ฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 52 เผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลงด้วยความไม่เปลี่ยนแปลง

    “พลังงานลบ...”

            สีหน้าของเซียวจิ่งหยวนเคร่งขรึมขึ้นทันทีหลังเห็นแสงที่พร่างพราวออกมาจากกายของสืออวี้เขานึกไม่ถึงเลยว่าจดหมายเพียงฉบับเดียวจะสร้างอุปสรรคให้ตนอย่างไม่รู้จบเช่นนี้ทั้งที่ควรเป็นภารกิจที่สำเร็จได้อย่างง่ายดายแท้ๆ

            เขาโดนคนแปลกหน้าขัดขวางและคิดจะสังหารซ้ำคนแปลกหน้านั้นยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นควบแน่นพลังงานลบ ช่างโชคร้ายเสียจริง

            เซียวจิ่งหยวนขมวดคิ้วแน่นพลางตระหนักได้ว่าตนเจอหายนะใหญ่เข้าให้แล้ว

            ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดทันใดนั้นสืออวี้กลับตะโกนขึ้น “ไม่แสดงพลังที่แท้จริงออกมาเช่นนี้ เจ้าคิดว่าข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้นหรือ”

            “ข้าจำเป็นต้องกลัวพลังงานลบกระจอกๆนี้ด้วยหรือ”

            แสงสีเงินอันลุกโชนปรากฏขึ้นบนกายของเซียวจิ่งหยวนอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงกู่ร้องคำรามแสงสายฟ้าอันระยิบระยับมากมายปลดปล่อยกลิ่นไออันตรายออกมา

            “สิ่งนี้คือ...”

            สืออวี้รู้ได้ทันทีหลังมองเห็นว่าสิ่งนี้คืออะไรจนจิตใจเคร่งเครียดขึ้น

            “มุกสายฟ้าแม่เหล็ก!”

            ทันใดนั้นแสงสีเงินอันลุกโชนก็ระเบิดออกตามเสียงคำรามของเซียวจิ่งหยวนคลื่นอากาศอันทรงพลังประหนึ่งพายุหมุนโหมกวาดล้างไปทั่วทุกทิศทางภายในหุบเขาอานุภาพอันทรงพลังและมหาศาลพัดพาจนหมู่เมฆสลาย ก้อนหินลอยว่อนขึ้นกลางฟ้า

            สืออวี้รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาหลังได้ยลพลังนั้นไม่กล้าบุกโจมตีเข้าไปโดยตรง รีบถอยหลบไปอีกด้านพลางยืนอยู่ในท่าทางเตรียมพร้อม

            ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ลมพายุที่อยู่ในหุบเขากลับมีท่าทีกำลังสลายตัว

            “แปลก...”

            สืออวี้ผงะรู้สึกว่าเหตุการณ์ตรงหน้าผิดปกติสีหน้าของเขาก็ซีดเซียวลงทันทีหลังใช้จิตสัมผัสลองตรวจดู

            “สารเลวบังอาจนัก...”

            สืออวี้บินแวบหายเข้าไปในหุบเขากวาดสายตามองไปพบว่ารอบด้านเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ไร้ซึ่งเงาของเซียวจิ่งหยวน

            เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เรียกว่ามุกสายฟ้าแม่เหล็กนี้เป็นเพียงการสร้างสถานการณ์เพื่อตบตาของเซียวจิ่งหยวนเท่านั้นจากนั้นเซียวจิ่งหยวนก็ใช้โอกาสนี้ในการหลบหนีหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

            “ช่างบังอาจช่างบังอาจยิ่งนัก...”

            สืออวี้ที่เพิ่งถูกหลอกจึงโกรธจัดจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

            เปรี้ยง!

