ตอนที่ 36
“ถูกต้องแล้ว ท่านเจ้าเมือง... ข้ามีนามว่า ซุน เป็นผู้สืบทอดของอาจารย์เหยาหมิง...”
ฉีเฟยเทียน แม้จะคาดเดาเอาไว้อยู่แล้ว แต่ก็ยังอดที่จะอึ้งไม่ได้...
“จริง ๆ หรือเนี่ย... กว่า 30 ปีได้แล้วกระมัง ที่ได้ยินข่าวว่าเหยาหมิง ถอนตัวออกจากยุทธภพ นับเป็นความสูญเสียของยุทธภพไม่น้อยที่บุคคลระดับนั้นละทิ้งทุกสิ่ง... ข้าเองก็ไม่ได้รู้จัก เหยาหมิง เป็นการส่วนตัวเพียงแต่ได้ยินกิตติศัพท์ และชื่อเสียงที่เลื่องลือเท่านั้นเอง เป็นโชคดีที่ข้านั้นสนิทกับเตียมู่หยง ทำให้พอจะทราบเรื่องราวมาบ้าง...”
ซุน แสดงสีหน้าสลดลง...
“ตัวผู้เยาว์อยู่ร่วมกับเหล่าซือที่สถานศึกษาศาสตร์อักษรมา 2 ปีแต่ในฐานะศิษย์ที่เรียนรู้ตำราวิชาการเท่านั้น มิได้รู้ว่าก่อนเลยว่า เหล่าซือ เคยมีชื่อเสียงในยุทธภพ...จวบกระทั่งวันหนึ่ง ผู้เยาว์ถูกพิษจากอสรพิษทะเลเล่นงาน ทำให้ เหล่าซือ ยอมเปิดเผยสถานะแท้จริงในอดีตเพื่อช่วยชีวิตข้าเอาไว้
นับจากวันนั้น ผู้เยาว์ก็ได้โขกศีรษะคำนับเหล่าซืออีกครั้ง เพื่อเป็นศิษย์สืบทอดวรยุทธอย่างสมบูรณ์...แต่ชะตากรรมช่างเล่นตลก ภายในวันเดียวกันนั้น เหล่าซือ กลับถูกกลุ่มโจรชั่วจับตัวไปหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย อีกทั้งตัวผู้เยาว์ก็ยังถูกกลุ่มโจรดังกล่าวตามล่า คาดว่าคงต้องการใช้ชีวิตของผู้เยาว์ไปต่อรองเหล่าซือเพื่อล้วงความลับบางอย่างที่เหล่าซือเก็บงำเอาไว้...”
ฉีเฟยเทียนได้ฟังดังนั้นก็ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ในทันที...
“เข้าใจแล้ว... เตียมู่หยง เป็นสหายเพียงคนเดียวของอาจารย์ที่ตัวเจ้ารู้จักดังนั้นจึงตั้งเป้าหมายอยากให้ เตียมู่หยง ช่วยเหลือเจ้างั้นสินะ”
ซุน พยักหน้าตอบรับ...
ฉีเฟยเทียน แสดงสีหน้าครุ่นคิด...
“ข้าสามารถติดต่อ เตียมู่หยง ให้กับเจ้าได้...ทว่าเจ้าก็อย่าได้ตั้งความหวังมากเกินไปนัก เพราะในเมื่อศัตรูมีพลังถึงขั้นจับเป็นเหยาหมิง ซึ่งเป็นถึงยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นปลาย กลับไปด้วยได้ แสดงว่าฝีมือของศัตรูคงเหนือยิ่งไปกว่านั้นอีกขั้น
เตียมู่หยง นับเป็นยอดฝีมือก็จริง หากแต่ก็มิได้เก่งกาจไปกว่าอดีตเทพปรมาจารย์อย่างเหยาหมิง... ฉะนั้นแล้วอาจทำได้อย่างมากก็เพียงสืบหาตัวศัตรู เรื่องที่จะช่วยเหลือคงต้องว่ากันต่อไปเจ้าเข้าใจความหมายที่ข้ากำลังสื่อหรือไม่?!”
ซุน อึ้งไปเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ ซุน ไม่เข้าใจในระดับความแข็งแกร่งอย่างถ่องแท้นักจึงไม่อาจประเมิณได้ว่าผู้ใดแข็งแกร่งกว่าผู้ใด แต่หลังจากที่เริ่มฝึกฝนจนฝีมือกล้าแกร่งขึ้นก็เริ่มเข้าใจถึงความแตกต่างในพลัง...
ฉีเฟยเทียน ตบไหล่ของเด็กหนุ่มเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มชรา...
“อย่าเพิ่งตัดใจไป... ตราบเท่าที่ เหยาหมิง ยังเก็บงำความลับที่ศัตรูอยากรู้เอาไว้พวกมันไม่มีทางสังหาร เหยาหมิง อย่างแน่นอน สิ่งสำคัญก็คือตัวเจ้าห้ามถูกจับตัวได้เป็นเด็ดขาด!! มิเช่นนั้นจะไม่ใช่เพียงแค่ชีวิตของเหยาหมิง แม้แต่ชีวิตของตัวเจ้าเอง ก็จะไม่เหลือ...”
ซุน ประสานมือโค้งน้อมรับคำแนะนำ...
ฉีเฟยเทียน หยิบเอาหยกสื่อสารโบราณออกมาจากแหวนมิติ... ซุนเพิ่งจะเคยพบเห็นสิ่งนี้กับตาเป็นครั้งแรก แต่ก็เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับหยกสื่อสารโบราณมาบ้างมันเป็นสิ่งของล้ำค่าที่ราคาสูงมาก มีใช้กันเฉพาะในกลุ่มผู้มีอำนาจเท่านั้นลักษณะการใช้งานจะเป็นการติดต่อสื่อสารจากระยะไกล คุณสมบัติคล้ายกับโทรศัพท์มือถือในโลกที่ซุน เคยจากมา...
หยกสื่อสารโบราณ เปล่งประกายชั่วครู่หนึ่ง...
ก่อนจะเกิดเสียงจากอีกฝั่งฝากสะท้อนกลับมา...
“มีธุระอะไรงั้นหรือ... เจ้าเมืองซอมซ่อ?!” เสียงที่ดังออกมาจากหยกสื่อสารเป็นเสียงของ เตียมู่หยง ที่ ซุน เคยได้ยินจริง ๆ สร้างความตื่นเต้นให้กับเด็กหนุ่มไม่น้อย...
“ตาแก่เตีย... เมื่อไหร่จะเลิกเรียกข้าเช่นนั้นเสียที?ที่ข้าชอบแต่งกายซอมซ่อ ก็เพื่อจะแฝงตัวเข้าชุมชน สำรวจสารทุกข์สุกดิบของเหล่าชาวบ้านต่างหาก!!” ฉีเฟยเทียน เค้นเสียงตอบกลับไป
เสียงหัวเราะของ เตียมู่หยง ดังขึ้นเบา ๆ
“ว่าแต่มีธุระอันใด?!ปกติแล้วเจ้าไม่ค่อยติดต่อข้าเข้ามา”
“มีคนผู้หนึ่งอยากติดต่อกับเจ้า จึงไหว้วานให้ข้าเป็นธุระให้ค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหญ่โตทีเดียว...” เจ้าเมืองฉี กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผู้ใดกัน?!”
“เป็นเด็กหนุ่มนามว่า ซุน ศิษย์ของ เหยาหมิง เจ้ารู้จักหรือไม่?!”
“อะไรนะ!! เจ้าเด็กผู้นั่นน่ะหรือ แน่นอนว่าข้ารู้จัก”เตียมู่หยง ตอบรับทันทีด้วยความตกใจ จากนั้น ฉีเฟยเทียน จึงเล่าถึงเหตุการณ์คร่าวๆ ให้ฟัง ก่อนจะส่งหยกสื่อสารให้กับ ซุน ได้พูดคุยด้วยตัวเอง...
เด็กหนุ่ม รับหยกสื่อสารด้วยความประหม่า...
“ผู้อาวุโส... นี่ข้าเอง”
“ไอหนู... เกิดอะไรขึ้นกับ เหยาหมิง เล่ามาให้ละเอียด...”เตียมู่หยง ถามด้วยความร้อนรน
ซุน จึงได้เล่าเหตุการณ์เท่าที่ตนทราบแม้จะไม่ละเอียดถึงเรื่องที่ตนเองสังหารผู้คนไปเป็นจำนวนมากจากจวนผู้ว่า แต่ก็หาทางเข้าเรื่องได้อย่างแนบเนียนตามไหวพริบบอกถึงเรื่องศัตรูที่เวลานี้สืบมาได้ผิวเผิน ว่าหนึ่งในสมาชิกกลุ่มโจรที่กำลังตามล่าตนเป็นคนของตระกูลเกา ที่ถือครองป้ายเหล็ก...
“อะไรนะ!! คนตระกูลเกา งั้นหรือ!!เจ้าแน่ใจนะว่าจำไม่ผิด...” เตียมู่หยง ตกตะลึงอีกครั้ง
“ข้าแน่ใจ...” ซุน ตอบแน่นหนัก
เสียงของ เตียมู่หยง แน่นิ่งไปสักระยะจนเด็กหนุ่มที่ร้อนรนใจต้องเอ่ยถามขึ้น...
“ผู้อาวุโส พอจะหาทางช่วยเหลือ เหล่าซือ ได้หรือไม่?!”
เสียงถอนหายใจของชายชราดังขึ้น...
“หากตระกูลเกา มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้จริง ๆ ก็คงจะเป็นเรื่องยากไม่น้อย...สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น คืออาศัยพลังของคนตระกูลเกา ไม่มีเพียงพอจับกุม เหยาหมิงกลับไปได้แน่นอน ดังนั้นจะต้องมีขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคอยหนุนหลังตระกูลเกาอีกทอดหนึ่ง
ข้าจะพยายามสืบเรื่องของตระกูลเกาอย่างลับ ๆ ว่ามันมีผู้ใดสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง...พวกเราจึงสามารถสาวหาตัวการใหญ่ ที่แอบซ่อนในเงามืดออกมาได้ข้าพอจะรู้จักกับสหายของ เหยาหมิง อยู่อีกหลายคน จะพยายามติดต่อพวกนั้นอีกทอดหนึ่งให้ช่วยกันตามหาอาจารย์ของเจ้า...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง เพราะลำพังผู้เยาว์เพียงคนเดียวคงไม่อาจต่อกรขุมอำนาจใด ๆ ได้ แต่เมื่อ เตียมู่หยง รับปากเป็นธุระให้อีกขั้นย่อมเพิ่มโอกาสและความหวังให้กับ ซุน เป็นเท่าทวี
เวลานี้สิ่งที่ ซุน พอจะทำได้ คือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเองเพื่อเฝ้ารอโอกาสที่จะแสดงความสามารถในการช่วยเหลือ เหล่าซือ และปกป้องตนเองระหว่างที่กำลังตกเป็นเป้าของศัตรู...
“ผู้อาวุโส... เช่นนั้นให้ข้าเข้าร่วมเป็นศิษย์ สำนักสายลมประจิม ของท่านได้หรือไม่?! ข้าต้องการฝึกฝนตนเอง ให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างน้อยก็ปกป้องตนเองมิให้ถูกศัตรูเล่นงาน...”
“ย่อมได้!! ยิ่งเจ้ามาอยู่ใกล้ตัวข้าก็ยิ่งปกป้องเจ้าได้ง่ายขึ้น... แต่สำคัญตรงที่เวลานี้ ข้ามิได้อยู่ในเมืองหลวงแต่ออกมาทำธุระที่หัวเมืองทิศเหนือ กว่าจะกลับไปถึงเมืองหลวง คาดว่าคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน...”เตียมู่หยง กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“เช่นนั้น ให้ข้าไปรอท่านที่สำนักสายลมประจิมเป็นอย่างไร?!”
“ไม่ได้เด็ดขาด... เจ้าไม่ควรจะเข้าเมืองหลวงอย่างยิ่งหากข้าไม่อยู่ที่นั่น!! ตระกูลเกา แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่คับเมืองแต่ก็นับเป็นตระกูลใหญ่ที่ไม่อาจดูแคลน มีอิทธิพลอยู่ในเมืองหลวงไม่น้อย... แม้แต่ภายในสำนักสายลมประจิม ก็มีเหล่าอาจารย์ฝึกสอน รวมถึงศิษย์สำนักอีกหลายคนที่มาจากตระกูลเกา หากเจ้าไปที่นั่นตอนนี้ เกรงว่าจะถูกเล่นงานก่อนข้าจะกลับไปถึง...
ทางที่ดี ข้าว่าเจ้าควรจะอยู่ที่เมืองบุปผาแดง ไปอีกสักระยะ...อย่างน้อยที่เมืองนั้นอิทธิพลของตระกูลเกา ก็ยังมีไม่มากนัก... สำคัญกว่านั้น เจ้าเมืองซอมซ่อเป็นสหายที่ข้าไว้ใจ ตราบเท่าที่เจ้ายังอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลฉี ต่อให้สมาชิกตระกูลเกายกมาทั้งตระกูลก็ไม่อาจเล่นงานเจ้าได้...” เตียมู่หยง กล่าวขึ้นตามตรง
ซึ่ง ฉีเฟยเทียน ที่อยู่ตรงนี้ด้วย ก็ได้ยินทุกอย่างชัดเจนหันมาส่งยิ้มพร้อมพยักหน้าให้กับเด็กหนุ่ม เป็นเหมือนสัญญาณว่ายินดีจะช่วยปกป้องดูแล...ซึ่งแน่นอนว่าการที่ ฉีเฟยเทียน ผู้เป็นเจ้าเมืองตอบรับ นั่นเท่ากับว่า ซุนได้สวมเกราะล่องหนทับร่างเข้าไปแล้ว เพราะภายในเมืองแห่งนี้ไม่มีใครกล้าเป็นศัตรูกับตระกูลฉี...
