(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 36 สุรา มันเผา และเสียงดนตรี

    บทที่ 36

    สุรา มันเผา และเสียงดนตรี



    “ข้าคือหัวหน้าทหารกองร้อยที่ 1 2 และ 3 ประจำเมืองรัสเซล นาม จอห์น เกรกอรี่ ข้ารับใช้และมือขวาของลอร์ดออดริค รัสเซล...ข้ายังเป็นทหารชั้นต่ำอยู่อีกหรือไม่?” ป้ายสัญลักษณ์ประจำตัวถูกหยิบขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็น


    (ลุงเอ๊ยยย! แนะนำตัวได้โหดมาก!) คิทยกนิ้วชูป้ายสิบคะแนนเต็มในใจให้กับคุณลุงผมเทาคนเก่ง ตำแหน่งของจอห์นเขาทราบมาพักใหญ่แล้ว เพราะเผลอไปได้ยินเข้า... ไม่สิ ต้องเรียกว่าแอบฟังมากกว่า


    กลุ่มพ่อค้าอาดิสกัดฟันกรอดอย่างแค้นเคือง สายตาพลันเหลือบไปเห็นเจ้าหนุ่มหน้าตามอมแมมกำลังทำสีหน้าขบขันอย่างโจ่งแจ้งนัก การแต่งตัวซอมซ่อประหนึ่งเด็กรับใช้ จึงมีความคิดอยากจะระบายโทสะที่มีให้สาแก่ใจบ้าง...

    (ข้ายินดีจ่ายอีกสิบเหรียญทองข้อหาทำร้ายร่างกาย ขอแค่ให้ไอ้เด็กบ้านี่เลือดกบปากก็พอ)


    “มาคัส! ลากตัวเจ้าเด็กนั่นมาสั่งสอนซะ!” ชื่อนักรบคุ้มครองคนสนิทของกองคาราวานดังขึ้น จากนั้นชายหน้าตาดุดันก็ปรี่เข้าหาคิทอย่างรวดเร็ว แขนใหญ่ยื่นตรงออกไปพยายามคว้าร่างเด็กหนุ่มเข้ามาเพื่อระบายโทสะตามคำสั่งของผู้ว่าจ้าง


    ทว่าคมดาบอันรวดเร็วจากทหารคนสนิทของจอห์น ตัดแขนมันจนขาดสะบั้น... เสียงร้องโหยหวนดังทั่วบริเวณพร้อมกับเลือดที่พุ่งกระฉูดดั่งน้ำพุ จากนั้นปลายดาบเปื้อนเลือดก็ชี้ไปยังใบหน้าของพ่อค้าอ้วนที่แม้แต่นามของมันก็ไม่มีใครอยากได้ยินให้เสียหู ความรู้สึกอยากสังหารรุนแรงของทหารทุกคนที่อยู่ในบริเวณกำลังพลุ่งพล่าน พวกเขากำลังชักดาบออกมาเตรียมพร้อม


    “บังอาจนัก! เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร ไอ้หมูสกปรกชั้นต่ำ” ทหารหนุ่มผู้กล้ากล่าววาจาด้วยโทสะสูงเทียมฟ้า คิทกำลังถูกคนคุ้มกันอีกหลายคนรุมล้อมเพื่อปกป้องยิ่งกว่าไข่ในหินจนรู้สึกงงไปหมด

    (ง่า...อย่าบังละครหลังข่าวของข้า) มือเล็กพยายามแทรกกำแพงกล้ามเนื้อเพื่อดูโลกภายนอก แต่ยิ่งออกแรงทุกคนก็จะกันท่าเขามากขึ้น


    กลุ่มพ่อค้าอาดิสกลัวจนตัวสั่น สายตามองไปโดยรอบเห็นทหารนับสิบชักดาบออกมาเตรียมพร้อม ขณะนี้เงินทองไม่สามารถทำให้พวกมันหนีปัญหาได้อีกต่อไป นักรบว่าจ้างผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเสียแขนหนึ่งข้างอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่อาจทำอันตรายให้เป้าหมายได้แม้เพียงปลายเส้นผม ในใจกำลังประเมินสถานการณ์อันน่าเหลือเชื่อพร้อมหาหนทางรอดของตนเอง