            ด้วยความโกรธแสงสีดำทมึนแผ่คลุมไปทั่วหุบเขาทันทีเมื่อเขาโบกมือ ทำให้ภูเขา ก้อนหิน ต้นไม้ใบหญ้าจวบจนทุกสรรพสิ่งทั่วทั้งหุบเขาพังทลายลงจนสลายกลายเป็นผุยผงจากแรงกดอันน่าสะพรึงพื้นที่รอบหุบเขาสิบกว่าลี้ล้วนไหม้เกรียม ไร้สิ่งมีชีวิตไปในชั่วพริบตา

            “เจ้าเด็กน้อยข้าจะฆ่าเจ้า จะถลกหนังเจ้าออกมาจนสิ้น เจ้าจะต้องไม่ตายดี...”

            เมื่อความโกรธเคืองถูกระบายออกมาสืออวี้จึงค่อยๆ ใจเย็นลงพร้อมดึงจิตสังหารและอาวุธทั้งสองที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศกลับมาจากนั้นเมื่อพินิจพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว จึงจับเจอร่องรอยพลังปราณของเซียวจิ่งหยวน

            เขาเคลื่อนสายตาหันไปมองยังแม่น้ำฉื่อชุ่ยที่ไหลเชี่ยว

            ดูจากทิศทางที่พลังปราณชี้นำไปเซียวจิ่งหยวนคงเดินทางไปตามแนวแม่น้ำสายนี้...

            สีหน้าของสืออวี้หมองหม่นลงยิ่งขึ้นหลังได้ข้อสรุปนี้มาไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม เขาไม่มีเหตุผลที่ต้องปล่อยเซียวจิ่งหยวนไปดังนั้นจึงจำเป็นต้องไล่ตามไปฆ่าให้ถึงที่สุด

            ฟึ่บ!

            สืออวี้รีบไล่ตามไปโดยไม่ลังเลหลังรู้ทิศทาง

             

    “ก่อนออกจากบ้านครั้งหน้าคงต้องดูดวงหน่อยแล้ว”

            เซียวจิ่งหยวนกำลังเหาะไปตามแม่น้ำฉื่อชุ่ยที่คดเคี้ยวและแปรปรวนด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า

            ไม่มีทางอื่นเขาเองก็อยากจัดการสืออวี้ให้ราบคาบภายในครั้งเดียว แต่จะทำอย่างไรได้เล่าในเมื่อพลังของตนนั้นอ่อนแอกว่า ผลที่อาจตามมาจึงยากเกินคาดเดา

            ประกอบกับเขายังมีภารกิจที่ต้องทำส่งผลให้ไม่มีเวลาพอมาวุ่นวายกับสืออวี้ดังนั้นเซียวจิ่งหยวนที่ฉลาดหลักแหลมจึงคิดใช้กลอุบายจักจั่นลอกคราบเพื่อช่วยให้ตนหลุดพ้นจากสืออวี้ก่อนออกตามหาจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ต่อไป...

            ยอดเขาไต้อวิ๋นณ ริมฝั่งแม่น้ำฉื่อชุ่ย

            เซียวจิ่งหยวนยังคงไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอนของสถานที่แห่งนั้นจึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับเทียบเชิญที่อยู่บนกายของตน พลางคิดว่าเทียบเชิญคงนำทางเขาในยามที่ตนเข้าใกล้จุดหมาย

            ดังนั้นเขาจึงบินทวนการไหลของแม่น้ำฉื่อชุ่ยขึ้นไปเรื่อยๆ

            และเขายังรู้ดีว่าสืออวี้คงไม่จบแต่เพียงเท่านี้ดังนั้นเขาจึงสำแดงวิชาดาราเหินออกมาจนถึงขีดสุด จนสามารถเคลื่อนที่ไปได้ตลอดโดยไม่หยุดพักสร้างเสียงให้กึกก้องลั่นดั่งสายฟ้าฟาด

            เหาะไปสักพักจู่ๆ เซียวจิ่งหยวนกลับพบว่ามีหมอกขาวบางๆกำลังปกคลุมอยู่เหนือกระแสน้ำอันเชี่ยวกราด

            ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจสิ่งนี้เพราะหมอกจะลอยขึ้นในยามที่มีแสงแดดตกกระทบลงบนผิวน้ำตามธรรมชาติไม่ได้แปลกประหลาดอะไรอยู่แล้ว

            ทว่าเมื่อเขาปะทะเข้าไปอยู่กลางหมอกขาวภาพตรงหน้ากลับแปรเปลี่ยนไปในทันที

            “เอ๋?”

