Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 56 ปะทะอัศวินศักดิ์สิทธิ์(1)

    บทที่ 56

    ฮิลฟีเดย์ เด็กกำพร้าจากสงครามระหว่างชายแดนอาณาจักรริชมอนด์และมหาพงไพรโซนันนอสที่อยู่อาศัยเพียงแห่งเดียวในโลกของเผ่าพันธ์ผู้ที่เป็นที่รักแห่งผืนป่าอย่างเผ่าพันธ์เอลฟ์ สิ่งมีชีวิตทรงปัญญาและเรืองเวทย์ที่มีอายุยืนยาวหลายร้อยปี

    สงครามไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่ผู้ใด อย่างเช่นฮิลฟีเดย์ที่เป็นหนึ่งในเด็กกำพร้ามากมายที่สูญเสียพ่อแม่ไปเนื่องจากสงครามถูกรับเลี้ยงโดยมูลนิธิแห่งหนึ่งของศาสนจักร แน่นอนว่าศาสนจักรที่ต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่ใจดีขนาดเลี้ยงเด็กๆเอาไว้โดยไม่หวังผลตอบแทนเมื่ออายุสิบขวบเด็กๆจะถูกกระจายตัวไปยังสถานศึกษาต่างๆตามความสามารถของตน

    เว้นเพียงแต่ฮิลฟีเดย์เท่านั้น เมื่ออายุสิบขวบผลการประเมินของคลาสที่ออกมาได้นั้นคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในคลาสหายากและทรงพลังผู้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ในการต่อสู้ มูลนิธิไม่ลังเลที่จะส่งมอบเธอให้แก่ศาสนจักรประหนึ่งสิ่งของซึ่งศาสนจักรก็ยินดีที่จะรับฮิลฟีเดย์มาและพวกมันก็ไม่ผิดหวัง

    ฮิลฟีเดย์ถือเป็นอัจฉริยะบุคคลที่หาได้ยากในเซลิออน พลังศักดิ์สิทธิ์ของเธอเข้มแข็งมากพอๆกับท่านหญิงลิเลียน นอกจากจะศึกษาสรรพวิชาการต่อสู้จนแตกฉานฮิลฟีเดย์ยังมีจิตวิญญาณที่ผูกพันกับศาสนจักรด้วยความจงรักภักดีตามที่ศาสนจักรต้องการ

    ชีวิตของเธอราบรื่นแทบไร้อุปสรรคแต่ใช่ว่าเธอนั้นไร้ฝีมือแค่ไม่มีใครสามารถบีบบังคับให้เธอแสดงความสามาถที่แท้จริงออกมา ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกที่ฮิลฟีเดย์พบกับคนที่มีความสามารถในระดับเดียวกัน

    “คนๆนี้ไม่ได้พูดเกินจริงเลย”

    สตรีเจ้าของเรือนผมสีฟ้าน้ำทะเลคิดในใจขณะกำลังรับคมดาบยักของชายสวมหน้ากากอย่างหักโหม เป็นครั้งที่สิบแล้วที่เด็กสาวรู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่ามือทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองชะงักไปครึ่งวินาทีแต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ยอดฝีมือหน้ากากสามารถหยิบฉวยรุกไล่เธออย่างต่อเนื่อง

    แม้จะเสียพลังชีวิตไปไม่มากแต่หากยังเป็นอย่างนี้ต่อไปละก็แย่แน่

    กายาพิสุทธิ์

    วิ้ง

    ในที่สุดฮิลฟีเดย์ก็ตัดสินใจใช้ทักษะของอัศวินศักดิ์สิทธิ์เพื่อเพิ่มอัตราการป้องกันสถานะผิดปกติ พลังป้องกัน และล้างสถานะผิดปกติที่ได้รับอยู่ในขณะนั้น ร่างกายเรืองแสงสีขาวราวกับทวยเทพก่อนจะเลื่อนมือไปจับดาบที่คาดอยู่ข้างเอว

    ชริ้ง!

    ดาบยาวที่เคลือบด้วยพลังศักดิ์สทธิ์กระชากออกฟันในแนวราบเอเลนสามารถป้องกันเอาไว้ได้อย่างหมดจดแต่เขาก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อใบหน้าภายใต้หน้ากากพลันปรากฏบาดแผลเป็นแนวยาว เมื่อเห็นว่ามีเลือดไหลซึมออกจากหน้ากากฮิลฟีเดย์ก็ฉีกยิ้มเพราะศัตรูไม่ได้คงกระพันอย่างที่คิด

    หอกศักดิ์สิทธิ์ อัลเกนอส ในมือซ้ายโดดเด่นด้านการโจมตีด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์มหาศาล ในมือขวาของเด็กสาวยังมี ดาบศักดิ์สิทธิ์ ไลท์เฟท ที่มีพลังโจมตีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ต่างกันตรงที่ต่อให้ศัตรูสามารถป้องกันไว้ได้ตัวดาบจะแปรเปลี่ยนพลังโจมตี 1% เป็นบาดแผลสุ่มลงบนร่างกายของศัตรู แม้จะดูเหมือนเล็กน้อยแต่เมื่อลองคิดว่ามันสามารถสร้างความเสียหายโดยไม่สนใจเครื่องป้องกันที่สวมใส่อยู่ก็นับว่าคุ้มค่า

    เอเลนที่สวมใส่เกราะอ่อนลูกมังกรไม่สามารถป้องกันได้ ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของเขาคือต้องหลบให้ได้อย่างหมดจดเท่านั้น

    “จะใช้ควินดีลดีมั้ย?”