    พวกมันคิดผิด...ที่วางอำนาจใหญ่โตในถิ่นของผู้อื่น ราคาที่ต้องจ่ายจึงแพงลิบ แค่รักษาชีวิตซมซานกลับไปเทราสได้อย่างปลอดภัยก็คงเรียกได้ว่าโชคดีแล้ว


    ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดของคาราวานพ่อค้าถูกริบเข้าคลังส่วนกลางของหมู่บ้านจนหมดสิ้น โดยไม่มีใครแจ้งข้อกล่าวหาชัดเจนให้ได้ทราบ แม้แต่ม้าที่ใช้เป็นพาหนะก็ถูกยึดเช่นกัน รถขนของที่ประทับตราประจำกลุ่มและตราแห่งเทราส ถูกเผาจนไหม้เป็นเถ้าถ่าน สุดท้ายกลุ่มพ่อค้าอ้วนฉุก็ต้องซมซานกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนด้วยเท้าทั้งสองข้าง

    ในใจ...คาดโทษใหญ่หลวงของทุกคนในหมู่บ้านแห่งนี้เอาไว้ เรื่องราวอัปยศครั้งนี้จะต้องถึงหูลอร์ดแห่งเทราสให้ได้

    ท่านลอร์ดผู้ยิ่งใหญ่จะต้องทวงความยุติธรรมให้พวกมันแน่


    ทว่า... บางสิ่งที่อยู่ในป่าใหญ่ กลับไม่มีเมตตามากนัก ข่าวคราวของกลุ่มอาดิสจึงเงียบหายไปประหนึ่งสายลมที่พัดผ่าน

    .

    .

    .

    เรื่องราวในวันนั้นถูกถ่ายทอดออกไปปากต่อปาก บทสนทนาเมามันสร้างความเฮฮาให้กับวงเหล้าได้ดีเยี่ยม กลุ่มพ่อค้าทั้งหลายรับทราบข้อกำหนดต่าง ๆ แล้ว แถมยังแสดงความยำเกรงต่อทหารแห่งหมู่บ้านเรดวู้ดอย่างมาก พวกเขาเองก็พึ่งทราบ ว่าคนสำคัญของลอร์ดออดริค ถึงกับถูกส่งให้มาคุ้มกันสถานที่แห่งนี้

    หลังได้รับคำชี้แจงและขออภัยเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการ ทุกคนก็รู้สึกได้ถึงความจริงใจ ไม่มีใครบ่นเรื่องการจัดแจงที่พักนอกรั้วหมู่บ้านอีก ความจริงที่ว่า... มาก่อนได้ก่อน เป็นเรื่องธรรมดาในวงการค้าขายอยู่แล้ว

    ข่าวงานเฉลิมฉลองที่จะถูกจัดขึ้นในเวลาเจ็ดวันข้างหน้า เริ่มแพร่สะพัด ทุกคนกำลังรออย่างจดจ่อว่างานฉลองในนามเทพเจ้าจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงไหน ผู้มีประสบการณ์หลายคนเริ่มพูดไปต่าง ๆ นานา เหล่าพ่อค้าสูงวัยหลายคนกำลังจับกลุ่มกันพูดถึงพิธีฉลองขององค์ฮันเดลที่ถูกจัดทุกสี่ปีอย่างตื่นเต้นและยิ่งใหญ่ คิทจึงได้ไอเดียอีกมากมายเพื่อนำไปปรับปรุงงานของตนเอง

    ทว่าขบวนคาราวานที่สร้างความยินดีให้กับชาวบ้านมากที่สุด ไม่ใช่ขบวนค้าขายจากต่างแดน แต่กลับเป็นวงดนตรีพเนจร ที่มีเพียงนักเต้นรำห้าคน กับคนบรรเลงเครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น เนื่องจากพวกเขาไม่ใช่พ่อค้า การจัดสรรที่พักให้เป็นพิเศษจึงไม่ได้รับคำโต้แย้ง หรือเป็นที่ขุ่นเคืองแต่อย่างใด


    ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ทำให้งานยิ่งใหญ่เป็นการเฉลิมฉลองอย่างแท้จริงมาถึงแล้ว...

    ดนตรี... ศิลปะอันงดงามที่คอยจรรโลงจิตใจของมนุษย์ และมีอานุภาพน่าเหลือเชื่อหลายอย่าง


    หลังจากเตรียมการด้านอาหาร สถานที่และพิธีกรรมทั้งหลายร่วมกับเหล่าบาทหลวงและชาวบ้านเสร็จแล้ว คิทจึงเดินทางไปว่าจ้างคณะดนตรีพเนจรเพื่อให้พวกเขามาจัดแสดงในงานฉลองครั้งใหญ่ สัญญาจ้างอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ถูกเรียกด้วยราคาที่ประหลาดยิ่ง


    “พวกท่านช่วยทวนคำอีกทีได้ไหม?”

    “เราจะเรียกเก็บค่าจ้าง หลังจากงานฉลองเสร็จสิ้น ไม่มีการจ่ายล่วงหน้าแต่อย่างใด” คิทได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกถึงความเสี่ยงบางประการจนคิ้วขมวด นักดนตรีสาวเจ้าของเสียงไพเราะจึงเอานิ้วเรียวยาวมาจิ้มระหว่างคิ้วอย่างแผ่วเบา

    “รู้จักหัวใจแห่งการค้าหรือไม่?” เสียงสดใสดังขึ้นพร้อมรอยยิ้ม คำสอนที่เผยแพร่ทั่วดินแดนตามวจนะแห่งฮันเดล ถูกหยิบยกขึ้นมา

    “พวกเรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์ในงานฉลองเป็นเช่นไร จะสนุกยืนยาวจนข้ามคืน หรือซบเซาจนต้องปิดตัวรวดเร็ว? เจ้าเองก็ไม่รู้ว่าเราจะมีความสามารถมากเพียงไหน? แล้วจะให้เราคิดราคาได้อย่างไร เมื่อมันเป็นเรื่องในอนาคต...” เธอหยุดพูดให้คิทได้ทำความเข้าใจเล็กน้อย “มิสู้ดูความสามารถและงานอันสนุกสนานจนเสร็จสิ้นครบทุกประการ แล้วค่อยตกลงกันเรื่องค่าใช้จ่ายมิดีกว่าหรือ?”


    เท่าเทียม... และสุจริต... เต็มไปด้วยความจริงใจแก่กัน


    “เอาเช่นนั้นก็ได้ครับ แต่ว่า... ข้าอาจจ่ายเป็นเหล้าแทนนะ ฮ่า ๆ ๆ” เด็กหนุ่มตอบรับด้วยความเฮฮา


    จากนั้นเวลาที่เหลือเขาก็ใช้ไปกับการฮัมเพลงบรรเลงที่ชื่นชอบให้นักดนตรีทั้งหลายได้ยิน เขามีธีมที่อยากให้บรรเลงอยู่แล้ว จึงพยายามกล่อมเกลาท่วงทำนองร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลายคน

    แม้ว่าจะไม่มีทักษะในการบรรเลง แต่ประสาทหูที่ดีกว่าปกติและประสบการณ์ฟังเพลงไพเราะมายาวนานในโลกก่อน ก็ทำให้คิทเรียงร้อยถ้อยคำแนะนำออกมาได้ไม่หยุด บทบรรเลงที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานสำหรับงานฉลองใหญ่จึงเกิดขึ้น นอกจากนี้เวลาปิดท้ายงานจะมีบทเพลงที่ค่อนข้างเศร้า ที่บอกอารมณ์บนใบหน้าขององค์ไกเอลที่เขาเห็นได้ดีนัก คิทอยากให้บทเพลงนั้นคอยย้ำเตือนทุกคนให้สำนึกในความสุขของชีวิต ให้มีกำลังใจได้ก้าวเดินต่อไป และ...นึกถึงเหล่าทวยเทพผู้ประทานพรให้พวกเขาบ้าง เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข


    …..


