เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 37 ทายาทสืบสกุล

            อวิ๋นอิ่งที่นั่งอยู่ข้างๆมองอย่างมีความสุข นางก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยประคองติงเหว่ยให้นอนลงแม่นางหลี่ว์ซาบซึ้งใจที่อวิ๋นอิ่งคอยดูแลเอาใจใส่และตั้งใจดูแลติงเหว่ยเป็นอย่างดีนางจึงพูดชมเชยว่า “อวิ๋นอิ่งเป็นเด็กดีจริงๆ เหว่ยเอ๋อร์ของครอบครัวเราโชคดีแล้วที่มีเจ้าคอยช่วยดูแลหลังจากนางออกจากอยู่เดือนแล้วเจ้าคงต้องเหนื่อยอีกไม่น้อยเลย!”

            อวิ๋นอิ่งยิ้มบางๆแล้วตอบว่า “ท่านป้าเกรงใจเกินไปแล้ว นี่ล้วนเป็นสิ่งที่บ่าวควรทำก็เท่านั้นเอง”

            ติงเหว่ยจับมือของอวิ๋นอิ่งและพูดอย่างจริงใจว่า “เหตุใดแทนตัวด้วยบ่าวอีกแล้วล่ะถึงแม้ท่านลุงอวิ๋นสั่งให้เจ้ามาดูแลข้า แต่ข้าเองก็เข้ามาทำงานเหมือนกันพวกเราอยู่ในฐานะเดียวกันก็ต้องเรียกกันว่าพี่สาวกับน้องสาวสิ หลังจากนี้อันเกอก็จะเรียกเจ้าว่าท่านป้าอิ่งเช่นกัน”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้อวิ๋นอิ่งก็เงยหน้ามองผิงอันเจ้าเด็กอ้วนกลมที่แสนจะว่านอนสอนง่ายคนนี้ดวงตาของนางก็นุ่มนวลมากขึ้น จากนั้นอวิ๋นอิ่งก็ตอบรับเบาๆ

            ……

            ท่านลุงอวิ๋นพาแม่นางหลิวและแม่นางหวังมาจากด้านนอกจวนพอดีกับที่เขาเห็นป้าหลี่ออกมาจากครัว จึงถามว่า “แม่นางติงกินอะไรไปบ้างเมื่อเช้า?”

            ท่านป้าหลี่จึงรีบตอบด้วยรอยยิ้มว่า“แม่นางติงกินไข่ไปสามฟอง โจ๊กรังนกหนึ่งชาม ตอนนี้บ่าวก็กำลังเคี่ยวน้ำแกงไก่ดำบนเตาอยู่หลังจากที่เคี่ยวเสร็จแล้วจะให้แม่นางติงกินสักชามหนึ่งอันเกอเอ๋อร์กินเก่งมากเกินไป หากว่ามีน้ำนมมากกว่านี้ก็คงจะดีไม่น้อย”

            เมื่อท่านลุงอวิ๋นได้ยินดังนั้นเขาก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข จากนั้นก็พูดกำชับว่า “ถ้าเจ้าขาดอะไรไปก็ให้ผู้ดูแลหลินไปช่วยหาจะปล่อยให้แม่นางติงน้อยใจไม่ได้ล่ะ”

            “รับทราบเจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโส เมื่อวานแม่นางติงยังอ่อนเพลีย เมื่อนางหายดีแล้วยังตั้งใจจะไปคำนับท่านผู้อาวุโสอยู่เลย!”

            ท่านลุงอวิ๋นรีบโบกมือเขาคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่แล้วก็นึกถึงแม่นางหลิวและแม่นางหวังที่อยู่ข้างหลังขึ้นมาได้ดังนั้นจึงรีบแก้ต่างเป็น “ถึงแม้เด็กคนนี้จะไม่ใช่สกุลอวิ๋น แต่นานๆ ทีจวนเราถึงจะมีเรื่องมงคลเช่นนี้จะดูแลมากสักหน่อยก็ถือเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เจ้าบอกแม่นางติงให้ดูแลสุขภาพให้ดีอย่าได้เกรงใจ”

            “รับทราบเจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโส”