    เอเลนคิดในใจเงียบๆสถานการณ์ได้พลิกผันทันทีเมื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้ชักอาวุธเล่มที่สองออกมา ในแง่ของกระบวนท่าแล้วเอเลนถือว่าตัวเองเหนือกว่าแถมยังได้คุณสมบัติเซฟิออนทำให้อีกฝ่ายชะงักเรื่อยๆหากเขายังหล่อเลี้ยงการต่อสู้ด้วยแนวทางนี้ต่อไปชัยชนะย่อมต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน

    ตอนนี้ดาบยาวเล่มนั้นสร้างความได้เปรียบมหาศาลให้แก่ฮิลฟีเดย์ย่างถึงที่สุดวิธีการที่ง่ายที่สุดคือการงัดอาวุธระดับเดียวกันออกมาต่อสู้ เอเลนหลบตาขบติดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจ

    เขาจะไม่เรียกควินดีลออกมา

    ในวันนี้เขาตั้งใจมาทดสอบประสิทธิภาพของเซฟิออนและพาฟาเร็ทมาเก็บเลเวล แต่ไม่คิดเลยว่าโชคชะตาจะพาเขามาพบกับกลับผู้กล้าเข้าให้ทำให้เกิดการต่อสู้ที่เลยเถิดมาถึงขนาดนี้ โชคดีเพียงอย่างเดียวก็คือวันนี้เขาได้สวมหน้ากากและชุดที่เซลีนตระเตรียมเอาไว้ให้ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถใช้ทักษะตรวจสอบตัวตนของเขาได้

    เมื่อพิจราณาว่าเขาควรเรียกควินดีลมาด้วยดีหรือไม่ คำตอบคือไม่ ยังมีอีกหลายวิธีที่เอเลนสามารถเอาชนะศัตรูตรงหน้าได้ด้วยการพึ่งพาอาวุธแรงค์ S เพียงเล่มเดียว ฮิลฟีเดย์ครอบครองตราประทับทรราชย์อยู่ 15 ชิ้น ไม่เพียงพอจะให้ใช้งานอัสนีพิฆาตได้แต่โชคดีที่ตอนนั้นมีเมฆก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าเหนือพวกเขาพอดีเอเลนจะกระแทกฮิลฟีเดย์ออกไปพร้อมกับทิ้งคำพูดเอาไว้คำหนึ่ง

    “กัดฟันเอาไว้แน่นๆนะ”

    “?”

    ทัณฑ์สายฟ้า

    เปรี้ยง!!!

    ไวเท่าความคิดฟ้าฝ่าปริศนาก็ผ่าลงบนตรงร่างเธอด้วยตรงพร้อมค่าความเสียหายเกือบหนึ่งหมื่นหน่วยเล่นเอาฮิลฟีเดย์ซวนเซไปวูบหนึ่ง แต่เธอก็เห็นชายสวมหน้ากากทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเมื่อมือทั้งสองที่จับดาบแน่นพลันปล่อยออกแต่แทนที่ดาบจะร่วงลงสู่พื้นดาบกลับพุ่งมาหาเธอเสียอย่างนั้น

    “ยุทธภัณฑ์จิตวิญญาณ!”

    คราวนี้ฮิลฟีเดย์แตกตื่นของจริง ยุทธภัณฑ์จิตวิญญาณเป็นของที่หาได้ยากถึงมากที่สุดแม้แต่ศาสนจักรยังไม่อาจหาอาวุธประเทนี้มาครอบครองได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว ลำพังจะหายุทธภัณฑ์จิตวิญญาณแรงค์ F ว่ายากแล้ว แต่ดาบตรงหน้าของเธอนั้นคือยุทธภัณฑ์แรงค์ S ซึ่งเป็นอาวุธระดับสูงสุดในโลก

    “ต้องชิงมันกลับไปให้ได้”

    ความคิดที่จะไว้ชีวิตชายสวมหน้ากากนั้นไม่มีแต่แรกอยู่แล้ว การได้พบกับยุทธภัณฑ์จิตวิญญาณคือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ราวกับรับรู้ควมคิดของฮิลฟีเดย์เซฟิออนจึงข้นเสียงดูแคลน

    “อ่อนหัดอย่างเจ้าน่ะรึคิดครอบครองข้า ฝันไปเถอะ”

    ในโลกใบนี้มนุษย์คนเดียวที่เซฟิออนหวาดกลัวลึกลงไปถึงจิตวิญญาณนั้นก็คือเอเลน มนุษย์คนอื่นไม่ได้อยู่ในสายตาของมันแม้แต่น้อย ฮิลฟีเดย์ยิ้มเยาะก่อนจะใช้ดาบรับการะบวนท่าที่ดูทื่อด้านราวกับมือสมัครเล่น แต่แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กสาวก็สลายไปเมื่อเจ้าดาบบินเล่มนี้คล่องแคล่วเหมือนเจ้านายของมันไม่มีผิด

