยประชด แต่จะไม่รับอีกฝ่ายก็คงไม่ได้ นั่นมันฮ่องเต้ อยากอยู่ตรงไหนบนแผ่นดิน...ผู้ใดจะกล้าขัด? “เช่นนั้นเรื่องสินสอดให้เจรจากับฮูหยินเถิด” นั่งพิงพนักมองว่าที่ลูกเขยสูงศักดิ์อย่างหมั่นไส้ แม้จะชอบใจที่เจี้ยนเทียนตามใจบุตรสาว แต่มันก็...ฮึ! หันหน้าหนี
ฝ่ายว่าที่ลูกเขยก็ไม่ปฏิเสธ “เช่นนั้นม่อฮูหยินจะเรียกสินสอดเท่าใด” ยิ้ม “เรายกทรัพย์สมบัติของเราให้ทั้งหมดเลยดีหรือไม่” หันมองหวังปิงปิง สตรีที่ได้ใจพระองค์ไปครอง “เจ้ามีที่เก็บของรึยัง” ^^
^^ ‘ใจอยากจะบอกว่า ค่าสินสอดไม่ต้องก็ออกจะเกรงใจท่านพ่อกับท่านแม่ อิอิ’ ดังนั้น “เนื้อที่ด้านหลังของจวนใหญ่ยังว่างอยู่เกือบสามไร่ เช่นนั้นฝ่าบาทสร้างที่เก็บสินสอดเองดีหรือไม่เจ้าคะ อยากให้ปิงปิงเท่าใดก็สร้างใหญ่เท่านั้น” ไม่มากมายและไม่น้อย
“หึ” เห็นบิดามารดาของนางที่ยังคงอ้าปากค้าง (อีกแล้ว) “ฉลาดสมกับเป็นบุตรสาวของพ่อค้าอันดับหนึ่ง” มองไปทางด้านหลังของตนเองที่ไม่มีใครเลย “ซุยเซ่อ”
ฟุ่บ!! องครักษ์เงาขั้นหนึ่งโดดลงมาจากหลังคาบ้านพร้อมกับยืนก้มหน้า “พะยะค่ะ”
“สั่งให้ช่างหลวงเดินทางมายังจวนสกุลหวังในวันพรุ่งนี้ วัดเนื้อที่ที่เหลือด้านหลังทั้งหมด สร้างเรือนหอและห้องเก็บสมบัติให้ปิงปิง”
“พะยะค่ะ” ซุยเซ่อรับคำแล้วพริ้วกายจากไปทันที
ในห้องกว้างยังคงเงียบกริบ เจ้าของบ้านทั้งสามต่างแสดงสีหน้าไม่เหมือนกันโดยมีเจ้าครองแคว้นมู่ยิ้มน้อยๆ และลูบมือบางของสตรีข้างกาย เรื่องสินสอดกับที่อยู่อาศัยจบไปเหลือเพียงฤกษ์งามยามดีที่มู่เจี้ยนเทียนต้องนำปีเกิดของปิงปิงและเขาไปตรวจดูอีกครั้ง
“อันที่จริงในจวนของท่านแม่ทัพม่อมีกุณซือผู้เก่งกาจเรื่องตรวจดวงชะตา ไว้เราจะเข้าไปหาท่านแม่ทัพพร้อมกับจัดการเรื่องฤกษ์ดีหรือไม่” ถามโดยมิได้เจาะจงผู้ตอบเพราะตั้งใจเอาไว้แล้วว่าต้องไปหาญาติผู้ใหญ่ของหวังปิงปิง นางมิเหมือนสนมอื่นที่เหล่าขุนนางเสนอให้และต้องจำใจรับไว้เพราะหน้าที่แต่นางสำคัญเพราะ เขารักนาง