“องค์หญิงแอนนา หนูจะตั้งชมรมหรือคะ ”
“ใช่ค่ะ หนูเลยอยากให้ครูช่วยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมหน่อย”
แอนนาและแลนซ์เดินมาหาอาจารย์เฟรย่าถึงห้องพักระหว่างคาบพัก เพื่อคุยเรื่องก่อตั้งชมรม ถึงแม้เฟรย่าจะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของห้องบี แต่เธอเป็นคนเดียวที่แอนนารู้จักในเวลานี้
“อันที่จริงอาจารย์ก็อยากช่วยหนูนะ” อาจารย์เฟรย่ากล่าว “แต่ฉันเป็นที่ปรึกษาชมรมถึงสามชมรมแล้ว ตามกฏของโรงเรียนอาจารย์หนึ่งคนเป็นที่ปรึกษาชมรมได้ไม่เกินสามชมรมเท่านั้น”
“ถ้าอย่างนั้นมีอาจารย์ท่านไหนที่มีความเป็นกลางต่อนักเรียนบ้างครับ” แลนซ์เอ่ยถาม อาจารย์เฟรย่าทำท่าครุ่นคิด ก่อนที่เธอจะกล่าว
“มีอยู่คนหนึ่ง ที่ฉันมั่นใจว่ายุติธรรมต่อนักเรียนแน่ๆ เธอคืออาจารย์ลอร่า ดองเกอร์ไฮท์ อาจารย์ที่คุมสอบพวกเธอตอนเข้าเรียนยังไงล่ะ”
“และอาจารย์ลอร่าอยู่ที่ไหนหรือคะ” แอนนาเอ่ยถาม
“เธอไม่ค่อยอยู่ที่โรงเรียนหรอก เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในดันเจี้ยนสวนแมลง”
“ดันเจี้ยนสวนแมลงหรือคะ” แอนนากล่าวทวนคำของอาจารย์ อาจารย์เฟรย่าจึงอธิบายต่อ
“ในเขตป่าต้องห้ามนอกกำแพงเมือง เลยออกไปสิบกิโล มีดันเจี้ยนสำหรับสอบปลายภาคด้านปฏิบัติของนักเรียนทุกระดับชั้นอยู่ มันชื่อว่าดันเจี้ยนสวนแมลง มันอยู่ในความควบคุมดูแลของโรงเรียนแอสตรัล และอาจารย์ลอร่าคอยดูแลรักษาดันเจี้ยนนั้น ชั้นใต้ดินลึกสุดของดันเจี้ยนนั้นมีบ้านของเธออยู่ด้วยล่ะนะ”
“ท่าทางอาจารย์ลอร่าจะรักสันโดษน่าดูเลยนะคะ” แอนนากล่าว
“เปล่าเลย” อาจารย์เฟรย่ากล่าว “สามีและลูกชายของเธอก็อยู่นะ ทั้งสามคนช่วยกันสอดส่องดูแลดันเจี้ยน และคอยช่วยเหลือคนที่น่าจะไม่รอดชีวิตในดันเจี้ยนน่ะ”
“ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นหรือครับ” แลนซ์กล่าว “ทั้งที่พวกเขาเองก็น่าจะเสี่ยงอันตราย เพราะอยู่ในดันเจี้ยน”
“สำหรับทั้งสามคนนั้นดันเจี้ยนสวนแมลงก็ไม่ต่างอะไรกับเดินเล่นในสวนหลังบ้านหรอก” อาจารย์เฟรย่ากล่าว “ที่สำคัญดันเจี้ยนนั้นเป็นของตระกูลดองเกอร์ไฮท์ เป็นของสามีเธอยังไงล่ะ หากไม่ใช่นักเรียนโรงเรียนแอสตรัล ต้องเสียค่าเข้าคนละสิบเหรียญทองแดง เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวดองเกอร์ไฮท์เลย”
“ดันเจี้ยนประดิษฐ์สินะครับ” แลนซ์กล่าว “ไม่ใช่ดันเจี้ยนที่เกิดจากอำนาจของปีศาจ หรือมีมาแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์”
“ใช่จ๊ะ” อาจารย์กล่าว “อย่าบอกนะว่าพวกเธอจะไปพบอาจารย์ถึงที่นั่นเลยน่ะ”
“ใช่ค่ะ” แอนนากล่าว “เดี๋ยวเตรียมเอกสารแล้ว ทางหนูจะไปที่ดันเจี้ยนสวนแมลงทันที”
แลนซ์และแอนนาเดินออกมาจากห้องพักอาจารย์ไปยังฝ่ายธุรการเพื่อขอเอกสารก่อตั้งชมรม แต่ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังจะออกจากอาคารนั้น กลับมีเด็กปีหนึ่งห้องเดียวกับเขาจำนวนหกคนรออยู่ด้านนอก เมื่อแลนซ์และแอนนามาพวกเขาก็คุยราวกับตกลงอะไรบางอย่าง ก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะเดินออกมาจากกลุ่มนั้น
“ว่าไงพวก” เด็กในกลุ่มหกคนซึ่งมีดวงตาสีเทา ผมน้ำตาล ท่าทางซุกซนเอาเรื่องโบกมือทักทายแลนซ์ พลางเดินปรี่เข้ามา เขาทำท่าเหมือนว่าจะทักทาย แต่แล้วเมื่อเข้ามาในระยะประชิด เขากลับเปลี่ยนจากมือที่โบกเป็นหมัดเพื่อเตรียมซัดหน้าแลนซ์ โดยหมัดของเขาใส่การโคจรประสานเวทเสริมพลังไปด้วย
แต่ทว่าหมัดของเขากลับติดโล่มานาที่แลนซ์เรียกขึ้นมาขวาง แรงสะท้อนจากหมัดที่ปะทะกับโล่มานาทำเอาอีกฝ่ายข้อมือหักทันที เด็กคนนั้นกุมข้อมือตัวเองพลางร้องโหยหวน
“เฮ้ย ลูกพี่โจเซฟโดนมันเล่นว่ะ” เด็กในกลุ่มซึ่งเหลือห้าคนกล่าว “แม่งเจ๋งนี่หว่า ไอ้เด็กห้องบีที่ย้ายมา”
“แกล้งเสียท่าพราะกลัวมากกว่า” เด็กในกลุ่มคนนึงกล่าวค้าน “อุตส่าห์นับถือเป็นลูกพี่ นึกว่าแน่ ที่แท้ก็แค่ลูกหมา แบบนี้ฉันขอแยกกลุ่มล่ะนะ”
“นั่นดิ ไอ้โจเซฟเริ่มจะร้องไห้ล่ะ” เด็กอีกคนกล่าวสนับสนุนพลางชี้ไปที่โจเซฟ
เมื่อสิ้นเสียงเด็กที่กล่าวค้าน เด็กทุกคนก็พร้อมใจกันพยักหน้า หลังจากนั้นทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปโดยไม่รอโจเซฟ
“อย่าทำอะไรเขานะคะแลนซ์” แอนนากล่าวพลางก้มลงมองโจเซฟที่นั่งคุกเข่าอยู่ “เขาก็แค่เด็กที่ยังไม่โต พวกเขายังไม่สมควรตาย”
“ฉันรู้” แลนซ์กล่าว “ถ้าเอาจริงไอ้บ้านี่ได้ตายตั้งแต่ง้างหมัดแล้ว”
เด็กหัวโจกที่ชื่อโจเซพเงยหน้ามองแลนซ์ด้วยความตกใจ และเมื่อดวงตาของเขาสบกับแลนซ์ที่มองเขาด้วยความเย็นชา เขาก็รู้สึกกลัว สลัดทิ้งคราบความเก่ง ก่อนจะเริ่มเบะปากร้องไห้แบบเด็กๆทั่วไป
“เกิดอะไรขึ้น!!”
อาจารย์สาวคนหนึ่งจากฝ่ายธุรการรีบออกมาดู เธอมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กทะเลาะกัน และยิ่งตกใจกว่าเก่า เมื่อเห็นว่าเด็กที่กำลังร้องไห้เป็นลุกตัวเอง
“โจเซฟลูกแม่...แกทำอะไรลูกฉัน”
“เปล่านี่ ไม่ได้ทำอะไร” แลนซ์กล่าวก่อนจะโบกมือ วงเวทสีขาวปรากฏที่ข้อมืออีกฝ่ายชั่วขณะก่อนจะดับไป เมื่อโจเซฟยกมือขึ้นมาก็พบว่าข้อมือเขากลับสู่สภาพปกติแล้ว
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวนะครับ” แลนซ์กล่าวกับสองแม่ลูก ก่อนจะโบกมืออำลาแล้วไปทันที
โจเซฟได้แต่มองไล่หลัง เขามองข้อมือตัวเอง ก่อนจะมองไปที่แลนซ์
“ดูเหมือนฉันต้องลงจากตำแหน่งลูกพี่ และยกให้เขาแทนแล้วสินะ”
……………………………
“ใช่แล้วทุกคน แบบนั้นแหละ ร่างเขตแดนประสานระดับต่ำเพื่อเป็นตัวเชื่อม แล้วค่อยร่างวงเวทวงที่สี่”
ริชาร์ดกล่าวขณะตรวจสอบกลุ่มเพื่อนห้องดีที่กำลังฝึกฝนด้านเวทมนตร์อยู่ วงเวทสีต่างๆตามธาตุพากันเรืองแสงจนทั่วห้อง เพราะพวกเขากระจายไปตามมุมต่างๆเพื่อฝึกฝน
เด็กห้องดีที่เข้าร่วมกับแลนซ์ทั้งสิบเอ็ดคนในตอนนี้ มีเพียงแคลร์ ลิซ่า และหยางจงเท่านั้นที่สามารถร่ายเวทระดับสี่ได้ ส่วนคนที่เหลือนั้นยังติดขัดอยู่
“เลื่อนมาอีกขั้นเดียวทำไมยากจัง” หญิงสาวผมหางม้าสีน้ำตาล เช่นเดียวกับดวงตากล่าว เธอหยุดร่ายเวทก่อนจะนั่งหอบราวกับวิ่งออกกำลังหาย
“ถ้าอย่างนั้นพักก่อน” ริชาร์ดกล่าวกับหญิงสาวคนนั้น “สำหรับเพื่อนคนไหนที่ยังไม่ได้ ให้พยายามจนถึงที่สุดก่อน แล้วค่อยพัก ที่ให้พยายามจนถึงที่สุดก็เพื่อให้ร่างกายพัฒนาที่กักเก็บมานาในร่าง และเมื่อพลังมานาในร่างเพียงพอ ก็จะร่ายได้เอง”
“ขอดูตัวอย่างได้มั้ย” เด็กหนุ่มผมทองคนตาสีเขียวหนึ่งกล่าว ริชาร์ดจึงพยักหน้า ก่อนจะร่ายเวทออกมาสามวง จากนั้นเขาร่ายเวทเขตแดนขนาดเล็กซึ่งเป็นเส้นบางๆยึดเชื่อมต่อ ก่อนจะร่างวงเวทที่สี่ลงไป
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่สร้างเขตแดนเชื่อมต่อ” เด็กหนุ่มคนนั้นถาม
“วงเวทจะกระจัดกระจายและใช้เสริมพลังกันไม่ได้” ริชาร์ดกล่าว “เลยต้องสร้างเขตแดนเพื่อยึดมันเอาไว้”
“และทำไมขั้นแรกถึงขั้นสามจึงไม่ต้องใช้ล่ะ” เด็กคนเดิมถามต่อ “มันก็เรียงกันตามปกติได้นี่ จริงไหม”
เด็กที่ถามริชาร์ดร่ายเวทออกมาสี่วง พลางเรียงซ้อนกันอย่างสวยงาม ทำเอาเด็กรอบๆร้องว้าวกันเป็นแถบ ริชาร์ดเองก็พูดไม่ออก เพราะเขาไม่เคยถามแลนซ์ ว่าทำไมต้องร่ายเขตแดนเชื่อมต่อ
“เห็นมั้ย ผมร่ายระดับสี่ได้แล้ว” เด็กที่เอ่ยถามริชาร์ดกล่าวก่อนจะมองไปยังทุกคน “ทำแบบนี้ง่ายกว่าเยอะเลย ทำตามผมสิ”
“ทำแบบนั้นไม่ได้ค่ะ มันไม่ใช่เวทระดับสี่”
คนที่กล่าวคือแคลร์ เธอเดินมาสมทบกับริชาร์ดทันทีเมื่อเห็นเหตุการณ์
“ยังไงหรือครับท่านแคลร์” เด็กคนนั้นกล่าวด้วยความสงสัย แคลร์จึงอธิบาย
“ยิ่งร่ายวงเวทขั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แรงดันของพลังเวทจะยิ่งรุนแรงตาม ในระดับสี่ขึ้นไปการเรียงวงเวทเฉยๆจะเริ่มไม่มั่นคง และทำให้วงเวทกระจายตัวออกค่ะ จึงต้องมีตัวประสานวงเวท นั่นคือเวทเขตแดนเชื่อมต่อ”
แคลร์กล่าวก่อนจะร่ายเวทขั้นสี่ซึ่งมีเขตแดนประสานขึ้นมาในลักษณะแนวตั้ง วงเวทของเธอเป็นสีฟ้าและเขียวผสมกันอย่างสวยงาม เนื่องจากเธอเป็นผู้ถนัดเวทสองธาตุ คือธาตุลมและน้ำนั่นเอง
หลังจากนั้นแคลร์จึงใช้เวทกระแสน้ำเชี่ยวผุดขึ้นมาราวกับน้ำพลุ คลื่นน้ำจากวงเวทแรกส่งไปวงที่สองและสามค่อยๆใหญ่และทรงพลังขึ้น และเมื่อถึงวงที่สี่วงเวทนั้นมีการสั่นสะเทือนชั่วขณะ ก่อนที่กระแสน้ำนั้นจะกลายพายุงวงช้าง หรือที่เรียกกันว่า ทอร์นาโด แบบขนาดย่อม
แคลร์หยุดมันไว้ก่อนที่ทอร์นาโดของเธอจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่เธอจะเริ่มร่ายเวทสี่ขั้นใหม่ตั้งแต่ต้น โดยรอบนี้ไม่มีเวทเขตแดนคอยเชื่อมประสาน ผลที่ได้คือน้ำพลุที่ทรงพลังขึ้นเท่านั้น แม้จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ผลลัพธ์ของเวทนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
“เห็นความต่างไหมคะ” แคลร์กล่าว “เวทที่ฉันใช้เป็นแค่เวทคลื่นน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อระดับสี่มันกลายสภาพเป็นทอร์นาโด หรือเวทในมหาเวทของฉันนั่นเอง ส่วนที่ไม่เห็นการเคลื่อนของวงเวทเพราะมันยังไม่แสดงผลในระดับสี่ค่ะ”
“วิเศษเลยครับแคลร์” ริชาร์ดจงใจชมเธอออกนอกหน้า “ผมพึ่งรู้นะครับ ว่าพลังบ่อเกิดของมหาเวท มีจุดเริ่มต้นจากเวทระดับสี่”
“ดูเหมือนท่านแคลร์จะมีความรู้มากกว่าคนสอนอีกนะครับ” เด็กคนนี้กล่าวพลางถอนใจ “ยังไงชนชั้นสูงก็เก่งและมีความสามารถยิ่งกว่าเราอยู่ดีแฮะ เพราะความสูงส่งและเก่งกาจมันอยู่ในสายเลือด ส่วนไพร่น่ะ พยายามยังไงก็คงไม่เทียบเท่า”
ทั้งริชาร์ดและแคลร์มองเด็กคนนี้เป็นสายตาเดียว ดูเหมือนในห้องดี จะมีคนของจักรวรรดิอยู่ด้วย
“ถ้านายเชื่อแบบนั้น แล้วยอมให้สิ่งที่เชื่อมากำหนดชีวิตนายทั้งชีวิต ก็จงล้มเลิกการฝึกพิเศษซะ” ริชาร์ดกล่าวเสียงดุ “ฉันเองก็ยังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกมาก แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างทีฉันจะต้องหยุดพัฒนาตนเอง”
“เปล่าเลย เพราะว่าฉันอยากหนีจากชะตา ฉันถึงมาเรียนที่นี่ต่างหากล่ะ” เด็กคนนั้นกล่าวแย้ง “แต่เพราะฉันเป็นไพร่ของเอเธียน่า เลยโดนมาอยู่ห้องดี และยิ่งไร้อาจารย์สอนชี้แนะ ฉันเองก็ไม่รู้จะไปได้ไกลแค่ไหน ชมรมที่คุณแลนซ์ก่อตั้งนั้นจะช่วยพวกเราได้จริงไหมนะ”
“ถ้าเป็นแลนซ์น่ะฉันเชื่อค่ะ” แคลร์กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ดวงตาของเธอเป็นประกาย “เพราะเขาเคยสร้างปาฏิหาริย์ต่อหน้าฉันมาแล้ว หากไม่ใช่เขา ฉันคงไม่ลงทุนติดตามเขามาถึงห้องดีอย่างแน่นอน”
เป็นเพราะแคลร์ จึงช่วยให้การฝึกสอนนั้นง่ายขึ้น แคลร์สามารถพัฒนาวงเวทของตัวเองจนถึงขั้นหกได้ภายในหนึ่งชั่วโมง เธอจึงกลายเป็นผู้ช่วยริชาร์ดในทันที
“เหนื่อยจัง” แคลร์กล่าวกับตัวเองขณะเดินออกจากห้องเพื่อเตรียมไปห้องน้ำ แต่ทว่าระหว่างทางไปห้องน้ำกลับมีคนรอเธออยู่
อาเธอร์พร้อมองครักษ์สองคนยืนบังทางเดินข้างหน้า ก่อนที่เขาจะเดินมาหาแคลร์
“แคลร์ ยอดรักของผม ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน...เรากลับมาเป็นคู่หมั้นกันอีกครั้งได้ไหม”