            ร่างกายที่สั่นเครือทำให้เซียวจิ่งหยวนรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดจนต้องหยุดเหาะพร้อมกวาดตามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง

            เพียงแวบแรกก็ทำให้เขาประหลาดใจที่พบว่าตอนนี้ตนเองได้มาโผล่ท่ามกลางเทือกเขาทอดยาวโดยรอบเต็มไปด้วยยอดเขาและหุบเขาน้อยใหญ่มีดอกไม้ใบหญ้าและเถาวัลย์สีสันสดใสขี้นแซมอยู่เต็มทุกซอกหินผาอย่างสวยงามน่าตื่นตะลึง

            ด้านข้างของหน้าผายังมีป่าทึบซึ่งมีต้นไม้สูงตระหง่านขึ้นอยู่อย่างแน่นขนัดกิ่งก้านของต้นไม้และเถาวัลย์ที่พันเกี่ยวปกคลุมไปทั่วพื้นที่กว่าร้อยลี้ใบไม้ที่ปกคลุมให้ความร่มรื่นไปทั่ว จนแม้นเป็นช่วงเที่ยงของวันที่มีแดดจัดทว่าที่แห่งนี้กลับยังมีไอเย็นไหลเวียนอยู่ภายใน

            ภายในป่าทึบดึกดำบรรพ์เช่นนี้ย่อมอันตรายมีสัตว์ร้ายและอสรพิษอาศัยอยู่อย่างชุกชุม และไม่แน่ว่าที่แห่งนี้อาจยังเป็นที่สิงสถิตของเหล่าภูติผีปีศาจที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญยังไม่กล้าย่างกรายเข้ามา

            หากในสถานการณ์ปกติเซียวจิ่งหยวนคงได้เพียงบินสูง และจะไม่หยุดอยู่ภายในป่าทึบเป็นเวลานานทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องหวาดผวาคือ ทั้งที่เมื่อครู่เขายังบินอยู่เหนือแม่น้ำแต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ ถึงได้มาโผล่อยู่ข้างป่าทึบกลางหุบเขาเช่นนี้อีกทั้งแม่น้ำฉื่อชุ่ยที่ไหลเชี่ยวยังหายไปอีกด้วย...

            เซี่ยวจิ่งหยวนตั้งจิตให้มั่นแม้จิตสัมผัสจะยังไม่พบอันตรายแต่ก็ไม่อาจประมาท

            เขามองเหตุการณ์รอบด้านอย่างละเอียดก่อนเห็นว่าหมอกบางที่ปกคลุมอยู่ใกล้หน้าผาเหล่านั้นดูคล้ายกับ...

            “ค่ายกล…ต้องเป็นค่ายกลแน่นอน”

            เปลือกตาของเซียวจิ่งหยวนกระตุกเล็กน้อยพร้อมตระหนักได้ว่าตนเองกำลังอยู่ในเขตการปกคลุมของค่ายกลสักอันโดยบังเอิญ

            แม้ไม่รู้ว่าค่ายกลนี้ทำอะไรได้แต่เมื่อเขาคิดโยงไปถึงการโจมตีที่อธิบายไม่ได้ของสืออวี้ประกอบกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นตรงหน้า จึงมั่นใจได้ว่าตนคงถูกผลักให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์บางอย่าง

            เซียวจิ่งหยวนลอยขึ้นสูงไปอย่างเงียบๆพร้อมสอดสายตามองไกล ทว่าสิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงหมอกบางที่ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งยอดเขาและร่องน้ำน้อยใหญ่ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

            หัวใจของเซียวจิ่งหยวนจมดิ่งลงหลังเห็นสิ่งนั้นพลางแอบสัมผัสได้ว่าพื้นที่ปกคลุมของค่ายกลนี้กว้างขวางมากดูเหมือนจะครอบคลุมพื้นของพื้นดินและท้องฟ้าเป็นวงกว้างหลายพันลี้

            ค่ายกลที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้จะต้องไม่ใช่ฝีมือของผู้บำเพ็ญธรรมดาอย่างแน่นอน...

