ตอนที่ 2
ข้ารู้แล้วว่าบุรุษผู้นั้นที่จะทำให้สิ่งที่ข้าคิดไว้สำเร็จชื่อเรียงเสียงใด...ที่เมื่อได้รู้ มันก็ทำให้ข้านั้นตกตะลึง งุนงงและคาดไม่ถึงเอาเสียเลย ทั้งที่เป็คนที่มีอำนาจมากจะเลือกใครเป็อนุภรรยาก็ได้ แต่กลับมาเลือกข้าผู้ซึ่ง...ไม่มีอะไรเลย แต่ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะมีความคิดเช่นไรที่เลือกข้าไปเป็หนึ่งในอนุภรรยาข้าก็ไม่คิดจะหาคำตอบ เพราะการอยู่ใกล้เขาผู้นั้นก็เหมือนกับว่าข้ายื่นเท้าข้างหนึ่งลงไปในยมโลกแล้วถ้าทำดีก็เพียงแค่เสมอตัว แต่ถ้าเมื่อใดที่ข้าทำพลาด...โอกาสที่จะมีชีวิตของข้าก็จบสิ้นลงในทันที!
มัวแต่คิดถึงเื่ของเขาคนนั้นไปก็เสียเวลาอันมีค่าของข้าไปมากมายนักสิ่งที่ข้าควรจะทำในตอนนี้คือคิดหาวิธีการเพิ่มเงินในกระเป๋าเงินดีกว่า
การค้า...ก็ต้องมีสินค้า ที่มันควรจะแปลกใหม่ไม่ซ้ำกับผู้อื่น แต่ไม่ว่าใครเห็นแล้วจะต้องชื่นชมชื่นชอบและอยากจะได้มันจนถึงขั้น...ไม่ว่าจะต้องเสียเงินกี่อีแปะก็ยอมว่าแต่...ไปถึงที่นั่นแล้วข้าจะทำการค้าขายอันใดดีนะ
เย็บปักถักร้อยหรือ...ฝีมืออย่างข้าที่ปักผ้าเป็รูปฟ่งเหนี่ยว [หงส์ที่มีรูปร่างคล้ายไก่ฟ้าและนกยูงรวมกัน] เป็...เอาตามตรงข้าเองก็มองไม่ออกว่ามันเป็ตัวอะไรกันแน่เพราะมันเละ มันขาดและมันสกปรกเสียยิ่งกว่ารองเท้าคู่เก่าที่ขาดจนเห็นถุงเท้าที่ก็เก่าอีกเช่นกันของข้าเสียอีกถ้าอย่างนั้นปักอะไรที่ง่าย ๆ อย่างผลผิงกั๋ว (แอปเปิล) ก็แล้วกัน ผลที่ออกมาก็เป็เช่นเดิมมันกลายเป็อะไรก็ไม่รู้ ที่ข้าเห็นแล้วปวดใจยิ่งนัก
ไม่ผ่าน!
จะค้าขายอาหารหรือ...มันก็ดูน่าจะยุ่งยากไม่น้อยที่สำคัญคือว่าตัวข้า...ทำอาหารพอแค่ทานได้...เท่านั้น ถ้าทำจริงข้าจะต้องหาที่ทางเพื่อเปิดร้านด้วยถ้าได้ที่ดีหน่อยก็น่าจะพอขายได้ แต่อาจจะต้องเจอเ้าถิ่น ซึ่งคนผอมแห้งแรงน้อยขี้โรคอย่างข้ากับเสี่ยวฝานเห็นทีว่าจะต้องวิ่งหนีอย่างเดียวแล้วล่ะ
จะขายอาภรณ์แพรพรรณ...จะทำโรงน้ำชา นอกจากข้าจะด้อยความรู้แล้ว อา...ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ต้องมีเงินทุนเป็ก้อนทั้งนั้นซึ่งถ้ามันเยอะมาก ด้วยทรัพย์สินที่ฮูหยินสี่อิงเหม่ยให้ข้าติดตัวไป ถึงข้าจะไร้ความทรงจำเื่นี้แต่ข้าก็พอจะคาดเดาไปได้ว่า คงจะไม่มากเกินหนึ่งกำปั่นแน่ ดูท่าจะไม่เพียงพอให้ข้านำไปลงทุนแน่นอนแล้วข้าจะทำการค้าอันใดดีนะ
ท่านแม่...ท่านคงจะไม่โกรธเคืองข้าใช่ไหมที่ข้าจำท่านไม่ได้แต่ถ้าท่านยังรักบุตรชายคนนี้อยู่ ท่านช่วยเมตตาปรานีข้าสักหน่อย ช่วยคิดหาทางออกให้ข้าสักเล็กน้อยได้ไหมขอรับ
ข้าหลับตาลง...ยังไงท่านแม่ก็รักข้าแหละ ท่านต้องช่วยข้าและมันก็ใช่!
ใช่แล้ว! ถ้าเป็สิ่งนั้น ข้าทำได้และสามารถทำได้ดีด้วย ทรัพย์สินอันน้อยนิดที่ฮูหยินสี่อิงเหม่ยกับนายท่านเหวินหม่าให้ติดตัวข้าไปย่อมเพียงพอต่อการใช้ลงทุนแน่นอน
“ขอบคุณขอรับท่านแม่” สี่หนิงเหอคลี่ยิ้มอย่างดีใจเป็ที่สุดเมื่อคิดได้แล้วว่าจะทำการค้าอันใดเขายังสามารถทำการทดลองก่อนเปิดตลาดได้ด้วย รับรองได้ว่าจะต้องมีคนสนใจสั่งของกับข้าอย่างมากมายแน่นอน!
ว่าแต่...ควรลองทำดูก่อนดีไหมนะ เผื่อเวลาที่มันผ่านมาเนิ่นนาน ฝีมือข้าอาจจะตกไปบ้างทว่าข้ายังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นเพื่อไปจัดหาวัตถุดิบที่ต้องใช้ หากข้าก็จำเป็ต้องหยุดคิดไปก่อนเมื่อเสี่ยวฝานวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อโชกฉายแววตื่นตระหนกและขลาดกลัว
“คุณชาย...คุณชายขอรับ แย่แล้วขอรับ”
“ใจเย็น ๆ เสี่ยวฝาน มีเื่อันใดก็ค่อย ๆ พูด ไม่ต้องรีบร้อน” ข้ารินน้ำชาส่งให้เสี่ยวฝานดื่มพลางยื่นมือไปลูบหลังให้ เมื่อเสี่ยวฝานรีบร้อนจนเกินไปทำให้สำลักน้ำชา
“คนพวกนั้นขอรับคุณชาย...คนพวกนั้น” เสี่ยวฝานชี้มือออกไปนอกห้อง มันทำให้ข้าเริ่มรู้สึกไม่ดีอย่างบอกไม่ถูกมันคงไม่ใช่...
“เสี่ยวฝาน” ข้าจับต้นแขนเสี่ยวฝานเอาไว้ “ค่อย ๆ พูดนะไม่ต้องรีบร้อน” แต่ใจข้านะร้อนราวกับถูกไฟเผาผลาญไปแล้ว
“คนพวกนั้น...จะมาพาคุณชายไปแล้วขอรับ”
คนพวกนั้น! เหมือนถูกฟาดด้วยแส้เส้นโตฟาดบนลำตัว แทบจะพลัดตกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่เท่าที่ฟังมาจากเสียงนินทาของคนในเรือน...ดูเหมือนว่าเวลาที่ข้าจะไปจากที่นั่นยังอีกหลายวันน่าจะร่วมเดือนด้วยซ้ำ หากั้แ่ฟื้นมานี่มันเพิ่งจะวันที่ห้าเองนะคนพวกนั้นก็มารับข้าแล้ว...
แม้ข้าจะจดจำบางสิ่งได้บางสิ่งมิได้ หากความรู้สึกของข้าบอกได้ว่ามันมีบางอย่างแปลกไป...สี่หนิงเหอขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยในสมองมันช่างว่างเปล่า จนคิดไม่ออกว่าเื่ที่รู้สึกว่าแปลกไปนั้นคือเื่ใดคงมีทางเดียวให้ข้าทำ นั่นก็คือการยอมรับและเตรียมตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงพร้อมกับค้นหาคำตอบของมันให้กระจ่าง
“เสี่ยวฝาน ข้าถามเ้าอีกครั้ง” ข้าคงจะเคยถามไปแล้วนะ แต่ข้าจำมันไม่ได้“เ้าจะไปกับข้าใช่หรือไม่” หากให้ข้าไปคนเดียว...มันคงจะเป็อะไรที่โหดร้ายกับข้าที่สุด
“คุณชาย...คุณชายจะทิ้งข้าหรือขอรับ”
“เปล่านะ ที่ข้าถามเพราะ้าให้แน่ใจ ว่าเราสองคนจะร่วมเดินทางไปด้วยกัน”ขนาดว่ามีข้าอยู่ บ่าวไพร่พวกนั้นยังคอยกลั่นแกล้งรังแกเสี่ยวฝานของข้าไม่เว้นแต่ละวันถ้าหากข้าไม่อยู่แล้ว พวกนั้นอาจจะรีบจัดการขายเสี่ยวฝานของข้าออกไปก็เป็ไปได้
“ไปขอรับ...ข้าจะไปรับใช้คุณชาย” เสี่ยวฝานพูดเสียงสั่นในดวงตามีน้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้า
“ไม่ใช่หรอกเสี่ยวฝาน เราไปด้วยกัน เ้าจะไม่ใช่บ่าวของข้า แต่เ้าจะเป็น้องชายของข้าและเป็ผู้ร่วมหุ้นของข้าเราจะไปสร้างชีวิตใหม่กัน” ข้ายิ้มให้เสี่ยวฝานที่อ้าปากค้างและกะพริบตาปริบ ๆ
“คุณชาย!”
“เ้าไปบอกกับคนเ่าั้ก่อน ข้าขอเวลาตระเตรียมข้าวของสักครึ่งชั่วยามเ้าก็เช่นกันนะเสี่ยวฝาน เก็บเอาไปเพียงแค่ของสำคัญที่พาได้ง่ายเท่านั้นและอย่าลืมที่ข้าเคยสั่งเอาไว้เตรียมไปให้พร้อม เสร็จแล้วเราจะได้เดินทางไปสู่ชีวิตใหม่กัน”
จะเร็วหรือช้า ข้าก็เลี่ยงไม่ได้ ยังไงก็ต้องไปอยู่ดีเร็วหน่อยก็ดีเหมือนกัน จะได้เร่งสร้างทางไปให้กับตัวเองได้เร็วขึ้น ข้ารู้ว่าหนทางข้างหน้านั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดหวังหรอกนะแต่ข้าก็จะไม่ย่อท้อ ข้าจะอดทน ข้าจะทำมันให้สำเร็จ เพื่อวันหนึ่งเมื่อข้ามีทุกอย่างพร้อมข้าจะกลับมาที่เรือนแห่งนี้...มาเพื่อทำให้คนที่อิจฉาในตัวข้าและอิจฉาความสุขที่ข้ามีข้าจะมารับท่านแม่ไปอยู่กับข้า
“เรากลัวได้ แต่อย่าให้ความกลัวอยู่เหนือสติ ข้ารู้...คนพวกนั้นจะต้องน่ากลัวแต่ถ้าเราไม่ทำสิ่งใดผิด พวกเขาจะไม่ทำอะไรเราและที่ซึ่งเรากำลังจะไป ถ้าเราทำตัวดีมันย่อมจะดีกว่าที่นี่แน่ ข้าจะทำให้เ้าและตัวข้าพบเจอแต่สิ่งที่ดีแน่นอน...ข้าให้สัญญา!”
เสี่ยวฝานมองหน้าข้าและเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของข้าก็เข้าใจและออกไปทำตามคำบอกของข้าส่วนตัวข้าเอง...ข้าวของที่สำคัญที่จะพาติดตัวไปนั้นหามีไม่ คงจะมีเพียงแค่ความกล้าความมุ่งมั่นและหัวใจเท่านั้นที่จักพกพาไปในการเดินทางครั้งนี้!
เพราะไม่มีของสำคัญอันใดข้าก็เลยไม่ต้องเก็บ เพียงแค่ชำระล้างร่างกายแล้วเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่...ใหม่ของข้าแต่เก่าของผู้อื่นที่เขาเกือบจะให้บ่าวไพร่นำไปใช้ทำความสะอาดห้องหับเสียด้วยซ้ำ
ข้าสวมใส่อาภรณ์สีฟ้าเสร็จพอดีก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้องของข้าโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยปากขออนุญาตแต่ข้าก็ไม่คิดใส่ใจกับคนไร้มารยาท ทำเพียงแค่มองสบตากับบุรุษร่างใหญ่ในอาภรณ์สีดำสนิทที่มีหน้ากากสีดำปกปิดใบหน้าเอาไว้ขณะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้และรินน้ำชามาดื่ม
ในเมื่อเขาไม่พูด ข้าก็ไม่คิดจะเอ่ยปากไต่ถาม แต่ในใจของข้านั้น...สั่นไปหมดแล้ว
“ขออภัยคุณชายที่ข้าบุกรุกเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาต ข้าได้รับคำสั่งให้มานำข้าวของ...”
สายตาเข้มกวาดมองไปทั่วห้องเล็กของข้าที่...ไร้หีบใส่ข้าวของ
อ๋อ...ลืมไป ข้ามีนี่น่า เป็กล่องไม้แสนเก่าจนมองไม่ออกแล้วว่าบนฝากล่องสลักอะไรเอาไว้มันอยู่ที่หัวเตียงนอนของข้า ซึ่งภายในบรรจุสิ่งใดเอาไว้ ข้าก็ไม่รู้หรอก ไม่ใช่เพราะข้าไม่สนใจแต่เพราะข้าหมดปัญญาที่จะเปิดมันออก
“ข้าวของอันใดรึ แล้วท่านเป็ผู้ใดกัน” ข้าทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้เอ่ยถามออกไป
“มิมีผู้ใดมาแจ้งคุณชายหรือขอรับ”
“ถ้ามีแล้วข้าจะถามท่านทำไมเล่า” ข้าคิดว่าบุรุษตรงหน้ารู้ว่ากำลังถูกข้าตีรวนหากเขาก็ยังคงทำเฉย
“ข้าเป็องครักษ์ที่ท่านอ๋องส่งมาคุ้มครองท่านขณะเดินทางเพื่อไปสมรสเป็อนุภรรยาของพระองค์”
“อ๋อ...” ข้าพยักหน้ารับ แม้จะค่อนข้างแปลกในใจเป็อย่างมากด้วยมีความทรงจำบางส่วนที่มันเลือนหายไปย้อนกลับเข้ามา ที่มันทำให้ข้ารู้ว่า ก่อนที่ข้าจะย้อนกลับมาแก้ไขอดีตของตัวเองนั้นตอนที่ข้าเดินทางไปเข้าพิธีกับเขาผู้นั้น คนที่มารับข้าเป็เพียงแค่พ่อบ้านวัยชราคนหนึ่งรถม้าขนาดสามคนนั่งหนึ่งคันพร้อมกับคนบังคับและบ่าวไพร่อีกสองคนเท่านั้น การเดินทางที่ใช้เวลาร่วมครึ่งเดือนที่มันช่างราบรื่น...เป็อย่างมาก
ข้าประชด!
ข้าน่าจะรู้ตัวั้แ่ตอนนั้นแล้ว เพราะเพียงแค่ก้าวขาขึ้นบนรถม้าถูกพาออกจากเรือนท้องฟ้าที่เคยโปร่งมีแสงอาทิตย์ส่องมารำไรกลับมืดครึ้มและฝนก็เทลงมา...
ระหว่างการเดินทาง ข้าถูกโจรดักปล้น...แต่ก็ไม่ได้ทรัพย์สินอันใดไปเพราะข้ามิมีติดตัวไปเลย...สักชิ้น อ๋อ...มีสิ เป็อาภรณ์เก่าสองสามชุดไว้ผลัดเปลี่ยนระหว่างการเดินทางกับอาหารอีกเล็กน้อย
ข้าเป็ไข้จนคิดว่าอาจจะไม่รอดแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้รับการรักษาจนหายอย่าง...น่าอัศจรรย์เป็ยิ่งนัก
อ๋อ...ข้ายังเจอกับสัตว์ร้ายด้วยถูกมันทำร้ายจนเกือบจะกลายเป็คนพิการด้วยซ้ำ
การเดินทางที่มันเต็มไปด้วยขวากหนามต่าง ๆ นานา ชนิดที่ว่าข้าก็สงสัยตัวเองเป็ยิ่งนักยังคงรอดชีวิตไปเป็อนุภรรยาของคนผู้นั้นได้เยี่ยงไร ตนเองโชคดีหรือว่าเคราะห์กรรมยังมิหมดจึงต้องไปพบเจอกับความตายที่โดดเดี่ยวและน่าสะพรึงกลัว
“มาคุมตัวข้าไปขึ้นเขียงนั่นเอง...ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะเพราะตัวข้าเองก็ไม่ได้มีข้าวของอันใดที่สำคัญที่จะลำบากท่านองครักษ์ต้องช่วยขน”
ข้าเห็นท่านองครักษ์มองอย่างแปลกใจอยู่นะ จนเผลอหลุดปากออกไป “ข้าไม่ได้จะว่าหรอกนะแต่ข้าว่านายของท่านน่ะ พลาดอย่างที่สุดที่มาขอให้ข้าไปเป็อนุภรรยา” หรือว่าข้านั้นเข้าใจอันใดผิดพลาดไปแม้จะเป็เพียงแค่อนุภรรยาก็ควรที่จะมีพิธีการบ้างไม่ใช่หรือ แต่เท่าที่ข้าจำได้และเห็น...ไม่มีข้อใดบ่งบอกให้ข้ารู้สึกได้ว่าตัวเองจะมีงานมงคลและไปเป็อนุภรรยาผู้ใด
“เพราะตัวข้า...เป็บุตรที่บิดาเลี้ยงแบบทิ้งขว้าง เป็บุตรที่ถูกบิดาลืมเลือน”ข้ากล่าวโดยไม่ทุกข์ไม่ร้อนใด ๆ อยู่เรือนตัวเองได้พบเจอบิดาก็เหมือนไม่ได้พบนั่นแหละเพราะบิดาจำมิได้ด้วยซ้ำว่ามีข้าเป็บุตรอีกคน ยังคิดว่าตัวข้านั้นเป็บ่าวไพร่อยู่เลย
เมื่อไปถึงที่แห่งนั้น ข้าก็ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะเป็อนุภรรยาที่ไร้พิธีการรองรับมิหนำซ้ำยังถูกผลักไสให้ไปอยู่ท้ายเรือนเป็บุคคลที่ถูกลืมเลือนอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนจะถูกลากให้มารับเคราะห์ ถูกใส่ร้ายจนแม้กระทั่งตายก็ยังไม่อาจล่วงรู้ว่าผู้ใดสั่งให้ตายและไม่ได้ทวงความยุติธรรมให้กับตนเองที่ครั้งนี้...ข้าจะไม่ยอมเป็เช่นนั้นอีกแล้ว!
