ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน

    ภายในห้องทำงานของเฟยลั่วชิง

    หนานหมิงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของเฟยลั่วชิงด้วยท่าทีสบายๆ 

    ด้านหลังของหนานหมิงมีโหรวอวี้ยืนอยู่ 

    “ นายท่านนี้คือข้อมูลของกองกำลังทั้งหมดที่เข้าร่วมการแข่งขันร้อยสถาบันรวมไปถึงกองกำลังทั้งหมดที่อยู่ภายในเมืองหลวงต้าเหยียนแห่งนี้ขอรับ ” เฟยลั่วชิงกล่าวพร้อมกับวางเอกสารให้กับหนานหมิงอ่าน

    สำหรับการแข่งขันร้อยสถาบัน ศาลาชุนหมิงได้รวบรวมคนที่คิดว่าจะเป็นคนที่ติดสิบอันดับแรกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    แน่นอนว่าที่ศาลาชุนหมิงคาดการณ์เอาไว้ก็คืออันดับหนึ่งคือหนานหมิง ส่วนอันดับสองคือโอวหยางจิงหานแห่งสถาบันต้าเหยียน อันดับสามคือเสินเถียนแห่งสถาบันหยูจิง อันดับสี่คือลู่จือชิงแห่งสถาบันหยางเว่ย อันดับห้าคือจีชิงแห่งสถาบันมู่เทียน ส่วนอันดับหกก็คือน่าหลันหวงเมิ่งแห่งสถาบันฉินเยี่ย

    หนานหมิงหรี่ตาลงเล็กน้อยและถามขึ้นว่า “ เสินเถียนนี้คือใคร? ” 

    “ เสินเถียนคืออัจฉริยะที่สถาบันหยูจิงปกปิดเอาไว้ขอรับ ปัจจุบันเสินเถียนอายุยี่สิบปี เขามีความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลาง เขาใช้วิชาทวนเป็นหลัก อีกทั้งยังมีทักษะร่างกายที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าสถาบันหยูจิงจะปกปิดเอาไว้อย่างไรก็ไม่พ้นสายตาของพวกเราศาลาชุนหมิงหรอกขอรับนายท่าน ” เฟยลั่วชิงกล่าวอย่างมั่นใจ

    “ ดูเหมือนว่าเจ้านี้จะเป็นม้ามืดของรายการสินะ ” หนานหมิงกล่าวอย่างสนใจ จากนั้นเขาก็มาอ่านรายการของกองกำลังต่างๆที่อยู่ในเมืองหลวงต้าเหยียน

    เมืองหลวงต้าเหยียนถือว่าเป็นเมืองที่มียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่เป็นจำนวนมาก จากที่ศาลาชุนหมิงตรวจสอบมา ภายในเมืองหลวงแห่งนี้มีจักรพรรดิยุทธ์ซ่อนตัวอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบคน 

    มากกว่าครึ่งหนึ่งของจักรพรรดิยุทธ์ทั้งหมดซ่อนตัวอยู่ที่พระราชวังซึ่งเป็นที่ประทับของจักรพรรดิเหยียนซีเหอ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในห้าตระกูลใหญ่

    ตระกูลใหญ่ทั้งห้าได้แก่ตระกูลเสวียน ตระกูลโอวหยาง ตระกูลเฟย ตระกูลตงฟาง ตระกูลเฟย

    ตระกูลโอวหยางถือว่าเป็นผู้นำของตระกูลใหญ่ทั้งห้า เพราะพวกเขามีจักรพรรดิยุทธ์อยู่ถึงสองคน ส่วนอีกสี่ตระกูลมีจักรพรรดิยุทธ์เพียงแค่ตระกูลละหนึ่งคนเท่านั้น

    เห็นได้ชัดว่าตระกูลใหญ่เองก็มียอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์เป็นเสาหลักคอยคุ้มกันอยู่ แม้ว่าจักรพรรดิยุทธ์เหล่านี้จะเป็นเพียงแค่จักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้นก็ตาม แต่เท่านี้ก็ทำให้ห้าตระกูลใหญ่ยังคงเป็นตระกูลใหญ่อยู่จนถึงทุกวันนี้

    สำหรับกองกำลังอื่นนอกจากราชวงศ์และห้าตระกูลใหญ่ที่มีจักรพรรดิยุทธ์คอยปกครองอยู่ ก็มีเพียงผู้อำนวยการสถาบันใหญ่ทั้งห้าที่มีความแข็งแกร่งระดับจักรพรรดิยุทธ์ กองกำลังอื่นๆก็มีเพียงแค่ราชันยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เท่านั้นที่เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด 