            ท่านป้าหลี่รีบตอบรับอย่างรวดเร็วจากนั้นนางก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีไหวพริบเพื่อที่จะทักทายแม่นางหลิวและแม่นางหวัง“พวกท่านทั้งสองคงเป็นพี่สะใภ้ของแม่นางติงใช่หรือไม่”

            แม่นางหลิวและแม่นางหวังตอบกลับอย่างระมัดระวังพวกนางโค้งคำนับให้ท่านลุงอวิ๋น แล้วเดินตามท่านป้าหลี่เข้าไปในห้อง

            ท่านลุงอวิ๋นกำลังเงี่ยหูฟังการเคลื่อนไหวต่างๆในใจของเขารู้สึกคันยุบยิบราวกับโดนแมวข่วนเขากำลังสงสัยว่าผ่านไปครึ่งเดือนแล้วคุณชายน้อยจะเป็นอย่างไรบ้าง ทว่าเขาก็เป็นบุรุษคนเดียวคงไม่ดีหากจะเข้าไปดังนั้นเขาจึงหมุนตัวกลับไปทางเรือนของนายน้อยแทน เพื่อเข้าไปรายงานวันละสามครั้ง

            ……

            กงจื้อหมิงกำลังนั่งอยู่ในลานเพื่อฝึกมีดบินด้วยมือซ้ายทว่ามือซ้ายของเขาที่เพิ่งฟื้นตัวกลับไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึกเหมือนกับมือขวามีดบินที่ปาออกไปไม่เพียงแต่จะไม่โดนเป้าทั้งยังพุ่งไปปักเข้าที่ประตู ทำเอาลุงอวิ๋นที่ขาข้างหนึ่งอยู่ในประตูขาอีกข้างหนึ่งอยู่ด้านนอกถึงกับตกใจจนเหงื่อไหลออกมาเต็มศีรษะสีขาวของเขา

            “นายน้อย ท่านวางแผนจะส่งบ่าวไปรับใช้เหล่าโฮ่วเย่ [1] ล่วงหน้าอย่างนั้นหรือ?”

            ท่านลุงอวิ๋นเช็ดเหงื่อไปพลางและแสร้งทำเป็นร้องไห้ราวกับเขารู้สึกผิดเป็นอย่างมาก“น่าสงสารคนแก่อย่างข้าจริงๆ นายท่านส่งบ่าวเฒ่าคนนี้ให้คอยมารับใช้นายน้อยนึกไม่ถึงเลยว่านายน้อยจะไม่ชอบบ่าวเฒ่าคนนี้แล้วงั้นหรือ?บ่าวเฒ่ารู้สึก…”

            “เอาเถอะ ท่านลุงอวิ๋น”กงจื้อหมิงฟังแล้วรู้สึกขบขันและหมดหนทางจึงรีบพูดเพื่อหยุดเขาไว้ชายชราคนนี้อาจมีความสุขจนเป็นบ้าไปแล้วช่วงไม่กี่วันนี้เขาเป็นเหมือนเด็กที่ซุกซนไม่มีผิด แล้วเขายังมักจะพูดเรื่องตลกๆอยู่บ่อยๆ

            เป็นอย่างที่คาดเอาไว้เมื่อท่านลุงอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นเขาก็ลดแขนเสื้อลงทันทีและแน่นอนว่าไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวทั้งยังหัวเราะคิกคักพร้อมกับยื่นมือออกไปรินชาให้กับกงจื้อหมิงและเขาก็พูดออกมาด้วยท่าทีกระตือรือร้นว่า “นายน้อย ท่านไม่รู้ว่าเมื่อครู่ข้าเพิ่งไปหาแม่นางติงมาข้าได้ยินมาว่าแม่นางติงกินอาหารเช้าได้เยอะมาก เป็นเพราะว่าคุณชาย…เอิ่มอันเกอเอ๋อร์กินเยอะมากกว่าเด็กคนอื่น แล้วก็ตัวอ้วนกว่าอีกด้วยท่านป้าหลี่จึงเกรงว่าแม่นางติงจะมีน้ำนมไม่พอ นางจึงจะทำน้ำแกงไปให้ดื่มเพื่อช่วยกระตุ้นน้ำนม”

            กงจื้อหมิงก้มศีรษะลงและดื่มชาอย่างช้าๆโดยไม่ตอบรับอะไร ทว่าท่านลุงอวิ๋นกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพูดทั้งยังพูดด้วยเสียงเบาๆ ว่า“เดิมทีบ่าวเฒ่ากังวลว่าแม่นางติงจะตั้งชื่อที่ไม่ค่อยดีให้กับคุณชายน้อยเพราะครอบครัวชาวนาล้วนมีความเชื่อที่ว่ายิ่งตั้งชื่อลูกด้วยคำไม่ค่อยดีสักเท่าไรเด็กก็จะว่านอนสอนง่ายมากขึ้นเท่านั้นแต่นายน้อยอยู่ในฐานะอะไร หากในวันหน้าไปทำความรู้จักบรรพบุรุษคงจะไม่เหมาะสมเท่าไรแต่นึกไม่ถึงเลยว่าแม่นางติงจะฉลาดเฉลียวไม่เบา นางตั้งชื่อว่าผิงอันไม่เพียงแต่ความหมายดีทั้งยังเหมาะสมอีกด้วยหากว่าเรียกไปตลอดชีวิตก็จะกลายเป็นพูดว่าปลอดภัยไปตลอดชีวิตอีกด้วยไม่มีชื่อที่จะดีไปกว่านี้อีกแล้ว พอถึงตอนที่ทำแผนผังครอบครัวค่อยตั้งชื่อจริงอีกสักหน่อยก็เยี่ยมไปเลย”

            “ซิน!”

            ท่านลุงอวิ๋นพูดจนน้ำลายกระเด็นเต็มไปหมดเขาตื่นเต้นดีใจจนไม่รู้จะทำมือไม้อย่างไร ทันใดนั้นจู่ๆก็ได้ยินนายน้อยพูดออกมาคำหนึ่ง ตอนแรกเขายังไม่เข้าใจแต่แล้วอวิ๋นอีผู้ที่ยืนประกบอยู่ด้านข้างเพื่อคอยช่วยเก็บมีดบินที่นานๆทีจะมีไหวพริบสักครั้งกลับยิ้มและพูดว่า “ชื่อนี้ก็ไม่เลว กงจื้อซินครอบครัวสกุลกงจื้อซินหั่วเซียงฉวน [2] ไปอีกพันๆปี หมื่นๆ ปี!”

            ท่านลุงอวิ๋นกะพริบตาและรีบตกลงอย่างรวดเร็ว“ตกลง เมื่อคุณชายน้อยโตขึ้น ข้าจะหาปรมาจารย์มาตั้งชื่อดีๆ ให้กับคุณชายน้อย”

            “ข้าได้ยินมาว่ามีนักพรตสามคนอยู่ในภูเขาหนานซาน หลิวชังอันเป็นคนที่มีคุณธรรมสูงส่งที่สุดมิสู้เชิญเขามาสอนหนังสือให้คุณชายน้อยสักหน่อยล่ะ?” ซานอีเองก็อดไม่ได้ที่จะมีความสุขเช่นกันเขาเองก็หวังจะไปหาสิ่งที่ดีที่สุดมาวางตรงหน้าของคุณชายน้อย

            “ไม่ดีๆ ข้าได้ยินมาว่าชายชราผู้นั้นหัวโบราณมากเดี๋ยวเขาจะทำให้นายน้อยสูญเสียจิตวิญญาณของเขาไป” ท่านลุงอวิ๋นคัดค้านจากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วและเริ่มกังวลว่าจะเลือกอาจารย์ท่านไหนดี

            เมื่อกงจื้อหมิงได้ยินทั้งสองคนทะเลาะกันมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย แสงแดดส่องไปที่ใบหน้าของกงจื้อหมิงทำให้เขาดูอ่อนโยนขึ้นมาถึงสามส่วนช่างเป็นภาพที่หาได้ยากจริงๆ

            “ปัง!”เขาหยิบมีดบินเล่มสุดท้ายขึ้นมาแล้วเหวี่ยงมันออกไปอย่างไม่ค่อยตั้งใจแต่คราวนี้มันกลับเข้าตรงกลางเป้าพอดี...