    ฟักทองและบัตเตอร์นัทถูกเก็บเกี่ยวเข้าโกดังไปแล้ว ที่ว่างกว้างใหญ่หลังโบสถ์เรดวู้ดจึงเหมาะสมสำหรับการจัดงานฉลองยิ่งนัก การเตรียมความพร้อมไม่มีอุปสรรคใด ๆ ถังสุราเลิศรสถูกเข็นขึ้นเขาด้วยความสนุกสนาน ของเหลวในถังไม้พวกนั้นมีมากพอให้ทุกคนเมาจนไร้สติ


    บางที เขาควรจะออกประกาศ ให้ทุกคนดื่มสุราแต่พอดี? แต่คำเตือนดังกล่าวอาจจะถูกนักดื่มทั้งหลายบ่นจนหูชาได้


    มันหวานจากแนวกำแพงไม้ถูกลำเลียงมายังสถานที่จัดงาน หม้อเหล็กใส่อาหารขนาดใหญ่ที่นายช่างทั้งสามทำมา ล้วนได้รับการแกะสลักลายสวยงามเลียนแบบงานศิลป์ขององค์อัมบาร์คหลายส่วน แท่นบูชาของทวยเทพที่ถูกต่อเติมให้ใหญ่โต ได้รับการจัดตั้งบริเวณใกล้กับโบสถ์ใหญ่ ลานเพาะปลูกถูกปรับให้เรียบเตียน เพื่อให้เหมาะกับการรองรับคนจำนวนมาก ท่อนไม้สนแดงถูกตั้งขัดกันสวยงามจนเป็นหอคอยสูงที่บริเวณกลางลานกว้าง พวกมันจะเป็นศูนย์กลางของวงเต้นรำขนาดใหญ่ ที่คอยส่องประกายไฟอบอุ่นและเจิดจ้าในเวลาค่ำคืน

    คณะดนตรีเข้ามาฝึกซ้อมในพื้นที่ได้ระยะหนึ่งก็พบกับปัญหาเสียงดนตรีไม่ทั่วถึง แต่มันก็ถูกแก้ไขด้วยพลังพิเศษของคิท เขาทดลองให้พรพิเศษตามที่ตัวเองนึกไว้กับเครื่องดนตรีทุกชนิด จากนั้นก็เดินมาให้พรกับนักร้องทั้งสองที่หนึ่งคนเป็นนักดนตรี และอีกคนเป็นนักเต้น วงดนตรีสิบชีวิตจึงทดลองเสียงเพลงไพเราะขณะเตรียมสถานที่เต้นรำจนดังไปทั่วบริเวณ


    ทุกคนที่ได้ยินถึงกับเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ


    เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนใกล้ค่ำ ลานกว้างหลังโบสถ์เรดวู้ดก็ถูกประดับประดาไปด้วยแสงจากคบไฟนำทาง พรแห่งไวท์วิงส์ทำให้พวกมันเจิดจ้ากว่าคบไฟธรรมดามากนัก คิทขอบคุณฟาเธอร์แจคสันอย่างกระตือรือร้นสำหรับการใช้พลังของนักบวชให้กับคบไฟเหล่านี้ แถมยังเตรียมเหล้าชั้นดีไว้ตอบแทนเป็นพิเศษจนคนชรายิ้มแก้มปริ

    ทันทีที่ดวงอาทิตย์แตะขอบฟ้า พิธีถวายอาหารครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของปีก็เริ่มต้น แสงสว่างจากทวยเทพทั้งหลายสาดส่องลงมายังแท่นบูชาจนผู้คนจากต่างแดนตื่นตะลึงพร้อมก้มกราบอย่างรวดเร็ว


    ทวยเทพ... ยอมรับงานครั้งนี้ด้วยตนเอง อาหารทั้งหลายบนโต๊ะถวายหายไปในพริบตา

    แต่น่าแปลกนัก ที่ลำแสงทั้งหลายยังคงอยู่ ไม่ได้จากไปรวดเร็วเหมือนครั้งก่อนหน้า


    ผู้ที่มีประสบการณ์รู้สึกสงสัยได้เพียงแค่อึดใจ สัญลักษณ์แห่งองค์ไกเอลสีน้ำตาลทองก็ลอยไปยังกองฟืนขนาดใหญ่กลางงาน คิทเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้าง ก่อนจะหยิบคบไฟที่อยู่ใกล้เคียงเดินไปยังท่อนไม้ที่วางซ้อนกันอย่างสวยงาม แล้วเขา...ก็โยนคบไฟลุกโชติช่วงนั้นลงไป

