เส้นทางลับได้ปรากฎอยู่เพียงเบื้องหน้า เป็นขั้นบันไดซึ่งทอดยาวลงไปสู่ชั้นใต้ดิน
“สุดยอด นี่คือรังลับภายในดันเจี้ยนสินะ !!” กวีตื่นเต้นดีใจประหนึ่งลิงค่างออกร่ายรำ เพียงแต่คนอื่น ๆ กลับมีสีหน้าความคิดเห็นที่แตกต่าง
กามูยามนี้ยกมือเท้าคางพลางครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้น กวีที่รู้สึกสงสัยจึงเริ่มต้นเอ่ยถาม
“มีอะไรรึเปล่าครับ ?”
“นี่มันแย่มาก ไม่นึกเลยว่าพวกเราจะพบดันเจี้ยนลับ”
ในคำตอบของกามูซ่อนเร้นข้อเท็จจริงอันน่าตกตะลึง ซึ่งโดยปกติทั่วไป ดันเจี้ยนลับมักจะมีโอกาสเกิดขึ้นเพียงน้อยนิด และทุกครั้งที่มันปรากฎขึ้นบนผืนโลก มักจะนำพาภัยร้ายที่ไม่มีผู้ใดเคยคาดคิดติดตามมาด้วยเสมอ
“พวกเราควรเร่งติดต่อกับทางสมาคมรึเปล่าคะ ?” แมรี่เริ่มกล่าว
“นั่นสินะครับ ดูเหมือนผมเองก็มีความเห็นตรงกับท่านหญิงโรสเมเรีย ลำพังเพียงพวกเราคงไม่มีทางพิชิตดันเจี้ยนลับได้อย่างแน่นอน” กามูพูดขึ้น กระนั้นแมรี่กลับรู้สึกไม่ชอบใจเล็กน้อยที่ถูกเรียกแทนตนว่าท่านหญิง
แม้จะมีอุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร ทว่ากลับมิอาจใช้งานได้หากย่างกรายเข้าสู่ดันเจี้ยน
“เดี๋ยวผมขอตัวไปออกจากดันเจี้ยนไปเพื่อส่งสัญญาณไปยังสมาคมก่อนนะครับ ส่วนพวกท่านโปรดรอกันที่นี่สักครู่” พลันสิ้นเสียง กามูจึงเร่งฝีเท้ากลับไปยังทางที่จากมาในทันที เพียงแต่ว่า ครั้งนี้เขากลับตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังเส้นทางแรกซึ่งจอสและเซลฟิสใช้งานเป็นทางผ่าน
เมื่อรูปลักษณ์ของกามูหายลับไปจากทัศนียภาพ สีหน้าของแมรี่กลับแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เธอรู้สึกไม่พึงพอใจ ว่าเหตุใดทุกคนจึงต้องเลือกปฏิบัติกับเธอเยี่ยงนายบ่าว
ซึ่งกวีเป็นเพียงผู้เดียวที่ตระหนักรู้ เขาแอบเหลียวมองไปที่เธอเป็นพักๆ กระนั้นกลับไม่ยินยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
ตัดกลับมาที่อีกฟากหนึ่ง กามูเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมหนึ่งคบเพลิง พลันเดินทางมาได้สักระยะหนึ่ง เบื้องหน้าได้ปรากฎบางสิ่งสูงตระหง่านพร้อมเงากะพริบเป็นจังหวะไปตามแสงไฟ
กามูยืนอยู่เบื้องหน้าสิ่งนั้นพร้อมกำหมัดแน่น ราวกับไม้กางเขน ซึ่งมีโครงกระดูกถูกเรียงรายและมัดไว้ประหนึ่งคนถูกตรึงตามกฎของกายวิภาคศาสตร์กลายเป็นโครงสร้างของมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อลองแหงนมองขึ้นไป พบว่ามีศีรษะของใครบางคนถูกแขวนอยู่
“จอส..” เสียงของกามูถูกเปล่งขึ้นหากแต่แฝงไปด้วยความโศกเศร้า เนื้อส่วนอื่นของเขาถูกชำแหละมีเพียงกระดูก สิ่งที่หลงเหลือคล้ายคลึงกับอนุสาวรีย์ มิใช่เพื่อสรรเสริญ หากแต่เป็นการประจานอย่างโจ่งแจ้งให้สาธารณชนได้พบเห็น
สีหน้าที่สิ้นใจของจอสราวกับกำลังเฝ้าเป็นห่วงใครบางคน ย้อนกลับไปในยามที่ตนกำลังจะตาย ในหัวของเขานั้นครุ่นคิดอยู่เพียงเรื่องของลูกสาว
“แล้วเจอกันใหม่ เพื่อนรัก” กามูเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมา ในใจของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชน เขาปฏิญาณ ว่าแม้ร่างกายนี้จะสูญสิ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตนและพวกพ้องจะพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้ลงให้จงได้!