“เข้าใจแล้ว... ผู้อาวุโส ข้าจะอยู่ที่นี่อีกหนึ่งเดือนรอให้ท่านกลับมายังเมืองหลวง แล้วค่อยเดินทางไปพบท่านที่สำนักสายลมประจิม...” ซุนตอบรับคำแนะนำดังกล่าว
ก่อนที่ เตียมู่หยง จะขอกล่าวพูดคุยกับ ฉีเฟยเทียน เรื่องจะของฝากฝังเด็กหนุ่มคนนี้ไว้ชั่วคราวโดยใช้วาจาแน่นหนักว่า ซุน เป็นศิษย์ของ เหยาหมิง ดังนั้นก็เสมือนศิษย์ของตนเช่นเดียวกันอยากให้ ฉีเฟยเทียน ดูแลให้ดี
คำพูดเหล่านี้ทำให้ ซุน ที่ได้ยิน อดตื้นตันใจมิได้
รู้สึกติดค้างชายชรา เตียมู่หยง เป็นล้นพ้น...
“เอาล่ะ ไอหนู... ในเมื่อตาแก่เตีย มันฝากเจ้าให้ข้าดูแล ซึ่งเจ้าแก่นั่นไม่ค่อยจะเอ่ยปากขอร้องข้าบ่อยครั้งนักดังนั้นข้ายินดีทำตามที่มันร้องขอ ที่นี่มีเรือนรับรองแขกเหรื่อมากมาย จึงย่อมไม่ใช่ปัญหาหากข้าจะให้เจ้าพักที่นี่...”ฉีเฟยเทียน กล่าวขึ้น
แต่ทว่า...
“นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ท่านเจ้าเมืองเมตตาข้า...
หากแต่ข้าคงต้องขอปฏิเสธที่จะอยู่ที่นี่...”
ซุน เอ่ยปฏิเสธ ในทันที
ทำเอา ฉีเฟยเทียน ถึงกับขมวดคิ้ว...
“เพราะอะไรงั้นหรือ?!ที่นี่มีทุกอย่างให้กับเจ้า อย่าว่าแต่หนึ่งเดือนเลย มากกว่านั้นก็มิใช่ปัญหาสำหรับข้า...อีกอย่างข้ารับปากกับ เตียมู่หยง มันไว้แล้ว เกิดเจ้าเป็นอะไรขึ้นมานอกสายตาข้า จะมิเท่ากับว่าข้าผิดคำพูดกับสหายงั้นหรือ?!”
“ท่านเจ้าเมืองฉี ข้าเข้าใจในความปรารถนาดีของท่าน หากแต่ข้าเองย่อมสามารถดูแลตัวเองได้และข้าก็ไม่ได้ไปไหนไกล ยังคงอยู่ภายในอาณาเขตของเมืองบุปผาแดงแห่งนี้ หากท่านเป็นกังวลก็เพียงส่งมือปราบไปดูแลและเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของข้า1-2 คน ก็นับว่ามากพอดูสำหรับเมืองที่สงบสุขแห่งนี้
อีกทั้งอย่าลืมว่าท่านเจ้าเมืองก็มีหลานสาวอย่าง ฉีลู่ชิงที่รุ่นราวคราวเดียวกับข้า เมื่อครู่เพียงแค่ข้าเดินเข้าเรือนตระกูลฉีมาพร้อมกับนางก็เป็นที่ครหาสำหรับผู้ที่พบเห็นแล้ว หากข้ายังฝืนอยู่ที่นี่ต่อไป แม้เรื่องจริงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างข้ากับคุณหนูฉีแต่ก็ยังมีคนเอาไปนินทาได้อยู่ดี...” ซุน กล่าวอธิบายถึงเหตุผล
แต่ลึก ๆ แล้วที่ ซุน ไม่อยากอยู่ที่นี่ เพราะไม่อยากเสียเวลาฝึกฝนตนเองไปโดยเปล่าประโยชน์อีกทั้งด้วยนิสัยของ ซุน ชื่นชอบความเรียบง่าย จึงรู้สึกอึดอัดกับความเป็นระเบียบจนไร้ที่ติภายในเรือนตระกูลฉีแห่งนี้...
ฉีเฟยเทียน แสดงสีหน้าครุ่นคิด...
“นั่นสินะ มันก็จริงของเจ้า... เช่นนั้นแปลว่าเจ้ามีเป้าหมายแล้วใช่หรือไม่ว่าจะพักแรมอยู่ที่ใด?!”
เด็กหนุ่ม เผยอยิ้มยกมุมปากซ้าย ฟันเขี้ยวมีประกาย...
“โรงเตี้ยม ตระกูลซ่ง...”
.......................................