“ข้าปวดไปทั้งตัวแล้ว” ออดอ้อน
“หากฮูหยินรักมิร้องขอ สามีรึจะกล้าจนถึงเช้า” ตักของบำรุงให้นางจนชามพูน ตามด้วยชาหอมกรุ่น
“ข้ามิได้ร้องขอเสียหน่อยเจ้าค่ะ” หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก
“แล้วที่บอกข้าว่าอีกครั้งนั่นเล่า” ยื่นหน้าไปถามสตรีงดงามฝั่งตรงข้าม “ขอสิ่งใด?” ยิ้มหวาน
“หอม” แกล้งคีบเห็ดใส่ปากเฉไฉทั้งที่หน้าแดงไปหมด ยามอยู่ในห้วงอารมณ์นั้นนางเองก็จำได้ว่าขออีกครั้งจริงๆ ไม่รู้ทำไมการร่วมรักของฟานอวี้ถงกับนางถึงยากที่จะปฏิเสธ มันสุขจนล้นจะกี่ครั้งหรือทั้งคืน หากเริ่มแล้วกลับเป็นนางเองที่รั้งอีกฝ่ายไว้ ‘ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้ก็ไม่รู้’ ซ้ำสามีนางเองก็ไม่เคยถอยเสียด้วยเห็นทีเรื่องเช่นนี้ควรจะเว้นหลายๆ วันบ้างเสียแล้ว
“หึ” ส่ายหน้าไปมา “คืนนี้ข้าจะรอดู”
“ไม่ต้องรอเจ้าค่ะ คืนนี้งด” นอนร่วมเตียงกันแต่งดร่วมรัก ‘ง่ายๆ’
“_” ฟานอวี้ถงมิได้กล่าวขัดนาง ที่เขาทำเพียงแค่ฟังและมองดูผู้ติดตามอีกห้าคนก่อสร้างห้องพักของตนด้านหลัง ส่วนอีกหนึ่งคนก็คือซื่อถงให้ไปยืนต้อนรับลูกค้าที่มาตรวจดวงชะตาในช่วงบ่าย ชีวิตธรรมดาตรงนี้ถือว่าดี มีฮูหยินที่รัก มีบ่าว มีบ้าน มีเบี้ย ที่ขาดไปคือ บุตร และเขารู้ว่าชิงเซียนจะยังไม่ตั้งครรภ์แน่นอนนอกเสียจากว่าเขาจะทำรักกับนางในดินแดนมารเท่านั้น ตาคมมองไปยังฟากฟ้าแสนไกล ภูเขาสูงรำไรแม้อยู่ต่างแคว้นก็ยังมองเห็น เมฆหมอกยังคงปกคลุมลงมาจนถึงครึ่งนั่นแสดงว่าเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว...เวลาที่ทุกคนจะต้องขึ้นเขา “อีถง”
เจ้าของนามมองนายท่านของตัวเอง “ขอรับ”
“อีกสิบวันข้าจะเดินทางกลับแคว้นหวง พวกเจ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพราะข้าจะขึ้นเขาเหลียงซานในอีกสองเดือนข้างหน้า"
ทั้งห้าบุรุษรูปร่างสูงใหญ่เงียบไปราวกับมิหายใจ ความตื่นเต้นฉายชัดให้เห็น นายท่านกล่าวเช่นนี้นั่นหมายความงานหนักจริงๆ ที่พวกเขาตัดสินใจกำลังจะมาถึง
“ท่านจะไม่บอกหรือเจ้าคะว่าพวกเขาต้องเตรียมตัวอย่างไร ระวังสิ่งใดหรือไปแล้วจะเจอใคร” ชิงเซียนนั่งทานขนมและถามสามีแทนกลุ่มที่เป็นองครักษ์เก่า
“สิ่งที่ต้องเจออันดับแรกคือ ต้นไม้ทุกต้นมีชีวิต” ในดินแดนมาร ทุกสิ่งล้วนมีชีวิตเป็นของตนเองยกเว้นพื้นดินที่เหยียบย่างเท่านั้น
