มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 63 ตัวตนที่แท้จริงของพันลำ

    ตอนที่63 ตัวตนที่แท้จริงของพันลำ

     

    หลังจากที่ชายหนุ่มยมตกลงหัวทิ่มพื้นได้ไม่นานเขาก็รีบพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นและทรงตัวเอาไว้ให้เป็นปกติก่อนจะจ้องมองไปที่กล้วยด้วยสายตาที่หวาดระแวงและวิตกกังวล เพราะมันสัมผัสได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้แข็งแกร่งและน่ากลัวอย่างมาก.......

     

    “เอ็งรู้ได้เยี่ยงไรว่าข้าแอบซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้?”

     

    นี่คือคำถามแรกที่ชายหนุ่มยมอย่างรู้จากกล้วยเพราะมันมั่นใจอย่างมากว่ายันต์อาคมซ่อนตัวนั้นสามารถใช้ตบตานักรบระดับหัวหมู่ทั้งลำดับขั้นได้อย่างสบายๆมีเพียงแค่ระดับนายพันขึ้นไปเท่านั้นถึงจะสามารถรับรู้ตัวตนของมันได้......

     

    “ข้ารู้ได้เยี่ยงไรนั้นมันมิใช่ประเด็นดอก พี่ชายรู้ไว้แค่ว่าถ้าท่านไม่ตอบคำถามของข้า ท่านเองก็จักเป็นเยี่ยงพวกมันเช่นกัน!”

     

    กล้วยไม่คิดที่จะตอบคำถามของชายหนุ่มยมเพราะคนที่ถือไพ่เหนือกว่าคือตัวเขา ดังนั้น คนที่ต้องตอบคำถามก็คือชายหนุ่มคนนี้แน่นอนว่าถ้าอีกฝ่ายไม่คิดที่จะตอบกล้วยก็ยินดีที่จะทำให้ชายหนุ่มอยู่ในสภาพที่ดูไม่จืดอย่างกลุ่มของนายหมาเช่นกัน......

     

    อ้า!

     

    ชายหนุ่มยมถึงกับตัวสะดุ้งเลยเมื่อได้ยินคำพูดของกล้วยเพราะเขาไม่คิดว่าเด็กอายุแค่สิบห้าที่หน้าตาบ้านๆไม่มีพิษไม่มีภัยเช่นกล้วยจะพูดเช่นนี้ออกมาแถมจิตสังหารที่กล้วยปล่อยออกมานั้นก็ยังไม่ต่างไปจากนักรบที่ผ่านศึกสงครามเลย.......

     

    ขะ.....ข้า........

     

    “ช่างเถอะ ในเมื่อพี่ชายไม่ยอมตอบ เช่นนั้นก็ให้ท่านลุงพ่อค้าเป็นคนตอบเองจักดีกว่าจริงไหมท่านลุงพ่อค้า?”

     

    หือ?!

     

    ฮ่าฮ่า ฮ่า!!

     

    ในขณะที่ชายหนุ่มยมกำลังตกใจกับคำพูดในประโยคหลังของกล้วยอยู่นั้นเสียงหัวเราะอย่างดังและเต็มไปด้วยความสะใจก็ดังขึ้นก่อนที่ร่างของชายวัยกลางคนคนหนึ่งจะเดินออกมาจากข้างหลังต้นไม้ที่ชายหนุ่มยมเคยตกลงมาซึ่งชายคนนี้ก็คือพ่อค้าที่รับซื้อไหเครื่องในหมักจากกล้วยหรือก็คือพันลำคนที่สั่งให้ชายหนุ่มยมมาช่วยเหลือกล้วยกับไอ้จ๋อนั่นเอง.......

     

    ท่านพันลำ!

     

    “สภาพเอ็งดูไม่ได้เลยนะไอ้ยม!คราวหลังเห็นทีข้าจักต้องฝึกหนักให้เอ็งเสียแล้ว มิเช่นนั้นคงเสียชื่อกลุ่มของข้าแย่!”พันลำยังไม่ตอบคำถามของกล้วย เขาเลือกที่จะหันไปพูดกับชายหนุ่มยมก่อนจึงค่อยหันกลับมาหากล้วยแล้วพูดขึ้นว่า“ข้ามิคิดเลยว่าเอ็งจะเป็นนักรบระดับนายพันเช่นเดียวกันกับข้าช่างเก่งยิ่งนักที่สามารถปกปิดระดับพลังเอาไว้ได้อย่างดีเช่นนั้นแม้แต่ข้าก็ยังมิอาจล่วงรู้ได้เลย สรุปแล้วเอ็งเป็นผู้ใดกันแน่?!”

     

    บู้มมมมมมมม!!

     

    เมื่อพันลำพูดจบเขาก็พลันระเบิดพลังและจิตสังหารของเขาออกมาเพื่อใช้ข่มขวัญกล้วยเพราะเขาเชื่อว่าตัวเองที่ผ่านสงครามมานักต่อนักแล้ว ได้สะสมจิตสังหารเอาไว้มากมายส่วนเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็คงยังไม่เคยผ่านการรบราฆ่าฟันกันมาก่อนอย่างแน่นอน.......

     

    พึ่บ!!

     

    อ๊ะ!

     

    ทว่าสิ่งที่พันลำคิดเอาไว้นั้นกลับตรงข้ามกันเลยไม่เพียงจิตสังหารของเขาจะไม่สามารถทำอะไรกล้วยได้เขายังถูกสะท้อนกลับจนตัวเองต้องก้าวเดินถอยหลังกลับมาสามสี่ก้าวก่อนจะหยุดเลย....

     

    “เป็นไปได้เยี่ยงไรกัน?! เด็กอย่างเอ็งมีจิตสังหารมากขนาดนี้ได้เยี่ยงไร?!”

     

    พันลำถึงกับหน้าซีดและคิดไม่ออกเลยเมื่อถูกจิตสังหารสะท้อนกลับมาเช่นนี้เขาไม่อาจที่จะทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้ และก็อยากที่จะได้คำตอบเป็นอย่างมากด้วย.......

     

    “ท่านลุง! ข้ามิใช่คนเลวอันใด เหตุใดท่านถึงได้คิดที่จักทำร้ายข้าเยี่ยงนี้?”

     

    แน่นอนว่ากล้วยไม่คิดที่จะตอบคำถามให้กับคนที่คิดร้ายต่อเขาอยู่แล้วอีกอย่างเหตุผลที่เขาสามารถสะท้อนจิตสังหารของพันลำได้นั้นก็เพราะคาถาอาคมที่เขาพระฤๅษีคงสอนไว้ดังนั้น ถึงอีกฝ่ายจะไม่ได้คิดร้ายกับเขาเขาก็ไม่อาจที่จะบอกเรื่องนี้ออกไปได้เช่นกัน.......

     

    “ข้านายพันลำหัวหน้าสังกัดกองสอดแนมที่สามของขุนวิชิตศรีเมืองจากเมืองศรีวิสุทธิ์คิรีที่ข้าคิดร้ายต่อเอ็งเพราะข้าอยากรู้ว่าเอ็งเป็นผู้ใดและมีเจตนาเยี่ยงใดต่อมนุษย์เรา” พันลำเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นมาทันทีในขณะที่ตอบเขาแนะนำตัวเองอย่างไม่ปิดบังใดๆ เพื่อที่จะแสดงความจริงจังให้กล้วยได้รู้.......

     

    เมืองศรีวิสุทธิ์คิรี?!

     

    ขุนวิชิตศรีเมือง?!

     

    กล้วยทำหน้างงเล็กน้อยถึงปานกลางเมื่อได้ยินชื่อเมืองและชื่อของเจ้าเมืองแต่ไม่นานเขาก็คิดออกเพราะตัวเขาเคยอ่านแผ่นที่ของพระฤๅษีคงมาก่อนว่าเมืองศรีวิสุทธิ์คิรีนั้นอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นักซึ่งหมู่บ้านป่าโมกเองก็เป็นหนึ่งในหมู่บ้านใต้ความดูแลของเมืองศรีวิสุทธิ์คิรีเช่นกันแต่ในข้อมูลที่เรารู้มา เจ้าเมืองไม่ได้ชื่อนี้ แต่เป็นขุนบันลือ ศรีเมือง.......

     

    “ข้าแนะนำตัวเองแล้ว ถึงคราเอ็งแนะนำตัวบ้างแล้วไอ้หนุ่ม”

     

    อ่า......

     

    “ข้าชื่อกล้วย ลูกชายของพ่อพระผาจากหมู่บ้านท่าเสด็จมาอยู่แถวนี้เพราะต้องมาฝึกฝนจ๊ะ!”

     

    แม้ว่ากล้วยจะอายุยังน้อยและผ่านประสมการณ์ชีวิตมายังไม่เยอะแต่เขาก็เป็นคนที่ฉลาด รู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด ดังนั้นแล้วเขาจึงตอบกลับพันลำเท่าที่เขาจะสามารถบอกได้......

     

    พระผา?

     

    หมู่บ้านท่าเสด็จ?!

     

    “หรือว่าเอ็งมาจากบ้านค่ายท่าเสด็จ?”

     

    เมื่อพันลำได้ยินคำตอบของกล้วยดวงตาของเขาก็เบิกโตขึ้นอย่างตื่นเต้นก่อนที่จะถามกล้วยกลับไปด้วยความอยากรู้และสนอกสนใจ.......

     

    “ข้าเองก็มิรู้ดอกหนาว่าบ้านค่ายท่าเสด็จกับหมู่บ้านท่าเสด็จของข้าเป็นที่ที่เดียวกันหรือไม่เพราะข้าจากหมู่บ้านมาได้หนึ่งขวบปีแล้ว จึงมิรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอันใดเกิดขึ้นบ้างแต่ที่ข้ารู้คือ ก่อนข้าจะจากมานั้นท่านลุงหมื่นเรืองพึ่งเข้าร่วมกับหมู่บ้านของข้าจ๊ะ!”

     

    กล้วยไม่รู้ว่าสถานที่ที่พันลำบอกกับหมู่บ้านของเขานั้นใช่ที่เดียวกันหรือไม่แต่เพื่อที่จะได้รู้ว่ามันเป็นสถานที่เดียวกันไหม เขาจึงอ้างชื่อของหมู่เรืองขึ้นมาเพราะเขาจำได้ว่าลุงหมื่นเรืองนั้นมีชื่อเสียงในพวกกลุ่มต่อต้านพวกยักษ์เป็นอย่างมาก......

     

    อ้า!

     

    “เช่นนั้นก็เป็นที่เดียวกันแล้วละเพราะหัวหน้าค่ายบ้านท่าเสด็จนั้นคือท่านหมื่นเรืองข้าเองก็เคยติดต่อแลได้พูดคุยกับท่านอยู่บ้าง ถ้าเอ็งบอกว่าเอ็งเป็นลูกชายของพระพันผาจริงๆเยี่ยงนั้นพวกเราก็ถือว่าเป็นคนกันเองแล้ว เพราะข้าเองก็นับถือพระพันผาอย่างมากหากมีโอกาสก็อยากจักขอกราบท่านเป็นศิษย์เช่นกัน!”

     

    เป็นศิษย์ของพระท่านพ่อกระนั้นรึ?

     

    กล้วยไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะพูดออกมาเช่นนี้แต่เมื่อตั้งสติได้แล้ว กล้วยก็ฉีกยิ้มออกมาอย่างดีใจที่มีคนเคารพและบูชาพ่อของเขา.......

     

    “ถ้าไม่มีกระไรแล้ว เยี่ยงนั้นข้าขอตัวก่อนนะจ๊ะท่านลุง!”

     

    เมื่อกล้วยเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วเขาก็คิดที่จะขอตัวกลับไปยังเพิงพักข้างๆ กุฏิของหลวงพ่อที่อยู่นอกหมู่บ้าน เพราะนี่ก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย......

     

    อ๊ะ!

     

    “พวกเอ็งพักกันที่ใดละ? มีที่พักกันหรือยังถ้ายังมิมี ไปพักกับข้าก็ได้นะ”

     

    ส่วนพันลำเมื่อเห็นว่าสถานการณ์กลับมาเป็นปกติแล้ว เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เวลาใกล้จะมืดแล้วและเห็นว่ากล้วยพึ่งเดินทางมาถึงเขาจึงถามกล้วยเกี่ยวกับที่พักเพราะเขาคิดว่ากล้วยจะต้องยังไม่มีที่พักอย่างแน่นอน ดังนั้นพันลำเลยเสนอให้กล้วยไปกับพักกับตนในหมู่บ้าน......

     

    “พวกข้าได้ที่พักแล้วจ้ะท่านลุงพันลำ พอดีมีเพิงเล็กๆพอหลับนอนได้อยู่ข้างๆ กุฏิของหลวงพ่อที่อยูนอกหมู่บ้านพวกข้าเลยคิดที่จักพักกันตรงนั้นจ๊ะ!”

     

    หือ?

     

    เพิงข้างกุฏิ?!

     

    “กล้วย! นี่เอ็งพูดว่าเพิงข้างกุฏิที่อยู่นอกหมู่บ้านกระนั้นรึ?”

     

    ทว่าก่อนที่พันลำได้พูดอะไรชายหนุ่มยมก็พูดแทรกถามขึ้นมาก่อน ซึ่งสีหน้าของเขาดูตกใจและแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก......

     

    ใช่จ๊ะ!

     

    “มีอะไรหรือจ๊ะพี่ยม?”

     

    “ก็เพิงกับกุฏิที่เอ็งบอกน่ะ มันเป็นสถานที่ที่ล้างไปนานแล้วที่นั่นมิมีใครอยู่ดอก และจากที่ชาวบ้านเขาเล่าลือกัน มีคนหลายคนเจอผีแถวๆนั้นด้วย บ้างก็ว่าเป็นผู้หญิง บ้างก็เจอเป็นผู้ชายและบ้างก็บอกว่าเจอหลวงพ่อจำวัดอยู่ที่นั้น และจากที่เอ็งบอกข้าคิดว่าเอ็งน่าจัก........”

     

    เงียบปากของเอ็งไปเลยไอ้ยม!

     

    พันลำมีสีหน้าไม่สู้ดีนักเมื่อชายหนุ่มยมพูดถึงเรื่องนี้เพราะเขาเองก็กำลังสืบเรื่องนี้อยู่เหมือนกันแต่หลายครั้งที่เขาไปยังกุฏิและเพิงพักล้างแห่งนี้ เขาไม่เคยพบเจออะไรเลย.......

     

    “แต่ว่าท่านพัน........”

     

    “ข้าบอกให้เอ็งเงียบก็เงียบเถอะ เรื่องนี้ข้าจัดการเอง”พันลำรู้ว่าชายหนุ่มยมหวังดี อยากที่จะเตือนกล้วยให้รับรู้เอาไว้ซึ่งเขาเองก็อยากที่จะทำเช่นกัน ดังนั้น เขาจึงคิดที่จะพูดและอธิบายเอง.....

     

    “กล้วย! ข้ามิรู้ดอกนะว่าพระที่เอ็งพบเจอนั้นเป็นคนจริงๆ หรือไม่แต่ข้าขอบอกไว้เลยว่าที่นั่นมิมีใครอยู่มานานหลายปีแล้ว ดังนั้นข้าคิดว่าเอ็งมิควรกลับไปที่นั่นในเวลานี้นะเอาไว้พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยกลับไปดูพร้อมๆ กันดีหรือไม่?”

     

    “ขอบคุณท่านลุง แต่ข้าคิดว่าข้าสามารถรับมือได้ แต่ถ้าข้ามิอาจรับมือได้ข้าจักรีบกลับไปที่หมู่บ้านในทันทีเลยนะจ๊ะ” กล้วยพยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจแต่เขาก็ยังเลือกที่จะกลับไปยังเพิงข้างกุฏิอยู่ดีเพราะเขารู้สึกว่าที่นั่นมีอะไรที่น่าสนใจซ่อนอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่อยากที่จะพลาดโอกาสที่จะได้พบกับของดีที่ว่านี้......

     

    เห้ย!

     

    “นี่เอ็งไม่กลัวผีหรือไงวะไอ้กล้วย?!”

     

    ชายหนุ่มยมพูดไอ้เอามือลูบตามแขนตัวเองไปด้วยเพราะมันเป็นคนที่กลัวผี ดังนั้น ถ้ามันต้องกลับไปที่เพิงทั้งๆที่รู้ว่าที่นั่นมีผี มันคงไม่กลับไปให้โง่หรอก......

     

    “กลัวสิจ๊ะพี่ยม แต่ข้ากลัวว่าจะไม่ได้เห็นมากกว่านะเพราะตั้งแต่เกิดมาข้ายังมิเคยเห็นผีสักคราเลยว่ามันเป็นเช่นใดว่าแต่พี่ยมเคยเห็นผีแล้วอย่างนั้นเหรอจ๊ะ?”

     

    ถามว่ากล้วยกลัวไหมเขาก็ตอบได้เลยว่ากลัว แต่เพราะเขาไม่เคยเห็นผีสางนางไม้มาก่อน เขาจึงอยากที่จะเห็นมันสักครั้งอีกอย่างศาสตร์ที่เขาเรียนมาจากตำราของพระฤๅษีคงนั้นก็มีวิชาในการปราบผีรวมอยู่ด้วยแม้แต่การควบคุมวิญญาณและสะกดเอาวิญญาณพวกมันมาเป็นทาสรับใช้ก็ยังมี ดังนั้นแล้วกล้วยจึงอยากที่จะลองวิชาพวกนี้........

     

    เอ่อ......

     

    “ข้าไม่เคยเห็นดอก เคยได้แต่ผู้เฒ่าผู้แก่เขาเล่าขานกันต่อๆ มาก็เท่านั้นแต่ว่านะ ข้าว่าเอ็งอย่าไปเลยกล้วย กลับไปพร้อมพวกเราเถอะ อย่างน้อยก็มี........”

     

    “ข้าตัดสินใจแล้วพี่ยม ท่านพวกท่านไม่มีเรื่องอันใดแล้วเช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะ เพราะเดี๋ยวมันจะมืดเสียจนมองไม่เห็นทาง” กล้วยคิดว่าถ้าเขายังอยู่ต่อเขาคงจะเสียเวลาและปล่อยให้ฟ้ามืดจนมองไม่เห็นทางแน่ ดังนั้นเขาจึงตัดบทพูดและขอตัวลาจากไปทันที......

     

    ไปกันเถอะไอ้จ๋อ!

     

    อ้า!

     

    รอข้าด้วย!!

     

    เฮ้อ.......

     

    “เด็กก็อย่างนี้แหละนะ อยากรู้อยากลองไปเสียหมด แต่ดูจากความสามารถและความมั่นใจของไอ้หนุ่มกล้วยแล้วมันคงมิเป็นไรดอกกระมัง?!”

     

    ไม่ใช่ว่าพันลำไม่เป็นห่วงแต่เพราะเขาเห็นสีหน้าและแววตาที่มุ่งมั่นของกล้วยแล้วเขาก็เชื่อว่าต่อให้เขาพูดจาปากเปียกปากแฉะก็ห้ามกล้วยไม่ได้ดังนั้นเขาจึงคิดว่าปล่อยให้กลัวไปเผชิญหน้าและหาประสบการณ์ด้วยตัวเองจะดีที่สุดเพราะอย่างไรกล้วยก็ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแต่เป็นนักรบระดับนายพันเช่นเดียวกันกับเขาซึ่งการที่จะเป็นนักรบระดับนายพันได้นั้นจิตใจของคนผู้นั้นจะต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมากไม่เช่นนั้นคงมาถึงระดับนี้ไม่ได้......

     

    “หัวหน้า ท่านคิดจักปล่อยไอ้หนูกล้วยไปจริงๆ กระนั้นหรือ?”

     

    ใช่!

     

    “แต่ถ้าเอ็งเป็นห่วงมันนัก เอ็งก็ตามไปช่วยไอ้หนูกล้วยมันสิแล้วก็กลับมาบอกข้าด้วยนะว่ามันมีผีจริงๆ อย่างที่ชาวบ้านเขาลือกันหรือไม่?”

     

    ม่ายยยยยยย!!

     

    “ข้าจักมิไปเด็ดขาดถ้าท่านพันลำมิไปกับข้าด้วย!”

     

    เอ็งนี่มัน!