            ……

            ถึงแม้จะห่างกันเพียงครึ่งเดือนแต่ติงเหว่ยก็ยังมีความสุขมากที่ได้พบพี่สะใภ้ทั้งสองคนของนางอีกครั้งหลังจากที่ถูกแม่นางหลี่ว์ถามเรื่องจิปาถะมากมายเสร็จติงเหว่ยก็ลากพี่สาวมาถามถึงหลานชายและหลานสาวของนาง “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง เหตุใดต้าเป่ากับฝูเอ๋อร์ไม่ได้มาด้วยกันล่ะ?มีใครคอยดูแลพวกเขาที่บ้านอย่างนั้นหรือ?”

            แม่นางหลิวยิ้มแล้วพูดว่า“เด็กสองคนนี้ซนเกินไปมาก ข้าจะพาพวกเขามากวนเจ้าได้ยังไง พี่รองของเจ้ายังไม่กลับมาจากในเมืองส่วนพ่อกับพี่ใหญ่ของเจ้าก็ยุ่งกันอยู่ที่ร้านข้าก็เลยเอาพวกเขาไปฝากไว้ที่บ้านสกุลซุนที่อยู่ข้างๆ”

            เมื่อแม่นางหวังได้ฟังก็ขมวดคิ้วแล้วรีบพูดต่ออย่างรวดเร็วว่า“พี่รองของเจ้าบ่นคิดถึงเจ้าตลอดทั้งวันตอนเช้าก็ยังกำชับข้าให้ถามเจ้าว่าขาดเหลือของกินอะไรหรือไม่เดี๋ยวเขาจะได้ซื้อของจากในเมืองและให้คนมาส่งให้ตอนนี้การค้าขายที่ร้านเครื่องใช้ไม้ไปได้ดี ทำให้ครอบครัวเราไม่จำเป็นต้องประหยัดมัธยัสถ์ขนาดนั้นอีกแล้ว”

            “ใช่ๆ” ก่อนที่ติงเหว่ยจะทันพูดอะไร แม่นางหลิวก็แย่งพูดขึ้นมาว่า“พี่สะใภ้รองของเจ้าพูดถูก ร้านอาหารของเราตั้งแต่เปิดร้านมาก็มีรายได้มาตลอดไม่เหมือนกับร้านเครื่องไม้ที่เพิ่งเปิดได้เพียงสองเดือนบ้านเราตอนนี้ก็ไม่ได้ขาดเงินขาดทองหากเจ้าขาดเหลืออะไรอย่าได้เกรงใจกับที่บ้านเลย เจ้าพูดออกมาได้เลย”

            “ขอบคุณพี่สะใภ้ทั้งสองที่เป็นห่วงถึงแม้ตอนนี้ข้าจะคลอดผิงอันแล้วกำลังอยู่เดือนทว่าตั้งแต่แรกที่ลงชื่อในสัญญาการทำงานกับจวนสกุลอวิ๋นก็ได้ตกลงกันไว้แล้วเงินเดือนจะไม่ถูกหักแม้แต่เหวินเดียว ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นร่ำรวยอะไรแต่ก็พอให้เราสองแม่ลูกใช้จ่ายแล้ว หากว่าวันใดข้ามีเงินไม่พอขึ้นมาจริงๆค่อยบอกพวกพี่สะใภ้ก็แล้วกัน”

            ในมือของติงเหว่ยถือชาพุทราน้ำตาลทรายแดงขึ้นมาดื่มบางครั้งก็พูดเสริมไปบ้าง ติงเหว่ยฟังแม่นางหลิวและแม่นางหวังที่กำลังถกเถียงกันส่วนแม่นางหลี่ว์กลับไม่ทันสังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย นางตบก้นผิงอันที่เล่นจนเหนื่อยและหลับไปเบาๆ นางหอมหน้าผากเขาไม่หยุดด้วยความเอ็นดู

            ทว่าอวิ๋นอิ่งที่ยืนอยู่ที่ประตูกลับขมวดคิ้วเล็กน้อยนางกำลังครุ่นคิดเรื่องที่จะบอกเสี่ยวฝูจื่อว่าครั้งต่อไปอย่าให้สะใภ้ทั้งสองของสกุลติงเข้ามาซานอีเองก็บอกไว้ว่าครั้งนี้แม่นางติงได้รับบาดเจ็บที่ร่างกายและอย่าให้นางได้รับบาดเจ็บที่จิตใจจะดีที่สุด