“สามีรักกล่าวให้ขันเสียแล้ว ต้นไม้ย่อมมีชีวิตสิเจ้าคะ จะผิดที่มันเดินไม่ได้ก็เท่านั้นอะ...ง” ขวับ!! มองสามีแล้วทำตาโต “เดิน รึเจ้าคะ”
ฟานอวี้ถงพยักหน้า “อืม”
“ฮ๊า!!!” ชิงเซียนอ้าปากค้างทั้งๆ ที่ในปากนางเต็มไปด้วยขนม ในความหมายของสามีคือพวกมันเดินกันยั้วเยี้ยใช่หรือไม่? ตายแล้วว
“!!!” ทั้งห้าคนมีสีหน้าตกใจ
ฟานอวี้ถงตักน้ำแกงป้อนฮูหยินตนเองเพราะกลัวแมลงบินเข้าปากก่อนจะกล่าวต่อว่า “แค่ติดตามข้าและมีชีวิตให้รอดเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่ร่วมกันกับพวกข้าได้ เข้าใจใช่หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงมิอาจช่วยเหลือพวกเจ้า” เพราะพวกเขามิใช่มาร จึงต้องช่วยเหลือตนเองเรื่องนี้มีเพียงปรมาจารย์เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ ผู้ที่สามารถขึ้นไปบนเขานั้นได้หากจะกล่าวให้ถูกก็คือท่านอาจารย์สุ่ยเปียน อาจารย์ผู้สอนการตรวจดวงชะตาให้เขาเป็นคนแรก
“ข้าว่าจะถามหลายครั้งแล้วนะเจ้าคะ” เคี้ยวขนมไป “เหตุใดเราจึงต้องรอเวลาให้ท่านพ่อออกมาจากการบำเพ็ญตน เราขึ้นเขาตอนนี้เลยมิได้รึ” นางอยากจะเจอหน้าผู้ให้กำเนิดในภพนี้เสียที
“หากเป็นเพียงข้ากับเจ้า จะกลับยามใดก็ย่อมได้ แต่สำหรับพวกของอีถง...ต้องรอบิดาเจ้าเท่านั้น” และที่ยังไม่พานางกลับเพราะถึงกลับไปถ้าไม่เจอบิดานาง ก็เสียเวลาอยู่ดี “เอาเถอะ พยายามฝึกลมปราณให้แข็งแกร่งเข้าไว้ งานสร้างบ้านของข้าก็ไม่ต้องรีบเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ” ทุกคนรับคำแล้วทำงานกันอีกนิดหน่อยก่อนจะแยกย้ายกันไปฝึกฝนตามที่นายท่านบอก แค่ต้นไม้มีชีวิตเดินได้เท่านั้น...เท่านั้นสินะ
๑---------------------๑
หลังจากนั้นอีกสิบห้าวันการเดินทางกลับแคว้นหวงก็เริ่มขึ้น แม้ตลอดเส้นทางมิได้มีอุปสรรคแต่ชิงเซียนกลับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันแสนตึงเครียดในขบวนของนาง ตากลมมองผ่านหน้าต่างรถม้าไปยังภูเขาเหลียงซานที่ยามนี้มิได้มีเมฆหมอกปกคลุมดังเดิม พื้นที่สีเขียวครอบคลุมไปทั้งภูเขาทำให้นางรู้ว่าด้านในของภูเขานั้นต้องเย็นสบายมากแน่ๆ สำคัญคือถ้าหากนางไปถึงที่นั่น นางจะต้องทำตัวอย่างไรนะ? “สามีเจ้าขา”
“หืม” ผู้อ่านตำราครางรับ โดยที่ฝ่ายของฮูหยินได้คลานเข้ามากอด มานัวเนียเช่นเคย ‘และเขาชอบมากที่นางคอยแต่ออดอ้อนอยู่บ่อยๆ’