ข้าลุกขึ้นเดินไปยังเตียงที่อาศัยนอนมาหลายสิบปีหยิบเอากล่องไม้ขนาดเล็กมาถือไว้และเดินนำบุรุษที่บอกว่าเป็องครักษ์มาคุ้มครอง...ควบคุมตัวนะถูกแล้วคงจะกลัวว่าข้าจะถูกสังหารเสียระหว่างการเดินทาง หรือไม่ก็คงจะกลัวข้าหนีไปนั่นเอง
ฮึ! ถ้าข้าทำได้ ข้าทำไปนานแล้ว ไม่รอให้ถึงวันนี้หรอกนะ
“ถ้าข้าจะยังพอมีพื้นที่ความจำในสมองอยู่บ้าง...พิธีมงคลตามกำหนดที่แจ้งมายังอีกเกือบจะเดือนไม่ใช่หรือท่าน หรือว่าข้าเข้าใจอันใดผิดไป” หากก็เหมือนกับว่าข้าถามก้อนหิน...ไร้คำตอบจากคนที่เดินตามมาข้าก็เลยเลือกไม่สนใจ หันไปส่งยิ้มให้กับเหล่าบ่าวไพร่ที่ชะเง้อคอมองมายังข้าด้วยสายตา...สมเพชเวทนา
แหม...ข้าดีใจนักที่พวกท่านมาส่งข้าเยี่ยงนี้!
มาถึงห้องโถงที่ตอนนี้ข้าเห็นฮูหยินสี่อิงเหม่ยนั่งเป็ประธานและมีสี่ซูเจียวยืนทำหน้าง้ำหน้างออยู่ด้านหลังของนาง ใบหน้าที่ควรจะแย้มยิ้มเพราะตัวข้าจะต้องไปจากเรือนแห่งนี้กลับบึ้งตึงอีกทั้งในดวงตาของสี่ซูเจียวก็เต็มไปด้วยโทสะ
อา...นางโกรธเคืองข้าด้วยเื่อันใดกันเล่า ข้าว่าตอนนี้ข้าไม่ได้กวนโทสะของนางแล้วนะและไม่ได้มาเสนอหน้าที่จะทำให้นางโกรธเคืองอันใดเลยด้วย
ข้าเลิกคิ้วมองไปยังเสี่ยวฝานที่ยืนแอบอยู่ที่ประตูของบ้าน
“คุณชายหนิงเหอมิลืมข้าวของอันใดอีกแล้วใช่ไหมขอรับ”
หือ...นั่นใครอีกล่ะ
แล้วข้าก็สังเกตเห็น นอกจากฮูหยินอิงเหม่ยกับสี่ซูเจียวแล้วก็ยังมีบุรุษอีกสี่คนอยู่ในห้องนี้ด้วย...ทุกคนล้วนแล้วแต่สวมใส่อาภรณ์สีดำมิดชิดและมีหน้ากากสีดำปกปิดใบหน้าจะยกเว้นก็เพียงแค่บุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่งที่คงจะเป็หัวหน้า แม้เขาจะสวมอาภรณ์สีดำแต่หน้ากากที่ปกปิดใบหน้ากลับเป็สีเงินซึ่งมีลวดลายแปลกตาที่เมื่อข้าได้สบสายตาด้วย...กายของข้าก็สั่นสะท้านหนาวะเื รู้สึกเหมือนกับว่ารายรอบกายมันมืดมัวหม่นอึดอัดจนหายใจติดขัดขึ้นมาทันทีทันใด
น่ากลัว!