            ติงเหว่ยพูดแทรกพี่สะใภ้ของนางไปสองประโยคอย่างไรก็ไม่ควรปล่อยให้พวกนางทั้งสองคนอับอายไปมากกว่านี้ดังนั้นติงเหว่ยจึงพยายามที่จะเปลี่ยนเรื่องพูดถึงต้าเป่าและฝูเอ๋อร์ที่เริ่มจะอ่านออกเขียนได้แล้วยังมีร้านอีกสองร้านที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เช่นเครื่องใช้ไม้ต้องทำอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ชนชั้นสูงเห็นแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะซื้อในราคาสูงส่วนร้านอาหารก็ต้องระวังเรื่องความสะอาด แม้แต่ผ้ารองที่ใช้ในเข่งซาลาเปาก็ต้องพยายามใช้ผ้าที่เป็นสีขาวเอาไว้

            แม่นางหลิวและแม่นางหวังต่างก็เชื่อมั่นในความฉลาดเฉลียวของติงเหว่ยเสมอพวกนางตั้งใจฟังและถามคำถามสองสามข้อเป็นครั้งคราวผ่านไปไม่ทันไรก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

            ติงเหว่ยหมดเรี่ยวแรงไปแล้วจริงๆนางให้นมลูกสองสามครั้งเมื่อคืนนี้ และหลังจากพูดคุยกันเป็นเวลานานก็รู้สึกง่วงจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น แม่นางหลี่ว์รู้สึกสงสารลูกสาวของนางเมื่อเห็นเช่นนี้นางก็รีบไล่ให้ลูกสะใภ้ทั้งสองคนกลับบ้านไป “เด็กๆยังอยู่ที่บ้านสกุลซุนอยู่เลย พวกเจ้ารีบกลับไปก่อนเถอะหากว่าที่บ้านมีเรื่องอะไรก็ให้คนส่งข่าวมา อีกประมาณครึ่งเดือนข้าก็จะกลับบ้านแล้วอย่าทำให้คนอื่นคิดว่าครอบครัวของพวกเราไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาได้”

            แม่นางหลิวและแม่นางหวังสบตากันพวกนางทั้งคู่ต่างก็ยังไม่อยากไปแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้ตรงๆจึงทำได้เพียงต่างคนต่างหยิบเสื้อผ้าและผ้านวมผืนเล็กๆ ที่เย็บไว้ออกมาเท่านั้น

            แม่นางหลี่ว์ดีใจที่ลูกสะใภ้ปฏิบัติต่อลูกสาวของนางเป็นอย่างดีจึงเอ่ยปากชมออกไปซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งแม่นางหลิวและแม่นางหวังที่ได้ฟังไม่รู้ว่าจะมีความสุขหรือหดหู่กันแน่

            ……

            หลังจากที่รอให้อวิ๋นอิ่งพาแม่นางหลิวและแม่นางหวังออกไปแม่นางหลี่ว์ก็วางหลานชายลงบนผ้าฝ้ายหนาๆ จากนั้นก็เดินไปห่มผ้าให้ลูกสาวของนางพลางบ่นว่า “เจ้าจะยื่นมือยื่นเท้าออกมาเพราะร้อนไม่ได้นะตอนนั้นที่แม่คลอดพี่ชายเจ้าแล้วไม่เชื่อฟังคำพูดของท่านยาย ทำให้หลายปีที่ผ่านมานี้เวลาที่ฟ้ามืดฝนตกก็ทำให้คอของแม่หนาวสะท้านไปหมด”

            ติงเหว่ยยิ้มจนตาหยีเมื่อนางนึกถึงครั้งก่อนที่แม่ถูกพวกป้าสะใภ้หาเรื่องก็อดพูดไม่ได้ว่า “ท่านแม่หากว่าท่านกังวลเกี่ยวกับท่านยายก็ส่งของกินของใช้ไปให้สักหน่อยแต่ไม่ต้องไปหาบ่อยๆ เหมือนแต่ก่อนหรอก”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้สีหน้าของแม่นางหลี่ว์ก็อึมครึมขึ้นมาทันที“ป้าสะใภ้ของเจ้าช่างใจร้ายเสียจริง ข้าเองก็ไม่ชอบนาง แต่ก็ช่างเถอะต่อไปก็กตัญญูต่อท่านยายของเจ้าก็พอแล้ว”