“ท่านพ่อดุหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่รู้สิ” ตัวเขานั้นมิได้สนิทสนมกับท่านผู้นั้นมากเท่ากับสหายผู้มีนามว่าซื่อฉง จำได้ว่าแต่เดิมบุรุษผู้นี้เคยเป็นคนธรรมดาสามัญแต่เก่งกล้าพาตนเองเข้ามาอยู่ในภูเขาแล้วใช้ชีวิตเป็นคนในเผ่ามารได้...แต่นี่คือเรื่องเล่าที่เขาได้ฟังมาจากเต่าพันปีอีกทีเมื่อยามที่ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรปรับสมดุลในครั้งนั้น ซึ่งทั้งท่านจอมมารและสหายยังคงอยู่ในถ้ำฝึกลมปราณกันอยู่ “กับผู้อื่นอาจจะดุ แต่กับเจ้าคงจะไม่ เพราะเจ้าน่ารักเช่นนี้ผู้ใดจะหาญกล้าดุเข้าได้” ยิ้ม
ชิงเซียนยู่หน้า “ไม่ต้องมาชมนะเจ้าคะ ว่าแต่เราต้องอยู่บนรถม้าอีกสี่วันใช่หรือไม่”
“ย่อมใช่ ภาระทั้งหลายล้วนจัดการแล้วเสร็จ จะเหลือก็แค่เพียงคนของเราเท่านั้นที่ต้องรอเวลา เราไม่ต้องรีบร้อนเพราะถึงอย่างไร กำหนดการขึ้นเขานั้นต้องหลังจากมี่เราเดินทางไปถึงแคว้นหวงแล้ว ช่วงนี้...ปล่อยให้ทุกคนได้เตรียมใจกันไปก่อน”
“งั้นข้านอนพักดีกว่าเจ้าค่ะ” หยิบหมอนมานอนอยู่ข้างๆ สามี
ยิ้มน้อยๆ “ล้วนตามใจเจ้า” เขาลูบผมนางราวกับนางเป็นเด็กน้อย เพียงแค่ครึ่งจิบชา นางก็หลับไปจริงๆ ส่วนตัวเขานั้นใช้วิชาตัวเบาทะยานตัวออกจากรถม้า เรียกอีถงไปฝึกวรยุทธ์เป็นการส่วนตัว (ใช้วิชาตัวเบาสู้กันไปตามเส้นทางและติดตามรถม้า) และเขาตั้งใจจะฝึกฝนทุกคนจนกว่าจะกลับไปถึงแคว้นหวง มันอาจจะไม่ได้เก่งกาจในทันทีแต่เขาสอนเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าในเผ่ามาร...ความเร็วต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก
๑------------------๑
แคว้นหวง ยามอุ้ย (14.00)
แล้วทุกคนก็มาถึงจุดหมายตามเวลาที่กำหนด ฟานอวี้ถงผู้ผันตัวเป็นอาจารย์ฝึกวรยุทธ์สั่งให้ผู้ติดตามทุกคนขนของเข้าบ้านแล้วพักผ่อนกันให้เต็มที่ ต่างจากเขาที่ยังคงเปิดร้านรับดูดวงอยู่ด้านนอก ส่วนชิงเซียนก็ยังคงง่วนอยู่ในครัวเพื่อทำขนมหวานของนาง ในตอนนั้นเองที่หมอดูรูปงามรับรู้ถึงกลิ่นอายของ...มาร เขามองตรงไปยังหน้าทางเข้าร้านได้ยินเสียงกระดิ่ง กรุ๊งกริ๊งๆ ที่มาพร้อมกับสตรีงดงามนางหนึ่ง เครื่องหน้าจัดจ้าน แต่งกายยั่วยวน ถือพัดโบกไปมา ด้านหลังเป็นบ่าวชายผู้หนึ่งที่ฟานอวี้ถงเองจับสังเกตได้ว่าบ่าวผู้นี้เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญเท่านั้น ‘แต่นางมารผู้นี้ มาทำไม?’