รสชาติของความห่วงใย
ตะวันคล้อยต่ำลงสู่ทิวไม้ รัศมีสีทองแดงฉาบทาไปทั่วลานหินกว้างที่บัดนี้แปรสภาพเป็สมรภูมิย่อม ๆ ของการขุดค้น กลิ่นไอดินที่ถูกพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่ลอยฟุ้ง ผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อไคลของบุรุษเพศ
เหลียงเจ๋อ รองแม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งกองธงพยัคฆ์ทมิฬ บัดนี้สภาพมอมแมมยิ่งกว่าขอทานข้างถนน เสื้อเกราะเบาถูกถอดกองไว้ข้างกาย เหลือเพียงเสื้อตัวในที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจนแนบเนื้อ เผยให้เห็นมัดกล้ามที่เกร็งตัวแน่นทุกครั้งที่เขาสับจอบลงดิน
“อีกนิดเดียว! ท่านรองแม่ทัพ! ตรงนั้นแหละ ขุดลึกลงไปอีกสามชุ่น!”
เสียงสั่งการเจื้อยแจ้วของเสิ่นลั่วดังมาจากใต้ร่มไม้ใหญ่ เ้าตัวนั่งกระดิกเท้าจิบน้ำจากกระบอกไม้ไผ่อย่างสบายอารมณ์ แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวจากการเสียเื แต่แววตากลับเป็ประกายระยับราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่
“เ้า... เ้าคนลวงโลก!” เหลียงเจ๋อคำรามในลำคอ หายใจหอบฮั่ก ๆ ราวกับวัวถึกที่เพิ่งลากเกวียนขึ้นเขา “ข้าขุดมาหกหลุมแล้วนะ! หกหลุม! แขนข้าจะหลุดออกมาจากบ่าอยู่แล้ว ไหนเ้าบอกว่าแค่ย้ายหินนิดหน่อยไง?”
เสิ่นลั่วหัวเราะร่า พลางกัดผลพุทราเชื่อมที่ค้นเจอในห่อผ้าของเหลียงเจ๋อเคี้ยวตุ้ย ๆ “โธ่ ท่านรองแม่ทัพอย่าเพิ่งตีโพยตีพาย การถอนหมุดตรึงิญญามันต้องใช้แรงกายแรงใจประสานกัน ท่านดูสิ ดินที่ท่านขุดขึ้นมา สีมันเปลี่ยนจากดำคล้ำเป็สีน้ำตาลแดงแล้ว นั่นหมายความว่าพิษร้ายกำลังถูกชะล้าง”
กู้ชิงเหยียนที่นั่งขัดสมาธิเดินลมปราณอยู่ไม่ไกล ลืมตาขึ้นช้า ๆ เขาจ้องมองดินที่เหลียงเจ๋อขุดขึ้นมาจริงดังว่า ไอความเย็นะเืที่เคยกัดกินกระดูกเขาเริ่มเจือจางลงอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกโล่งสบายไหลเวียนไปทั่วร่างราวกับสายน้ำที่เพิ่งทะลวงผ่านเขื่อนกั้น
“เหลืออีกจุดเดียว” กู้ชิงเหยียนเอ่ยเสียงทุ้ม “ตำแหน่งเต่าดำ ทิศอุดร”
เสิ่นลั่วพยักหน้าหงึกหงัก ลุกขึ้นปัดเศษขนมออกจากเสื้อ “ถูกต้องขอรับนายท่าน จุดสุดท้ายนี้สำคัญนัก เพราะมันเชื่อมต่อกับทางน้ำใต้ดิน หากเราปลดปล่อยมันได้ สระบัวแห้ง ๆ นั่นอาจจะมีตาน้ำไหลกลับเข้ามาก็ได้”
ทั้งสามเดินมุ่งหน้าไปยังสระบัวร้างหลังเรือนใหญ่ สภาพสระแห้งขอดจนเห็นโคลนตมก้นบ่อที่แตกระแหงเป็ร่องลึก ก้อนหินรูปร่างประหลาดก้อนหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางสระ มันมีลักษณะกลมมนคล้ายไข่ั์ ผิวััเรียบเนียนผิดธรรมชาติ
“แปลก...” เสิ่นลั่วพึมพำ เดินไต่ลงไปในสระที่แห้งผาก เขาใช้ด้ามพู่กันเคาะเบา ๆ ที่หินก้อนนั้น ก๊อก ก๊อก
เสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงทึบตันของหินผา แต่กลับเป็เสียงก้องกังวานกลวงเปล่าราวกับมีโพรงอยู่ภายใน
“ระวังตัวด้วย” กู้ชิงเหยียนเตือน มือขวากุมด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ แม้จะยังสวมถุงมือหนังปกปิดรอยคำสาป แต่ท่วงท่าเตรียมพร้อมนั้นสง่างามสมชายชาติทหาร
เสิ่นลั่วไม่รอช้า เขาหยิบยันต์กระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่งออกมา แปะลงบนยอดหินก้อนนั้น แล้วบริกรรมคาถาเสียงพึมพำ “ศิลาไร้ใจ แต่จิตมีิญญา จงตื่นจากนิทรา!”
