“ปิงเซียนอ่านตำราพันอักษรได้ถูกต้องทุกตัวแล้วนะขอรับ”องค์รัชทายาทหานปิงเซียนอวดอย่างภูมิใจ
“ดีๆ”ตี้โฮ่วพยักหน้ายิ้มให้ลูกชายพลางกอดเขาแน่นๆ สองสามทีภาพนั้นทำให้เฉินมู่อิ๋งคิดถึงท่านแม่ขึ้นมาจับใจจนน้ำตาซึม ตี้โฮ่วมองไปเห็นพอดีจึงถาม“เป็อะไรรึ?”
“ข้าคิดถึงท่านแม่ข้าน่ะ”เฉินมู่อิ๋งบอกพลางรีบซับๆ น้ำตาในดวงตา หลินจือหยี(林姿妤) จึงเดินเข้าไปปลอบ เธอตบๆไหล่เด็กสาวในคราบเด็กหนุ่มพลางยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เฉินมู่อิ๋งรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่มาจากสตรีคนนั้นเขายิ้มให้นางอย่างรู้สึกดี
“กินข้าวเถอะ”ตี้จวินบอก เขาเดินไปนั่งที่หัวโต๊ะ ตี้โฮ่วจึงจูงลูกชายไปนั่งขนาบซ้ายขวา คนอื่นๆก็นั่งประจำที่ใครที่มัน อวิ๋นอวี้(韵欲)ย่าของตี้โฮ่วก็ตวาดจางจงเหนียนอีกเช่นเคย “เ้าไปนั่งห่างๆ ข้าเชียว”
จางจงเหนียนมองตาละห้อยอวิ๋นอวี้จับตะเกียบทำท่าจะทิ่มทั้งถลึงตาใส่ จางจงเหนียนจึงจำต้องถอยห่างจากนาง 1เก้าอี้ ทำให้ที่นั่งข้างๆ อวิ๋นอวี้ว่างอยู่ คนอื่นๆก็ไม่สนท่าทางของอวิ๋นอวี้กับจางจงเหนียนคล้ายกับว่าเห็นเช่นนี้จนชินเสียแล้ว เฉินมู่อิ๋งยังคงยืนเฉยอยู่ตรงนั้นตี้โฮ่วมองไปเห็นเฉินมู่อิ๋งยังยืนอยู่จึงชี้มือบอก “เ้ามานั่งข้างท่านย่าก็ได้”
“มาๆ เ้าหนูรูปหล่อมานั่งข้างพี่สาวเร็ว” อวิ๋นอวี้กวักมือเรียก ยิ้มแย้มให้เด็กหนุ่มรูปหล่อแน่นอนว่าเด็กๆ ย่อมน่ามองกว่าตาแก่อย่างจางจงเหนียนอยู่แล้ว
“มาซิ”ตี้โฮ่วบอกอีกที เฉินมู่อิ๋งจึงเดินไปนั่งข้างท่านย่าคนนั้นจางจงเหนียนถลึงตาใส่เด็กหนุ่มแต่พอได้กลิ่นจากกายเด็กหนุ่มคนนั้นเขาก็เลิกถลึงตาใส่ ซ้ำยังยื่นจมูกไปดมใกล้ๆฟุดฟิดๆ
เฉินมู่อิ๋งเอนตัวออกห่างจางจงเหนียนจนเกือบติดอวิ๋นอวี้อวิ๋นอวี้จึงยื่นมือไปผลักหน้าจางจงเหนียนออกไป “นี่ๆ เ้าน่ะถอยไปให้ห่างๆ เชียว”
“สตรี เ้าเป็สตรี”จางจงเหนียนพูดออกมา เฉินมู่อิ๋งมองอย่างฉงนใจ ั้แ่มาแดนเทพก็เจอคน 3 คนแล้วที่มองออกว่าเขาเป็สตรีไม่ใช่บุรุษ
“รู้ว่านางเป็สตรีเ้าก็ถอยไปห่างๆหน่อยซิ เข้าใกล้นางเช่นนี้นางจะพาลกินข้าวไม่ลงก็เพราะเ้านี่แหละ”อวิ๋นอวี้บอกน้ำเสียงแข็งกร้าว แล้วพูดกับเฉินมู่อิ๋งว่า “นี่ๆ นังหนูกินเยอะๆ นะ”
นางคีบกับให้เฉินมู่อิ๋งเฉินมู่อิ๋งมองกับข้าวที่ถูกคีบมาใส่ชามข้าวตรงหน้าเสียจนพูนเป็ูเาทำให้เขารีบพูดอย่างเกรงใจว่า “พอแล้วขอรับ ขอบคุณมากขอรับ”
“เด็กๆนี่ช่างน่ารักเสียจริง เห็นแล้วกระชุ่มกระชวยดีจริงๆว่าแต่พวกเ้าเมื่อไหร่จะมีหลานกันอีกล่ะ? รีบๆ มีซิ ข้าอยากอุ้มหลาน” อวิ๋นอวี้มองคนอื่นๆทำให้ทุกคนที่แต่งงานแล้วล้วนเขินๆ กันถ้วนหน้า หลินยี่จื่อ(林裕梓) จึงกระแอมไอ “อะแฮ่มๆ คุณแม่ก็พูดอะไรไม่รู้ อายเด็กๆ เขานะครับ”
“อายอะไรล่ะแม่พูดเื่จริงนี่” อวิ๋นอวี้บอก จางจงเหนียนก็พูดแทรกว่า “จะอยากอุ้มหลานไปทำไมรออุ้มลูกของเรามิดีกว่าหรือ”
“เฮอะน้ำหน้าอย่างเ้าไม่ได้เห็นขาอ่อนข้าหรอก” อวิ๋นอวี้แค่นเสียงบอกจางจงเหนียนอยากจะพูดยิ่งนักว่า ‘ก็เคยเห็นแล้ว’
ใช่เขาเห็นตอนนางใส่อาภรณ์รัดรูปชิ้นน้อยๆ(ชุดว่ายน้ำวันพีช) นั่นลงเล่นน้ำอย่างไรล่ะแต่หากเขาพูดออกไปเช่นนั้นเกรงว่าแม่นางอวิ๋นคงเอาตะเกียบแทงตาเขาแน่แท้นางงดงามเสียจนเขาหลงรักั้แ่แรกเจอ ดังนั้นเขาจึงได้ตามเกี้ยวนางมานานแสนนาน ไม่ว่านางจะด่าว่าอย่างไรเขาก็เมินเฉยไปเสียก็อย่างที่เคยได้ยินนังหนูตี้โฮ่วพูดนั่นแหละว่า ‘ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก’
เขารักนางก็ต้องหมั่นเกี้ยวซิต้องมีสักวันแหละที่นางจะใจอ่อนยอมตกแต่งกับเขา ฮี่ๆๆๆ...
“ในเมื่อท่านย่าพูดเช่นนี้พวกเราก็รีบกินข้าวเถอะ กินอิ่มแล้วจะได้รีบไปทำหลานให้ท่านย่า”ตี้จวินพูดหน้าตาเฉย คนอื่นๆ ตกตะลึงปากอ้าตาค้าง “อ่า...”
