ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่136 จูบนี้ (2)

    75 1-2

    ตอนที่136 จูบนี้ (2)

    “หากเจ้าปรารถนาที่จะครอบครองกระบี่เล่มนั้นต่อให้ตัวเจ้าติดพิษหรือไม่ ข้าก็หาใช่คู่มือของเจ้าได้อยู่ดี นอกจากนี้ก็ยังไม่เห็นกระบี่ทัณฑ์ฟ้าเลยแม้แต่เงา ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้กังวล”

    เซียถงยักไหล่ไปทีหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้หันหน้าหลบสายตาของอาหานกลับไปหากต้องเผชิญหน้ากับยอดปรมาจารย์แห่งจักรพรรดิครามฟ้า เซียถงมั่นใจอย่างยิ่งว่าต่อให้อีกฝ่ายจะถูกพิษรุมเร้าหนักหนาสักเพียงใด ก็สามารถฆ่านางทิ้งได้อย่างง่ายดาย

    อาหานส่งยิ้มให้พลางจับจ้องไปที่แผ่นหลังของเซียถงเก็บโอสถถอนพิษเม็ดนั้นลงในใต้แขนเสื้อ จากนั้นค่อยเดินตรงไปหานางและกล่าวว่า

    “เจ้าเห็นชายหนุ่มในชุดสีแดงที่ยืนอยู่บนศีรษะอสรพิษตนนั้นได้หรือ?นั่นแหละคือกระบี่ทัณฑ์ฟ้า”

    ดวงตาเซียถงเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดหันขวับไปมองอาหาน สีหน้าท่าทีเปี่ยมล้นความเหลือเชื่อเกินคนาปรากฏว่า...หลิวซูก็คือกระบี่ทัณฑ์ฟ้า?

    “ยุทธภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์คือของวิเศษที่ได้ดูดซับพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินบนผืนพิภพมาเป็นเวลานานแสนนานแล้วย่อมสามารถก่อกำเนิดจิตวิญญาณและร่างจิตวิญญาณขึ้นได้โดยธรรมชาติซึ่งเจ้าเองก็คงทราบดี กระบี่ทัณฑ์ฟ้าเล่มนั้นเป็นยุทธ์ภัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เซียนบรรพกาลในยุคโบราณเคยใช้เป็นอาวุธประจำกายฟังว่าวิญญาณกระบี่ที่สิงสู่อยู่ในกระบี่ทัณฑ์ฟ้าแกร่งกล้ายิ่งยวด”

    เมื่อเห็นเซียถงปั้นหน้าฉงนใจอาหานจึงอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด

    วิญญาณกระบี่...เซียถงค้นความทรงจำและองค์ความรู้ภายในหัวโดนไวก่อนจะค้นพบข้อมูลดังกล่าวในทันที!

    ขอเพียงแค่เป็นยุทธภัณฑ์ระดับชั้นศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้ล้วนมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเองทั้งยังมีสติสัมปชัญญะรับรู้ได้ถึงกิจของโลกภายนอก และในสภาวะที่พวกมันไร้เจ้าของมันจะจำแลงกายกลายมาเป็นร่างมนุษย์เพื่อปกป้องยุทธภัณฑ์ของตนหากผู้ใดปรารถนาที่จะขึ้นเป็นเจ้าของยุทธภัณฑ์เหล่านี้จำเป็นจะต้องสื่อจิตถึงมันและได้รับการยอมรับก่อนเท่านั้น

    ไม่ว่าจะเนื่องด้วยเหตุผลใดก็ตามดูเหมือนว่าตัวหลัวซูในปัจจุบันจะไม่ค่อยแข็งแกร่งเท่าไหร่นัก ส่งผลให้ไม่สามารถออกโรงสัประยุทธ์เองได้เขาจึงเลือกที่จะใช้ขลุ่ยใบไม้เพื่อยืมพลังของอสรพิษมหึมามาช่วยสู้แทน สรุปได้ว่าหากต้องการกำราบหลัวซูให้อยู่หมัดเซียถงจำเป็นต้องเอาชนะอสรพิษมหึมาให้ได้เสียก่อน

    ตั้งแต่ที่เสี่ยวฮั่วตกสู่สภาวะหลับใหล่สติสตางค์ของเซียถงจึงไม่ค่อยอยู่กันเนื้อกับตัวนัก ทำให้นางมองข้ามหลายสิ่งอย่างจนมิทันตระหนักสงสัยว่า แท้ที่จริงแล้วหลิวซูก็คือจิตวิญญาณแห่งกระบี่ทัณฑ์ฟ้านี่เอง และนางค่อนข้างแน่ใจว่าตราบใดที่สามารถเอาชนะอสรพิษมหึมาตนนั้นได้ หลัวซูเองก็น่าจะสิ้นฤทธิ์เช่นกันคิดได้ดังนั้น เซียถงหันขวับไปมองอาหานทันที