“ก็ไม่...แล้วนะ” ข้ารวบรวมความกล้าตอบกลับไปเสียงค่อนข้างจะสั่นไหว ดูเหมือนว่าบุรุษผู้นั้นรู้ว่าข้ากลัวั์ดวงตาเขาถึงได้จุดประกายคล้ายจะพึงพอใจและชอบใจ
ฮึ! อดีตข้าเคยปล่อยให้ความกลัวครอบงำจนปล่อยให้ชีวิตต้องพบกับจุดจบมาแล้วหากครานี้...แม้ข้าจะกลัวสักเพียงใด ข้าก็จะตั้งหน้าสู้
“แม้ว่าข้าสมควรจะมีทรัพย์สินติดกายไป แต่การเดินทางที่ยาวไกลโจรผู้ร้ายชุกชุม ข้าเลยคิดว่า...ไม่ควรพาข้าวของอันใดติดกายไปด้วยจะดีกว่า” เผื่อว่าอยู่ที่นั่นแล้วมันเกิดเหตุร้ายที่คาดไม่ถึงข้าจะได้หนีอย่างทันท่วงทีโดยไม่ต้องห่วงข้าวของนอกกาย
“ข้าวของเ้า ข้าให้คนจัดเตรียมให้แล้ว”
หือ...ข้ามองฮูหยินสี่อิงเหม่ยอย่างแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ยังคิดว่าฟังผิดไปด้วยซ้ำแต่พอเห็นใบหน้าบึ้งตึงของสี่ซูเจียวแล้วก็เข้าใจ
“ขอบคุณขอรับฮูหยิน”
ข้าโค้งคำนับเป็การของคุณสี่ฮูหยินในความเมตตาปรานีที่นางมอบให้ ดูเหมือนว่านางอยากจะพูดอะไรกับข้าอยู่นะแต่...ไม่ล่ะ ข้าไม่อยากฟังท่านเอ่ยทวงบุญคุณที่ข้าจำไม่ได้ว่าท่านมี
“ถ้าเช่นนั้นเราก็ออกเดินทางกันได้แล้วใช่ไหม” อา...ข้าลืมไปว่ายังไม่ถามเสี่ยวฝานเลยนี่นาข้าวของที่จำเป็ต้องใช้ครบถ้วนหรือไม่
“เ้าจะกล่าวกับสี่ฮูหยินก่อนเดินทางหรือไม่”
ข้าฉีกยิ้มจนปากกว้าง หากั์ตากลับเฉยชาขณะทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้น“ข้าน้อยสี่หนิงเหอ ขอขอบพระคุณฮูหยินและคุณหนูใหญ่ที่ให้การดูแลมาตลอดหลายปี ข้ามิมีอันใดจะตอบแทนท่านทั้งสองคงทำได้เพียงแค่...” ข้าโขกศีรษะลงกับพื้นสามครั้ง “คำนับท่านเป็การขอบคุณเท่านั้น”
ข้าเกือบจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา เมื่อเหลือบมองไปแล้วเห็นใบหน้าสี่ฮูหยินเกือบจะเป็สีเขียวสีเหลืองด้วยโมโหที่ข้าตัดทางนางก็แหม...จะเหตุผลอันใดก็ตามที่ทำให้ข้าต้องไปเป็อนุภรรยาของชายผู้นั้น ข้ามิสนใจและคิดหาคำตอบได้แต่ผลประโยชน์อันมหาศาลก็ตกอยู่ที่ตระกูลสี่ ตัวนางและบุตรของนางนี่น่า ซึ่งข้า...มิยอมหรอกส่งข้าไปตายครั้งหนึ่งแล้วยังจะคิดหาผลประโยชน์จากข้าอีก อันนี้ข้ายอมมิได้นะอยากได้ก็จงหาทางเอาเองเถอะ!
ข้าว่า...ข้าได้ยินเสียงหัวเราะรู้เท่าทันจากเขาผู้นั้น...ที่มีหน้ากากเงินปกปิดใบหน้าอยู่นะข้าเลิกคิ้วขึ้นมอง อยากจะถาม ท่านชื่อเรียงเสียงใดแล้วหัวเราะอันใดข้า แต่...ี้เีล่ะและอยากรีบเดินทางออกจากที่นี่ด้วยข้าตื่นเต้นจะแย่แล้ว อยากรีบออกไปจากเรือนนี้ อยากเร่งทำสินค้า อยากเร่งทำมาค้าขายด้วย
“ถ้าเช่นนั้นก็ออกเดินทางได้แล้ว”
อา...ใช่ ข้าคาดเดาไม่ผิดจริง ๆ นั่นแหละ ท่านผู้นั้นเป็หัวหน้าจริงๆ นั่นแหละ ไม่ใช่อะไร ที่ข้าสังเกต เพราะถ้าหากระหว่างการเดินทางเกิดอันใดขึ้นข้าจะได้เข้าหาคนที่ควรจะต้องเก่งที่สุด เพื่อจะได้ปกป้องข้ามิให้ได้รับอันตรายไง...ข้าคิดถูกใช่ไหมล่ะ
ข้ารู้ว่าเสี่ยวฝานมิใช่คนไม่รับผิดชอบ หากแต่มันมีคนคอยกลั่นแกล้งไงของมักหายไปอย่างไร้ร่องรอยและหาคนทำมิได้ ข้าเดินไปหาเสี่ยวฝานเพื่อไต่ถาม หากข้ายังไม่ทันจะได้ทำก็ต้องอ้าปากค้างเพราะท่านหัวหน้าองครักษ์จับแขนข้าแล้วลาก...ใช่ เขาลากให้เดินตามไปโดยไม่สนใจเลยว่าข้าจะเดินตามมิทัน
“เดี๋ยวสิท่าน” ข้าประท้วง แต่ท่านหัวหน้าองครักษ์ก็ยังคงมิฟังยังคงลากให้ข้าเดินตามไปอย่างรวดเร็ว
“สายแล้ว เราต้องรีบเดินทาง”
“ก็ใช่ไง ข้ารู้ แต่ข้า...” หากข้ายังมิทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดข้าก็ต้องหยุดยืนตัวแข็งทื่อ เพราะเมื่อข้าผ่านประตูเข้าเรือนก็ได้เห็นว่าตรงหน้ามีม้าสีดำตัวใหญ่นับรวมก็เท่ากับคนในชุดสีดำพอดี
ข้าเหลียวมองไปจนทั่วแต่ก็มิเห็นรถม้าขนาดสามคนนั่งที่มารับข้า
ไหนรถม้าที่มารับข้าล่ะ?
อยากบอกนะว่าจะให้ข้าขี่ม้าไป...ข้าเคยขี่ม้าเสียที่ไหนกันเล่า หากข้าก็ยังมิทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดสองเอวก็ถูกท่านหัวหน้าองครักษ์ที่ข้ามิคิดจะถามชื่อแซ่จับเอาไว้แล้วยกข้าขึ้นไปนั่งและท่านหัวหน้าองครักษ์ก็รีบะโตามขึ้นมาอย่างรวดเร็วในขณะที่เสี่ยวฝานเองก็นั่งตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างอยู่กับหนึ่งในองครักษ์เช่นกัน
“ท่าน!” ข้าหลับตาปี๋ ส่งเสียงดังลั่นด้วยความหวาดกลัวขณะจับแผงคอม้าเอาไว้แน่นเพราะกลัวจะตกลงไป
“ข้าวของที่สี่ฮูหยินเตรียมไว้ให้เ้า ข้าให้คนขนล่วงหน้าไปก่อนแล้ว...ไป!”
ท่านพูดอันใดข้ามิรู้ความ...ข้าบอกท่านได้เพียงแค่ว่า ข้ากลัว!!!!!!
ข้ามิเห็นสิ่งใด เพราะข้ากลัวจนต้องหลับตา หากหูได้ยินเสียงลมหวีดหวิวที่ดังมา
ฮื่อ...ข้าจะมีชีวิตรอดหรือไม่!