    “นี่มันเรื่องบ้าอะไร”

    ฮิลฟีเดย์ไม่อาจระงับความแตกตื่นเพราะเซฟิออนสืบทอดฝีมือด้านเชิงดาบมาจากเอเลนมากถึงสามในสี่ส่วน แถมที่ปะทะกับมาตลอดเอเลนยังไม่ได้แสดงฝีมือที่แท้จริงด้วยซ้ำและการที่เคลื่อนไหวได้เองนั้นทำให้คาดเดาทิศทางของดาบยากขึ้นไปอีก

    “ตกใจตอนนี้ยังเร็วไปหน่อยนะ”

    ทันใดนั้นเองเสียงของชายสวมหน้ากากก็ดังขึ้น เขามาพร้อมกับดาบสั้นคู่ที่ผนึกพลังจนเปลี่ยนเป็นยุทธภัณฑ์แรงค์ B เข้ารุกไล่เธออย่างต่อเนื่องเปลี่ยนการต่อสู้เป็นสองรุมหนึ่งในพริบตา

    “อย่าได้ใจให้มันมากนัก”

    ฮิลฟีเดย์ตวาดลั่นก่อนจะวกดาบกลับมารับมือเอเลนแทน เด็กหนุ่มฉีกยิ้มร้ายทั้งที่ใส่หน้ากากเซฟิออนบินมาขวางดาบเอาไว้โดยไม่ต้องสั่งเด็กสาวแสดงกระบวนท่าออกมาได้เพียงครึ่งเดียวต้องจำใจสลายกระบวนท่าเพื่อมาตั้งรับเซฟิออนในขณะที่เอเลนนั้นก้าวเข้ามาพร้อมดาบสั้นคู่

    เคร้ง!

    เด็กสาวยกหอกฮาลเบิร์ดขึ้นต้านรับแม้อาวุธในมือของชายสวมหน้ากากจะมีแรงค์แค่ B แต่ฝีมือของเขานั้นเด็กสาวเชื่อว่าต่อให้เป็นอาวุธระดับ F หากใช้งานโดยใช้ผู้นี้ย่อมร้ายกาจไม่ต่างกับอาวุธระดับสูง และก็เป็นจริงดั่งที่เธอคาดชายสวมหน้ากากใช้ดาบหนึ่งรับส่วนอีกดาบใช้เพื่อรุกทะลวงผ่านการป้องกันเสียบเข้าที่สีข้าง

    ฮิลฟีเดย์รับมือด้วยการบิดลำตัวเลี่ยงไม่ปะทะด้วยกำลังปล่อยให้ดาบยักษ์ตกลงสู่พื้นส่วนดาบคู่ก็แฉลบไปอีกทางพร้อมทั้งตีเข่าสวนกลับไป เอเลนยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ใช้ท่าเท้าที่แยบคายรับเอาเข่าลอยของอัศวินหญิงแม้นั่นจะทำให้เขาถูกบังคับต้องถอยออกมาห้าก้าว

    “ตัดสินใจได้ดี”

    แม้จะเป็นศัตรูแต่เอเลนก็อดที่จะชื่นชมอีกฝ่ายไม่ได้ที่ผ่านมาเขามักจะพบแต่คู่ต่สู้ที่มุ่งเน้นใช้แรงต้านแรงเพื่อสร้างหนทางไปสู่ชัยชนะ แม้จะมีพลังมากมายแค่ไหนแต่เทคนิคนั้นกลับอ่อนด้อยไม่เหมือนฮีลฟีเดย์ที่ถึงจะทรงพลังสุดๆแต่เทคนิคของเจ้าหล่อนก็ไม่อ่อนด้อยเลยซักนิด

    พรึบ!

    เอเลนใช้พลังประสิทธิ์ศาสตราขับไล่พลังศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่ายที่แฝงมากับการโจมตีเมื่อครู่ หากปล่อยเอาไว้ขุมพลังนี้จะแล่นเข้าสู่หัวใจแต่โดยเนื้อแท้แล้วพลังศํกดิ์สิทธิ์เป็นพลังที่อ่อนโยนจึงไม่อาจมอบความตายแบบฉับพลันแต่จะระเบิดออกมาเป็นพลังทำลายล้าง

    “....แกเองก็เป็นผู้ใช้พลังจากทั้งภายนอกและภายใน?”