ฟุ่บ!
ยันต์แผ่นนั้นลุกไหม้เป็ไฟสีน้ำเงิน หินก้อนกลมสั่นดุกดิกไปมาอย่างรุนแรงจนเหลียงเจ๋อต้องะโถอยหลัง
“เฮ้ย! มันจะะเิหรือเปล่า!?”
ทันใดนั้น รอยแตกปริก็ปรากฏขึ้นบนผิวหิน แสงสีนวลตาพุ่งลอดออกมา พร้อมกับเสียง เปรี้ยะ! ชิ้นส่วนหินกะเทาะออก เผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดที่ซ่อนอยู่ภายใน
มันเป็ภูตหินตัวน้อย สูงเพียงแค่ศอก รูปร่างป้อมกลมดิก ผิวเป็หินสีเทาอ่อนเนียนละเอียด มีแขนขาป้อมสั้น และบนศีรษะมีต้นหญ้าต้นเล็ก ๆ งอกอยู่ต้นหนึ่ง ดวงตากลมโตสีดำขลับกะพริบปริบ ๆ มองดูผู้บุกรุกทั้งสามด้วยความงุนงง
“นี่มันตัวบ้าอะไรเนี่ย?” เหลียงเจ๋ออ้าปากค้าง ตาถลนแทบถลนออกนอกเบ้า
เสิ่นลั่วยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ เขานั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าเ้าตัวป้อม “โอ้... ไม่คิดว่าจะเจอภูตศิลาที่นี่ นี่มันของหายากยิ่งกว่าทองคำพันชั่งเสียอีก!”
เ้าภูตน้อยส่งเสียงร้อง “กุกกัก... กุกกัก” พลางพยายามจะลุกเดิน แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงสะดุดยอดหญ้าล้มกลิ้งหลุน ๆ ลงมาหยุดอยู่ที่ปลายรองเท้าของกู้ชิงเหยียน
กู้ชิงเหยียนก้มลงมองก้อนกลม ๆ ที่แทบเท้าด้วยสายตาว่างเปล่า เ้าภูตน้อยเงยหน้าขึ้นสบตาแม่ทัพปีศาจ แทนที่มันจะหวาดกลัวจิตสังหาร มันกลับยื่นมือป้อม ๆ ที่เป็หินเย็นเฉียบไปแตะที่หน้าแข้งของเขา เบา ๆ
“กุกกัก!” ‘ท่านตัวหอมจัง!’
“มัน... ไม่กลัวข้า?” กู้ชิงเหยียนเลิกคิ้วประหลาดใจ ปกติสัตว์น้อยใหญ่แค่มองตาเขาก็วิ่งหนีหางจุกตูดแล้ว
“ภูตศิลาเกิดจากพลังธรรมชาติที่บริสุทธิ์ขอรับ” เสิ่นลั่วอธิบาย เดินเข้ามาใกล้ “มันััได้ถึงกลิ่นอายของดินและหินในตัวท่าน บางทีมันอาจจะคิดว่าท่านเป็ญาติผู้ใหญ่ของมันก็ได้”
“ญาติผู้ใหญ่” เหลียงเจ๋อหลุดขำพรืด แต่พอโดนสายตาพิฆาตของเ้านายตวัดมามอง ก็รีบแสร้งทำเป็ไอแค่ก ๆ “อะแฮ่ม! แล้วเราต้องทำยังไงกับมัน? จับไปต้มกินได้ไหม?”