โดยเฉพาะ 5หานลูกน้องของตี้จวินที่ทำหน้าไม่ถูกกันเลยทีเดียว
โห! ท่านช่างกล้าพูดออกมาได้ไม่อายปากบ้างเลยนะขอรับ
ตี้จวินขอรับ หน้าท่านช่างหนายิ่ง! ข้าน้อยขอคารวะ 3 ครั้ง
ฯลฯพวกเขาล้วนคารวะในความหน้าหนาของเ้านายอยู่ในใจ
“แค่กๆ” คนอื่นๆแทบจะสำลักข้าวกันหมด อวิ๋นอวี้ยิ้มถูกใจ “แหมๆ หลานเขยพูดถูกใจย่านักงั้นพวกเ้าก็ให้ปิงเซียนอยู่กับย่านี่แหละ แล้วพวกเ้าจะไปทำหลานก็ไปเถอะ”
“แค่กๆ” คนอื่นๆสำลักอีกหน ตี้โฮ่วหน้าแดงๆ อย่างอดไม่อยู่ “คุณย่า”
“ตกลงว่าคืนนี้ให้ปิงเซียนนอนกับย่าล่ะกัน”อวิ๋นอวี้บอกพลางพูดกับหลานว่า “ปิงเซียนคืนนี้ไปนอนเรือนย่านะ”
“ขอรับท่านย่า”องค์รัชทายาทหานปิงเซียนรับคำแล้วกินข้าวต่อ คนอื่นๆ ก็กินข้าวกันต่อเฉินมู่อิ๋งก็กินข้าวอย่างเงียบๆ คอยสังเกตคนนั้นคนนี้อย่างอยากรู้อยากเห็น
หลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว คนก็แยกย้ายกันไป ตี้โฮ่วก็พาเฉินมู่อิ๋งไปคุยกันต่อแน่นอนว่าเธอต้องอยากรู้ระดับความสามารถของศิษย์ตัวเองก่อนซิจะได้รู้ว่าควรจะสอนอย่างไร ก็เป็ครั้งแรกเลยที่เห็นเด็กคนนี้แล้วถูกชะตาอย่างแรงถูกชะตาซะจนต้องชวนมาเป็ศิษย์
เฉินมู่อิ๋งตามตี้โฮ่วไปที่ตำหนักหลังเดิมตี้โฮ่วนั่งลงแล้วชี้ที่เก้าอี้ข้างๆ “นั่งซิ”
เฉินมู่อิ๋งเดินไปนั่งตี้โฮ่วก็บอกว่า “ข้าเรียกเ้าว่ามู่อิ๋งละกัน”
“ขอรับ”เฉินมู่อิ๋งพยักหน้า ตี้โฮ่วก็ถามว่า “นอกจากความสามารถในการหลอมโอสถแล้วเ้าทำอะไรเป็อีก?”
“ก็หลอมอาวุธเซียนได้ขอรับส่วนเื่งานบ้านงานครัวไม่ค่อยถนัดขอรับ” เฉินมู่อิ๋งตอบ ตี้โฮ่วยิ้มถูกใจ “โอหลอมอาวุธได้ด้วยรึ? หลอมแบบไหน? ใช้เตาหลอม เทใส่พิมพ์รึ?”
“แบบนั้นก็หลอมได้ขอรับแต่ข้าหลอมแบบไม่ใช้เตาหลอมได้ขอรับ” เฉินมู่อิ๋งบอก ตี้โฮ่วจึงบอก“งั้นลองหลอมอาวุธแบบไม่ใช้เตาหลอมให้ดูหน่อยซิหากว่าเ้ามีพร์ด้านนี้ข้าจะได้สอนเ้าหลอมศาสตราเทพ”
“จริงรึขอรับ?”เฉินมู่อิ๋งเบิกตาโต ตี้โฮ่วพยักหน้า เฉินมู่อิ๋งจึงรีบเอาแร่เหล็กดิบๆออกมาจากแหวนคุนเฉียน แล้วลงมือหลอมอาวุธแบบไม่ใช้เตาหลอมโอกาสที่จะได้รับคำแนะนำจากตี้โฮ่วเขาจะยอมพลาดโอกาสไปได้อย่างไร ฮี่ๆๆๆ...
เขาเริ่มหลอมอาวุธเซียนใช้พลังเทพหลอมแร่เหล็กดิบๆ ให้กลายเป็โลหะเหลว พลางใช้มือทารกเล็กๆคู่นั้นโอบล้อมโลหะเหลวเอาไว้ แล้วก็ใช้มือทารกเล็กๆ คู่นั้นตบๆ โลหะเหลวขึ้นรูปแน่นอนว่าระยะเวลาั้แ่ที่เริ่มหลอมอาวุธจนกระทั่งหลอมเสร็จรวมแล้วเป็เวลาราวๆ5 ชั่วโมง กระบี่เทพเล่มหนึ่งก็หลอมเสร็จ เฉินมู่อิ่งปาดเหงื่อมองกระบี่เล่มนั้นแล้วจับกระบี่ส่งให้ตี้โฮ่วที่นั่งมองอยู่ตลอดไม่ละสายตาไปเลย“เป็อย่างไรขอรับ?”
“อืม มีพร์”ตี้โฮ่วชมแล้วบอกว่า “เอาล่ะ เ้าดูวิธีการหลอมของข้าล่ะกัน”
เธอพูดแล้วก็เอาแร่เหล็กออกมาจากโลกใบเล็กจากนั้นก็หลอมศาสตราเทพแบบง่ายๆ ให้ดูเป็ตัวอย่าง
เฉินมู่อิ๋งมองจ้องตาไม่กะพริบเลยทีเดียวเขาดูวิธีการหลอมศาสตราเทพเป็ครั้งแรก อีกทั้งไม่ใช่แบบสามัญเสียด้วยแต่เป็วิธีการหลอมที่ไม่ใช้เตาหลอมเขาเห็นตี้โฮ่วใช้พลังไร้รูปนั้นที่นางเรียกว่า ‘พลังจิต’แปรเปลี่ยนเป็เพลิงหลอมโลหะ ทำให้โลหะหลอมเหลวอยู่ในพลังไร้รูปนั้นจากนั้นก็ขึ้นรูปเป็กระบี่เล่มหนึ่ง ภาพต่างๆ ดูเหมือนช้า แต่ความจริงแล้วแค่ 5ลมหายใจเท่านั้น ตี้โฮ่วก็หลอมกระบี่เล่มนั้นเสร็จแล้วความเร็วเช่นนี้ทำให้เขาตกตะลึงเสียจนหายใจเข้าลึกเลยทีเดียว ซู๊ด!
ตี้โฮ่วหยิบกระบี่ยื่นส่งให้“เป็อย่างไร จำได้ไหม?”
เฉินมู่อิ๋งพยักหน้าหงึกๆเขารู้สึกทั้งตื่นเต้น ตื่นตะลึง ใ เรียกว่ามันผสมปนเปกันไปหมดเลยความสามารถของตี้โฮ่วช่างยอดเยี่ยมยิ่ง! เขากุมมือคารวะนาง“ขอบคุณท่านมากขอรับ”
“ไม่สอนเ้าฟรีๆหรอก เอาเป็ว่าวันไหนเ้าหลอมราชันศาสตราได้ก็มอบให้ข้า 1 ชิ้นล่ะกัน” ตี้โฮ่วบอกเฉินมูอิ๋งทวนคำอย่างไม่เข้าใจ “ฟีๆ?”
“อ่อฟรีก็หมายถึงให้เปล่าน่ะ ข้าไม่สอนเ้าเปล่าๆ หรอก เข้าใจใช่ไหม?” ตี้โฮ่วอธิบายเฉินมู่อิ๋งพยักหน้าหงึกๆ “ขอรับ”
แล้วเขาก็ถามว่า“ว่าแต่เกล็ดัเอามาหลอมอาวุธได้ไหมขอรับ?”
“ได้ซิเกล็ดัเป็วัตถุดิบชั้นเยี่ยมในการหลอมศาสตราเลยล่ะ เกล็ดั 1เกล็ดราคาแพงมากทีเดียวยิ่งหากได้อาจารย์หลอมศาสตราที่มีความสามารถด้วยแล้วจะยิ่งทำให้หลอมเกล็ดักลายเป็ศาสตราระดับสูงได้เลยบางทีหากอาจารย์หลอมศาสตรามีความสามารถสูงก็อาจจะหลอมได้ถึงขึ้นราชันศาสตราเลยทีเดียว”ตี้โฮ่วบอก เฉินมู่อิ๋งฟังแล้วตาเป็ประกายแน่นอนว่าเขาอยากหลอมเกล็ดของพี่สาวัเป็อาวุธด้วยตัวเอง
“ว่าแต่เืัของพระชายาเฮยหลงนั่นเ้าไปได้มายังไงรึ?หรือว่าจะฟลุ๊คได้มาเหมือนเทียนโฮ่ว?” ตี้โฮ่วถาม เฉินมู่อิ๋งทวนคำอย่างไม่เข้าใจ“ฟุก?”
“อ่อ ฟลุ๊คก็หมายถึงบังเอิญน่ะ”ตี้โฮ่วอธิบาย เฉินมู่อิ๋งจึงส่ายหน้า “เป็พี่สาวัมอบให้ข้าน่ะขอรับ”
“โอ้เ้ารู้จักนางด้วยรึ?” ตี้โฮ่วเลิกคิ้วขึ้น เฉินมู่อิ๋งพยักหน้า “ขอรับพี่สาวัให้เืหยดนั้นกับข้าขอรับ เอ่อ...จริงซิ หากข้าอยากเจอนางข้าจะพบนางได้อย่างไรขอรับ?”
“นางอยู่ที่ตำหนักเทพิเทียนน่ะแต่ส่วนใหญ่แล้วนางก็ไม่ค่อยอยู่นักหรอก หากอยากพบนางจริงๆต้องให้คนส่งจดหมายไปนัดเอาไว้ก่อนน่ะ เห็นว่านางชอบไปที่โลกเบื้องล่างบ่อยๆไม่ค่อยอยู่แดนเทพหรอก บางทีก็อาจจะอยู่ที่ถ้ำของนางในแดนัดำกระมัง นางหาตัวยากหน่อยเพราะไม่ค่อยอยู่เป็ที่เป็ทาง”ตี้โฮ่วบอก เฉินมู่อิ๋งพยักหน้ารับรู้ “อ่อ ขอบคุณขอรับว่าแต่ตำหนักเทพิเทียนอยู่ที่ไหนหรือขอรับ?”
“อยู่ในตำหนักเก้าชั้นฟ้า”ตี้โฮ่วบอก แล้วก็มองเวลา จากนั้นก็บอกว่า“เ้ามีความสามารถทั้งหลอมโอสถทั้งหลอมศาสตรา อนาคตคงเป็ใหญ่แน่ๆ เอาล่ะนี่ก็ใกล้จะได้เวลากินมื้อเย็นแล้ว ไปๆ พวกเราไปกินข้าวกันก่อนหลังกินข้าวแล้วก็ไปลองฝีมือกับพวกจินเย่ก็ได้”
เธอบอกแล้วก็ลุกขึ้นเดินนำไปเฉินมู่อิ๋งเดินตามไป เขาคิดว่าค่าตอบแทนที่ตี้โฮ่วเรียกก็ไม่ถือว่ามากเกินไปเลยวันหน้าถ้าเขาหลอมราชันศาสตราได้ก็มอบให้นาง 1 ชิ้นเป็ค่าตอบแทนที่นางสอนสั่งก็ถือว่าไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไปทำให้เขานับถือนางเป็อาจารย์อย่างหมดใจเลยทีเดียวเขาเดินตามนางไปจนถึงห้องกินข้าวห้องเดิม เห็นทุกคนมารวมตัวกันอีกครั้งนั่งกินข้าวด้วยกันราวกับเป็ครอบครัว ความรู้สึกอบอุ่นนี้ทำให้เขารู้สึกดียิ่งนัก
หลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว ตี้โฮ่วก็พาเฉินมู่อิ๋งไปที่ลานแห่งหนึ่ง จินเย่องค์รัชทายาทหลงจิ่งเทียน องค์รัชทายาทเสี่ยวเฟิ่งก็ตามไปด้วยตี้โฮ่วพยักเพยิดกับจินเย่ “จินเย่ เ้าจับคู่กับมู่อิ๋งล่ะกัน”
“เ้าค่ะพี่ใหญ่”จินเย่รับคำ ยืนอยู่กลางลานพลางกวักมือ “มาๆ น้องชาย เอ้ย น้องสาวมาให้พี่สาวดูหน่อยว่าเ้ามีฝีมือขนาดไหน”
เฉินมู่อิ๋งจึงเดินไปประจันหน้ากับจินเย่เห็นนางยังกวักมือคล้ายกับจะให้เขาเป็คนเริ่มก่อน เขาจึงพุ่งเข้าใส่นางกำหมัดต่อยออกไป เมื่อนางหลบมาทางซ้ายของเขา เขาก็ต่อยดักทางทันที จินเย่ไวยิ่งนักนางเอี้ยวหลบหมัดไปอย่างเฉียดฉิว ยกขาวาดเตะสวนอย่างว่องไวยิ่ง
เฉินมู่อิ๋งหลบแทบไม่ทันเลยทีเดียวความไวของจินเย่ทำให้เขาระวังตัวมากขึ้นดวงตาเป็ประกายอย่างตื่นเต้นที่ได้เจอคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือนานแล้วนะที่เขาไม่ได้เจอคนที่มีฝีมือเช่นนี้! ทำให้เืในกายคล้ายเดือดระอุขึ้นมา“พี่สาวฝีมือเยี่ยมจริงๆ”
“น้องสาวก็ไวดีนี่”จินเย่ชมตอบ จากนั้นทั้งสองคนก็รุกรับใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใครชนิดว่าฝีมือมีเท่าไหร่ก็งัดออกมาใช้จนหมดสิ้นเลยทีเดียว ตี้โฮ่วยืนชมดูอย่างพอใจเด็กเฉินมู่อิ๋งคนนี้มีฝีมือไม่น้อยเลย แต่ว่าท่าต่อสู้ของนางดูคุ้นๆ ตาอยู่นะอืม...ท่าทางเช่นนี้เคยเห็นที่ไหนนะ?
เธอคิดๆพลางมองดูท่าต่อสู้ของเฉินมู่อิ๋งอย่างสนใจ หลงจิ่งเทียนที่มองอยู่ก็พูดขึ้นมาว่า“วรยุทธ์ของนางคล้ายกับเทพายิ่งนัก”
แน่นอนว่าเขาเคยเห็นเทพามาบ้างตอนออกศึกสู้กับพวกมาร ตอนนั้นเขายังเด็กมากๆ ยังอยู่ในเผ่าัประจวบกับตอนนั้นเทียนจวินนำทัพสู้กับพวกมารใกล้ๆ กับเกาะเผ่าัของเขาเขาจึงยืนดูการต่อสู้นั้นอย่างตื่นเต้นปนหวาดกลัว
“อืม ใช่แล้วคล้ายจริงๆ นั่นแหละ” ตี้โฮ่วนึกขึ้นได้ เธอเคยเห็นเทพาคนนั้นมาบ้างเขาเป็คนที่โดดเด่นในตำหนักเก้าชั้นฟ้า เธอจึงจำเขาได้เสี่ยวเฟิ่งก็มองดูสตรีน้อยนางนั้นอย่างสนอกสนใจเขาก็อยากรู้ว่าคนที่เจ้ใหญ่สนใจจะมีฝีมือขนาดไหน
จินเย่กับเฉินมู่อิ๋งสู้กันอย่างดุเดือดยิ่งผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว เสียงผั๊วะเผี๊ยะๆ ดังต่อเนื่องไม่หยุดไม่พัก
เวลาผ่านไปราวๆ 2ชั่วโมง จินเย่ก็ถอยออกไป “ฮู้!น้องสาว เ้าเก่งจริงๆ”
“พี่สาวก็เก่งมาก”เฉินมู่อิ๋งชมจากใจ เขาไม่ได้สู้สุดแรงเช่นนี้มานานแล้วสู้เสียจนเหงื่อออกท่วมตัวเลยทีเดียว เขาหันไปมองบุรุษอีก 2คนที่ยืนดูอยู่แล้วถามตี้โฮ่วว่า “ฝีมือพวกเขาเป็อย่างไรหรือขอรับ?”
“ก็พอๆกับจินเย่นั่นแหละ” ตี้โฮ่วตอบ เฉินมู่อิ๋งพยักหน้ารับรู้ ตี้โฮ่วหันไปกวักมือ“มาๆ พวกเ้าสองคนก็มาฝึกฝีมือเสียหน่อย”
“อื้ม” เสี่ยวเฟิ่งกับหลงจิ่งเทียนรับคำพร้อมกันแล้วพุ่งเข้าหาเจ้ใหญ่อย่างเร็วยิ่งเฉินมู่อิ๋งมองดูตี้โฮ่วที่รับมือกับบุรุษทั้งสองอย่างง่ายดายความแข็งแกร่งของนางน่าจะพอๆ กับอาจารย์เฟยเทียนกระมัง
จินเย่เห็นเช่นนั้นก็พุ่งเข้าใส่เจ้ใหญ่อีกคนทั้งยังหันไปชวนเฉินมู่อิ๋งว่า “มาซิน้องสาว มาช่วยกันรุมพี่ใหญ่ ถ้าพวกเราชนะจะได้กินเค้กด้วยนะ”
เฉินมู่อิ๋งไม่รู้ว่า‘เค้ก’ คืออะไรแต่น่าจะเป็ของดีกระมัง เขาจึงพุ่งเข้าไปร่วมสู้อีกแรง กลายเป็ 4 รุม 1แต่ตี้โฮ่วก็รับมือเด็ก 4 คนได้อย่างสบายยิ่ง ซ้ำยังเยาะเย้ยว่า “เสี่ยวเฟิ่งเอ้ย ฝีมือเ้าไม่ค่อยพัฒนาเลยนะ”
“ฮึ่ม เจ้ใหญ่วันนี้ข้าจะทำให้ท่านต้องเสียเค้กก้อนใหญ่ให้ได้!”เสี่ยวเฟิ่งพูดอย่างมุ่งมั่นมาก เขาพุ่งเข้าไปทุ่มสุดตัวเลยทีเดียว
“เฮอะ! เ้าไก่อ้วน” ตี้โฮ่วล้อยิ้มๆ เสี่ยวเฟิ่งเถียงทันที “ข้าไม่อ้วนแล้วนะ!”
ถูกยุแหย่ปมในอดีตทำให้เขายิ่งสู้สุดใจเลยทีเดียวเขาจึงกลายร่างเป็เฟิ่งหวงตัวใหญ่โต พุ่งเข้าสู้กับเจ้ใหญ่อย่างเอาเป็เอาตายเฉินมู่อิ๋งถึงกับผงะใ “หือ!?”
“เ้าไม่ต้องใไปเ้าไก่อ้วนนั่นคือเฟิ่งหวง ส่วนหลงจิ่งเทียนเป็ั” จินเย่บอกเฉินมู่อิ๋งมองเฟิ่งหวงตัวเป็ๆ ตรงหน้าอย่างตะลึงงันเขายังไม่ทันหายใก็เห็นหลงจิ่งเทียนกลายเป็ัพุ่งเข้าใส่ตี้โฮ่ว หนึ่งเฟิ่งหวงหนึ่งัพุ่งเข้าใส่เจ้ใหญ่ของพวกเขาอย่างไม่ยอมแพ้ตี้โฮ่วก็สู้กับเด็กทั้งสองอย่างไม่ครณามือ จินเย่ก็พุ่งเข้าไปช่วยรุมอีกแรงเจ้ใหญ่ของนางเก่งเกินไป
นางกับเสี่ยงเฟิ่งและหลงจิ่งเทียนสู้กับเจ้ใหญ่นับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็ยังไม่เคยเอาชนะเจ้ใหญ่ได้เลยสักครั้ง ไม่ใช่ว่าพวกเขาฝีมือไม่สูงแต่เป็เจ้ใหญ่ของพวกเขาที่นับวันก็ยิ่งฝีมือสูงส่งขึ้นไปเรื่อยๆความเร็วของเจ้ใหญ่พวกเขามองไม่เห็นแม้แต่เงาเลยทีเดียว จินเย่หันไปเรียก “เ้าก็มาช่วยด้วยซิ”
เฉินมู่อิ๋งเห็นตี้โฮ่วรับมือได้สบายๆเขาจึงเข้าไปช่วยรุมอีกแรงอย่างไม่เกรงใจ การได้ฝึกฝีมือกับยอดฝีมือย่อมทำให้ฝีมือพัฒนาไปเร็วยิ่งขึ้นดังนั้นเขาย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสแน่นอน ฮี่ๆๆๆ...
4 รุม 1ไม่ทำให้ตี้โฮ่วลำบากเลยสักนิด เธอซัดหมัดใส่เสี่ยวเฟิ่งไปทีหนึ่ง ผั๊วะ!
“โอ๊ย!” เสี่ยวเฟิ่งถูกต่อยจนเซไป ตี้โฮ่วเตะหลงจิ่งเทียนไปทีหนึ่ง ผั๊วะ!
“โอ้ย!” หลงจิ่งเทียนถลาไป ตี้โฮ่วผลักจินเย่จนกระเด็นออกไป จินเย่ร้องคำหนึ่ง “อ้า!”
ตี้โฮ่วใช้ขาอีกข้างถีบเฉินมู่อิ๋งวืดดดด...