    ฮิลฟีเดย์อดทึ่งไม่ได้ ศาสตร์การใช้พลังจากภายในเรื่องนั้นเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่ทั้งทรงพลังและละเอียดอ่อนผู้ใช้จะต้องเปี่ยมไปด้วยสมาธิแความมุ่งมั่นเพราะหากพลาดเพียงนิดเดียวนั่นหาถึงอาการบาดเจ็บที่ยากจะรักษา จากฝีมือในเชิงดาบเธอประเมินอีกฝ่ายเอาไว้สูงแล้วกลับไม่พอเมื่อคิดได้ว่าอีกฝ่ายสามารถใช้ได้เป็นกระทั่งพลังจากภายใน ฮีลฟีเดย์พลัมีสีหน้าเคร่งขรึมตั้งกระบวนท่ารับอย่างรัดกุม

    “ไม่บุกเข้ามา? งั้นก็ได้”

    เซฟิออนลอยอยู่เคียงข้างดวงตาสีทับทิมพลันจับจ้องตราทรราชย์ที่ลอยเด่นอยู่เหนือหัวของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าพึงพอใจ แม้ฮิลฟีเดย์จะสามารถลบล้างสถานะชะงักได้แต่กับตราทรราชย์ยังคงอยู่แค่นั้นก็มากพอจะการันตีชัยชนะแล้ว

    สวบ

    ชายสวมหน้ากากก้าวไปข้างหน้าตีคู่ไปกับดาบยักษ์สร้างการโจมตีประสานด้วยตัวเดียวเซฟิออนไปซ้ายเอเลนไปขวาสะบัดดาบรุกไล่จนเกิดประกายไฟวาววับหนึ่งพลังศักดิ์สิทธิ์สีขาวปะทะพลังประสิทธิ์ศาสตราสีเงินเกิดเป็นภาพอันแปลกประหลาดราวกับคู่รักกำลังซ้อมร่ายรำกระบวนท่าโดยมีฉากหลังเป็นใบไม้ที่กำลังร่วงหล่น

    เคร้ง!

    ยิ่งประมือกันมากเท่าไหร่สีหน้าของอัศวินศักดิ์สิทธิ์สาวก็ยิ่งมืดลงมากขึ้นเท่านั้นบวกกับเสียงของโลกแจ้งว่าเธอได้รับตราประทับมากขึ้นสะสมจนมีมากกว่าสามสิบชิ้นแล้ว ฝ่ายเอเลนเองก็ได้รับแจ้งว่าศัตรูมีตราประทับจำนวนเท่าไหร่อยู่ตลอดเวลาก็ไม่รอช้าเปิดใช้งานทักษะของเซฟิออนทันที

    อัสนีคืนฟ้า

    [ตราทรราชย์ในตัวท่านถูกเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 2 เท่า]

    [ท่านได้รับตราทรราชย์ 30 ชิ้น]

    !

    ฮีลฟีเดย์ลนลานไปชั่วขณะหนึ่งที่จู่ๆตราประทับถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจนรวมเป็นหกสิบชิ้นในพริบตา เซฟิออนพลันเปล่งพลังสายฟ้าเข้มข้นประจุเอาไว้มากเสียยิ่งกว่าทัณฑ์สายฟ้าหลายเท่าเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ตราทรราชย์บนหัวของฮิลีเดย์หายไปรวดเดียวห้าสิบชิ้น

    อัสนีพิฆาต

    เปรี้ยง!

    มังกรสายฟ้าอันเป็นรูปลักษณ์ดั้งเดิมของเซฟิออนหรือทันดร้าในอดีตผุดออกมาจากดาบก่อตัวขึ้นจากพลังสายฟ้าที่เข้มข้นทะยานผ่านอากาศดุจด้ายทองคำที่เชื่อมต่อระหว่างสวรรค์และโลก แสงสว่างที่เปล่งออกมาจากมันมากพอจะทำให้บรรยากาศโดยรอบมืดลงชั่วขณะ

    ฮิลฟีเดย์เผยให้เห็นสีหน้าแตกตื่น ชายสวมหน้ากากลงมือได้รวดเร็วและเด็ดขาดเกินไปเพียงพริบตาเธอก็เข้าใจถึงพลังอำนาจสุดพิสดารในยุทธภัณฑ์ของอีกฝ่ายที่ถึงแม้เธอจะมียุทธภัณฑ์ในระดับที่ทัดเทียมแต่ในแง่ของคุณภาพนั้นอีกฝ่ายทิ้งตนไปแบบไม่เห็นฝุ่น

    ในฐานะอัศวินของศาสนจักรยุทธภัณฑ์ทั้งหมดที่เธอสวมใส่ล้วนเป็นของชั้นหนึ่งไม่มีสองเทียบได้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรใหญ่ไม่คิดมาก่อนเลยว่านอกจากฝีมือจะพ่ายแล้วอุปกรณ์สวมใส่เธอก็ยังสู้อีกฝ่ายไม่ได้

    ก๊าซซซ

    มังกรสายฟ้าอ้าปากออกหมายจะกลืนกินเด็กสาวเข้าไปทั้งร่าง ยิ่งเวลาผ่านไปขนาดของมันก็ยิ่งใหญ่ขึ้นจนน่ากลัว ฮิลฟีเดย์กัดฟันกรอดรร่ายทักษะป้องกันทั้งหมดที่มีอย่างไม่หวงแหนเพราะชีวิตสำคัญกว่าถึงขนาดที่ว่าลงทุนยอมใช้อาวุธลับ

    “แกมันอันตรายเกินไป ถ้าชั้นไม่จบชีวิตแกลงตรงนี้แกจะต้องเป็นศัตรูสำคัญของศาสนจักร”

    สัญชาติญาณของเธอร่ำร้องว่าอีกฝ่ายนั้นคือศัตรูที่ร้ายกาจหากปล่อยให้สามารถเติบโตไปมากกว่านี้ละก็คงเป็นเสี้ยนหนามที่ยากแก่การกำจัดทิ้ง ทันใดนั้นเองอัญมณีหนึ่งในสามบนรัดเกล้าพลันเปล่งแสงวูบหนึ่งแล้วดับลงไปพร้อมกับสีสันบนเรือนมณีแทนที่ด้วยดวงแสงสีขาวที่ปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าพรั่นพรึง

    เอเลนขมวดคิ้วกลิ่นอายที่คุ้นเคยนั้นเปล่งพลังออกมาอย่างรุนแรงส่วนหนึ่งกระแทกเข้ากับอัสนีพิฆาตจนพลังอ่อนโทรมลงไปหลายส่วนแต่ช่วงเวลาที่ฉุกละหุกเกินไปทำให้เขาคิดไม่ทันแต่ก็ไม่นานนักเมื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์สาวพลันเปล่งคำวาจาออกมาชุดหนึ่ง

    “ผสานศาสตราวิญญาณภูติ”

    !

    วิ้ง!

    ศาสตราวิญญาณภูติ(เทียม) การโอบกอดอันศักดิ์สิทธิ์

    ดวงแสงสีขาวเริ่มบิดๆเบี้ยวๆก่อนจะจมลงในชุดเกราะสีขาว พลังศักดิ์สิทธิ์ปริมาณมหาศาลไหลทะลักออกมาราวกับน้ำพุเปลี่ยนชุดเกราะที่สวมให้กลายเป็นดั่งเกราะของเทพเจ้าทั้งน่าเกรงขามแต่ไม่รู้สึกถึงอันตราย ชายสวมหน้ากากที่ถูกพัดกระแทกจนถอยไปหลายก้าวพลางแค่นเสียงอย่างเย็นชา

    “นึกว่าลูกไม้อะไร ที่แท้ก็แค่เศษเสี้ยวพลังของเผ่าพันธ์ภูติ”

    ในฐานะของผู้ที่ใช้พลังแห่งภูติเอเลนมีสายตาที่สามรถแยกแยะระดับของภูติที่ตนเห็นได้ เขาสามารถระบุได้ในทันทีว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นะเป็นภูติเทียมอย่างแน่นอน แม้จะน่าตกตะลึงที่มีมนุษย์สามารถท้าทายกฏแห่งธรรมชาติด้วยการประดิษฐ์ภูติเทียมแต่พลังที่เล็ดรอดออกมานั้นทั้งไม่เสถียรและคาดเดาไม่ได้เหมือนกับว่าแทนที่จะได้อาวุธชิ้นใหม่มาใช้งานฮิลฟีเดย์กลับเลือกหยิบระเบิดมาแปะตามตัว

    แต่ถึงจะเป็นภูติเทียมแต่ก็เป็นภูติเทียมที่บ่อเกิดพลังมาจากภูติระดับสูง ดวงตามหาภูติที่เอลเนครอบครองอยู่นั้นสามารถมองเห็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมระหว่างภูติเทียมกลับไปยังภูติระดับที่สูงที่เป็นต้นกำเนิดและทิศทางนั้นดันเป็นทิศเดียวกับมหานครลูมินัสเสียด้วย

    “แบบนี้ชักไม่ตลกแล้วสิ...”

    ใบหน้าภายใต้หน้ากากพลันมีสีหน้าเคร่งขรึมลงหลายส่วนเพราะต่อให้เป็นภูติเทียมแต่ก็เป็นภูติเทียมที่ทรงพลังมาก มากขนาดที่เขาคิดว่าไม่สามารถจบการต่อสู้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว หารู้ไม่ฮิลฟีเดย์ก็ประเมินเอเลนเอาไว้สูงมากเช่นกันมากถึงขนาดยอมใช้ภูติเทียมที่สร้างออกมาอย่างยากลำบากพร้อมกันสามตนในคราวเดียว

    ศาสตราวิญญาณภูติ(เทียม) ศาสตราเทพฤทธิ์

    ศาสตราวิญญาณภูติ(เทียม) ศาสตราเทพฤทธิ์

    คลื่นลูกเก่ายังไม่ทันหายคลื่นลูกใหม่ปะทุตามมากันติดๆเอเลนพลันรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลังขณะที่กำลังมองภาพภูติเทียมอีกสองตนผุดออกมาจากรัดเกล้าที่กำลังแตกสลายก่อนจะผสานรวมกันเป็นเนื้อเดียวกับอาวุธแรงค์ S ทั้งสองชิ้น

    ศาสตราวุธที่อาบด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์และภูติแห่งแสงเป็นการจับคู่ที่เลวร้ายที่สุดที่เอเลนเคยพบมา พลังเวทมนต์มหาศาลในระดับเดียวกันกับภัยพิบัติทำให้ห้วงอากาศบิดเบี้ยวโดยไม่ต้องขบคิดเอเลนรีบใช้พลังอัญเชิญสองภูติคามิทาชิและคาไมทาจิออกมาก่อนที่จะไม่มีโอกาสอีก

