หลี่เล่อเยียนไม่เคยรู้สึกอึดอัดอะไรเท่านี้มาก่อน เธอนั่งตรงข้ามกับเว่ยอี้หยางแต่ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้นเลย ได้แต่มองชมนกชมไม้รอเวลาตั้งโต๊ะของบ้านเว่ย
' คุยอะไรดีนะ ถามชื่อดีมั้ย ไม่สิ เธอบอกไปแล้วนี่ว่าชื่อเล่อเยียน ถามอายุจะน่าเกลียดไปมั้ยดูก็รู้ว่าน่าจะอายุน้อยกว่า อยู่เฉยๆ แล้วกันแค่นั่งเป็เพื่อนก็คงพอ'
เว่ยอี้หยางที่ตอนนี้สมองกำลังคิดคำพูดที่จะพูดกับเล่อเยียนเพื่อให้บรรยากาศไม่เงียบเกินไป แต่ตัวเองเป็คนไม่ค่อยพูดจึงไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับเธอดี
' ทำไมขนตาหล่อนถึงได้ยาวเป็แพขนาดนี้นะ ตาโตเหมือนกระต่ายน้อย ปากนิด จมูกหน่อย คิ้วที่โก่งรับกับใบหน้าและดวงตา หล่อนเคยโดนแดดบ้างรึเปล่านะทำไมถึงขาวได้ขนาดนี้ ' อี้หยางคงลืมตัวว่าเผลอจ้องหลี่เล่อเยียนนานเกินไป ส่วนคนถูกมองก็นั่งตัวเกร็งทำอะไรไม่ถูก
' ทำไมถึงได้จ้องอะไรขนาดนั้นนะ ฉันไม่ใช่โจรขโมยของสักหน่อย หรือว่าเขาไม่พอใจที่มารบกวนเวลาส่วนตัวของเขา คนหล่อนี่มันเข้าถึงยากซะจริงวุ้ย
ฉันควรจะชวนเขาคุยดีรึเปล่านะ อย่าเลยดีกว่าดูท่าแล้วคงไม่อยากจะอ้าปากสักเท่าไหร่ ' หลี่เล่อเยียนเมื่อคิดว่าพ่อหนุ่มหุ่นขี้ผึ้งโคลนนิ่งหยางหยาง คนนี้คงจะี้เีพูดจึงอดหัวเราะไม่ได้ นั่งหน้านิ่งน้ำลายบูดแล้วมั้ง
"อะแฮ่ม มาอยู่ที่นี่ได้สักพักแล้วปรับตัวได้หรือยังครับ " เป็อี้หยางที่ทนความเงียบไม่ไหวต้องหาเื่ชวนเธอคุย
" คะ อะอ่อ ก็ได้บ้างแล้วล่ะค่ะ ที่นี่สงบดีไม่มีเื่วุ่นวายเหมือนปักกิ่ง " ใช่ที่ไหนล่ะั้แ่เธอมาก็เกิดเื่ปวดหัวไม่เว้นวัน
" คุณเป็คนปักกิ่งหรือครับ ถึงว่าล่ะทำไมถึงสวยขนาดนี้ " ประโยคหลังอี้หยางพูดเสียงเบาเหมือนพึมพำอยู่คนเดียว
" เมื่อกี้คุณว่าไงนะคะ ใช่ค่ะฉันเป็คนปักกิ่ง แต่ตอนที่ฉันมาสถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะคะ" หลี่เล่อเยียนไม่ได้ยินประโยคหลังที่เขาพูดจึงตอบคำถามแค่ที่เธอได้ยิน
" ไม่มีอะไรหรอกครับ ปักกิ่งคงเจริญกว่าที่นี่น่าดูนะครับผมไม่เคยไปปักกิ่งเลยสักครั้ง" อี้หยางรีบเปลี่ยนเื่ชวนเธอคุยเื่บ้านเกิดสร้างความคุ้นเคยกับเธอก่อนดีกว่า
" ค่ะ ทันสมัยกว่านี้มากระบบขนส่งก็สะดวกกว่านี้มากค่ะ ที่นู่นเริ่มมีบ้านที่สร้างจากอิฐแล้วล่ะค่ะ" บ้านแถบนั้นเปลี่ยนเป็บ้านอิฐกันบ้างแล้วแต่ก็ยังเป็ส่วนน้อยอยู่เพราะใช่ว่าจะมีคนสามารถจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้เลยทุกอย่างต้องใช้เงิน