    หนานหมิงอ่านข้อมูลต่างๆที่ศาลาชุนหมิงรวบรวมมาให้ก่อนที่จะทำความเข้าใจทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

    ถึงแม้ว่ากองกำลังเหล่านั้นจะแข็งแกร่งแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าศาลาชุนหมิงก็เป็นเพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วหนานหมิงจึงไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกองกำลังภายในอาณาจักรมากนัก เป้าหมายของเขาคือกองกำลังที่อยู่นอกอาณาจักรต้าเหยียน 

    ทวีปฮุยต้วนมีอาณาจักรทั้งหมดห้าอาณาจักรด้วยกัน ได้แก่อาณาจักรต้าเหยียน อาณาจักรต้าเฉียน อาณาจักรต้าโจว อาณาจักรต้าซ่ง อาณาจักรต้าชิง

    ซึ่งอาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดคืออาณาจักรต้าโจว รองลงมาก็คืออาณาจักรต้าซ่ง อาณาจักรต้าชิง อาณาจักรต้าเหยียน อาณาจักรต้าเฉียน

    จากที่ศาลาชุนหมิงสืบมา ที่อาณาจักรต้าโจวมียอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์ประจำการอยู่และม่ีอยู่มากที่สุด ทำให้พวกเขาถือว่าเป็นผู้ปกครองทวีปฮุยต้วน 

    ส่วนกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรต้าโจวไม่ใช่ราชวงศ์โจวแต่เป็นนิกายเทียนซู

    เพราะแบบนี้ศาลาชุนหมิงที่ไปแทรกซึมอยู่ที่อาณาจักรต้าโจวจะต้องเป็นยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์หรือไม่ก็ระดับเซียนยุทธ์ ส่วนอาณาจักรอื่นๆก็ส่งไปเพียงแค่ระดับเหนือยุทธ์หรือจักรพรรดิยุทธ์ก็เพียงพอแล้ว

    หลังจากที่อ่านเอกสารจบแล้วหนานหมิงก็นั่งเล่นอยู่ที่หอการค้าหมื่นสมุทรอยู่ครู่หนึ่ง โดยที่ไม่รู้ว่าการที่เฟยลั่วชิงออกมาพบกับหนานหมิงทำให้กองกำลังทั้งหมดในเมืองหลวงต้าเหยียนส่งคนมาตรวจสอบทันที ว่าชายหนุ่มที่ทำให้เฟยลั่วชิงซึ่งเป็นถึงจักรพรรดิยุทธ์ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง

    ไม่นานนักพวกเขาก็รู้ว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ย และไม่นานกองกำลังทั้งหมดจึงรู้ว่าชายหนุ่มผู้นั้นมีชื่อว่าหนานหมิง เขาเป็นบุตรชายบุญธรรมของผู้ดูแลหอการค้าเมืองต้าฉิน

    หยางผิงคือยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ของหอการค้าหมื่นสมุทร ว่ากันว่าแม้แต่ผู้ช่วยของเขาก็ยังเป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์เช่นกัน เห็นได้ชัดว่าหยางผิงคือบุคคลระดับสูงของหอการค้าหมื่นสมุทร ไม่อย่างนั้นเฟยลั่วชิงที่เป็นผู้ดูแลหอการค้าหมื่นสมุทรแห่งเมืองหลวงต้าเหยียนต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง

    เพราะเหตุนี้ทำให้กองกำลังทั้งหมดภายในเมืองหลวงต้าเหยียนเริ่มคิดที่จะตีสนิทกับหนานหมิง เพราะอย่างน้อยๆการเป็นสหายของหนานหมิงเท่ากับมียอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์หนุนหลังอยู่

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามเศษ หนานหมิงก็ไปยังหอหมื่นสมุทรเพื่อกินอาหารเที่ยงและนั่งเล่นอยู่ที่นั้นเพื่อชมวิวของเมืองหลวงต้าเหยียน

    ตอนนี้โหรวอวี้ได้กลับไปยังที่พักแล้วเพราะนางต้องทำหน้าที่ของอาจารย์สถาบันฉินเยี่ย ทำให้ผู้คุ้มกันของหนานหมิงในตอนนี้ก็คือปิงเล่ยหวงซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับมหาเทพยุทธ์