            “เทพเจ้าเพลิงหินเช่นนั้นหรือ”

            เซียวจิ่งหยวนมุ่นคิ้วครุ่นคิดยกโทษให้แก่ความไร้เดียงสาและความโง่เขลาของเขาด้วยเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยจริงๆ

            ทว่าการที่เขาไม่เคยได้ยินไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นจะไม่เก่งกล้า

            โลกใบนี้กว้างใหญ่มีคนเก่งกาจอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเซียนที่มีชื่อเสียงหาได้มีอยู่เพียงพันคนไม่ประกอบกับการที่เซียนบางคนยังซ่อนตัวจากโลกและไม่เดินอยู่บนดิน...

            จึงคาดว่าแม้แต่ตัวของเซียนเองคงยังไม่รู้เช่นกันว่าแท้จริงแล้วบนโลกนี้มีเซียนอยู่ทั้งหมดกี่คนกันแน่

            แต่อย่างไรเสียพวกเสือซ่อนเล็บก็คงมีอยู่ไม่น้อย

            แน่นอนว่าเขาในตอนนี้ถือเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขั้นต่ำที่กระทั่งสืออวี้ก็ยังสู้ไม่ได้ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเทพหินเพลิงเลย บางทีเพียงเทพหินเพลิงชี้นิ้วออกมาอาจบดขยี้เขาให้สิ้นใจไปได้อย่างง่ายดายเลยก็ได้

            ยอดฝีมือผู้เก่งกาจวางค่ายกลใหญ่เช่นนี้เพื่อทำสิ่งใดกันแน่

            เซียวจิ่งหยวนอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดหากลองแยกแยะจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว การที่เทพหินเพลิงวางค่ายกลใหญ่นี้ไว้เห็นได้ชัดว่าไม่อยากให้คนนอกบุกรุกเข้าไปทว่าเขาบุกรุกเข้ามาแล้วแต่กลับยังอยู่รอดปลอดภัยก็แสดงให้เห็นแล้วว่าค่ายกลนี้ไม่ใช่ค่ายกลสังหารแต่อย่างใด

            หรืออย่างน้อยที่สุดสิ่งเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นว่าค่ายกลนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสังหารศัตรูด้วยซ้ำ

            “ดูไปแล้วเหมือนน่าจะอยากกักขังอะไรบางอย่าง...”

            เซียวจิ่งหยวนคิดไตร่ตรองพร้อมเหาะตรงไปยังหมอกอย่างรวดเร็ว ทว่าในยามที่เข้าใกล้หมอกเขากลับต้องพบว่าหมอกกระเจิงกลายเป็นเส้นไหมเส้นบางๆ ก่อนจะหายไป

            แต่เมื่อเขาถอยหลังออกห่างมาเล็กน้อยที่แห่งนั้นจะเริ่มถูกปกคลุมไปด้วยหมอกบางประหลาดอีกครั้ง

            “เป็นไปตามที่คาดไว้จริงๆด้วย”

            หัวใจของเซียวจิ่งหยวนจมดิ่งลงเขารู้ว่าสถานการณ์จะต้องเป็นเช่นนี้

            ค่ายกลเข้าง่ายแต่ออกยาก

            ไม่ต้องสงสัยเลยว่าค่ายกลนี้คือกับดักที่ให้เข้าแต่ไม่ให้ออกหากไม่เชี่ยวชาญในเรื่องค่ายกลและไม่รู้ความลับของค่ายกล คงออกไปจากที่นี่ไม่ได้

            “แย่แล้ว...”