    “เรื่องจัดการกับอสรพิษตนนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า เจ้าแค่ไปกำราบเจ้าหนุ่มนั่นให้อยู่หมัดก็พอร่างวิญญาณของอีกฝ่ายคล้ายว่าถูกปิดผนึกโดยบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ส่งผลให้พลังความแข็งแกร่งไม่สมบูรณ์ เจ้าในเวลานี้ยังมีสิทธิ์เอาชนะได้อยู่”

    อาหานกล่าวแจกแจนหน้าที่โดยไวราวกับสามารถมองผ่านอ่านความคิดแผนการภายในหัวของเซียถงออก

    “เช่นนั้นก็เริ่มลงมือกันเถอะ”

    ดวงตาคู่สวยของเซียถงเผยประกายไฟซองสุมนางพยักหน้ากล่าวตอบด้วยความตื่นเต้น

    “ได้เลย!”

    อาหานส่งยิ้มให้นางอีกครั้งยื่นเหยียดมือไปรับต่อหน้าเซียถง หวังให้อีกฝ่ายส่งเรียวมือสีขาวผ่องยื่นตอบกลับมาและออกทะยานเหินเวหาไปด้วยกันทว่าชั่วขณะอึดใจ เงาร่างของเซียถงไสววูบ กวาดหายไปจากจุดที่ยืนอยู่อาหานได้แต่ยื่นมือคว้าอากาศเก้อท่ามกลางความงุนงง

    “ข้าไปเองได้!”

    ร่างเงาของเซียถงเคลื่อนหายออกไปกว่าครึ่งลี้เหลียวหลังหันกลับมากล่าวกับอีกฝ่ายคำหนึ่งคู่เท้าเปล่งแสงสีครามเข้มสาดประกายแวววับเร่งความเร็วเต็มพิกัดพวยพุ่งเข้าสู่ป่าลึก อันตรธานหายวับไปต่อหน้าต่อตาอาหานเหลือเพียงธารแสงสีครามจางๆ ทิ้งทวนเป็นเงาซ้อนไว้ให้

    อาหานได้แต่คลี่ยิ้มอ่อนอย่างช่วยไม่ได้หญิงสาวนางนี้ยังคงพยายามอย่างหนักเพื่อตัวของนางเองโดยแทบจะไม่คิดพึ่งพาใครเลยจริงๆ ไม่มีลักไก่หยิบยืมกำลังคนอื่นทุ่นแรงแต่เลือกที่จะยืดหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองทุกแห่งหน ห้วงสมองพลางครุ่นพินิจคิดไปอาหานยกปลายเท้าก้าวย่างติไล่ตามเซียถงเข้าสู่ป่าลึกทันที หากใช้พลังของเขาเหาะเหินเวหาเดินทางไปน่าจะใช้เวลาประมาณสิบนาทีเห็นจะได้แต่การเดินเท้าเฉกเช่นนี้กลับกินเวลาไปมากถึงหนึ่งชั่วยาม

    ทอดสายตามองสุดระยะพิสัยเซียถงมองเห็นภูเขาป่าดึกดำบรรพ์สีเขียวขจีซึ่งเป็นจุดที่อสรพิษมหึมาปรากฏตัวขึ้นกดสายตาเข้าพินิจโดยละเอียด นางยังเห็นดวงตาสีเขียวมรกตกลมโตเสมือนลูกไฟขนาดใหญ่สองดวงสาดกะพริบมาจากบนภูเขาดังกล่าวอีกด้วย

    พอมองจากระยะไกลเช่นนี้จะพบเห็นได้ทันทีว่า อสรพิษตนดังกล่าวมีขนาดมหึมาเพียงใดเห็นเป็นร่างยาวเป็นลำหนาสีครามประกายเขียวคดเคี้ยวเลี้ยวเก็บงำเป็นเส้นยาวกองทั่วภูเขา

    เมื่อได้เห็นขนาดที่แท้จริงของอสรพิษตนนั้นเซียถงก็อดรู้สึกเสียวสันหลังมิได้ หางตายาวระหงเคลื่อนหนีเหลือบไปมองทางอาหานที่อยู่เคียงข้างอย่างอดมิได้ ใจหนึ่งแอบกังวลว่าชายผู้นี้จะสามารถเอาชนะอสรพิษมหึมาตนนี้ได้จริงๆ หรือไม่?

