ขวัญมองโรงพักในสมัยนี้ด้วยความประหลาดใจเพราะตั้งแต่ย้อนกลับมาหรือจะชาติก่อนก็เพิ่งจะรู้ว่าโรงพักในอดีตนั้นสร้างเหมือนบ้านเรือนในชนบทโดยการยกตัวเรือนขึ้นสูง ให้ใต้ถุนโปร่ง ตัวเรือนก็สร้างจากไม้เหมือนๆกัน
ในขณะที่ขวัญกำลังเดินขึ้นบันไดไปนั้น ขวัญก็ได้ยินเสียงผู้หญิงที่ค่อนข้างคุ้นหูกำลังคุยกับผู้กองอยู่และเหมือนจะมีการโต้เถียงกันขึ้นด้วย เท่าที่ขวัญได้ยินก็สันนิษฐานได้ว่าเป็นเรื่องของวิญญาณชายหนุ่มที่เดินตามขวัญมาแน่ๆ
ตอนนี้วิญญาณตนนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะสื่อสารกันด้วยคำพูดได้ แต่ยังโชคดีที่ยังสื่อสารทางการกระทำได้มากขึ้นนั่นเพราะได้รับบุญที่ขวัญทำให้ ร่างกายตอนนี้ถึงได้ดูไม่โปร่งแสงเหมือนตอนแรกที่แทบจะหายไปได้ทุกเมื่อ
ทางด้านขวัญที่มองไปทางวิญญาณของชายหนุ่มอยู่ก็เห็นถึงความกังวลที่วิญญาณตนนี้ได้แสดงออกมา หลังจากที่วิญญาณตนนี้กระวนกระวายอยู่สักพักก็ได้หายแว๊บไป
ขวัญเมื่อเดินมาถึงชั้นบนสุดของขั้นบันไดแล้วและได้มองเข้าไปด้านในก็ได้เห็นว่าเป็นผู้กองแทนไทย กำลังคุยอยู่กับเจ้ลำเจียก และข้างๆเจ้ลำเจียกก็มีผู้หญิงดูแล้วอายุก็น่าจะพอๆกับเจ้ลำเจียกแต่อาจจะอ่อนกว่าสักปีสองปีละมั้งและมีชายหนุ่มที่อายุพอๆกับผู้กองแทนไทยยืนอยู่ข้างกันรวมทั้งวิญญาณของชายหนุ่มก็ไปยืนอยู่ข้างชายคนนั้นด้วย
ขวัญเมื่อมองไปรอบๆก็ได้เจอกับจ่าหมายและจ่ายอด ขวัญจึงคิดว่าเดินไปถามสองคนนี้ดีกว่าเมื่อเดินมาถึงเป้าหมายแล้วขวัญก็ได้เอ่ยทักทายทั้งสองทันที
“สวัสดีจ๊ะจ่าหมาย จ่ายอด” ขวัญยกมือไหว้ทั้งคู่
“อ้าวแม่หนู มาทำไมกันที่นี่ล่ะมีเรื่องอะไรหรือเปล่า อย่าเพิ่งมีเรื่องใหม่นะเรื่องเก่ายังไม่จบเลย” จ่าหมายที่เห็นขวัญก็ได้แต่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างระแวง พร้อมคิดว่าเจอหน้าแม่หนูคนนี้ที่ไรมีงานใหญ่ทุกที ถึงมันจะเป็นผลงานที่ดีก็เถอะแต่ไม่มีเลยจะดีกว่า
“ไม่มีหรอกจ๊ะ ที่หนูมาเพราะอยากรู้เรื่องล่าสุดนี้แหละจ๊ะ ว่าไปถึงไหนแล้ว” ขวัญก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆขึ้นมาพร้อมรีบถามขึ้นทันที
“ยังไม่ได้อะไรมากมายเลย”จ่าหมายตอบ เฮ้อ! ทั้งจ่าหมายและจ่ายอดต่างก็ถอนหายใจขึ้นมาพร้อมกัน
“แล้วเจ้ลำเจียกมาเกี่ยวอะไรกับคดีด้วยหรือเปล่าจ๊ะ” ขวััญก็พูดขึ้นมาโดยตัวเธอก็ลืมไปว่าทางตำรวจยังไม่ได้บอกเธอและเธอจะรู้ได้ยังไงว่าเจ้ลำเจียกมาด้วยเรื่องคดีนี้
ทั้งจ่าหมายและจ่ายอดที่ได้ยินคำถามของขวัญก็ต่างพากันแปลกใจ และคิดว่าขวัญรู้เรื่องนี้ได้ยังไง ทั้งสองก็มองจ้องขวัญ
อ๊ะ! ซวยแล้วขวัญ ถ้าบอกว่าเราเห็นวิญญาณจ่าทั้งสองจะเชื่อเราไหมน่ะ แล้วที่มองกันแบบนี้คงไม่ได้คิดว่าเธอเป็นผู้ต้องสงสัยไปแล้วหรอกนะ
“คือว่า ขวัญมีอะไรจะบอกจ๊ะ แต่ถ้าขวัญบอกไปจ่าอย่าคิดว่าขวัญบ้านะ ถ้าจ่ายังสงสัยอยู่ จะลองถามคำถามขวัญก็ได้จ๊ะ คือขวัญมองเห็นวิญญาณของชายหนุ่มที่เราพบศพ ซึ่งตอนนี้ก็ยืนอยู่ในกลุ่มของเจ้ลำเจียกเขายืนอยู่ข้างผู้ชายที่ใส่เสื้อขาวนะจ๊ะ” ทันทีที่ขวัญพูดจบจ่าทั้งสองตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้มและได้มายืนกอดกันเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว
“จระ…จริงเหรอหนู หนูไม่ได้หลอกคนแก่่หรอกนะ” จ่ายอดพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ
ขวัญจึงได้แต่พยักหน้ารับ และส่งยิ้มแห้งๆของตนกลับไป จ่าทั้งสองตอนนี้รู้สึกทั้งกลัวและตกใจ แต่คิดว่าถ้ายัยหนูตรงหน้าพูดเรื่องจริง คดีนี้ก็คงมีความหวังแล้ว
“ที่หนูมาที่นี้ก็เพราะวิญญาณของชายผู้นี้ไปหาหนูจ๊ะ หนูก็เลยสงสัยว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าก็เลยมาที่นี่เพื่อสอบถามจ๊ะ” ขวัญก็ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ตนมาโรงพักไปด้วย
“ผู้กองครับ เชิญทางนี้สักครู่” จ่าหมายได้ตัดสินใจลากผู้กองมาร่วมฟังสิ่งที่น่าเหลือเชื่อด้วยกันดีกว่า เมื่อผู้กองได้ยินเสียงจ่าหมายเรียกก็พยักหน้ารับ
“ผมขอตัวสักครู่่นะครับ” ผู้กองพูดกับทางเจ้ลำเจียกแล้วก็รีบเดินออกมา นึกในใจว่าพ้นจากเสียงเจ้ลำเจียกชั่วคราวก็ยังดี
“สวัสดีจ๊ะอาผู้กอง” ขวัญก็ยกมือไหว้และทักทายผู้กองตรงหน้า
“อ้าวแม่หนู มาที่นี่มีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า หวังว่าคงจะไม่มีนะ เรื่องที่เจอล่าสุดยังไม่มีความคืบหน้าเลย” ผู้กองก็พูดขึ้นมาคล้ายจ่าหมายทันที
ฝ่ายทางขวัญที่ได้ยินการทักทายแบบนี้ก็คิ้วกระตุก นี่คิดว่าเธอเป็นคนเรียกคดีหรือไงกัน เธอก็อยากอยู่อย่างสงบนะ แต่เรื่องมันเข้ามาเองจะให้เธอทำยังไงล่ะ
“ตอนนี้ยังไม่มีหรอกจ๊ะ หนูแค่มาถามเรื่องความคืบหน้าเพราะเจ้าของเรื่องเขาไปหาถึงบ้านจ๊ะ” ขวัญก็พูดขึ้นมาทันทีไม่กลัวมันแล้วจะหาว่าบ้าก็บ้าเถอะ
ฝ่ายผู้กองเมื่อได้ยินก็งง แล้วหันไปมองทางจ่าทั้งสอง ที่ตอนนี้พากันกอดกันจนตัวกลมไปแล้ว
“หนูหมายความว่ายังงัยกัน ใครเป็นเจ้าของเรื่องแล้วใครไปหาหนู หนูจะมาพูดเล่นๆไม่ได้นะ นี่มันเรื่องร้ายแรงมาก” ผู้กองถามขึ้นพร้อมกับพูดขู่ไปด้วย
ขวัญได้แต่มองคนตรงหน้านิ่งๆ ไม่ได้แสดงอาการว่าหวาดกลัวออกมาเลยสักนิด
“เจ้าของเรื่องก็คือเจ้าของร่างที่เราไปพบนั่นแหละจ๊ะ เขาต้องการให้เรื่องของเขากระจ่างละมั้งเขาก็เลยมาหาหนู และตอนนี้เขาก็มายืนอยู่ข้างหนูแล้วด้วยจ๊ะ” ขวัญก็เอ่ยออกมารวดเดียว