            การที่ถูกกักขังไว้ด้านในค่ายกลทำให้เซียวจิ่งหยวนกังวลขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ได้เป็นเพียงเพราะต้องไปส่งจดหมายเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเห็นได้ชัดว่ามีความเกี่ยวข้องกับสืออวี้

            หากสืออวี้รู้ว่าตนติดอยู่อยู่ในค่ายกลมิเท่ากับยอมให้อีกฝ่ายเข้ามาฆ่าหรอกหรือ

            “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ” เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจรู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องแม้อยากจะหลบ แต่ก็หลบไม่พ้นเสียจริง

            ถึงกระนั้นก็เถอะในยามนี้เขายังคงปลอดภัย และยังสามารถวิเคราะห์แยกแยะได้อย่างใจเย็น

            “จุดมุ่งหมายของค่ายกลนี้ต้องไม่ใช่ข้าอย่างแน่นอน…บางทีในสายตาของเทพหินเพลิงผู้นั้นข้าคงเป็นเพียงหมากตัวน้อยที่มีไม่มีความสำคัญและไม่ได้มีค่ามากพอให้ถูกจัดการอย่างเอิกเกริก...”

            “หากมองจากมุมนี้ยังถือว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายสินะ”

            เซียวจิ่งหยวนยิ้มเจื่อนพร้อมความรู้สึกอึดอัดใจที่ผุดขึ้นมาในฉับพลันไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเลยสักนิดที่ทำให้ผู้อื่นสนใจตนเองไม่ได้

            “ไม่สนใจก็ดีแล้วตราบใดที่ข้าไม่ได้เข้าไปทำลายแผนการของคนพวกนั้น อย่างน้อยก็ยังพอมีหนทางรอดอยู่บ้าง”

            เซียวจิ่งหยวนคิดคำนวณอยู่สักพักก่อนตัดสินใจ

            ขอเพียงเขานิ่งเฉยไม่ต่อสู้และไม่แย่งชิง...คาดว่ายอดฝีมือผู้มีความสามารถและทะนงตนผู้นั้นคงไม่มาสนใจผู้บำเพ็ญขั้นต่ำที่เผลอผ่านเข้ามาหรอกกระมัง

            เซียวจิ่งหยวนพร้อมใจหวังพึ่งดวงเหาะเข้าไปในหุบเขาลึกสักพักก่อนหยุดลง

            วิธีการของเขานั้นง่ายมากเพียงคำเดียวเท่านั้น รอ!

            เผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลงด้วยความไม่เปลี่ยนแปลง

            เซียวจิ่งหยวนมีจิตใจสงบไม่ได้ตั้งใจเข้ามาสร้างปัญหาบางทีหากเวลาผ่านไปอีกสักพักค่ายกลอาจสลายหายไปเองก็ได้เช่นนั้นเขาก็จะทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วออกเดินทางส่งจดหมายต่อไป

            และความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าวิธีของเขาค่อนข้างได้ผล

            เขารออยู่ด้านในหุบเขาที่มืดมิดเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วยามภายในหุบเขาก็ยังไม่เกิดเหตุการณ์ใดตามที่คาดไว้

            แต่ในยามที่เซียวจิ่งหยวนกำลังย่ามใจคิดว่าวิธีการของตนนั้นได้ผลและสามารถดำเนินการต่อได้อย่างราบรื่นก็มีแสงสีเขียวเจิดจ้าพุ่งออกมาจากป่าทึบในทันควันเป็นประหนึ่งดวงดาวที่พร่างพราย งดงามเจิดจรัสตระการตา

            แสงสีเขียวที่สาดส่องทำให้เหล่านกตื่นตระหนก

            นกประหลาดที่มีร่างกายสีดำขลับและมีปีกดุจเหล็กบินวนอยู่กลางท้องฟ้าก่อนจะรวมตัวกันจนกลายเป็นกองทัพ จากนั้นค่อยพุ่งลงไปในป่าอย่างรุนแรง...

     

    คล้ายกับเรื่องฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน