ระบบไลฟ์สยองขวัญ : ได้โปรดหยุดเล่าเรื่องผีเถอะ!

    บทที่ 40 อาภรณ์พรตถอดจิต

    บทที่ 40 อาภรณ์พรตถอดจิต

    ​

    ​[ยินดีด้วย! โฮสต์ทำภารกิจสำเร็จ ค่าความประทับใจของซูหว่านที่มีต่อคุณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!]

    ​

    ​[ระบบมอบรางวัลโอกาสสุ่มรางวัล 1 ครั้ง!]

    ​

    ​[ระบบกำลังดำเนินการสุ่มรางวัล...]

    ​

    ​[ยินดีด้วย! โฮสต์ได้รับ ‘อาภรณ์พรตถอดจิต!’]

    ​

    ​เสียงของระบบดังขึ้นต่อเนื่องในหัวของเขา

    ​

    ​“อาภรณ์พรตถอดจิต?” หลินเซียวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาไม่เคยได้ยินชื่อสิ่งนี้มาก่อนเลย

    ​

    ​[คำอธิบาย อาภรณ์พรตถอดจิต มีคุณสมบัติป้องกันการโจมตีจากวิญญาณร้ายได้ทุกชนิด ทั้งยังกันน้ำ กันไฟ และขับไล่อัปมงคลทั้งปวง! สรรพสิ่งมิอาจกล้ำกราย!]

    ​

    ​เมื่อฟังคำอธิบายจบ หลินเซียวถึงกับตะลึง สิ่งนี้มันเข้าขั้น ‘โกง’ ชัด ๆ! ทั้งกันน้ำ กันไฟ ป้องกันวิญญาณ ถ้ามีชุดนี้ ต่อไปเขาก็แทบจะเดินกร่างไปได้ทุกที่แล้วน่ะสิ!

    ​

    ​ทันใดนั้น เสื้อคลุมที่สลักอักขระคัมภีร์เต๋าอันล้ำลึกและยากจะเข้าใจก็หลอมรวมเข้ากับร่างของหลินเซียวโดยตรง นี่คือความอัศจรรย์ของอาภรณ์พรตถอดจิต!

    ​

    ​“สหาย นายกำลังเหม่ออะไรอยู่น่ะ?” จู่ ๆ หลิวชิงเฟิงก็เดินเข้ามาสะกิดถาม

    ​

    ​หลินเซียวดึงสติกลับมา “ฉันกำลังคิดเรื่องที่ขุนนางผีพูดน่ะ ที่ว่า ‘เมื่อเผ่าผีหวนคืน’ มันหมายความว่ายังไงกันแน่”

    ​

    ​“เรื่องนี้ฉันพอจะรู้มาบ้างนะ” สีหน้าของหลิวชิงเฟิงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที

    ​

    ​“หืม?” หลินเซียวเริ่มสนใจ “ลองเล่ามาสิ”

    ​

    ​“นายเคยได้ยินเรื่อง ‘ผู้ควบคุมวิญญาณ’ ไหม?” หลิวชิงเฟิงถาม

    ​

    ​หลินเซียวส่ายหน้า “ไม่เคย”

    ​

    ​“ความจริงแล้ว ในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ของประเทศเรา จะมีองค์กรลับองค์กรหนึ่งชื่อว่า ‘สมาพันธ์ควบคุมวิญญาณ’ และคนที่มีพลังพิเศษเหล่านี้ก็จะถูกเรียกว่าผู้ควบคุมวิญญาณ” หลิวชิงเฟิงเล่าต่อ “พวกเราตำรวจมีหน้าที่ดูแลความยุติธรรมในโลกมนุษย์ แต่พวกผู้ควบคุมวิญญาณ... มีหน้าที่ดูแลสมดุลระหว่างโลกคนเป็นและโลกคนตาย”

    ​

    ​“นายไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน?” หลินเซียวสงสัย

    ​

    ​หลิวชิงเฟิงยืดอกอย่างภูมิใจ “อาของฉันน่ะเป็นสมาชิกในสมาพันธ์ควบคุมวิญญาณ มีครั้งหนึ่งฉันบังเอิญแอบไปได้ยินพวกเขาคุยกันน่ะสิ”

    ​

    ​“แล้วนายรู้อะไรอีก?” หลินเซียวซักต่อ

    ​

    ​“โลกที่เราอยู่น่ะ มันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นหรอก ตามมุมมืดต่าง ๆ มีผีสางเทวดาสิงสู่อยู่เต็มไปหมด คดีแปลกประหลาดหลายคดี ความจริงแล้วก็เป็นฝีมือของพวกผีนี่แหละ นี่มันความลับระดับชาติเลยนะ แม้แต่ผู้กำกับจางของฉันก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ”

    ​

    ​“ในบ้านเมืองเรามีตำนานเรื่อง ‘ยมโลก’ ว่ามีเหล่ายมทูตและเจ้าหน้าที่วิญญาณมากมาย แต่ในความเป็นจริงนั่นมันก็แค่ตำนาน เพราะในโลกมนุษย์ตอนนี้มีผีอาละวาดเต็มไปหมด แต่กลับไม่มีตัวแทนจากยมโลกมาจัดการจับกุมเลย”

    ​

    ​“ด้วยเหตุนี้ สมาพันธ์ควบคุมวิญญาณจึงถูกก่อตั้งขึ้น พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีพลังพิเศษ สามารถทำพันธสัญญากับวิญญาณได้”

    ​

    ​เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ หลินเซียวก็เริ่มสนใจมากขึ้น “คนกับผีทำสัญญากันงั้นเหรอ? เพื่อจุดประสงค์อะไรล่ะ?”

    ​

    ​“ก็เพื่อเอาไว้สู้กับผีด้วยกันยังไงล่ะสิ!” หลิวชิงเฟิงตอบตรง ๆ

    ​

    ​“อ้อ?” หลินเซียวหรี่ตาลง “ใช้ผีปราบผีงั้นเหรอ?”

    ​

    ​“ถูกต้อง” หลิวชิงเฟิงพยักหน้า “พวกผีน่ะไม่มีกายหยาบ คนธรรมดาทำอะไรพวกมันไม่ได้ แต่ผู้ควบคุมวิญญาณสามารถทำสัญญากับผีแล้วเรียกพวกมันมาใช้งานได้... แต่มีเรื่องหนึ่งนะที่ฉันสงสัยสุด ๆ...”

    ​

    ​เสียงของเขาหยุดชะงักลง ดวงตาสองข้างจ้องเขม็งมาที่หลินเซียว “นาย... ทำไมถึงกำจัดผีได้ด้วยวิธีที่โคตรเท่แบบนั้นล่ะ?”

    ​

    ​หลินเซียวถึงกับพูดไม่ออก เพราะคำถามนี้ แม้แต่เขาเองก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้ตัวเองเลย

    ​

    ​เมื่อเห็นหลินเซียวเงียบไป หลิวชิงเฟิงก็หัวเราะร่า “ฉันก็ถามไปงั้นแหละ ความจริงนะ ถึงเมื่อก่อนฉันจะเคยได้ยินเรื่องสมาพันธ์ควบคุมวิญญาณมาบ้าง แต่ฉันก็ไม่เคยเชื่อเลยว่าโลกนี้จะมีผีจริง ๆ จนกระทั่งวันนี้แหละ... ฉันเชื่อสนิทใจเลยล่ะ!”

    ​

    ​...

    ​

    ​กลับมาถึงเมืองเจียงซื่อก็เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม

    ​

    ​ซีซีและแอนดี้ถูกหลิวชิงเฟิงขับรถไปส่งที่บ้าน ส่วนหลินเซียวกลับไปพร้อมกับซูหว่าน เมื่อเรื่องราวคลี่คลายลง อารมณ์ของซูหว่านก็ดีขึ้นมาก ดูผ่อนคลายและสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ​

    ​“หลินเซียว ขอบคุณนายมากนะ” เสียงของซูหว่านหวานใสราวกับนกขมิ้น

    ​

    ​หลินเซียวโปรยยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกครับ”

    ​

    ​“ต่อไปนี้... ฉันจะไม่เก็บค่าเช่านายแล้วนะ~” ซูหว่านแลบลิ้นปลิ้นตาอย่างซุกซนพลางยิ้มแป้น

    ​

    ​หลินเซียวถึงกับตาโต “มีเรื่องดี ๆ แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?”

    ​

    ​ค่าเช่าห้องของหลินเซียวเดือนละห้าพันหยวน แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง แต่ถ้าประหยัดได้เขาก็ยินดีอยู่แล้ว

    ​

    ​“แน่นอนสิ! นายช่วยฉันไว้ตั้งขนาดนี้ ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะขอบคุณนายยังไงให้พอกับสิ่งที่นายทำลงไป!” ซูหว่านกล่าวอย่างจริงจัง

    ​

    ​หลินเซียวแกล้งทำมุมปากกระตุก ยิ้มกะล่อนแล้วแหย่ไปว่า “งั้น... เปลี่ยนเป็นเอาตัวมาแลกดีไหมครับ?”

    ​

    ​ใบหน้าของซูหว่านแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา “นายนี่... เสียมารยาทที่สุด!!”

    ​

    ​สมองของหลินเซียวพลันแล่น “งั้นขอถามใหม่นะครับ แต่งงานกับผมไหม?”

    ​

    ​ซูหว่าน “...”

    ​

    ​“ฉันเลี้ยงข้าวนายมื้อหนึ่งแล้วกัน!” ซูหว่านรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

    ​

    ​หลังจากแวะทานมื้อดึกง่าย ๆ หลินเซียวก็กลับถึงห้อง เวลาตอนนี้ล่วงเลยเข้าสู่สี่ทุ่มนิด ๆ เขาจึงไม่รอช้า เริ่มเปิดกล้องไลฟ์สดทันที

    ​

    ​ในห้องไลฟ์สด...ยอดผู้ชมพุ่งทะยานถึงหกล้านคนในพริบตา ช่องคอมเมนต์เดือดระอุราวกับภูเขาไฟระเบิด

    ​

    ​[ โฮสต์มาแล้ว! นกน้อยแห่งวัยเยาว์ของฉันกลับมาแล้ว! ]

    ​

    ​[ รอจนเหงือกแห้งแล้วเนี่ย! ]

    ​

    ​[ วันนี้จะเล่าเรื่องอะไรครับโฮสต์? ]

    ​

    ​[ ถ้าฉันเก่งได้สักหนึ่งในสิบของเขาก็คงดี ไอ้นี่มันน่าอิจฉาสุด ๆ! ]

    ​

    ​[ โฮสต์ เมื่อไหร่จะไปจดทะเบียนเวยป๋อล่ะเนี่ย? รอกดติดตามอยู่นะ! ตอนนี้ชื่อนายขึ้นเทรนด์ค้นหาทุกวันเลย ไม่คิดจะฉวยจังหวะนี้กอบโกยหน่อยเหรอ? ]

    ​

    ​เมื่อเห็นคอมเมนต์เหล่านี้ หลินเซียวก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ... อะไรนะ? เขาขึ้นเทรนด์เวยป๋อทุกวันเลยเหรอ? เรื่องนี้ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย เพราะปกติเขาไม่ค่อยได้สนใจสื่อโซเชียลพวกนั้นเท่าไหร่

    ​

    ​แต่ตอนนี้ เขาไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนั้น

    ​

    ​“สวัสดีเพื่อนผู้ฟังทุกท่านครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการของผม วันนี้ผมเตรียมเรื่องแรกมาฝากทุกคนแล้วครับ”

    ​

    ​เสียงของหลินเซียวทุ้มนุ่มและมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด ถึงขนาดที่มีคนเคยบอกว่า แค่ได้ยินเสียงของเขาก็ฟินจนเคลิ้มได้เลยทีเดียว!

    ​

    ​“ตอนเด็ก ๆ ทุกคนคงเคยเล่น ‘ซ่อนแอบ’ กันใช่ไหมครับ? เรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ คือประสบการณ์ตรงที่ผมเคยเจอมากับตัวตอนเล่นซ่อนแอบสมัยเด็ก”

    ​

    ​“ในยุคที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนแบบนี้ หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ พวกผู้ใหญ่มักจะมานั่งล้อมวงใต้ต้นไม้ ถือพัดพัดวีคุยกันแก้ร้อน ส่วนพวกเราเด็ก ๆ ก็จะวิ่งเล่นกันเหมือนคนบ้าอยู่แถวนั้น นึกถึงตอนนั้นแล้วก็น่าถวิลหาจริง ๆ นะครับ”

    ​

    ​วันนั้น หลังจากทานข้าวเสร็จ ‘เอ้อร์โก่วจื่อ’ เพื่อนบ้านข้างห้องก็มาชวนผมออกไปเล่น ผมบอกพ่อกับแม่ไว้คร่าว ๆ แล้วก็วิ่งตามเอ้อโก่วไปที่ลานตากข้าวของหมู่บ้าน

    ​

    ​คืนฤดูร้อนอากาศร้อนอบอ้าว แต่มันไม่ได้ทำให้พวกเราเด็ก ๆ ลดความกระตือรือร้นที่จะเล่นสนุกลงได้เลย จู่ ๆ ไม่รู้ใครเสนอขึ้นมาว่ามาเล่นซ่อนแอบกันเถอะ

    ​

    ​ข้อเสนอนั้นได้รับการยอมรับทันที และหลังจากเป่ายิ้งฉุบกันแล้ว เอ้อโก่วก็เป็นคนรับหน้าที่เป็น ‘ผู้หา’ พวกเราเริ่มกระจายตัวกันไปหาที่ซ่อน

    ​

    ​ในตอนนั้นเพิ่งจะเกี่ยวข้าวเสร็จใหม่ ๆ ในทุ่งนามีกองฟางวางระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด เพื่อนหลายคนรีบพุ่งตัวมุดเข้าไปซ่อนในกองฟางเหล่านั้นทันที แต่สำหรับผม ผมรู้สึกว่าวิธีนั้นมัน ‘เด็กน้อย’ เกินไป ดูถูกสติปัญญาผมชะมัด

    ​

    ​ดังนั้นผมจึงวิ่งตรงไปยังยุ้งฉางที่อยู่ใกล้ ๆ หมู่บ้านแทน...

    คล้ายกับเรื่องระบบไลฟ์สยองขวัญ : ได้โปรดหยุดเล่าเรื่องผีเถอะ! ที่คุณอ่าน