ผ่านไปราวสิบห้านาที กามูได้กลับมาพวกพ้องพร้อมสีหน้าอันเปี่ยมไปด้วยความหดหู่ “โชคร้ายจริงๆ ตอนนี้ข้างนอกเกิดพายุทรายโหมกระหน่ำเข้ามา ทำให้เราไม่สามารถใช้งานเครื่องมือสื่อสารได้เลย คงต้องใช้เวลาสักพักจนกว่ามันจะหยุดลง”
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเรียกร้องขอกำลังพลจึงถูกพันธนาการเอาไว้ชั่วคราว
“งั้นเรามากินข้าวกันก่อนไหมคะ ?” แมรี่กล่าวพร้อมรอยยิ้ม ในเมื่อไม่มีสิ่งใดอื่นที่ทำได้ การพักผ่อนให้หายเหนื่อยย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
“เห็นด้วยครับ”
ทุกคนนั่งรายล้อมกันหลังเสร็จสิ้นเรื่องราวอันแสนเหนื่อยยากทั้งหมด อาหารสำเร็จรูปสำหรับการเดินทางไกลเรียงรายอยู่ตรงหน้า มีน้ำดื่มและสารอาหารครบถ้วนสำหรับการเตรียมพร้อมเข้าสู่สมรภูมิรบครั้งต่อไป
“คุณแมรี่.. ไม่สิ ท่านโรสเมเรีย ท่านเป็นเจ้าหญิงจริง ๆ ใช่ไหมครับ แล้วทำไมราชวงศ์จึงปล่อยให้ท่านเข้ามาเสี่ยงอันตรายข้างในดันเจี้ยนกันล่ะ ?” กวีเริ่มต้นเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ได้โปรดหยุดเรียกชั้นแบบนั้นสักทีเถอะค่ะ” แมรี่นั้นไม่ชอบใจเมื่อถูกใครมาเรียกตนว่าองค์หญิง “แต่ถ้าจะให้เล่า คงต้องย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่ชั้นยังเป็นเด็ก” ครู่ต่อมาเธอจึงเริ่มกล่าวอีกครั้ง “นับตั้งแต่ที่ชั้นลืมตาดูโลก ชั้นก็ถูกจำกัดให้อยู่ภายในห้องห้องหนึ่ง แม้จะกว้างใหญ่เทียบเคียงกับห้องนอนในคฤหาสน์ชั้นสูง ตกแต่งและประดับประดาไปด้วยเครื่องเรือนราคาแพง แต่หน้าต่างทุกบานกลับถูกยึดเหนี่ยวไว้กับลูกกรงไม่ต่างอะไรไปจากคุก เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากนัก ทุกคนมันถูกตัดสินเอาไว้ตั้งแต่ชั้นลืมตาดูโลก ก็เพราะชั้นคือเป็นองค์หญิงแห่งราชวงศ์อาร์นุลฟยังไงล่ะ”
แมรี่เผยยิ้มอย่างขมขื่นขณะที่บอกเล่าเรื่องราวของตน ทุกคนรับฟังเรื่องของเธอในฐานะผู้ฟังที่ดี กระนั้นในขณะเดียวกัน เรเชลกลับแสดงสีหน้าราวกับกำลังเป็นทุกข์และเศร้าหมอง ในฐานะผู้ติดตาม เธอย่อมล่วงรู้ถึงเรื่องราวของแมรี่ได้ดีคนหนึ่ง
เรื่องราวของแมรี่คล้ายคลึงกับองค์หญิงแอนนา ลูเมนิคแห่งอาณาจักรนอทัส ทั้งสองล้วนถูกนำมาเกี่ยวข้องกับปัญหาระหว่างราชวงศ์และการเมือง เพียงแต่ว่า ตัวแอนนากลับแก้ไขปัญหาด้วยการหลีกหนี ตัวเธอจำต้องแอบซ่อนอยู่ในเงามืดมิให้ผู้ใดพบเห็น ถึงกระนั้น แมรี่กลับแตกต่าง แม้เธอจะปิดบังตัวตนจากพวกพ้อง กระนั้นกลับมิได้หลีกหนีออกจากฝูงชน ราวกับว่าตัวเธอเพียงไม่ต้องการให้เป็นที่สนใจ ทว่าก็มิได้ใส่ใจหากมีใครล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง
“แต่นั่นมันก็แค่เรื่องราวในอดีต” แมรี่เริ่มต้นเปล่งเสียงเพื่อว่ากล่าวอีกครั้ง ทว่ารอยยิ้มกลับแปรเปลี่ยนไปกลับมามีชีวิตชีวาดั่งเช่นปกติ
“เมื่อชั้นมีอายุได้สิบหกปี ชั้นก็ได้รับอิสรภาพที่สมควรจะได้รับมาตลอด ชั้นสามารถออกมาจากห้องห้องนั้นและเดินทางไปพบกับท่านพ่อ พวกเราจ้องหน้ากันด้วยความจริงใจ และหลังจากนั้น ชั้นจึงเปล่งเสียงตะโกนออกไปว่า ‘พวกข้าไม่ใช่เครื่องมือของพวกท่าน’ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านพ่อจึงปล่อยให้ชั้นเผชิญโลกกว้างดั่งที่ต้องการ แต่มีเพียงหนึ่งข้อแม้ คือชั้นต้องพาข้ารับใช้ติดตามไปด้วยสักหนึ่งหรือสอง ซึ่งชั้นก็ได้เลือกเรเชลในฐานะคนรับใช้ยังไงล่ะ” แมรี่กล่าวพลางเผยยิ้มออกมาราวกับกำลังมีความสุข
เป็นการแก้ไขปัญหาที่เถรตรง แตกต่างจากแอนนาที่ตัดสินใจหลีกหนีปัญหา
แต่นั่นอยู่นอกเหนือขอบเขตที่กวีจะสามารถตัดสินว่าใครถูกหรือผิด ไม่ว่าจะแมรี่หรือแอนนา ทั้งสองล้วนมีปัญหาที่คนทั่วไปมิอาจพรรณนาถึง
“ท่านพี่ของชั้นหายตัวไปและไม่กลับมาอีกเลย ส่วนท่านแม่..”
ได้ยินคำพูดของแมรี่ จู่ ๆ กามูก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“จะว่าไป ถ้าพูดถึงท่านแม่ของท่านโรสเมเรีย หรือก็คือท่านหญิงโรเซ่ จำได้ว่าเธอเองก็เป็นหนึ่งในเหยื่อโศกนาฏกรรมใน ‘วันที่ดวงดารานับล้านร่วงหล่น’ ที่เกิดขึ้นในช่วงมหาสงครามไรเซ็นสินะ”
สิ่งนี้ทำให้กวีรู้สึกสนใจ ทว่ากลับถูกหยุดชะงักลงด้วยเสียงของเรเชล
“หยุดเถอะค่ะ ขอร้องล่ะ อย่าพูดถึงเรื่องนั้นในตอนนี้เลย”
เสียงของเรเชลทำให้กามูนิ่งเสียงลงในทันที ทว่าดวงตาของแมรี่กลับมีความเศร้าหมองเจือแววอยู่ในสายตา
ทุกคนไม่มีใครพูดหรือถามอะไร ปล่อยให้ความสงสัยเมื่อครู่ผ่านมาและหายไปกับความเงียบงัน
“ว่าแต่คุณเถอะกวี ในช่วงสุดท้ายที่คุณกำลังจะฆ่าพวกพ้องของเซลฟิสคนสุดท้าย แต่แล้วทำไมคุณถึงหยุดการโจมตีซะล่ะ ?” แมรี่เริ่มต้นเอ่ยถามกลับไปบ้าง ทว่ากวีกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาครุ่นคิดถึงสถานการณ์ ณ ตอนนั้น แท้จริงแล้วตัวเขาเองก็ไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง ว่าเหตุใดกันตัวเขาจึงไม่ฆ่าพวกมันตนสุดท้าย
“ผมได้ยินเสียงของแม่”
“ท่านเป็นคนยังไงกันคะ ?”
“ท่านเป็นคนดี ท่านดูแลผมตั้งแต่แบเบาะ ผมชอบช่วงเวลาที่กำลังนอนหนุนตักของท่าน จนกระทั่งในท้ายที่สุด.. มันก็พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากผม !”
ทุกคนสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นอันมากล้นยากเกินจะพรรณนาเมื่อกวีกล่าวมาถึงท่อนสุดท้าย “เช่นนั้นท่านก็.. ไม่อยู่แล้วสินะ” แมรี่กล่าวออกมาเป็นนัยๆ เธอเลี่ยงหลีกคำว่า ‘ตาย’ และสลับสับเปลี่ยนกับคำว่า ‘ไม่อยู่’ เพื่อให้ความรุนแรงแลดูเบาบางลง
“ใช่แล้ว มันฆ่าแม่ของผม เจ้าฆาตกรฆ่าต่อเนื่องคนนั้น !!” แววตาของกวีเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธ เมื่อม่านแรกเริ่มต้นเปิดฉาก ภาพพรรณนาถึงเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตจึงผุดขึ้นมาในหัวราวกับการฉายละครซ้ำ
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เมื่อยามที่กวียังมีอายุเพียงสิบขวบ
ในช่วงบ่ายวันหนึ่งของวันอันแสนธรรมดา เด็กชายตัวน้อยซึ่งนอกไปเล่นข้างนอกได้เปิดประตูเข้าสู่ภายในบ้าน
“คุณแม่ครับ !!” เขาพบกับศพของคุณแม่นอนจมกองเลือด บริเวณท้องขึ้นไปจนถึงกลางอกปรากฎบาดแผลถูกแทงนับสิบแผล ข้างกายของเธอปรากฎมีดเล่มหนึ่งซึ่งถูกเช็ดถูจนปราศจากรอยเลือด ยังมีจานข้าวที่แตกจนข้าวผัดกระจายทั่วพื้น
เสียงของเขาดังกังวานไปจนถึงห้องข้างๆ ครู่ต่อมาเพียงไม่นานนัก ชายคนหนึ่งได้เปิดประตูและพบกับภาพอันน่าสลด
“เจ้าหนู เป็นอะไรรึเปล่า ?!!” เขากล่าวพลางเหลียวมองซ้ายขวา สายตาดูหวาดระแวงพลันเร่งฝีเท้ากลับเข้าสู่ห้องของตนและจึงล็อกประตู
เขาทิ้งเจ้าหนูน้อยเอาไว้เพียงลำพัง มือขวาสั่นเทาเป็นเจ้าเข้าพลางกดโทรศัพท์เพื่อติดต่อถึงใครบางคน
“ครับคุณตำรวจ ได้โปรดรีบมายังพิกัดจากGPSของโทรศัพท์เครื่องนี้ ถัดไปยังด้านขวาของห้องผมจะมีเด็กชายคนหนึ่งกำลังร้องไห้อยู่ ซึ่งข้าง ๆ มีศพของผู้หญิงคนหนึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแม่ รีบมานะครับ !!” เขาติดต่อไปยังสถานีตำรวจผ่านหมายเลขฉุกเฉิน
เหตุใดเขาจึงปล่อยให้หนูน้อยกวีอยู่เพียงลำพัง เหตุผลนั้นง่ายนิดเดียว
เพราะคนร้ายอาจจะเฝ้ารออยู่ ณ บริเวณดังกล่าว
บางทีมันอาจจับเขาหรือเด็กชายเอาไว้เป็นตัวประกัน
ความเสี่ยงอันจะนำพามาซึ่งการสูญสิ้นของชีวิตเขาสามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายกรณี แม้จะผิดต่อเจ้าหนูน้อย แต่ชีวิตของตนย่อมสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของใครอื่น แม้คนคนนั้นจะเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสา
วันเวลาล่วงผ่านไปราวสิบนาที ตำรวจได้มาถึง ณ ที่เกิดเหตุ ภาพแรกที่เห็นช่างน่าสลด เป็นภาพของเด็กชายตัวน้อยกำลังโอบกอดเรือนร่างอันไร้วิญญาณของผู้เป็นแม่พลางร่ำร้องร่ำไห้มีเสียงสะอึกสะอื้นเป็นช่วงๆ
“เจ้าหนู ไม่เป็นอะไรนะ ?” ตำรวจนายหนึ่งยื่นมือเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง เพียงแต่ว่า เจ้าหนูน้อยกลับแสดงสีหน้าราวกับกำลังโกรธแค้น ริมฝีปากเล็ก ๆ เริ่มต้นสั่นไหวพลางกล่าวออกมาจับได้หนึ่งใจความ
.
“เป็นเพราะมัน !!”
.
“มันเป็นคนฆ่าแม่ของผม !!”
.
“จะต้องเป็นเจ้าฆาตกรต่อเนื่องคนนั้นแน่ๆ !!”
.