            “ท่านแม่ควรจะทำเช่นนั้นแหละ”ติงเหว่ยยื่นมือออกเพื่อยื่นผ้าเช็ดหน้าที่ทำจากผ้าฝ้ายพันรอบศีรษะของนางแล้วพูดว่า“ไม่ใช่แค่ที่บ้านท่านยายเท่านั้น แต่ที่บ้านของเราก็ด้วยพี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองทั้งคู่ต่างก็แต่งงานและมีลูกแล้วตอนนี้แต่ละคนมีหน้าที่ดูแลเรื่องร้านของตนเอง ต่างก็ต้องรับภาระไปคนละอย่างท่านแม่กับท่านพ่อก็วางใจเถอะ รักษาสุขภาพให้ดีถึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในวันหน้าผิงอันของข้าแต่งงานมีลูก ยังต้องให้ท่านช่วยดูแลอีกนะ”

            แม่นางหลี่ว์ไม่เข้าใจความหมายที่ติงเหว่ยจะสื่อออกมานางกลับหัวเราะและดุติงเหว่ยว่า “เจ้าเด็กคนนี้ยังเอาแต่พึ่งพาแม่ไม่ยอมปล่อยมือสักทีหากเป็นอย่างที่เจ้าว่าข้าจะต้องดูแลหลานสะใภ้อีกน่ะสิ ช่างใจร้ายจริงๆ”

            ติงเหว่ยแอบถอนหายใจในใจแต่นางก็ไม่สามารถจะอธิบายอะไรได้มากกว่านี้ และนางก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว…

            วันเวลาเปรียบเสมือนสายน้ำเล็กๆที่อยู่ด้านนอกของหมู่บ้าน ทั้งเงียบสงบและเชื่องช้าทว่ากลับไหลผ่านไปโดยไม่รู้ตัวราวกับว่าเพียงชั่วข้ามคืนจั๊กจั่นที่ส่งเสียงร้องอยู่ตามต้นไม้ก็หายไปลมที่พัดผ่านสนามหญ้าก็ให้ความรู้สึกเย็นสบาย และข้าวโพดในทุ่งก็ถูกปกคลุมไปด้วยสีทองอร่าม

            เหล่าชาวนาทั้งหลายต่างมีรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้าพวกเขาตื่นแต่เช้าตรู่และกลับบ้านดึกดื่นเนื่องจากเอาแต่ยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวผลผลิตประจำปีกลับบ้านหากเป็นเวลาครึ่งวันในตอนกลางคืน พวกเขาอาจถูกนก หนูหรือแม้กระทั่งหมีดำฉกฉวยผลผลิตเหล่านี้ไปบนภูเขา ส่วนเหล่าเด็กๆ จอมซนก็พากันสวมหมวกไม้ไผ่โบกมือใช้ “อาวุธ” ที่ทำจากวัชพืชและพุ่มไม้ เดินไปรอบๆ ทุ่งนาไล่ตามนกและหนูในบางครั้งพวกเขาก็ยุ่งมากจนนึกถึง “ค่าจ้าง” มากมายที่สัญญาไว้ พ่อแม่ของพวกเขาต่างก็อดไม่ได้ที่จะพากันหัวเราะคิกคัก

            -----------------------------------------

            [1] เหล่าโฮ่วเย่ 老侯爷หมายถึงตำแหน่งขุนนางในสังคมศักดินาของจีนโบราณฮ่องเต้จะมอบให้แก่ญาติผู้สูงศักดิ์และขุนนางผู้มีเกียรติ

            [2]ซินหั่วเซียงฉวน 薪火相传หมายถึงถึงแม้ฟืนจะถูกเผาไปจนหมดแล้ว แต่เปลวไฟก็ยังคงส่งต่อๆ กันไป เป็นคำอุปมาของการถ่ายทอดความรู้และทักษะจากรุ่นสู่รุ่นและยังหมายถึงการสืบสกุลต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808