    “ผสานศาสตราวิญญาณภูติ”

    ศาสตราวิญญาณภูติ อาภรณ์จิตวิญญาณสายลม

    ศาสตราวิญญาณภูติ ดาบวิญญาณมังกรสวรรค์

    [ตรวจพบความเข้ากันได้ ภูติระดับกลาง เมฆคลั่งอัสนี คามิทาชิ สามารถผสานกับ ทรราชย์อัสนีบาตร เซฟิออน ได้อย่างลงตัว ทำให้พลังของศาสตราวิญญาณภูติเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมฆคลั่งอัสนี คามิทาชิ ทำการประทับตราราชันย์ลงบนยุทธภัณฑ์ นับแต่นี้ต่อไปคามิทาชิไม่สามารถผสานร่างเข้ากับศาสตราชนิดอื่นได้อีก]

    ทันใดนั้นเองตราราชันย์ประจำตัวของคามิทาชิก็ผุดขึ้นบนใบดาบที่มีรูปร่างเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่เหมือนกับพลังที่คุ้มคลั่งใกล้ระเบิดของภูติเทียม ดาบวิญญาณมังกรสวรรค์นั้นสงบนิ่งแต่เปี่ยมไปด้วยพลังมหาศาลในขณะเดียวกันฮิลฟีเดย์ไม่อาจปกปิดความตกตะลึงที่แสดงอยู่บนใบหน้าได้อีก

    “บ้าน่า นี่แกเป็นผู้ใช้วิญญาณภูติได้ยังไงกัน เป็นไปไม่ได้”

    ภาพตรงหน้านั้นยากจะเชื่อได้ลงแต่เด็กสาวยังคงเชื่อมั่นว่าลำพังแค่ดาบเล่มเดียวไม่สามารถต่อกรกับศาสตราและเกราะที่อาบไปด้วยพลังของภูติเทียมระดับสูง ฝ่ายเอเลนก็เชื่อมั่นไม่ต่างกันว่าภูติแท้ฝั่งตนนั้นเหนือกว่า

    เคร้งง!

    ทั้งคู่พุ่งเข้าประหัตถ์ประหารกันอีกครั้งการปะทะกันของสิ่งมีชีวิตที่มีพลังสูงส่งทั้งสองผู้ครอบครองพลังแห่งภูติได้สร้างความเสียหายเหนือคณานับ แมลงป่านับร้อยต่างพากันหนีตายอย่างอลหม่านต่อหน้าพลังในระดับเดียวกับภัยพิบัติธรราชาติแม้แต่ราชาของพวกมันก็ยังอพยพหนีอย่างไม่คิดชีวิต

    “อึก ความสามารถของดาบใช้ไม่ได้ผล”

    ดาบศักดิ์สิทธิ์ไลท์เฟธที่สามารถมองข้ามยุทธภัณฑ์ป้องกันทุกชนิดกลับกลายเป็นหมันเมื่ออยู่ต่อหน้าอาภรณ์จิตวิญญาณสายลมนอกจากนี้หอกศักดิ์สิทธิ์อัลเกนอสที่ที่พลังโจมตีมหาศาลก็ถูกสายลมที่ห่อหุ้มร่างของชายสวมหน้ากากปัดทิ้ง ฝ่ายเอเลนก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันมากนักแม้แม้เซฟิออนจะถูกเพิ่มพลังขึ้นอย่างมหาศาลแต่กลับเจาะผ่านชุดเกราะแห่งแสงของฮิลฟีเดย์ได้ไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากถูกหักล้างด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์

    นั่นจะเป็นสาเหตุที่ฮิลฟีเดย์เร่งเร้ากระบวนท่าขึ้นไปอีกขั้นเพื่อเผด็จศึกแต่ชายสวมหน้ากากก็สามารถไล่ตามความเร็วของเธอรวมไปถึงสามารถรับมือกับกระบวนท่าลวงได้อย่างไร้ที่ติ ฮิลฟีเดย์พลันมีสีหน้าดำมืดเนื่องจากเธอกำลังแข่งขันกับเวลา

    ใช่แล้ว ถึงภูติเทียมจะเป็นอุปกรณืที่ดูสะดวกสบายแต่อายุการใช้งานของมันนั้นช่างสั้นนักเนื่องจากไม่ใช่ภูติแท้พลังงานของมันจึงมีจำกัดไม่เหมือนเหล่าภูติธรรมชาติที่สามารถดึงพลังมาฟื้นฟูได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด ระยะการทำงานของภูติเทียมจึงอยู่ได้เพียง 90 นาทีเท่านั้น

    พิจารณาจากฝีมือการต่อสู้ฮิลฟีเดย์ฟันธงได้เลยว่าอีกฝ่ายสามารถต่อสู้ยืดเยื้อไปจนถึงช่วงเวลานั้นได้อย่างแน่นอน ยังไม่รวมเรื่องภูติแท้ที่สามารถผสานร่างได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของเวลา

    “เท่าที่ดู หากภูติเทียมยังคงปล่อยพลังออกมาแบบนี้ต่อไปเธอคงสามารถคงสภาพร่างนี้ได้อีกไม่นาน ดูจากปริมาณพลังคงอีกชั่วโมงกว่าๆละสิท่า”

    ชายสวมหน้ากากสามารถทำนายระยะเวลาการทำงานของภูติเทียมได้อย่างทะลุปรุโปร่งจนฮิลฟีเดย์เริ่มสำนึกเสียใจว่าแทนที่จะถอยหนีเธอกลับเอาอาวุธลับที่เป็นหมันเมื่ออยู่ต่อหน้าคู่ต่อสู้ออกมาใช้เสียได้ ระหว่างที่กำลังนึกหาวิธีชายสวมหน้ากากก็ได้พูดขึ้นมาอีกครั้ง

    “เธอเองก็ไม่อยากตาย ชั้นเองก็ไม่อยากฆ่าคนพร่ำเพร่อ งั้นเรามาหาทางออกด้วยวิธีสันติกันดีกว่า”

    “สู้กันมาขนาดนี้แล้วแกยังกล้าจะถามหาสันติอีกงั้นเหรอ?”

    ฮิลฟีเดย์ทวนคำด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อหูดวงตาของเธอจับจ้องอีกฝ่ายราวกับคนบ้า

    “ทำร้ายผู้กล้าแถมยังพูดจาลบหลู่ศาสนจักร คิดว่าโทษตายครั้งนี้จะสามารถหลีกหนีได้งั้นเหรอ”

    ฮิลฟีเดย์เชิดหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขังฝ่ายเอเลนเพียงแค่นเสียงก่อนจะกล่าวกลับไปว่า

    “น้อยๆหน่อย ทางนั้นเองก็ผิดครึ่งนึงที่บังอาจมายุ่มย่ามกับสัตว์เลี้ยงของชั้น อีกอย่างในสภาพแบบนั้นคิดจะมอบโทษตายให้กับชั้นด้วยวิธีการไหนกัน”

    “อึก...”

    จริงอยู่ที่เธอตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบที่สุดแต่หากเธอยอมใช้สิ่งนั้นแล้วละก็ต่อให้ชายสวมหน้ากากมีความสามารถในการบินหรือหลบหนีขนาดไหนก็ไม่สามารถหลบหนีความตายได้ แต่นั่นก็เหมือนกับการเอาน้ำพริกละลายแม่น้ำเป็นการลงทุนที่สูงไปโดยใช่เหตุแถมยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยังจะมีลูกไม้อะไรหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่

    ลำพังแค่ภูติเทียมสามตนเธอก็ขาดทุนจะแย่อยู่แล้ว

    “เอาแบบนี้เป็นไงถ้าเธอต้องการผลแพ้ชนะ ทำไมเราไม่ไปตัดสินกันในลานประลองเกียรติยศล่ะ”

    เอเลนกล่าวขึ้นอย่างใจเย็น

    “อัศวินศักดิ์สิทธิ์เอาชนะประมาจารย์ลึกลับ ไม่คิดว่านี่เป็นพาดหัวข่าวที่ยอดเยี่ยมไปเลยรึไง”

    “พูดยังกับว่าแกจะยืนเฉยๆให้ชั้นฆ่าอย่างงั้นแหละ”

    “แน่นอนว่าไม่อยู่แล้ว ยังไงซะชั้นก็สู้เต็มที่”

    เอเลนยิ้ม

    “แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่ชั้นพยายามเก็บซ่อนเอาไว้เท่ากับว่าสู้กันรอบต่อไปเธอมีเวลาเต็มที่ที่จะหาทางรับมือกับชั้น”

    “ในทางกลับกัน นายเองก็สามารถเตรียมตัวเพื่อรับมือกับชั้นได้เหมือนกัน”

    ฮิลฟีเดย์ดักคออย่างรู้ทันแต่เอเลนกลับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

    “นั่นก็อยู่ที่ว่าแต่ละคนทำการบ้านมาดีแค่ไหน ใครจะรู้สู้กันคราวหน้าเธออาจมีไม้เด็ดที่เตรียมเอาไว้ใช้กับคนอย่างชั้นโดยเฉพาะ”

    คำพูดของเอเลนฟาดลงตรงกลางใจของฮิลฟีเดย์อย่างจัง จริงอยู่ที่เอเลนมีฝีมือแต่ศาสนจักรเองก็อุดมไปด้วยบุคลากรชั้นแนวหน้าย่อมต้องสามารถวิเคราะห์และหาวิธีการรับมือแนวทางการต่อสู้ของเอเลนได้ไม่มากก็น้อย โชคยังดีที่เอเลนยังไม่เคยเปิดเผยเวทมนต์แห่งการเวลามาก่อน

    หลังจากครุ่นคิดอยู่นานในที่สุดฮิลฟีเดย์ก็พยักหน้าตกลงเพื่อจบการต่อสู้ที่สูญเปล่าที่ไร้หนทางเอาชนะ

    “....นายคงไม่ปล่อยไปง่ายๆสินะ ต้องการอะไรว่ามา”

    ฮิลฟีเดย์กล่าวพลางหรี่ตาลงด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ พร้อมกันนั้นเธอยังแผ่จิตสังหารออกมาด้วย

    “อย่าทำหน้าแบบสิ ที่ชั้นต้องการแค่อยากให้เธอรับฟังสิ่งที่ชั้นจะพูดต่อไปนี้จำนวนสามครั้ง”

    เอเลนกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆก่อนจะพูดโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตกลง

    “ครั้งที่หนึ่ง ศาสนจักรร่วมมือกับชนชั้นสูงของจักรวรรดิเพื่อเตรียมก่อความวุ่นวายในเทศกาลเถลิงราชย์ดวงดาราใช่มั้ย?”

    “นี่แก!”

    ฮิลฟีเดย์เผยสีหน้าตกตะลึงเพราะแผนการของศาสนจักรนั้นรัดกุมไร้จุดอ่อน บวกกับคนในจักรวรรดิให้ความร่วมมืดยิ่งทำให้แผนการทั้งหมดสมบูรณ์แบบ เอเลนยิ้มเงียบๆเขาไม่คาดหวังคำตอบก็จริงแต่ดูจากสีหน้าของอีกฝ่ายที่ออกอาการร้อนรนก็เท่ากับได้คำตอบแล้วนั่นแหละเขาไม่ถามเหตุผลให้เสียเวลา

    “ครั้งที่สอง สี่ผู้กล้าไม่ใช่อาวุธลับเดียวของศาสนจักรใช่มั้ย”

    “?”

    ตรงข้ามที่เด็กหนุ่มคาดหวังเมื่อฮิลฟีเดย์กลับไม่เข้าใจความหมายที่เขากำลังจะสื่อ เอเลนได้แต่ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง

    “ยัยนี่คงไม่ได้รับความเชื่อใจขนาดนั้นสินะ ไม่สิ อาจเป็นเพราะพวกระดับสูงมองยัยนี่เป็นแค่หมากตัวนึงก็ได้”

    เอเลนคิดในใจเงียบๆความจริงคำถามนี้เขาแค่ถามแบบหวานแหไปก็เท่านั้น ก่อนจะไปที่คำถามต่อไป

    “ครั้งสุดท้าย ศาสนจักรส่งกองกำลังจำนวนมากไปทำอะไรที่หุบเขาเทียบสวรรค์?”

    เทือกเขาเทียบสวรรค์มีขนาดใหญ่โตมากินพื้นที่หลายอาณาจักรแม้แต่เขตของศาสนจักรและริชมอนด์ก็มีบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่ของเทือกเขา ที่เอเลนอยากรู้นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับอะไรเพราะเมื่อสองเดือนก่อนมีข่าวลือหนาหูว่าศาสนจักรส่งกองกำลังไปชุดหนึ่งเพื่อต่อสู้กับชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บนเทือกเขา แต่ผลการรบกลับผิดพลาดเพราะเป็นพวกมันเองที่ได้รับความพ่ายแพ้ยับเยือนทั้งที่เป็นการรบแบบไม่ใช้กลยุทธด้วยซ้ำ ศาสจักรพยายามปกปิดน่าดูแต่ก็ไม่วายมีข่าวลือเล็ดรอดออกมาจนได้ที่เอเลนสนใจไม่ใช่เรื่องที่ศาสนจักรไปทำอะไรแต่เป็นกับใครมากกว่า แต่ดูจากสีหน้าดำมืดของอีกฝ่ายท่าทางคงไม่สบอารมณ์อย่างแรงหลังจากได้ยินคำถามนี้

    “เอาเถอะ เธอไปได้แล้วอย่าลืมว่าเจอกันคราวหน้ามันจะไม่ลงเอยด้วยสันติอีก”

    เอเลนยักไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะพริ้มร่างจากไป ฮิลฟีเดย์ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อย่างน้อยอีกฝ่ายยังเป็นไอ้งั่งที่รักษาคำพูด เด็กสาวพลันมีสีหน้าหมองคล้ำลงก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    “ไม่มีคราวหน้าอีกแล้ว แกจะต้องตายด้วยน้ำมือสังหารหวังว่าจะมีชีวิตรอดไปจนถึงวันประลองละนะ”

    เด็กสาวคลายสภาวะศาสตราวิญญาณภูติพลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง นับตั้งแต่ได้รับภูติเทียมมานี่คือครั้งแรกที่มีโอกาสได้ใช้ เนื่องจากไม่ได้ครอบครองดวงตาแห่งภูติทำให้ผสานนั้นสร้างภาระให้แก่ร่างกายอย่างมากแต่ก็เป็นบทเรียนที่ล้ำค่าเพื่อนำไปปรับผรุงประสิทธิภาพของภูติเทียมให้ดีขึ้น

            ******************

            ช่วงบ่นท้ายตอน

            ขอบคุณที่ยังสนับสนุนเสมอมาครับ

            สนับสนุนค่ากาแฟ ค่าไฟ และอื่นๆได้ที่ QR Code ด้านล่าง

            Zero Times