ผมฟังไม่เข้าใจ มีสีหน้าสงสัยทันที
“สังหาร...ฉู่นี่เป็นข้อสรุปจากการที่ฉันอ่านบันทึกข่าวกรองทั้งหมดที่เข้ามาในมณฑลครึ่งปีมานี้มีคนในวงนักเลงกลุ่มใหญ่กำลังมารวมตัวกันที่นี่ เป้าหมายเดียวของพวกเขาคือสังหารฉู่”เขาตอบ
ผมยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของสองคำนี้นักทำได้เพียงพยักหน้าเท่านั้น
“สังหารฉู่ฉันวิเคราะห์ว่าเป็นการฆ่าคนผู้หนึ่งที่มาจากหังโจว ฮ่าๆ ถ้าคนมากมายอย่างนั้นลงมือพร้อมกันพอคนคนนั้นเดินทางออกจากหังโจว เท่ากับอยู่บนเส้นทางที่ไม่มีวันกลับได้ฉันยังเดาว่าทันทีที่สังหารฉู่สำเร็จ สถานการณ์ของวงนักเลงในเมืองหลวงมณฑลจะเปลี่ยนแปลงถึงตอนนั้น...” เขาชี้ที่ผม ยิ้มแต่ไม่พูด
“หมายความว่าอย่างไรครับ” ผมถาม
“เธอเป็นคนสกุลเซี่ยยังเป็นคนเดียวที่สามารถสนองกระจกวารีโหรเทพให้กับทั่วหล้า พอจบการสังหารฉู่เธอจะเป็นเหมือนแม่เหล็กใหญ่ดึงดูดทุกคนไว้แน่น ทั้งหมดกลายเป็นบริวารของเธอฉันลงความเห็นว่าวันหน้าวงนักเลงที่เมืองหลวงมณฑลต้องมีเขตอิทธิพลของเธอ เสี่ยวเซี่ยถึงตอนนั้นเราจะมีโอกาสดีที่จะร่วมมือกันทั้งฉันยังจะใช้ทรัพยากรการประชาสัมพันธ์ของทางการช่วยเธอประกาศต่อทั่วแผ่นดินที่มองเห็นล่วงหน้าได้ก็คือ ดาวแห่งวงนักเลงดวงใหม่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นแล้วจะเป็นเป้าสายตาของทุกคน เปล่งประกายเจิดจ้า” เขาพูดด้วยท่าทางจริงจังมากราวกับว่าผลลัพธ์นี้อยู่ไม่ไกลแล้ว
“คุณฉี อย่าล้อเล่นเลยครับ”ผมได้แต่ยิ้มแหยๆ ไม่ได้คล้อยตามที่เขาพูด
“ตามฉันมา ไปพบคนคนหนึ่ง คนผู้นั้นจะทำให้เธอเชื่อที่ฉันพูดเมื่อกี้”ฉีเหมยชี้ลึกเข้าไปในดงไม้
ตอนที่เห็นเรื่องราวแปลกพิสดารในสมุดบันทึกนั้นผมอยากเจอคนเขียนมาก ดูว่าจะได้รายละเอียดและรูปธรรมของเรื่องที่เกิดขึ้นจากฝ่ายนั้นเพิ่มขึ้นหรือไม่น่าเสียดายที่ทุกอย่างที่พบขณะนี้ล้วนอยู่ในการควบคุมของฉีเหมย ผมลังเลไม่รู้ว่าถ้าไปจะตกหลุมพรางที่เขาวางไว้หรือไม่
ผมเดินไป กุมมือขวาถังหว่านไว้ หวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากเธอ
ถังหว่านยืนแข็งทื่อทุกสองสามวินาทีจะขยับปากครั้งหนึ่ง เหมือนท่องอะไรอยู่
“คุณสะกดจิตเธอ จำเป็นด้วยหรือครับ”ผมจ้องหน้าถังหว่าน แล้วถามฉีเหมย
“เธอเป็นยอดฝีมือวิชาคลำกระดูก ถ้าไม่สะกดจิตเธอก่อนเกรงว่าจะคุมสถานการณ์ไม่ได้ เสี่ยวเซี่ย ต่อหน้าสถานการณ์ที่วุ่นวายฉันก็เหมือนเธอ ไม่มีความสามารถที่จะชี้นำทุกอย่างหรือควบคุมสถานการณ์ดังนั้นฉันจึงทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กให้หมดไปเลือกใช้วิธีที่ไม่เป็นที่สนใจของยอดฝีมือ วางใจเถอะเธอแค่ตกอยู่ในภวังค์แบบนั้นชั่วคราว รอเจอภรรยาฉันแล้วกลับมา เธอก็ตื่นแล้ว”ฉีเหมยอธิบาย