    เปลวไฟค่อย ๆ ลุกติดฟางแห้ง จากนั้นก็ลามอย่างรวดเร็วจนกิ่งไม้ขนาดเล็กเริ่มไหม้ ท่อนซุงขนาดใหญ่ถูกจุดจนแสงไฟสาดส่องไปทั่วบริเวณ แผ่นดินเปล่งแสงสีทองอร่ามชั่วครู่ ประหนึ่งต้องการขอบคุณทุกชีวิตที่มาร่วมงานฉลองในครั้งนี้ แล้วลำแสงทั้งแปดก็หายไปในท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิด

    พลังมานาและกลิ่นอายในบรรยากาศที่ตกค้างโดยรอบ ทำให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นยิ่งนัก พวกเขาได้เป็นสักขีพยานของเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้ง


    เฮ...


    เสียงเฮลั่นร้องไขโยดังกึกก้องจนทุกชีวิตรู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือน นักดนตรีไม่รอให้อารมณ์ตื่นเต้นของตนยับยั้งทักษะการบรรเลงที่ฝึกมาชั่วชีวิต เสียงเพลงสนุกสนานจึงดังไปทั่วบริเวณ ของกินแสนอร่อยถูกแจกจ่าย มันเผาจากกองฟางถูกสาธิตให้คนต่างถิ่นได้ดู กระต่ายย่างหลายร้อยตัวถูกกินอย่างอิ่มหนำ ของหวานเป็นฟักทองอบน้ำผึ้งที่ส่งตรงจากซันวู้ด ของคาวยังมีซุปปลาแสนอร่อยที่ถูกเคี่ยวจนเข้มข้นหอมกรุ่นไปด้วยสมุนไพรโดยฝีมือชาวบ้านจากแบล็ควู้ด

    สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดทุกชีวิต... คือสุราเลิศรสถึงสี่แบบที่ถูกนำออกมาแจกจ่าย เหล่าพ่อค้าที่ได้ลิ้มลองตกอยู่ในอาการหลงใหลจนต้องรีบเข้ามาซักถาม สุดท้ายคิทได้แต่บอกปัดไปว่าเครื่องดื่มเหล่านี้อาจจะมีวางขายในปีหน้า ทุกคนจึงได้แต่เดินคอตกกลับไป


    เสียงดนตรีและนักเต้นรำกำลังเปล่งประกายให้งานมีสีสันเช่นกัน คิทรู้สึกมีความสุขจนยิ้มกว้างเหมือนคนไร้สติ พอรู้สึกตัวอีกทีก็ถูกนักเต้นคนสวยดึงมาเต้นรำด้วยกันเสียแล้ว

    ท่าทางเงอะงะของเด็กหนุ่มคนสำคัญมีให้เห็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น เหล่าทหารและคนรู้จักทั้งหลายเชียร์ให้กำลังใจกับเขาอย่างเต็มเปี่ยม ไม่นานนักแสงสีชมพูอ่อนจากร่างของนักเต้นคนสวยก็เริ่มเปล่งประกายออกมาพร้อมกับแววตาเริ่มเปลี่ยนสี คิทกำลังสัมผัสได้ถึงพลังประหลาด...ที่เขาคุ้นเคยดี


    “ท่าน!” ใบหน้าตื่นตะลึงของเด็กหนุ่มคนเก่งช่างน่าดูเหลือเกิน

    “จุ๊ ๆ ... ไว้เดือนถัดไปค่อยทำอาหารให้ข้ากับพี่สาวอีกคนแล้วกันนะ เจ้าหนูน้อย”


    นักดนตรีหญิงเจ้าของเสียงไพเราะอีกคน ส่งรอยยิ้มอันงดงามมาเช่นกัน

    พวกเธอได้แจ้งค่าจ้างที่เหมาะสมแล้ว

    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer ที่คุณอ่าน