เฉินมู่อิ๋งหลบได้อย่างเฉียดฉิวยิ่งเขาต่อยสวนออกไป ตี้โฮ่วโก่งตัวหลบหมัด เฉินมู่อิ๋งก็ตีเข่าเสย ตี้โฮ่วเอียงหลบด้วยองศาที่ประหลาดยิ่งในสายตาของเฉินมู่อิ๋งเขารู้สึกว่าร่างกายตี้โฮ่วราวกับงูที่เคลื่อนไหวไร้กระดูกอย่างไรอย่างนั้นหลบหลีกได้ว่องไวในมุมที่เขาคาดไม่ถึงจริงๆ เขาว่าเขาตัวอ่อนแล้วนะเห็นท่าทางของตี้โฮ่วแล้วนางตัวอ่อนยิ่งกว่าเขาเสียอีก ร่างกายนางราวกับไร้กระดูกจริงๆ!!!
“โอ้ ฝีมือใช้ได้นี่น้องสาว”ตี้โฮ่วชมขณะที่ทรงตัวตรงถอยห่างไป 1 ก้าวแล้วเตะกวาดตัดขา เฉินมู่อิ๋งะโหลบกลับถูกนางถีบเข้ากลางตัว พลั่ก!
“อุบ!” เฉินมู่อิ๋งจุกกระเด็นจนตกพื้นดังพลั่ก!
“อุก!” เขาจุกซ้ำอีกรอบ ตี้โฮ่วมองยิ้มๆ “ยังต้องฝึกอีกเยอะทีเดียว”
เธอมองเด็กทั้ง 4คนแล้วกวักมือ “มาๆ”
เสี่ยวเฟิ่งตั้งท่าพ่นสายฟ้าใส่หลงจิ่งเทียนก็พ่นไฟใส่ ทั้งสองรุมหน้าหลัง จินเย่พุ่งเข้าใส่ทางด้านซ้ายนางใช้เถาวัลย์ธาตุไม้โจมตีออกไป เฉินมู่อิ๋งกลับดูดกลืนพลังสายฟ้า เปลวเพลิงและธาตุไม้เข้าไปวู้มมมม---
ธาตุ 3ธาตุถูกดูดหายไปสิ้น ทำให้เสี่ยวเฟิ่ง หลงจิ่งเทียน จินเย่ชะงักกึกมองอย่างตะลึงงัน! “อา...!!!”
“หือ?”ตี้โฮ่วก็มองเช่นกัน “ดูดซับ 3 ธาตุเชียวรึ?”
เธอเห็นแสงสีน้ำเงินเปล่งออกมาจากร่างของเฉินมู่อิ๋งกลิ่นอายนั้นต่างจากเทพโดยสิ้นเชิงตี้จวินที่เดินมาตามฮูหยินพอดีเห็นแสงสีน้ำเงินนั้นก็ชะงักงันไป “เผ่าิญญา”
“หือ? เผ่าิญญา?”ตี้โฮ่วหันไปมองสามี ตี้จวินเดินไปหาฮูหยินมองเฉินมู่อิ๋งที่แสงสีน้ำเงินเพิ่งจะจางหายไป พลางพูดว่า “เ้ามีสายเืเผ่าิญญา”
“ปิงเกอเผ่าิญญาคือเผ่าไหนรึ?” ตี้โฮ่วถาม ตี้จวินอธิบายว่า “เผ่าิญญามีดินแดนอยู่ไกลจากแดนเทพพอสมควรพวกเขาเป็เผ่าพันธุ์ลึกลับที่มีมาั้แ่า เชี่ยวชาญการควบคุมิญญากลืนิญญา หลอมิญญา ตัดิญญาหนึ่งในของวิเศษที่เลื่องชื่อของเผ่านี้ก็คือไพลินิญญาแสงเมื่อกี้นี้ก็คือไพลินิญญา”
“อ่อ”ตี้โฮ่วฟังอย่างไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ เธอไม่รู้เื่เผ่าิญญาเลยตี้จวินยื่นมือไป ปล่อยพลังกวาดผ่านร่างเฉินมู่อิ๋ง เฉินมู่อิ๋งก็ใช้มือทารกเล็กๆไร้รูปคู่นั้นต้านพลังเอาไว้ ตี้จวินเลิกคิ้วขึ้น “หือ? นางเป็ชิงเฉินด้วยรึ?”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