ผมไม่กล้าเชื่อคำพูดเขาอย่างสิ้นเชิงเพราะเราเพิ่งเจอกันครั้งแรก ไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู
“ทิ้งเธอไว้ที่นี่ ผมไม่วางใจครับ”
ขณะที่ผมออกแรงบีบสองมือเธอ ใบหน้าเธอหันไปทางอื่นพอดีมองเห็นปล่องควันบนหลังคาห้องโถงใหญ่ของฌาปนสถาน
ผมมองตามเธอไป ปล่องควันตั้งสูงขึ้นไปมากจนทะลุเมฆ ราวกับลูกศรยาวที่แทงทะลุเมฆ
เตาเผากำลังทำงานจึงมีควันดำลอยออกจากปลายท่อตลอดเวลา กลายเป็นรูปร่างแปลกๆ ตามแรงลม
“ที่นี่ปลอดภัยมาก น่าจะสักยี่สิบนาทีเราก็กลับมา”ฉีเหมยตอบ
ผมไม่อยากทิ้งถังหว่านไว้กลัวว่าจะเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดกับเธอ แม้ข้างนอกจะมีคนมากแต่ล้วนฟังคำสั่งเยียนเกอสิง ไม่มีใครคอยดูแลเธอ
“เสี่ยวเซี่ย ลูกผู้ชายทำอะไรต้องเด็ดขาดจะทำตัวเป็นเด็กสาวที่จมปลักอยู่กับความรักได้หรือ คิดดูนะเมื่อเทียบสถานการณ์ของวงนักเลงเมืองหลวงกับเด็กสาวตัวเล็กๆ อะไรสำคัญกว่า” ฉีเหมยเริ่มหงุดหงิดแล้ว
ทันใดนั้นผมรู้สึกได้ว่านิ้วถังหว่านในฝ่ามือเริ่มขยับแล้วเขียนอย่างฉับไวว่า “ตามเขาไป ไม่ต้องห่วงฉัน ระวังตัวด้วย”
ผมหันหลังให้ฉีเหมย เขาไม่เห็นใบหน้าผมดังนั้นพอผมเบิกตาโตด้วยความแปลกใจ จึงไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ถังหว่านเดือดร้อน
“ไป สืบดูเบื้องหลังของเขา”ถังหว่านกำชับอีก
ที่ถังหว่านสามารถทำอย่างนี้ได้แสดงว่าที่เธอตกอยู่ในภวังค์และพูดกับตัวเองนั้นเป็นการเสแสร้งเพื่อหลอกทุกคนในที่นั้น ประกอบด้วยฉีเหมยที่ซ่อนใบมีดไว้รวมทั้งนางหันแห่งชิงเต่าที่อาศัยวิชาจุดธูปและอยู่ทุกแห่ง
ผมพยักหน้าอย่างไม่เผยพิรุธเมื่อแน่ใจว่าถังหว่านปลอดภัย งานขั้นต่อไปจึงง่ายขึ้น
“ไปเถอะ” ฉีเหมยเร่งเร้า
ผมถอยหลังหนึ่งก้าวยังไม่ทันเอ่ยปากพูดทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงสุนัขป่าหอนอย่างโหยหวนดังแว่วมาที่ข้างหูเป็นเสียงที่มาจากส่วนที่ลึกเข้าไปในดงไม้
ฉีเหมยมีสีหน้าตื่นเต้นมือขวาจับนาฬิกาที่ข้อมือซ้ายทันที
นอกจากเขตเขาทางใต้แล้วจี่หนานไม่เคยมีสุนัขป่ามาปรากฏตัว ยิ่งกว่านั้นขณะนี้เป็นในเมืองจี่หนาน
หลังจากเสียงสุนัขป่าหอนสองครั้งแล้ว จู่ๆก็มีเสียงร้องของนกชนิดหนึ่งดังขึ้นเป็นพักๆ แรกสุดเป็นเสียงนกตัวเดียวร้องจากนั้นนกก็เพิ่มขึ้น สุดท้ายเป็นนกหลายสิบตัวส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ เสียงสูงๆ ต่ำๆ หลายชนิดราวกับเปิดการแสดงการขับร้องของนก
ฉีเหมยกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะหินด้านข้าง มองไกลไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของป่า
“อะไรหรือครับ” ผมถามทันที
“น่าจะเป็น...” ฉีเหมยลังเลแต่สีหน้าดูแย่ลงทุกที
เสียงสุนัขป่าหอนค่อยๆ หยุดลงเสียงนกนับร้อยตัวก็ค่อยๆ หยุดด้วย
สีหน้าฉีเหมยผ่อนคลายลง แต่ยังคงใช้สองมือป้องหน้าผากมองไกลไปทางนั้นต่อ
ทันใดนั้นในป่าก็มีพายุหมุนพัดขึ้น พัดจากทิศตะวันตกไปตะวันออกต้นหยางทั้งหมดถูกลมตีจนใบไม้ปลิวว่อน ส่งเสียงซู่ๆ
“แม่งเอ๊ย!” จู่ๆ ฉีเหมยที่ท่าทางมีการศึกษาก็ร้องด่าออกมา
ผมกระโดดขึ้นบนโต๊ะหินข้างๆมองไกลลึกเข้าไปในป่า เห็นแต่ใบไม้ปลิวกระจาย สายตาถูกบดบัง
ลึกเข้าไปในป่าดูเหมือนมีบ้านอิฐสีแดงเตี้ยๆหลังหนึ่ง แต่เห็นเลือนราง ดูไม่ชัด
“แย่แล้ว! คราวนี้แย่แน่ๆ!” ฉีเหมยเกาศีรษะ เหงื่อชุ่มหน้า
ผมไม่ถามอะไรอีก เพราะฉีเหมยตกอยู่ในสภาพที่สับสนแล้วไม่อาจตอบคำถามของผม
สุดท้ายทั้งเสียงสุนัขป่าเสียงนกและเสียงลมล้วนหยุดลงแล้ว รอบๆ เงียบกริบ มีเพียงเสียงหายใจหอบหนักๆ ออกจากคอฉีเหมย
ที่จริงด้วยฐานะ ตำแหน่งและประสบการณ์ของเขาเขาไม่ควรตื่นตระหนกขนาดนี้ ทำให้ผมอดสงสัยว่าลึกเข้าไปในป่าผืนเล็กนี้อาจซ่อนความลับที่สะท้านฟ้าไว้
“ยังดี ยังดี ยังดี...” ฉีเหมยพูดคำว่า“ยังดี” ติดกันสามครั้ง ยักไหล่ขึ้น ท่าทางคลายความกังวลแล้ว
“อะไรครับ” ผมถาม
“เป็น...เป็นสิ่งที่เราไม่เข้าใจโลกนั้นกว้างใหญ่เต็มไปด้วยเรื่องแปลกๆ ที่มนุษย์เรามีความเข้าใจต่อโลกแล้วนั้นน่าจะไม่ถึงหนึ่งในหมื่นส่วนที่เราไม่รู้ก็เหมือนคืนเดือนมืดวันแรมหนึ่งค่ำ มองไปทางไหนล้วนมืดสนิทไม่มีแสงใดๆ ทั้งสิ้น” ฉีเหมยปาดเหงื่อ แล้วสะบัดมือแรงๆ สีหน้าค่อยดูดีขึ้น
ผมยังอยากถาม แต่กลับเปลี่ยนใจปิดปากเงียบ
ที่จริงผมเข้าใจดี ระหว่างผมกับฉีเหมยนั้นไม่ถึงขั้นเพื่อนที่คุยกันได้ทุกเรื่องและรุกถอยด้วยกันที่เขายอมลดตัวมาพูดคุยกับผม ก็แค่ต้องการใช้ผมเพื่อบรรลุเป้าหมายเท่านั้น จะอาศัยเบาะแสจากผมเพื่อค้นหากระจกวารีโหรเทพ
“ตอนนี้ไปได้แล้ว”ฉีเหมยกระโดดลงจากโต๊ะหิน กวักมือเรียกผม
ผมมองลึกเข้าไปในป่าและท้องฟ้าไกลออกไปอีกครั้งเตรียมจะกระโดดลงมา ทันใดนั้นก็พบว่าบนท้องฟ้าปรากฏบางอย่างที่แปลกประหลาด
เป็นเมฆดำประหลาดผืนใหญ่ รูปร่างยาว โค้งๆงอๆ ราวกับงูยาวที่กำลังเลื้อย
ผมชี้ขึ้นไปบนฟ้า “คุณฉีครับดูเมฆนั่น...”