เ้าภูตน้อยได้ยินคำว่ากินก็สะดุ้งโหยง รีบวิ่งไปหลบหลังขาของกู้ชิงเหยียนทันที ราวกับรู้ว่าบุรุษหน้าดุผู้นี้ปลอดภัยที่สุด
“กินบิดาท่านสิ!” เสิ่นลั่วดุ “นี่คือดวงจิตแห่งขุนเขา การที่มันถือกำเนิดขึ้น แสดงว่าชีพจรดินตรงนี้เริ่มฟื้นตัวแล้ว เราต้องเลี้ยงดูมันให้ดี มันจะช่วยดูดซับไอพิษที่หลงเหลือได้ ข้าจะตั้งชื่อมันว่าอาสือ”
กู้ชิงเหยียนก้มลงมองเ้าก้อนหินที่เกาะขาเขาแน่นไม่ยอมปล่อย ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัวใจที่เคยด้านชา มุมปากของเขาหยักยกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
“อาสือ... ก็ดี”
...
รัตติกาลมาเยือนอีกครั้ง คราวนี้บรรยากาศในจวนพยัคฆ์ทมิฬเปลี่ยนไปจากคืนก่อนอย่างสิ้นเชิง แม้ความมืดจะยังปกคลุม แต่ความวังเวงน่าขนลุกกลับเลือนหายไป แทนที่ด้วยเสียงจิ้งหรีดเรไรที่เริ่มกลับมาร้องระงม
กองไฟกองเล็กถูกก่อขึ้นกลางลานหน้าเรือนรับรอง กลิ่นหอมของปลาย่างลอยอบอวล
เสิ่นลั่วนั่งพิงเสาเรือน ใบหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด การใช้พลังปราณปลุกเสกยันต์และถอนหมุดติดต่อกันทำให้ร่างกายที่บอบบางอยู่แล้วยิ่งอ่อนล้า เขาถือไม้เสียบปลาย่างไว้ในมือ แต่ตายังปรือปรอยแทบจะหลับกลางอากาศ
“กินซะ”
เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับชามข้าวต้มร้อน ๆ ที่ถูกยื่นมาตรงหน้า เสิ่นลั่วสะดุ้งตื่น ลืมตาขึ้นเห็นกู้ชิงเหยียนนั่งลงข้าง ๆ
“ท่านแม่ทัพ...” เสิ่นลั่วยิ้มแห้ง “ข้าไม่หิวเท่าไหร่...”
“โกหก” กู้ชิงเหยียนเอ่ยเสียงเรียบ “ท้องเ้าร้องดังไปถึงเรือนข้า กินเข้าไปซะ เดี๋ยวจะตายคาจวนข้า แล้วข้าต้องมาเสียเวลาขุดหลุมฝังเ้าอีก”
แม้วาจาจะดูห่างเหินและกระด้าง แต่การกระทำกลับอ่อนโยนผิดวิสัย กู้ชิงเหยียนคีบเนื้อปลาส่วนที่นุ่มที่สุดและไม่มีก้าง ใส่ลงในชามข้าวต้มของเสิ่นลั่ว
เสิ่นลั่วมองดูชิ้นเนื้อปลาสีขาวในชาม ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นขึ้นมาที่ขอบตา เขาเคยชินกับการดูแลตัวเองมาตลอดชีวิต การมีใครสักคนมาใส่ใจเื่ปากท้องเช่นนี้มันช่างไม่คุ้นชินเอาเสียเลย
“ขอบคุณขอรับ” เสิ่นลั่วตักข้าวต้มเข้าปาก รสชาติจืดชืดของข้าวต้มผสมกับความหวานของเนื้อปลาสด กลับกลายเป็อาหารมื้อที่อร่อยที่สุดในรอบปี “ท่านแม่ทัพ หมุดเจ็ดตัวถูกถอนออกหมดแล้ว คืนนี้ท่านน่าจะนอนหลับได้สนิทขึ้น”
“อืม” กู้ชิงเหยียนตอบรับในลำคอ สายตามองไปยังกองไฟที่ลุกโชน “ข้าเป็หนี้เ้า”
“หนี้บุญคุณไม่ต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ เอ๊ย ไม่ใช่” เสิ่นลั่วหัวเราะเบา ๆ “แค่ท่านจ่ายค่าจ้างให้ตรงเวลาก็พอ แล้วก็สัญญาว่าจ้างข้อที่สาม ห้ามท่านตายก่อนสวนจะเสร็จ เข้าใจหรือไม่?”