ทางด้านของผู้กองและจ่าทั้งสองตอนนี้พากันทำหน้าตกใจอ้าปากค้างกันไปหมดแล้ว พร้อมต่างก็คิดว่านี่มันใช่เรื่องจริงหรือเปล่าแม่หนูคนนี้เห็นจริงๆเหรอ
“เขาเป็นหลานชายของเจ้ลำเจียกจ๊ะ ตอนนี้เขาต้องการให้ผู้กองไปบอกกับญาติของเขา แล้วให้ญาติของเขาได้ไปเห็นเขาเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นเขาอยากให้ผู้กองไปที่บ้านเพื่อนของเขา” ขวัญเอ่ยบอกผู้กองตามที่จุกบอก
เพราะถึงแม้ว่าขวัญจะสื่อสารกับเขาไม่ได้แต่ถ้าเป็นวิญญาณอย่างจุกเมื่อแบ่งบุญให้กันก็ยังจะพอสื่อสารกันได้บ้างถึงจะสั้นๆก็เถอะ เธอไม่ได้มีหน้าที่สอบสวนนะแค่พูดแค่นี้คนฉลาดอย่างผู้กองก็น่าจะเข้าใจได้
เมื่อผู้กองได้รับข้อมูลจากขวััญแล้ว ก็เริ่มประติดประต่อเรื่องราวได้บ้างแล้วเพราะร่างที่พบถ้าเป็นหลานเจ้ลำเจียกจริงคนที่น่าสงสัยก็คงเป็นเพื่อนกับแฟนของผู้ตาย ตัวเขาเองก็คิดถึงเรื่องราวเช่นนี้ไว้เช่นกันแต่แค่ยังไม่มั่นใจว่าร่างที่เจอเป็นของใครกันแน่เพียงเท่านั้น
“หนูมั่นใจนะว่าไม่ผิด ถ้าเกิดผิดขึ้นมาเท่ากับว่าเป็นการให้การเท็จเลยนะ” ผู้กองพูดขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงเด็กสาวตรงหน้า
ขวัญก็ได้มองไปทางวิญญาณที่อยู่ข้างตนและเห็นวิญญาณชายคนนี้ชี้ไปที่ใต้ตาด้ายซ้าย ซึ่งขวัญได้มองตามก็เห็นไฝเม็ดเล็กๆ แล้ววิญญาณชายคนนี้ก็พยักหน้ายืนยัน ขวัญคิดว่าผีตนนี้คงไม่โกหกตนหรอกมั้ง
“ผู้กองไปถามญาติเขาว่าหลานเขามีไฝเม็ดเล็กๆที่ใต้ตาด้านซ้ายหรือเปล่า ถ้าเขาตอบว่ามีผู้กองก็ลงมือตามขั้นตอนของผู้กองได้เลยจ๊ะ แล้วถ้าผู้กองมีเรื่องอะไรก็ไปหาหนูที่แผงในตลาดก็ได้ หรือจะไปที่บ้านก็ได้เหมือนกัน ตอนนี้หนูขอกลับก่อนนะจ๊ะ แม่และน้องน่าจะรอนานแล้ว” ขวัญยกมือไหว้และเอ่ยออกมารวดเดียว จนผู้กองไม่สามารถอ้าปากท้วงได้เลย
ทางฝ่ายผู้กองก็คิดว่าเด็กอะไรใจร้อนเสียจริง พูดไม่หายใจเลย ขณะที่คิดไปเขาก็ได้เดินมาถึงญาติของผู้ตายแล้ว
“ผมมีคำถาม ขอให้พวกคุณทุกคนตอบตามความจริงนะครับ หลานชายหรือลูกชายของคุณมีไฝเม็ดเล็กอยู่ใต้ตาข้างซ้ายหรือเปล่าครับ” ผู้กองเอ่ยถามออกมาพร้อมมองใบหน้าของแต่ละคนไปด้วย
“มีจ๊ะ/ครับ” คนทั้งหมดตอบขึ้นมาพร้อมกันอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ใบหน้าของแต่ละคนเริ่มจะไม่สู้ดีนักและยิ่งมีความกังวลมากขึ้นไปอีก
“ถ้าอย่างนั้นผมขอให้พวกคุณทำใจให้สงบก่อนนะครับ ผมมีเรื่องที่จะบอกกับพวกคุณทุกคนว่า ทางเราได้พบร่างๆหนึ่งถูกทิ้งไว้ในศาลาร้างข้างทาง โดยที่ทางเรามีหลักฐานแค่กระเป๋าเป้สีดำมียี่ห้อ หนึ่งใบและในเป้นั้นเราได้เจอสมุดที่มีชื่อหลานชายหรือลูกชายของพวกคุณ”