เมฆนั่นเปลี่ยนแปลงไม่หยุดเริ่มแรกเหมือนงูมาก หัวงูหันมาทางนี้ หางงูไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือท้องงูโค้งงอเจ็ดแปดโค้ง ดูแปลกมาก
คนที่พอมีความรู้ด้านอุตุนิยมวิทยาบ้างล้วนเข้าใจดีการเปลี่ยนแปลงของเมฆเป็นไปตามลม ลมพัดพาเมฆให้รวมตัวและกระจายออกไม่หยุดรูปร่างไม่แน่นอน
ดังนั้นเมื่อส่วนหัวของงูบนท้องฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงผมคิดเพียงว่ามันกำลังจะถูกลมพัดกระจายสลายไปอย่างสิ้นเชิง
ฉีเหมยแหงนมองขึ้นไป เขาส่งเสียง “เอิ้ก”ดังออกมาจากลำคอ ชูสองแขนขึ้น กางสิบนิ้วออก โบกไปมาในอากาศ
ทันใดนั้นหัวงูกลับปรากฏเหมือนเขากวางขนาดใหญ่สองเขาลำตัวงูสะบัดไปมา แล้วมองเห็นเกล็ดทั่วร่างชัดเจน ขณะที่ส่วนหางก็แยกออกเป็นสองแฉก
ผมใช้คำพูดบรรยายการเปลี่ยนรูปร่างของเมฆสีก้อนนั้นเป็นการทำอย่างไร้พลังสรุปคำเดียวว่าเมฆงูกำลังเปลี่ยนเป็นเมฆมังกร ดูจากรูปร่าง มันได้เปลี่ยนเป็นมังกรในตำนานขนานแท้แล้ว
หัวมังกรก้มลงมา ตรงกับป่าต้นหยางตรงหน้าเราพอดี
มังกรเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำเผ่าที่เราชาวจีนเคารพสูงสุดรูปลักษณ์ของมังกรมีปรากฏในตำนานพื้นบ้าน ในเทพนิยาย บนภาพยนตร์และโทรทัศน์รวมทั้งนิยายแนวแฟนตาซี แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครเห็นมังกรจริงๆ ว่าเป็นอย่างไรตำนานที่เกี่ยวกับมังกรทุกเรื่องล้วนไม่ชัดเจนพูดอีกอย่างก็คือจนถึงบัดนี้มังกรมีอยู่ในจินตนาการของเราเท่านั้นไม่เคยปรากฏร่างออกมาเลย
ขณะที่ผมเห็นเมฆมังกรก็คิดโยงถึงปรากฏการณ์มิราจทันที
“เป็นมิราจใช่ไหม หรือเมฆก่อตัวเป็นรูปทรงประหลาดโดยบังเอิญ”ผมไม่แน่ใจ ได้แต่มองดูท้องฟ้าไม่วางตา
“มังกร ฉันเห็นมังกรอีกแล้ว ฟัง ฟังสิมังกรกำลังร้อง มังกรกำลังร้อง...” ฉีเหมยพูดเสียงแหบพร่า เสียงสั่นเครือราวกับเครื่องอัดเสียงที่เก่าชำรุด
ผมตั้งใจฟัง ท้องฟ้าเงียบเชียบ ไร้เสียงใดๆ
“มีเสียงหรือครับ ผมไม่ได้ยิน” ผมตอบ
“มี มี มี ฟัง ฟังสิ!”ฉีเหมยชี้สะเปะสะปะไปบนท้องฟ้า
ผมหลับตาลง เพ่งสมาธิเต็มที่ถึงกับได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นจากนั้นก็ได้ยินเสียงเลือดไหลเวียนในแก้วหูตัวเอง
ภาวะสงบฟังเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกฌานสมาธิเรียนรู้ได้เมื่อฝึกถึงขั้นหนึ่งตอนที่ผมเริ่มจำความได้ พี่ใหญ่ได้สอนผม แต่นั่นเป็นแค่การฝึกทำตามจนเป็นผู้ใหญ่แล้วผมจึงค่อยๆ เข้าใจเคล็ดลับของเรื่องนี้
เมื่อผมเข้าสู่ภาวะสงบฟังแล้วก็ยังคงไม่ได้ยินที่ฉีเหมยบอกว่าเสียงมังกร
ผมเพิ่งลืมตาขึ้น ฉีเหมยก้าวพรวดมาแล้วเขาใช้มือขวาคว้าข้อมือผม ดึงผมลงมาจากโต๊ะหิน
“อยู่นิ่งๆ อย่าขยับ!” เขาร้องบอกแล้วสะบัดมือซ้าย โบกผ่านข้อมือขวาของเขาไป
ผมไม่เห็นเขาปล่อยใบมีดออกมา แต่รู้สึกได้ถึงเสียงประหลาดขณะที่ใบมีดแหวกอากาศอย่างเยือกเย็นพอก้มมองก็เห็นรอยแผลมีดบาดที่เล็กมากยาวเพียงครึ่งนิ้วบนหลังมือเขามีหยดเลือดซึมออกมาเป็นแนว ไหลหยดลงไประหว่างง่ามนิ้ว หยดลงบนข้อมือผม
ถึงตอนนี้ผมจึงรู้สึกทั้งเย็นและปวดบริเวณข้อมือที่เผยออกเป็นรอยแผลที่ยาวและลึกแบบเดียวกัน เลือดซึมออกจากปากแผลแห้งกรังแล้ว
มีดที่รวดเร็วสุดๆ ท่าลงมือที่ฉับไวสุดๆ ฝีมือที่ยอดเยี่ยมสุดๆผมตระหนักถึงที่ถังหว่านตกใจเมื่อแอบเห็นฉีเหมยใช้มีด