กู้ชิงเหยียนหันมามองคนข้างกาย แสงไฟตกกระทบเสี้ยวหน้าด้านข้างของเสิ่นลั่ว ขับเน้นให้เห็นขนตายาวงอนและผิวแก้มที่เริ่มมีเืฝาดเจือจาง
“เสิ่นลั่ว”
“ขอรับ?”
“ทำไมเ้าถึงยอมช่วยข้า? ไม่ใช่แค่เื่เงิน... ข้ารู้” สายตาของแม่ทัพหนุ่มคมกริบราวกับจะมองทะลุเข้าไปในจิติญญา “คนฉลาดอย่างเ้า หนีไปก็ได้ แต่เ้าเลือกที่จะเจ็บตัว”
เสิ่นลั่วนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่เหนือยอดไม้ ก่อนจะตอบเสียงแ่เบา
“เพราะข้าเคยไม่มีบ้าน ข้าเลยรู้ว่าการมีบ้านแต่กลับอยู่ไม่ได้ มันเ็ปแค่ไหน” เขาหันมาสบตากู้ชิงเหยียน รอยยิ้มบางเบาประดับมุมปาก “ท่านแม่ทัพ ท่านเหมือนก้อนหินที่แข็งแกร่งก็จริง แต่หิน... หากตากแดดตากฝนลำพังนานไป มันก็กร่อนได้ ข้าแค่อยากเป็ตะไคร่น้ำที่ช่วยปกคลุมท่านไว้บ้างก็เท่านั้น”
กู้ชิงเหยียนนิ่งงัน คำเปรียบเปรยง่าย ๆ นั้นกลับกระแทกใจเขาอย่างจัง
‘ตะไคร่น้ำงั้นรึ?’
ทันใดนั้น เ้าภูตน้อยอาสือก็กลิ้งหลุน ๆ เข้ามาแทรกกลางวงสนทนา มันปีนขึ้นไปบนตักของกู้ชิงเหยียนอย่างถือวิสาสะ แล้วขดตัวนอนหลับปุ๋ยราวกับตักแกร่งนั้นเป็เตียงนุ่ม ๆ
กู้ชิงเหยียนตัวแข็งทื่อ ทำท่าจะปัดออก แต่พอเห็นสายตาลุ้นระทึกของเสิ่นลั่ว เขาก็ถอนหายใจ แล้วปล่อยมือวางทิ้งไว้ข้างลำตัว ยอมให้เ้าก้อนหินมีชีวิตใช้ตักเขาต่างหมอน
“ตะกละ แล้วยังี้เีอีก” กู้ชิงเหยียนบ่นพึมพำ แต่ท่อนแขนข้างหนึ่งกลับขยับมาบังลมให้เ้าตัวน้อยอย่างเงียบเชียบ
เสิ่นลั่วเห็นภาพนั้นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ เขาเอนกายพิงเสาเรือน ความง่วงงุนเข้าครอบงำอีกครั้ง
“ฝันดีนะขอรับ ท่านแม่ทัพศิลา... ผู้ใจดี”
เสียงงึมงำขาดห้วงไปพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอ เสิ่นลั่วเข้าสู่นิทราไปแล้วทั้งที่ชามข้าวยังวางอยู่บนตัก
กู้ชิงเหยียนขยับตัวช้า ๆ หยิบชามข้าวออกจากมือของคนหลับ วางลงข้าง ๆ ก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกสีดำสนิทของตนออกมา คลุมลงบนร่างโปร่งบางนั้นอย่างเบามือ
กลิ่นกายหอมกรุ่นของเสิ่นลั่วลอยมาเตะจมูก กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตก... กลิ่นของชีวิต
“ฝันดีเ้าตัวยุ่ง”
กู้ชิงเหยียนกระซิบแ่เบา นั่งเฝ้ายามอยู่ข้างกองไฟ โดยมีเ้าภูตน้อยนอนกรนเบา ๆ บนตัก และช่างจัดสวนปากดีนอนหลับใหลอยู่ข้างกาย