กลับคืนสู่ช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยวาจาเข้าแทรกในขณะที่กวีบอกเล่าเรื่องราวของตน มันช่างน่าเจ็บปวด การสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักตั้งแต่ยังเด็ก คงสร้างบาดแผลฝังลึกให้แก่กวีจนถึงยามนี้
“แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว อีกอย่าง เจ้าหมอนั่นก็อาจจะตายห่าตายโหงไปแล้วก็ได้” กวีเริ่มต้นกล่าวอีกครั้ง แต่หากจับใจความจากถ้อยคำที่เขากล่าว จึงหมายความว่ายังไม่มีการจับกุมเจ้าฆาตกรต่อเนื่องจนถึงยามนี้ มันอาจจะเสียชีวิตด้วยสักเหตุผลหนึ่ง หรือไม่ก็อาจจะยังคงลอยนวลและไล่ฆ่าผู้คนอยู่ ณ ที่ใดสักแห่ง
“เรามาเปลี่ยนเรื่องกันดีกว่า” กวีเอ่ยขึ้นเมื่อตระหนักได้ว่าเรื่องราวของตนกำลังทำลายบรรยากาศ “เราจะเอายังไงต่อกับดันเจี้ยนลับดีครับ ?” คำถามนี้มิอาจตอบได้ในทันที เพราะด้วยสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน คงไม่มีทางที่พวกเขาจะส่งสัญญาณเรียกกำลังเสริมเพื่อปิดดันเจี้ยน
“ชั้นอยากจะเข้าไปค่ะ” เสียงของแมรี่ถูกเปล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน พร้อมใบหน้าอันแฝงไปด้วยความเถรตรงต่อจิตใจ
ทุกคนต่างนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ทว่าลึก ๆ กลับเห็นพ้องต้องกันกับแมรี่
“นั่นสินะ ไหน ๆ พวกเราก็เลือกใช้ชีวิตในฐานะนักบุกเบิกกันแล้ว งั้นก็ต้องลุยมันสักตั้ง” กามูกล่าว แม้จะล่วงรู้ว่าเสี่ยง แต่ชีวิตถือกำเนิดขึ้นและตายเพียงหนเดียว หากต้องการกระทำสิ่งใดก็ควรเร่งลงมือก่อนที่ทุกสิ่งจะสายเกินไป
ถึงกระนั้น ความเสี่ยงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับดันเจี้ยนลับก็มากโขไม่จางหาย ลำพังเพียงมือสมัครเล่นคงเปรียบดังการวิ่งเข้ากองไฟโดยไร้ซึ่งเครื่องป้องกันเพลิง
“ผมว่าพวกเราควรจะรอกันจนกว่าพายุพัดผ่านไปจะดีกว่า ถ้าฟังจากที่พวกคุณเป็นกังวล ครั้งนี้เราควรจะเฝ้ารอ ไม่ใช่ปล่อยให้อารมณ์ขึ้นอยู่เหนือเหตุผลจนไม่สามารถตระหนักรู้ถึงความเป็นความตาย” กวีเริ่มต้นเปล่งเสียงเพื่อว่ากล่าว นับตั้งแต่อดีตเมื่อสมัยก่อน ตัวเขามักเป็นคนขี้ระแวงจนเกินเหตุ แต่เพราะสาเหตุนั้น จึงส่งผลให้เขาสามารถตระหนักรู้ถึงภัยเงียบได้ก่อนผู้คนรอบกาย
เพียงแต่ว่า เมื่อสิ้นเสียงของเขา แมรี่กลับเผยยิ้มพลางเอ่ยขึ้น “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตราบใดที่พวกเรามีคุณอยู่ด้วย”
ถ้อยคำของเธอได้แปรเปลี่ยนสีที่แต้มแต่งใบหน้าของกวีไปฉับพลัน ชายหนุ่มมีความรู้สึกอันแปลกประหลาด เร่งเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตาราวกับตนกำลังเขินอาย
“ชั้นเป็นอะไรของชั้นกันเนี่ย..” กระทั่งตัวเขาก็มิอาจล่วงรู้ว่าความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในอกมันคือสิ่งใด นับแต่ตั้งถือกำเนิดขึ้นมาจนเติบใหญ่ กวีไม่เคยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงใดมาก่อน จึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิด
“ชั้นจริงจังนะคะ” ถ้อยคำต่อมาของเธอทำให้กวีรู้สึกผ่อนคลาย พลันจ้องเข้าไปภายในแววตาของเธอ กลับแฝงอยู่เพียงความซื่อตรงราวกับเธอกำลังเชื่อมั่นอย่างสุดใจ
กวีเผยยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลาย “เข้าใจแล้วครับ ผมเอาด้วยก็ได้” เขากล่าวพลางปล่อยตัวปล่อยใจให้อารมณ์เป็นตัวตัดสิน
ทุกคนได้ลุกขึ้นยืนพร้อมสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น กระนั้นกลับถูกเสียงของกวีเข้าแทรกแซงจนต้องหยุดชะงักไปในฉับพลัน