    “ไม่ต้องห่วงข้าเจ้างูน้อยตนนั้นหาใช่คู่มือของข้าได้เลย”

    รู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องสีหน้าการแสดงออกของอาหานยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสดังเดิมเผยแววเร่าร้อนลุกโชนขึ้นอีกคราเมื่อสบเข้ากับใบหน้าอันงดงามของหญิงสาวตรงหน้า

    อันที่จริงเซียถงมิได้กังวลเรื่องถึงเรื่องความเป็นความตายของชายผู้นี้อยู่แล้ว ห่วงเพียงว่าเขาจะไม่สามารถเอาชนะอสรพิษมหึมาตนนี้ได้ก็เท่านั้น และหากเป็นเช่นนั้นนางก็จะไม่มีทางกำราบกระบี่ทัณฑ์ฟ้าให้เชื่องได้เลย

    ถอดถอนหางตาเหลือบแลกลับมาเซียถงสูดหายใจเย็นเยือบแช่มลึกลงในใจเฮือกใหญ่ ในเวลานี้ นางมิได้สนใจอาหานที่อยู่ท้ายหลังอีกต่อไปแต่พยายามกวาดสายตามองหาเงาร่างหลัวซูในชุดสีแดงบนศีรษะของอสรพิษแทน

    “ไม่ต้องมองหาให้เสียเวลาหลังจากข้าเปิดศึกโจมตีอสรพิษตนนั้นวิญญาณกระบี่ย่อมต้องปรากฏตัวขึ้นเองโดยธรรมชาติ”

    อาหานเอนกายเข้าแนบชิดกับแผ่นหลังของเซียถงโน้มศีรษะเปล่งเสียงแผ่วบางกระซิบข้างหูหญิงสาว และทันทีทันใดเขาก็บรรจงกดริมฝีปากจูบสัมผัสลงไปที่ติ่งหูอันแสนอ่อนนุ่มของนาง

    ลมหายใจอุ่นๆพ่นกระทบติ่งหูของเซียถงอย่างโอนอ่อนทำเอานางสะดุ้งโหย่งกระโดดออกห่างไปหลายสิบก้าวทันควันคล้อยหลังทรงตัวนิ่งตั้งสติได้ นางก็มองค้อนใส่อาหานสีหน้าแววตาหงุดหงิดมากโทสะสายตาของหญิงสาวดูดุร้ายเกรี้ยวกราดราวกับต้องการจะกลืนกินร่างของอีกฝ่ายทั้งเป็น

    “ก็กลัวว่าเจ้าจะไม่ได้ยินคำพูดของข้าจึงต้องเขยือบเข้าไปพูดคุยด้วยใกล้ๆ เช่นนี้”

    อาหานปั้นหน้ากล่าวขึ้นอย่างไร้เดียงสาสีหน้าการแสดงออกบนใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาดูบริสุทธิ์ใจยิ่งยวดราวกับว่าเขามิได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่างในขณะนี้

    แล้วมันต้องอยู่ใกล้ขนาดนั้นเชียว? และที่สำคัญริมฝีปากของหมอนั่นยังเคลื่อนมาโดนติ่งหูของนางเต็มๆราวกับจงใจ นี่เห็นได้ชัดเจนว่า อีกฝ่ายหวังใช้ประโยชน์ทีเผลอ แต๊ะอั๋งนางชัดๆ!

    เซียถงเม้มริมฝีปากอวบอิ่มสีอมชมพูของตนไว้แน่นพยายามระงับเพลิงโทสะที่ปะทุขึ้นภายในใจอย่างสุดกำลัง

    ตอนนี้ยังต้องใช้อีกฝ่ายให้ช่วยจัดการอสรพิษมหึมาตนนั้นอารมณ์เสียไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น!

    เมื่อเห็นเซียถงยืนเม้นริมฝีปากแน่นมือไม้สั่นเทิ่มเพราะต้องสะกดอารมณ์โกรธเกรี้ยว ประกายตาอาหานพลันสั่นไสวราวกับมีดอกไม้ไฟนับพันกำลังเบ่งบานเฉิดฉายกลางนภา

    เชยชมความน่ารักของเซียถงอยู่สักครู่อาหานกล่าวขึ้นว่า

    “ข้าจะเปิดฉากโจมตีอสรพิษตนนั้นทันทีส่วนเจ้ามุ่งความสนใจอยู่กับเจ้าหนุ่มชุดแดงเป็นพอ เมื่อใดที่ปรากฏตัวพยายามอยากให้อีกฝ่ายไปหาอสรพิษตนนั้นได้”

    พูดจบประกายแสงสีเงินสว่างพราวแพรวก็ระเบิดคลั่งพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาอาหานเหินทะยานออกไปกลายเป็นลำแสงคล้ายดาวผีพุ่งไต้เสียดฟ้านภาสูงส่งบรรลุถึงหน้าอสรพิษมหึมาบนภูเขาเขียวขจีในพริบตาเดียว ร่ายมือข้างหนึ่งยืดเหยียดออกมาปรากฏกลายเป็นกระบี่สีเงินทอแสงระยิบระยับเล่มยาว กระชับด้ามกุมจับไว้แน่นชั่วขณะอึดใจ คมกระบี่ยาวควงสะบัดร่ายรำกลายเป็นลำแสงสีเงินนับหลายสิบสายเข้าจู่โจมใส่อสรพิษตนนั้นโดยตรง

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน