ตอนที่ 148 สำเร็จวิถีกระบี่ที่สอง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เรื่องราวในครั้งนี้เกิดคลื่นความโกลาหลใหญ่โตเป็นอย่างมาก
เมื่อเหล่าเด็กฝึกทั้งเก้าที่ถูกเฟิร์สฝังเข็มลงไป เริ่มทะยอยกันทะลวงขอบเขตเป็นดาราแดง
ในตอนแรกหลังจากผ่านไปได้อาทิตย์เดียว สองในเก้าคนนั้นก็ทะลวงระดับได้พร้อมกัน ผู้คนต่างแตกตื่นและรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก
ส่วนพวกที่ไม่ตัดสินใจฝังเข็มก็เริ่มที่จะรู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้ว
การทะลวงระดับดาราแดงสองคนเป็นเรื่องที่น่ายินดีของแคลนนิวโฮปภาคเหนือ เพราะเวเนเตอร์ดาราแดงไม่ได้ปรากฏกันได้ง่ายๆ และไม่ว่าแคลนระดับใดก็ย่อมต้องการตัว
พวกเขาเริ่มพูดคุยกันว่าจะให้เฟิร์สวันมาสอนอีกในครั้งต่อไป
แต่ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่วันก็เกิดเหตุการที่ทำให้คนทั้งแคลนต้องแตกตื่น เมื่อผ่านไปไม่กี่วันเริ่มทะยอยพากันทะลวงขอบเขต จนกระทั่งถึงคนสุดท้ายที่สามารถทะลวงขอบเขตได้ภายในวันที่ยี่สิบสองหลังจากผ่านการฝังเข็มในวันนั้น
เก้าคนที่ถูกฝังเข็มล้วนสามารถทะลวงระดับได้หมด
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่แค่ยินดีอีกต่อไป แต่มันทำให้ระดับสูงของแคลนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตรึงเครียดขึ้น
ภายในห้องประชุมระดับสูงของแคลนต่างพากันมารวมตัวกันที่นี่
หากกวาดสายตาเข้าไปในห้องประชุมนี้ก็จะพบว่าเวเนเตอร์ที่เข้าร่วมประชุมล้วนมีแต่เวเนเตอร์แรงค์ A+ ขั้นไปทั้งสิ้น ซึ่งข้างในนั้นมีรองหัวหน้าแคลนอย่าง “ไลท์นิ่งซัน” ซึ่งเป็นเนเตอร์ดาราน้ำเงินแรงค์ SS นั่งอยู่ด้วย
“มีใครพอจะรายงานผมได้ไหมว่าเหตุการณ์เป็นยังไง?” ชายวัยห้าสิบกว่าปี ผู้มีผมสีขาวและดวงตาสีฟ้าเอ่ย เขาคนนี้ก็คือไลท์นิ่งซัน
ตอนนั้นเองพนักงานหญิงที่รับผิดชอบดูแลเฟิร์สในวันนั้นก็ก้าวเข้ามาในห้อง เธอเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างอย่างละเอียด
จนกระทั่งผู้กำกับพิเชษได้เอ่ยออกมา
“เหตุการณ์ในวันนี้เป็นเรื่องจริงใช่ไหมกรรไกรเงา”
กรรไกรเงาเองก็เป็นแรงค์ A+ เขาจึงมีสิทธิที่จะเข้าร่วมการประชุมนี้
“จริงครับ เรื่องนั้นวันนั้นผมได้ทำตามคำสั่งของคุณเพื่อทดสอบความสามารถของเขา และผลก็ปรากฏตามที่เห็น เขามีฝีมือในการต่อสู้ที่ร้ายกาจมาก หลายคนคาดเดาว่าเขาใช้พลังจิตรับมือกับผม แต่ผมกลับรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ฝึกฝนกำลังภายในมากกว่า เขารับมือกับอาวุธของผมด้วยเข็มเพียงเล่มเดียว หากเป็นพลังจิตจริงน่าจะสร้างผลกระทบได้มากกว่านี้” ชายผมทองกรรไกรเงากล่าว
“ฉันได้ยินว่าเขาเป็นสายสนับสนุน ไม่แน่ว่าไอเทมสปีริตเข็มของเขาอาจจะกระตุ้นให้เกิดพลังรู้ตื่นจนสามารถทะลวงขอบเขตได้” หญิงชราในชุดขาวเอ่ย
“แต่ตามที่เหล่าเด็กได้เล่ามา เขาได้อธิบายถึงวิธีการทะลวงขอบเขตอย่างละเอียด และเข็มของเขาก็เป็นการชี้นำเท่านั้น” สมาชิกแคลนคนหนึ่งกล่าว
“เรื่องนี้ไม่ว่ายังไงก็ตามมันก็พิสูจน์ได้ว่าเขาคือทรัพยากรสำคัญของแคลนเรา และเกรงว่าเรื่องนี้จะถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว”
“น่าเสียดายที่เขาเป็นคนของนิวโฮป ไม่ใช่สมาชิกแคลนของเราโดยตรง”
“สำหรับเรื่องนี้ศูนย์ใหญ่นิวโฮปได้ติดต่อเรียกฉันเข้าไปพูดคุยแล้ว และฉันต้องเดินทางไปในเร็วๆ นี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เกรงว่าแม้แต่นิวโฮปเฟเดอร์เรชั่นก็อาจจะยื่นมือเข้ามา” ผู้กำกับพิเชษกล่าว
“ไม่รู้ว่าความลับนี้อยู่ที่วิธีการหรือไอเทมสปีริตเข็มของเขากันแน่ แล้วมีคนเคยทดสอบวิธีการของเขาแล้วรึยัง?”
“แน่นอนว่าในหมู่พวกเรามีคนที่สามารถจับกระแสพลังสปีริตในร่างกายได้ แต่เมื่อทดลองทำตามวิธีของเฟิร์สวันก็พบว่ามันไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย แม้เด็กฝึกจะสามารถตรวจจับและความคุมพลังสปีริตภายในร่างได้ แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถทะลวงขอบเขตได้อยู่ดี?”
เด็กฝึกที่ตัดสินใจไม่ฝังเข็มกับเฟิร์สนั้นรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่พลาดโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้
แต่น่าเสียดายที่หลังจากผ่านเหตุการณ์ในวันนั้นไปแล้ว เฟิร์สก็ไม่กลับเข้ามาที่นี่อีกเลย ซึ่งเวลาก็ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้ว
เฟิร์สได้ทำการยื่นเรื่องขอพักผ่อน ซึ่งไม่มีกำหนดในการกลับมา แต่ในแคลนมีกฎระเบียบว่าสมาชิกใหม่อย่างเขาสามารถขอหยุดพักผ่อนได้ไม่เกินหนึ่งปีเท่านั้น
เมื่อมีการทดสอบวิธีการของเฟิร์สเหล่าเด็กฝึกที่พลาดโอกาสก็ไม่ลังเลที่จะเข้าร่วม
ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับไปเป็นอย่างที่คิด แม้จะเรียกเด็กฝึกที่สามารถทะลวงขอบเขตได้มาสอบถามรายละเอียด แต่พวกเขาก็ไม่สามารถอธิบายออกมาได้อยู่ดี
ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เห็น เพราะเฟิร์สนั้นได้ชี้นำวิธีโคจรพลังซึ่งเป็นสิ่งที่เขาศึกษามาจากมอนสเตอร์ จนทำให้พวกเขาสามารถทะลวงขอบเขตได้
เรียกได้ว่าเคล็ดลับของการทะลวงขอบเขตนี้อยู่ที่วิธีโคจรพลังต่างหาก ซึ่งเด็กฝึกเหล่านั้นย่อมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถลอกเลียนแบบและบอกเล่าประสบการณ์ออกมาได้
เรื่องนี้จึงชี้นำว่ามีเพียงเฟิร์สเท่านั้นที่กำกุญแจลับนี้ไว้
“แล้วตอนนี้เฟิร์สวันอยู่ที่ไหน?” ไลท์นิ่งซันเอ่ย
“เขากำลังอยู่ในช่วงลาพักผ่อน ซึ่งพวกเราพบว่าเขาไม่ออกไปจากสถานที่ฝึกฝนที่อยู่ใกล้บ้านของเขา” พนักงานคนหนึ่งรายงาน
“คนๆ นี้เป็นผู้มีความสามารถพิเศษที่ไม่ธรรมดา พึ่งขึ้นมาถึงขอบเขตดาราแดงก็มีพลังรบเทียบเท่าแรงค์ S แล้ว อีกทั้งยังสามารถชี้แนะให้รู้ตื่นในขอบเขตได้อีก พวกเราอย่าไปรบกวนช่วงเวลาที่เขาเก็บตัวบ่มเพาะเลย” ไลท์นิ่งซันเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
ผู้กำกับพิเชษพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“นอกจากนี้แล้วอย่าให้ใครเข้าไปรบกวนการบ่มเพาะของเขาอีก หากเขาออกมาจากการปิดด่านบ่มเพาะ ไม่ว่าเขาจะต้องการอะไร ก็ตอบสนองความต้องการของเขาไปได้เลย คนคนนี้พวกเราไม่อาจปล่อยให้บินออกจากแคลนของเราได้” ผู้กำกับพิเชษเอ่ยสั่งการ
“ครับ/ค่ะ หัวหน้า”
“ผมต้องไปพบ ผอ.อารัน และผู้บริหารของศูนย์ใหญ่แล้ว การประชุมนี้จบแค่นี้ก็แล้วกัน”
ทันทีที่กล่าวจบผู้กำกับพิเชษก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกจากห้องไปทันที
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ตัวตนเช่นเฟิร์สหากข่าวเผยแพร่ออกไป เกรงว่าจะเป็นที่ต้องการของคนทั่วโลก
โลกในปัจจุบันคือยุคแห่งพลังสปีริต ปัญหาใหญ่สำหรับเวเนเตอร์ก็คือคอขวดในการบ่มเพาะ ทุกประเทศในโลกต้องการกองทัพเวเนเตอร์ดาราแดง และไม่แน่ว่าการชี้แนะของเด็กหนุ่มอาจจะมีผลต่อเวเนเตอร์ดาราแดงเก้าแฉก
หากเรื่องนี้เป็นอย่างที่คิด มิคาดว่าแคลนนิวโฮปภาคเหนือจะไม่สามารถกางปีกปกป้องเด็กหนุ่มได้อีกต่อไป
นิวโฮปเฟเดอร์เรชั่นย่อมต้องยื่นมือเข้ามา เพราะเด็กหนุ่มอาจจะเป็นกุญแจที่ไขประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกก็เป็นได้
นี่คือปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกอย่างแท้จริง
ในขณะที่เหตุการณ์ด้านนอกกำลังปั่นป่วนโกลาหล แต่ตัวตนเรื่องอย่างเฟิร์สกลับไม่รับรู้อะไร
นี่ก็เป็นเวลาสองเดือนกว่าแล้วที่เขาปิดด่านบ่มเพาะอยู่แต่ในถ้ำกระบี่
ตอนนี้กลิ่นอายของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดวงตาดุจประกายกระบี่ที่สว่างวาบ บรรยากาศรอบกายดูลึกล้ำเป็นอย่างมาก
กระทั่งภูเขาที่เป็นที่ตั้งถ้ำกระบี่ในตอนนี้ยังให้กลิ่นอายของกระบี่ที่แหลมคมตั้งตระหง่าน จนสัตว์น้อยใหญ่ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้
ใช่แล้ว ...
เฟิร์สในตอนนี้ได้สำเร็จวิถีกระบี่ที่สองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“วิถีกระบี่ที่สอง!” เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่ทว่าคำพูดของเขานั้นราวกับกระบี่ที่แทงเสียดฟ้า
วูม!
ตอนนั้นเองกลุ่มเมฆที่อยู่เหนือถ้ำกระบี่ก็พลันถูกแหวกออกเป็นสองซีกอย่างน่าอัศจรรย์
มันถูกผ่าด้วยเจตจำนงกระบี่ที่แรงกล้า แม้จะไร้รูปแต่กลับมีอานุภาพที่น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้แล้ว
เพียงแค่เจตจำนงกระบี่ที่ปล่อยออกมาก็สามารถทำให้ฟ้าดินหวาดเกรงได้แล้ว
“หากฉันไม่ได้เข้าใจผิดไป เกรงว่าวิถีกระบี่ที่สองนี้จะร้ายกาจเสียยิ่งกว่าตอนที่ฉันบ่มเพาะในอีกโลกหนึ่งเสียอีก นั่นอาจเป็นเพราะฉันได้บ่มเพาะอย่างเนิ่นนานในโลกสีเงิน ผลลัพธ์จึงมีประสิทธิภาพที่น่าเหลือเชื่อถึงเพียงนี้”
ต้องรู้ไว้ว่าตลอดสองเดือนกว่าเฟิร์สนั้นจมจ่อมเข้าไปในโลกสีเงินอย่างไม่หยุดยั้ง การตระหนักรู้ในวิถีกระบี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้วิถีกระบี่ที่สองของเขาถูกสร้างขึ้นมาจนแหลมคมจนน่าหวาดหวั่น
ด้วยพลังรบของเขาในตอนนี้เกรงว่าแม้แต่เวเนเตอร์แรงค์ S ก็สามารถจัดการได้ ส่วนยอดฝีมือแรงค์ S+ หรือแรงค์ SS ไม่แน่ว่าก็อาจจะสามารถรับมือได้ แม้จะไม่ถึงกับเป็นภัยคุกคามพวกเขาก็ตาม