ทันทีที่แม่และป้าของวิญญาณชายหนุ่มได้ยินก็ถึงกับเป็นลมล้มพับลงทันที ดีที่ลูกชายได้จับผู้เป็นแม่ไว้ได้ทัน ส่วนทางด้านผู้กองก็จับเจ้ลำเจียกได้ทันก่อนที่จะล้มลงกับพื้น
ชายหนุ่มทั้งสอง ก็รีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้คนทั้งสองทันที และบรรดาเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในนั้นต่างก็รีบหายาดม เพื่อเอามาช่วยอีกทาง หลังจากปฐมพยาบาลไปสักพัก แม่และป้าก็ตื่นขึ้นมาไล่เลี่ยกัน
“ไม่่จริงใช่ไหมผู้กองคนๆนั้นจะเป็นหลานชายฉันได้ยังไงกัน เขาบอกว่าจะไปเท่ี่ยวกับเพื่อนแล้วมันจะเป็นเขาไปได้ยังไง”เจ้ลำเจียก ถามไปก็ร้องไห้ไปแกรักหลานของแกเหมือนลูกที่คลอดออกมาเองเลยนะ แกเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กแล้วอยู่ดีๆหลานจะมาจากแกไปก่อนได้ยังไง
ฝ่ายทางแม่ก็ไม่ได้มีอาการดีไปกว่ากันมากนักถึงจะไม่ได้เลี้ยงมาแต่เธอคลอดเขาออกมานะเขาเป็นลูกของเธอ ตอนนี้ลูกชายคนโตก็กอดแม่ของตนแน่นและก็มีน้ำตาไหลออกมาเช่นกัน
“เพื่อเป็นการยืนยันว่าใช่หรือไม่ทางเราจะพาพวกคุณไปดู แต่ผมอยากให้พวกคุณทำใจให้ดีๆก่อนที่จะไปดูหรือคุณจะให้ลูกชายคนโตของคุณเป็นคนเข้าไปคนเดียวก็ได้ครับ”ผู้กองก็พูดขึ้น เขาเองก็รู้สึกเสียใจกับครอบครัวนี้เช่นกัน
หลังจากญาติทั้งสามได้ฟังก็คิดว่าเขาทั้งหมดจะไปดูให้แน่ใจก่อนว่าจะเป็นลูกหลานน้องชายของตนหรือไม่
“พวกเราไปกันเลยได้ไหมครับผู้กอง” ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายถามขึ้น
“ได้เลยครับ เราฝากไว้ที่โรงพยาบาล ห่างจากนี่ไม่ไกลเดินไปไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึง” ผู้กองตอบรับ เขาก็อยากรีบจบคดีนี้เหมือนกัน
เมื่อมาถึงแล้วญาติทุกคนก็ต่างเข้าไปดูร่างนั้น ซึ่งพอออกมาเจ้ลำเจียกก็เป็นลมไปอีกรอบ รวมทั้งผู้เป็นแม่ด้วยเช่นกัน ทั้งสองรับสภาพการตายที่โหดร้ายของลูกและหลานตนไม่ได้ ส่วนทางด้านพี่ชายก็ร้องไห้ออกมาและได้เอ่ยขอร้องกับผู้กองว่าขอให้จับตัวคนร้ายมาลงโทษโดยเร็ว
เมื่อผู้กองได้รับการยืนยันแน่นอนแล้วเขาจึงได้ทำเรื่องไปตามขั้นตอน ซึ่งก็ผ่านได้อย่างราบรื่นเพราะคดีนี้ถือว่าสะเทือนขวัญเป็นอย่างมาก แล้วผู้กองก็พาเจ้าหน้าที่ไปยังบ้านของเพื่อนสนิทผู้ตายทันที
เมื่อมาถึงก็แสดงหลักฐานการขอค้นบ้านจนพบว่าห้องหนึ่งมีการล็อคประตูจากด้านนอก ผู้กองจึงให้เจ้าหน้าที่ทำการงัด และก็ได้พบว่าภายในห้องมีชายและหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งเสพสิ่งที่ไม่ดีกันอยู่ และต่างก็ไม่รู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามาในห้องมากมาย
เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงได้จับคนทั้งสองและเก็บหลักฐานทั้งหมด ที่พบอยู่ในห้องนี้ทั้งหมด เมื่อลงมาก็ให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวพ่อแม่ผู้เป็นเจ้้าของบ้านไปด้วย
วันเวลาก็ผ่านล่วงมาอีกสองวันก็จะวันที่หนึ่งของเดือนใหม่อีกแล้วทางด้านขวัญก็ใช้ชีวิตไปตามปกติกับครอบครัวของตน โดยที่ขวัญได้รับรู้แล้วว่าเรื่องวิญญาณของชายผู้นี้คดีคงสิ้นสุดลงแล้ว รู้ได้ยังไงนะหรือก็วิญญาณชายคนนี้ยังไม่หมดอายุขัย ก็เลยมาขออาศัยอยู่บ้านสวนด้วยยังไงล่ะ
และตอนนี้ก็พูดสื่อสารกันได้แล้วเพราะญาติๆ ได้พากันทำบุญให้นั่นเอง ขวัญคิดว่าจะทำศาลากลางประจำหมู่บ้านดีไหมนะแล้วให้วิญญาณเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาความปลอดภัย ตอนกลางวันก็ให้คนมาใช้ประโยชน์โดยไปหาหนังสือหรือหนังสือพิมพ์มาไว้ให้คนที่สนใจเรียนรู้ได้อ่าน ส่วนกลางคืนก็เป็นที่ประชุมของเหล่าวิญญาณ
ตอนนี้ก็ได้แค่คิดไปก่อน รอเก็บเงินให้มากพอและไฟฟ้ามาก่อนค่อยว่ากัน ขณะคิดอะไรเพลินๆ แม่ก็มาเรียกขวัญที่สวนองุ่นที่ตอนนี้เริ่มจะเติบโตขึ้นมาแล้ว
“ขวัญผู้กองมาหาจ๊ะลูก”เสียงแม่นวลเรียก
เมื่อขวัญได้ยินจึงเดินออกมาจากสวนแล้วก็เห็นทีมผู้กองทั้งสาม ขวัญคิดว่าคงมาบอกเรื่องจุดจบของคดีแน่ๆ
“สวัสดีทุกคนจ๊ะ ที่มาหาหนูคงจะมาบอกว่าเรื่องคดีจบแล้วใช่ไหมจ๊ะ” ขวัญก็เอ่ยเข้าเรื่องทันที ฝ่ายผู้กองก็ไม่ได้แปลกใจอะไรอีกแล้วเพราะได้พบเรื่องเหลือเชื่อจากคนตรงหน้ามาสองครั้งแล้วนั่นเองโดยเฉพาะครั้งล่าสุดนี้
“ใช่แล้วล่ะ สรุปก็คือเพื่อนและแฟนสาวของผู้ตายเป็นคนฆ่า ทั้งสองบอกว่าทั้งคู่แอบมีความสัมพันธ์กันมาได้เดือนกว่าแล้วและคิดว่าผู้ตายจะไม่หลีกทางให้ และในวันที่เกิดเหตุทั้งคู่ได้เสพสิ่งไม่ดีเข้าไป จึงทำให้กระทำการลงมือกับผู้ตายโดยไม่รู้สึกตัวเพราะเกิดภาพหลอนขึ้นเมื่อรู้สึกตัวและกลัวความผิดจึงได้ทำการแยกร่างผู้ตายเพื่อจะได้ไม่มีใครสามารถจำผู้ตายได้เร็ว แล้วก็นำร่างใส่กระสอบป่านมาทิ้งที่ศาลาร้างเพราะหญ้าค่อนข้างรก”
ขวัญเมื่อฟังจบก็ได้แต่สงสารวิญญาณของชายหนุ่มคนนี้ที่ตอนนี้ก็มานั่งฟังด้วย แต่เขาก็ไม่ได้มีอาการเสียใจใดๆแล้ว ขวัญคิดว่าเขาคงทำใจได้แล้วก็เป็นได้
“นี่คือสิ่งที่คนที่เรียกตัวเองว่าเพื่อน และคนรักสามารถทำกันได้ขนาดนี้เลยเหรอ คนบนโลกใบนี้ช่างน่ากลัวขึ้นทุกวัน ผีที่ทุกคนต่างก็หวาดกลัวยังไม่สู้ใจของมนุษย์ ที่โหดร้ายต่อเพื่อนด้วยกันเลย” ขวัญก็ได้เอ่ยขึ้นมาอย่างลอยๆ