    เนื่องจากหอหมื่นสมุทรอยู่ติดกับหอการค้าหมื่นสมุทร ทำให้หนานหมิงใช้เวลาไม่นานก็มาถึงหอหมื่นสมุทร

    หอหมื่นสมุทรเป็นอาคารสูงกว่าเจ็ดชั้น มีลักษณ์เป็นทรงกลมและถูกสร้างขึ้นมาอย่างปราณีตและงดงาม ซึ่งภายในหอหมื่นสมุทรมีแต่บุคคลที่ไม่ธรรมดามาใช้บริการเป็นประจำ

    แน่นอนว่าที่ชั้นหนึ่งหรือสองของหอหมื่นสมุทรก็เปิดให้คนธรรมดาเข้ามาด้วยเหมือนกัน เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็นับว่าเป็นลูกค้าเหมือนกัน

    ภายในห้องส่วนตัวที่หรูหราที่สุดของชั้นเจ็ด

    หนานหมิงกำลังนั่งดื่มชาอยู่ข้างหน้าต่างพร้อมกับมองดูวิวของเมืองหลวงต้าเหยียนไปด้วย โดยมีปิงเล่ยหวงกำลังนั่งเล่นกู่เจิ้งไปด้วย 

    “ ช่างเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขจริงๆ ” หนานหมิงพึมพำพร้อมกับหยิบเอาถ้วยชาขึ้นมาดื่ม

    ในขณะที่หนานหมิงกำลังนั่งเพลินๆ อวี้เซียงก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับคุกเข่าอยู่ด้านหลังของหนานหมิง

    “ นายท่านตอนนี้พวกเราเก็บกวาดองค์กรกลืนวิญญาณเรียบร้อยแล้วขอรับ เท่ากับว่าตอนนี้พวกเราทำลายองค์กรมืดไปแล้วสี่องค์กรแล้วขอรับ ทำให้ตอนนี้พวกองค์กรมืดไม่กล้าที่จะปรากฏตัวขึ้นมาแม้แต่น้อย ” อวี้เซียงกล่าวขึ้น

    หนานหมิงใช้นิ้วเคาะโต๊ะพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ จับตาดูต่อไปถ้าหากพวกมันกล้าโผล่ออกมาก็สังหารพวกมันซะ ” 

    “ ขอรับนายท่าน…แล้วก็ตอนนี้ศาลาชุนหมิงได้แทรกซึมอาณาจักรทั้งหมดในทวีปฮุยต้วนแล้วขอรับ ตอนนี้พวกเขากำลังเก็บข้อมูลสำคัญต่างๆและจะนำกลับมาให้กับนายท่าน คาดว่าน่าจะใช้เวลาสักสองถึงสามเดือนขอรับ แล้วก้นี้เป็นข้อมูลที่ทางเรารับรู้มาคาดว่าน่าจะมีประโยชน์กับนายท่านอยู่บ้าง ” อวี้เซียงกล่าวจบเขาก็หยิบเอกสารมอบให้กับหนานหมิง

    “ สองสามเดือนงั้นหรือ…ก็ไม่นานเท่าไหร่ เอาเป็นว่าบอกคนของเราให้ระมัดระวังตัวอย่างดี ถ้าหากมีอะไรก็ส่งคำขอมาได้ตลอดเวลา ” หนานหมิงกล่าวพร้อมกับรับเอกสารมาและนั่งอ่านทันที

    “ ขอรับนายท่าน ” อวี้เซียงตอบรับและหายตัวไปอย่างรวดเร็ว

    หนานหมิงอ่านเอกสารก่อนที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย

    “ ดูเหมือนว่าทวีปฮุยต้วนเป็นเพียงแค่หนึ่งในเจ็ดทวีปของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน โดยทวีปทั้งเจ็ดนี้ทวีปฮุยต้วนเป็นทวีปที่อ่อนแอที่สุด ” หนานหมิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เขานึกไม่ถึงเลยว่าทวีปฮุยต้วนที่พวกเขาอยู่จะเป็นเพียงแค่ทวีปที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาเจ็ดทวีปของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน

    ทวีปทั้งเจ็ดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนได้แก่ ทวีปหลัวเทียน ทวีปหยุนเทียน ทวีปเป่ยหลวน ทวีปหนานหยาง ทวีปเฮ่อหลุน ทวีปเหล่ยฮู่ ทวีปฮุยต้วน

    ทวีปที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือทวีปหลัวเทียนซึ่งเป็นสถานที่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนปกครอง 

    สำหรับความแข็งแกร่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั่นเรียกได้ว่าคือกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์ ซึ่งเผ่ามนุษย์มีสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน 

    ว่ากันว่าผู้ปกครองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์คือมหาเทพยุทธ์ ซึ่งก็คือเทพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ แม้ว่าจะไม่รู้ว่ามีกี่คนแต่นั่นก็คือระดับสูงสุดของโลกใบนี้แล้ว 

    เพราะแบบนี้เผ่ามนุษย์ถึงสามารถต้านทานเผ่าปีศาจและเผ่าอสูรได้ ทั้งๆที่พวกมันก็มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าเมื่อเทียบกับเผ่ามนุษย์

    “ ดูเหมือนว่าแผนการณ์ใหญ่ในอนาคตคงต้องกระจายคนของศาลาชุนหมิงไปทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน ไม่รู้ว่าจะต้องใช้กำลังคนมากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าจะต้องบอกให้พวกหนิงขวงฝึกฝนคนให้มากกว่านี้ อย่างน้อยๆก็ต้องมีหลักหมื่นคนเป็นอย่างต่ำ ” หนานหมิงครุ่นคิด 

    สิ่งที่เขาขาดที่สุดในตอนนี้ก็คือเวลา ขอเพียงให้เวลากับเขา เขาก็จะมีทั้งกำลังคนและยอดฝีมือจำนวนมาก

    “ ดูเหมือนว่ากว่าจะให้ศาลาชุนหมิงครอบคลุมทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนก็น่าจะใช้เวลาอย่างน้อยอีกสักสิบถึงยี่สิบปี ” หนานหมิงคาดเดา เพราะเขาต้องใช้เวลาฝึกฝนคนของเขาให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างน้อยๆก็ต้อใช้เวลาห้าปีกว่าพวกเขาจะไปถึงระดับเซียนยุทธ์หรือจ้าวยุทธ์ได้ 

    อีกทั้งในช่วงเวลาสิบถึงสิบห้าปี เขาก็อาจจะอัญเชิญตัวละครระดับสูงมาอีกหลายร้อยคน ซึ่งนั้นก็อาจจะช่วยให้เขาลดระยะเวลาในฝึกฝนยอดฝีมือของตัวเอง

    สำหรับหนานหมิงแล้ว อายุแค่สามสิบหรือสี่สิบปีถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ เนื่องจากอายุขัยของผู้ฝึกยุทธ์ระดับนักยุทธ์อย่างน้อยๆก็มากกว่าสองร้อยปีแล้ว

    ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับจักรพรรดิยุทธ์ที่มีอายุขัยหนึ่งพันปีแล้ว และยิ่งระดับเหนือยุทธ์หรือเซียนยุทธ์ที่มีอายุขัยมากกว่าสองพันปีและถ้าหากไปถึงจ้าวยุทธ์ก็จะมีอายุขัยมากถึงห้าพันปี เทพยุทธ์อายุขัยแปดพันปีเป็นอย่างต่ำ

    เพราะฉะนั้นแล้วผู้ฝึกตนที่อายุหนึ่งร้อยปีก็ยังคงเป็นเหมือนกับรุ่นเยาว์เมื่อเทียบกับยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์หรือจักรพรรดิยุทธ์

    ยามค่ำคืน

    ทั่วทั้งเมืองต้าเหยียนเต็มไปด้วยแสงไฟจากโคมไฟนับไม่ถ้วน ทำให้ดูงดงามเป็นอย่างมาก

    หนานหมิงมองเห็นแสงไฟทั่วทั้งเมืองหลวงต้าเหยียน ทำให้เขารู้สึกหลงใหลในชั่วขณะ เพราะมันทั้งดูงดงามและเต็มไปด้วยบรรยากาศที่คึกคัก ไม่เหมือนกับโลกใบเก่าของเขาที่แม้ว่าจะมีแสง สี เสียงเหมือนกัน แต่ทว่าบรรยากาศนั่นแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

    สำหรับหนานหมิงแล้วเขาชอบบรรยากาศแบบเมืองหลวงต้าเหยียนมากกว่า นอกจากนี้เป็นช่วงท้ายปีทำให้อากาศของเมืองหลวงเย็นกว่าทุกๆเดือน ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากออกมาเดินเล่นเป็นจำนวนมาก