" ดีจริงๆ นะครับ " เว่ยอี้หยางไม่คิดอยากจะไปเมืองหลวงเลยสักครั้ง เขาคิดว่าบ้านเกิดนั้นดีที่สุดอบอุ่นที่สุดแต่ตอนนี้เขากลับมีความคิดที่อยากจะไปปักกิ่งสักครั้งถ้ามีโอกาส
" ฉันได้ยินป้าเว่ยเล่าให้ฟังว่าคุณทำงานโรงงานในเมืองหรือคะ " หลี่เล่อเยียนชวนคุยบ้างเพราะเอาจริงๆ เธอก็แทบจะไม่รู้เื่ราวเกี่ยวกับปักกิ่งเท่าไหร่จะมีภาพขึ้นมาในหัวบ้างเวลาที่ใช้ความคิดแต่ก็ไม่ชัดเจนเท่าไหร่
" ครับเป็โรงงานขนาดกลางน่ะ อีกอย่างเรียกผมว่าพี่อี้หยางเถอะไม่ต้องทางการมากก็ได้ " อี้หยางตอบจริงๆ แล้วโรงงานที่เขาทำงานอยู่ค่อนข้างมีขนาดใหญ่ทีเดียวเพราะจำนวนพนักงานถึง 300 คนแน่ะ
" อ้อค่ะ ฉันอายุ 17 ย่าง 18 แล้วคุณอายุเท่าไหร่คะถ้าคุณอายุมากกว่าฉันถึงจะยอมเรียกคุณว่าพี่ " เล่อเยียนลืมตัวเพราะตัวเธอจริงๆ แล้วนั้นอายุ 25 ปีแล้วจะมาให้เยนพ่อหนุ่มหน้าละอ่อนว่าพี่ก็จะขัดๆ อยู่บ้าง
" หึ งั้นเธอยิ่งต้องรีบเรียกพี่ว่าพี่อี้หยางเพราะพี่อายุมากกว่าเธอตั้ง 3 ปี " เว่ยอี้หยางขำในลำคอกับความมั่นใจว่าเธอจะไม่ต้องเรียกเขาว่าพี่ เธอไปเอาความมั่นใจนี้มาจากไหนดูก็รู้ว่าเธอน่ะรุ่นราวคราวเดียวกับน้องสาวคนเดียวของเขาเว่ยฟางเฟิน
" งั้นหรือคะดูพี่ไม่น่าจะห่างจากฉันเท่าไหร่ ขอโทษด้วยนะคะที่เสียมารยาท " ช็อตที่พ่อหนุ่มน้อยอี้หยางอมยิ้มขำท่าทางของเธอนั้นทำเอาใจของหลี่เล่อเยียนเต้นผิดจังหวะได้เหมือนกันนะ
" ไม่เป็ไรพี่ไม่ถือ " ตายแล้ว....ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงตีเนียนทำราวกับว่าสนิทสนมกับเธอมานานแล้วล่ะ เธอยังไม่ชินหรอกนะ
ถึงแม้ว่าหลี่เล่อเยียนในโลกก่อนจะอายุ 25 ปีแต่เธอไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นอะไร อีกอย่างในหัวของเธอคือเงินจึงไม่คิดที่จะมีแฟนหรือพูดง่ายๆ ว่าไม่มีคนมาจีบ จึงจะรู้สึกหวั่นไหวบ้างก็คงไม่แปลกเธอไม่มีภูมิต้านทานในเื่นี้
" มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะพี่อาจจะไม่ได้กลับมาบ้านบ่อยนักแต่่นี้คิดว่าคงได้กลับมาบ่อยขึ้นแล้วล่ะ " เว่ยอี้หยางพูดพร้อมกับจ้องใบหน้าหลี่เล่อเยียนแบบไม่หลบสายตา
" ขอบคุณค่ะ " หลี่เล่อเยียนตอบออกไปเพียงแค่นั้นเธอใจเต้นแรงจะตายอยู่แล้วจ้องอยู่ได้ถ้าเป็ปลากัดเธอคงท้องไปแล้วล่ะ
" จริงสิขนมที่แม่เอาไปให้อร่อยมั้ย หายากมาเชียวนะคนที่โรงงานจ้องแย่งกันซื้อบางคนก็ซื้อไม่ทัน " อี้หยางเปลี่ยนเื่คุยน่าแปลกที่พอได้คุยแล้วเขากลับมีเื่ที่อยากจะถามเธอมากมาย
" มันอร่อยขนาดนั้นเลยหรือคะ ฉันยังไม่ได้ชิมหรอกค่ะพอดีเดินมาส่งคุณป้าซะก่อน " เล่อเยียนตอบไปตามความจริง
" ก็ไม่อร่อยอะไรมากหรอกเพียงแต่เป็ขนมที่แปลกใหม่น่ะคนเลยเห่อกันเท่านั้นเอง " หืม แปลกใหม่หรือมีอะไรแปลกกันก็แค่ขนมเปี๊ยะ
" คนก็แค่เห่อของใหม่น่ะ พอนานๆ เข้าก็คงเลิกเห่อไปเองที่โรงงานกำลังซื้อค่อนข้างเยอะกว่าคนที่ทำนาน่ะ" ส่วนเื่จริงที่คนทำงานจะมีกำลังซื้อมากกว่า แต่ชาวนาดีที่เขาไม่ต้องใช้เงินซื้อทุกอย่าง ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้จากเว่ยอี้หยางในหัวของเธอเหมือนมีพลุนับหมื่นนัดปะทุขึ้นมาในหัว
' ใช่แล้ว ทำไมเธอคิดไม่ได้นะ แหล่งโรงงานมีกำลังคนและกำลังเงินมากกว่าเป็ไหนๆ " เมื่อหลี่เล่อเยียนเห็นหนทางในการทำเงินโดยที่เธอไม่จำเป็ต้องกังวลเกี่ยวกับวันและเวลาในการออกไปขายของในตลาดมืดแล้ว นอกจากนั้นเธอยังสามารถทำขนมให้ออกมารสชาติเยี่ยมกว่าเป็ไหนๆ เพราะในมิติเธอมีแป้งชั้นดีแถมยังมีวัตถุดิบสำหรับทำไส้ขนมได้หลายไส้ อีกทั้งยังมีน้ำตาลที่จะเพิ่มรสชาติด้วย แค่คิดก็ทำให้หุบยิ้มไม่ได้แล้ว
" พี่คะ พี่จะกลับโรงงานวันไหนหรือคะ " หลี่เล่อเยียนลืมความกระอักกระอ่วนก่อนหน้านั้นไปจนหมดเหลือไว้เพียงความตื่นเต้นที่จะหาลู่ทางหาเงินเท่านั้น
" พรุ่งนี้เช้ามืดก็คงกลับแล้วล่ะเพราะต้องไปให้ทันทำงานเข้างานตอนเช้าน่ะ" เว่ยอี้หยางถึงแม้จะใกับท่าทางดีใจกับอะไรสักอย่างเขาก็ไม่รู้ได้ของเล่อเยียนทั้งๆ ที่ตอนแรกคุยกับเขายังเกร็งๆ อยู่เลย
" งั้นพี่รอฉันก่อนได้มั้ยคะ ฉันจะกลับบ้านไปทำขนมให้พี่เอากลับไปชิมที่โรงงาน ฝากบอกป้าเว่ยด้วยว่าวันหลังฉันจะมาทำกับข้าวชดเชยให้แน่นอนวันนี้ฉันติดธุระจริงๆ " หลี่เล่อเยียนพูดรัวและเร็วจากนั้นก็รีบวิ่งตรงกลับไปยังบ้านพักทันทีไม่ได้อยู่ทานข้าวเย็นตามที่รับปากแม่เฒ่าเว่ยไว้ั้แ่ตอนแรก อาจจะดูเสียมารยาทสักหน่อยแต่เอาไว้ค่อยแก้ตัววันหลังแล้วกันเพราะเธอไม่มีเวลาแล้ว เว่ยอี้หยางจะกลับพรุ่งนี้เช้าถ้าจะต้องกลับให้ทันเวลาเข้างานเขาคงต้องออกจากบ้านประมาณ่ ตี 4 ไม่ก็ตี 5 เพราะงั้นเธอต้องทำขนมตัวอย่างให้เสร็จภายในคืนนี้เท่านั้น ทานข้าวกินเมื่อไหร่ก็ได้แต่โอกาสที่เธอจะหาลูกค้าทีละมากๆ แบบนี้นั้นไม่ได้มีมาบ่อยๆ แน่นอน กว่าที่เว่ยอี้หยางจะกลับบ้านมาสักครั้ง ใช่ว่าจะทำได้บ่อยเธอต้องอาศัยโอกาสนี้ทำให้ดีที่สุด
ส่วนทางด้านเว่ยอี้หยางที่พอรู้ว่าหลี่เล่อเยียนวิ่งกลับบ้านเพื่อที่จะไปทำขนมให้เขาเอาไว้กินระหว่างทางถึงกลับใจเต้นกับท่าทางรีบร้อนของเธอ นี่เธอเป็ห่วงเขาขนาดไม่กินข้าวเย็นเลยหรือเนี่ย สงสัยว่าอีกไม่นานเขาคงได้มีคนอุ่นเตียงไม่ต้องทนเหงาในห้องพักของโรงงานอีกต่อไปแล้ว