    แม้ว่าที่เมืองต้าฉินจะมีขนาดใหญ่และยามค่ำคืนก็ยังมีแสงไฟประดับงดงาม แต่เมื่อเทียบกับเมืองหลวงแห่งนี้แล้วระดับมันต่างกันเลย

    “ ยามค่ำคืนของเมืองหลวงนี้มันแตกต่างกับเมืองต้าฉินจริงๆ อยากจะให้ท่านพ่อท่านแม่มาชมด้วยกันเลยแหะ ” หนานหมิงพึมพำ พร้อมกับคิดที่จะซื้อบ้านเอาไว้ที่เมืองหลวงแห่งนี้สักหลัง เผื่อไว้วันหนึ่งจะให้ครอบครัวของเขามาที่นี้เพื่อพักผ่อนและเที่ยวเล่น

    ไม่สิในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ซื้อจวนสักหลังเก็บไว้ให้กับครอบครัวดีกว่า อีกอย่างพี่สาวก็ต้องมาที่เมืองหลวงบ่อยๆ เช่นนั้นก็ซื้อเอาไว้ให้และคนของศาลาชุนหมิงดูแลแล้วกัน

    “ ลั่วชิง ” หนานหมิงเรียกเบาๆ

    ไม่นานนักเฟยลั่วชิงก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของหนานหมิงพร้อมกับคุกเข่าลงไปข้างเดียว

    “ นายท่านมีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือขอรับ? ” เฟยลั่วชิงถามด้วยความเคารพ

    “ ข้าต้องการซื้อจวนเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตหรอก ขอแค่อยู่ในสถานที่เงียบๆและไม่ค่อยมีผู้คนพลุพล่าน จะให้ดีก็ขอทำเลดีๆมีวิวสวยๆ ” หนานหมิงกล่าวขึ้น

    เฟยลั่วชิงอยู่ในเมืองหลวงต้าเหยียนมานานหลายปี ทำให้เขารู้จักสถานที่ต่างๆในเมืองหลวงอย่างละเอียด

    ไม่นานเฟยลั่วชิงก็กล่าวขึ้นว่า “ มีอยู่สามแห่งขอรับ เนื่องจากตอนนี้ดึกแล้วเป็นพรุ่งนี้เช้าข้าน้อยจะพานายท่านไปรับชมทั้งสามแห่งขอรับ ” 

    หนานหมิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ เช่นนั้นก็ต้องรบกวนเจ้าแล้ว ” 

    “ เรื่องเล็กน้อยขอรับนายท่าน ” เฟยลั่วชิงกล่าวอย่างจริงจัง

    หลังจากพูดคุยกับเฟยลั่วชิงสักพัก เฟยลั่วชิงก็ขอตัวกลับไปทำหน้าที่ขอตัวเอง

    หนานหมิงมองดูวิวของเมืองหลวงต้าเหยียนครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะออกไปเดินเล่นรอบๆเมืองหลวงต้าเหยียน

    เพราะนี้เป็นวันแรกที่หนานหมิงมาถึงเขาจึงอยากที่จะสัมผัสบรรยากาศของเมืองหลวงสักหน่อย 

    หลังจากที่หนานหมิงเดินเล่นอยู่รอบๆ ปิงเล่ยหวงที่ติดตามมาด้วยก็กล่าวขึ้นว่า “ นายท่านดูเหมือนว่าจะมีคนติดตามพวกเรามาเยอะพอสมควร คาดว่าพวกมันต้องสืบเรื่องของนายท่านแล้วเจ้าคะ ”

    หนานหมิงยิ้มและกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ ไม่เป็นไรหรอก ปล่อยให้พวกเขาตามมาก็ได้ถึงอย่างไรพวกมันก็ไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาหรอก นอกจากนี้พวกมันน่าจะเป็นคนของราชวงศ์เหยียน ตระกูลใหญ่ทั้งห้าและกองกำลังที่อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ พวกมันต้องการสืบข้อมูลของข้าก็เท่านั้น ” 

    หนานหมิงคิดอยู่แล้วว่าการที่เฟยลั่วชิงปรากฏตัวขึ้นจะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ แต่สำหรับเขาแล้วเรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้สำคัญมากนัก

    “ เราไปเดินเล่นกันดีกว่า อย่าไปสนใจเจ้าพวกตัวตุ่นเลย ” หนานหมิงกล่าวจบเขาก็เดินเที่ยวเล่นเมืองหลวงอย่างสบายใจ

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน