The Lost Swordsman

    บทที่ 30 ท่านอาจารย์ เคล็ดมารรัญจวน

    “ทำไมเจ้ายังไม่ไป...ข้าบอกให้ไปพักได้ไม่ยินหรือไง!”ชายดังกล่าวเปล่งเสียงตวาดพลางชำเลืองมองเหมาเว่ยด้วยหางตา’ความสามารถในการเรียนรู้ของชายหนุ่มผู้นี้สูงล้ำยิ่งนัก ในภายภาคหน้าต้องกลายเป็นบุคคลมีชื่อเป็นแน่แท้ รึว่าข้าควรจะรับเขาเป็นศิษย์’
    “ผู้อาวุโส อย่างว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลยนะ ที่แท้แล้วข้าก็ยังมิอยากจะพักสักเท่าไหร่ ไหนๆก็ว่างอยู่ เหมาเว่ยใคร่รบกวนให้ท่านชี้แนะด้านวรยุทธ สอนวิชาให้ข้าสักเพลงสองเพลงจะเป็นไรไป”
    โดยเนื้อแท้แล้วเหมาเว่ยก็มิใช่คนโลภอันใด เพียงแต่ด้วยวิชาที่มีอยู่ไม่กี่ท่า ย่อมต้องใฝ่หาเพิ่มเติมเพื่อใช้ประยุกต์ในการต่อสู้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกที่ และเมื่อเขามีโอกาสได้พบกับยอดคนเช่นนี้ มีหรือที่จะไม่คว้าโอกาสขอคำชี้แนะเพิ่มพูนวรยุทธของตนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก
    “เจ้านี่มันโลภจริงๆ แต่ข้าจะบอกอะไรให้ ข้าไม่ใช่อาจารย์ของเจ้า หากอยากเรียนวรยุทธ ก็ไปหาที่อื่น”อาวุโสนักปรุงยาตอบกลับไปอย่างไม่ใยดี ซึ่งสำหรับมันแล้วเหมาเว่ยยังคงเป็นแค่คนนอกเท่านั้น
    “ท่านก็รับข้าเป็นศิษย์ซะสิ ไหนๆก็สอนการปรุงยาให้แก่ข้าแล้ว และอีกอย่างนะ ผู้ที่มีพลังยุทธที่สูงล้ำเยี่ยงท่าน ย่อมมีวรยุทธอันล้ำเลิศติดตัวมากมาย ท่านอย่างกไปหน่อยเลยน่า สอนข้าสักท่าสองท่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด ใช่ไหมล่ะ”เหมาเว่ยยังคงรบเร้าให้ชายดังกล่าวสอนวิชาให้จงได้’หึ ความรู้ต้องใฝ่มิใช่รอให้มันมาหาข้าเอง ขอเพียงไม่ใช่เรื่องผิด ข้าพร้อมจะทำมันทั้งนั้น ต่อให้ต้องหน้าด้านขอร้องก็ตามที’
    “เจ้านี่มันหน้าด้านจริงๆ ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมไป”
    “แหะ แหะ ไม่ใช่ด้านธรรมดาหนาด้วย”เหมาเว่ยฉีกยิ้มเมื่อเริ่มเห็นท่าทีที่อ่อนลง’ด้านได้อายอด’
    “ว่าแต่เจ้าอยากจะเป็นศิษย์ข้าจริงหรือ? ข้าก็แค่นักปรุงยาที่ถ่ายถอดความรู้ให้เจ้าไปจนหมดแล้ว ในด้านวรยุทธ ข้าก็นับเป็นเพียงคนธรรมดามิได้มีวิชาสูงส่งอันใดติดตัว หากแต่พลังยุทธทั้งหมดของข้า ล้วนเกิดจากผลพลอยได้กับการที่เป็นนักปรุงยาเท่านั้น เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เจ้ายังอยากจะเป็นศิษย์ข้าอีกรึไม่ล่ะ?”
    “แน่นอน ข้าต้องการเป็นศิษย์ท่าน อย่างไรซะท่านก็สอนสั่งวิชาการปรุงยาให้แก่ข้า ต่อให้ท่านจะเป็นคนธรรมดาก็ดี เป็นยอดคนก็ช่าง ไม่ว่ายังไงท่านก็คืออาจารย์ของข้า เหมาเว่ย!!”
    ‘นิสัยใจคอไม่เลว หากข้าปฏิเสธอีก ไม่เท่ากับเป็นการทำร้ายความตั้งใจของเขาหรอกหรือ ศิษย์ดีๆเช่นนี้ ข้าจะหันหลังให้ได้อย่างไร’ชายปริศนาเผยรอบยิ้มเล็กๆเมื่อเห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ”ดี พูดได้ดี ตกลง ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์!”
    “นี่ท่านพูดจริงนะ ศิษย์เหมาเว่ยขอกราบท่านล่ะ ท่านอาจารย์”เหมาเว่ยก้มกราบโขกศีรษะให้แก่ผู้เป็นอาจารย์ด้วยความรู้ตื้นตัน’ในที่สุด ข้าก็มีอาจารย์กับเขาเสียที’
    “รีบลุกขึ้นเถอะ ไม่ต้องมากพิธี ศิษย์ข้า”ชายปริศนาเร่งก้มลงประคองเหมาเว่ยขึ้นมา
    “ขอบพระคุณ ท่านอาจารย์”เหมาเว่ยยิ้มหน้าบานราวกับคนบ้า
    “ก็อย่างที่ข้าพูดไป วรยุทธของข้านั้นต่ำต่อย ทว่า ในด้านการปรุงยาและวิชาแพทย์รักษาคน ข้าก็พอจะมีความสามารถอยู่บ้าง นอกจากการปรุงยาที่ถ่ายทอดให้แก่เจ้าแล้ว ต่อไปข้าก็จะสอนวิชาแพทย์ให้แก่เจ้า แล้วยังมีของขวัญอีกเล็กๆน้อยๆมอบให้แก่ศิษย์คนแรกและคนสุดท้ายของข้า”
    “ท่านอาจารย์ ศิษย์มิอาจเอื้อม!”
    “เฮ่ยยย ข้าบอกจะให้เจ้าก็ต้องรับไว้ รึว่าเจ้าต้องการจะขัดคำสั่งข้า?”
    “ศิษย์มิกล้า เหมาเว่ยจะรับเอาไว้”
    หลังจากนั้นเหมาเว่ยก็ได้รับของล้ำค่าจากชายดังกล่าวถึงสามอย่างด้วยกัน สิ่งแรกเป็นสูตรยาที่ถูกเก็บงำเอาไว้มิได้ถ่ายถอดให้แก่เหมาเว่ยตั้งแต่ต้น เป็นสูตรยาตั้งแต่ระดับศักดิ์สิทธิ์ไปจนถึงระดับลี้ลับ ส่วนของขวัญอย่างที่สองเป็นเคล็ดบ่มเพาะพลังยุทธที่ไม่ธรรมดา
    “ขอบคุณท่านอาจารย์สำหรับสูตรยาที่ท่านมอบให้”
    “รับนี่ไป มันคือเคล็ดบ่มเพาะที่ข้าใช้อยู่เป็นประจำ ข้าได้มาจากยอดคนผู้หนึ่งสมัยที่ข้าช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้แก่เขา เคล็ดจันทร์เคลื่อนดารา”
    “ขอบคุณท่านอาจารย์มาก ท่านดีต่อข้าจริงๆ”เหมาเว่ยกล่าวพลางรับตำราเล่มหนึ่งเอาไว้
    “สุดท้าย เป็นเคล็ดบ่มเพาะอีกเหมือนกัน ว่าแต่เจ้าชมชอบอิสตรีดอกไม้งามรึไม่?”
    “ทำไมท่านถึงถามเช่นนั้นล่ะ ข้าชอบมากเลย ของโปรดข้าเลยนะนั่น ท่านอาจารย์”เหมาเว่ยพูดออกไปอย่างไม่ลังเล
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี งั้นสิ่งสุดท้ายก็นับเป็นของล้ำค่าอย่างแท้จริง เจ้ารู้ไหม มันไม่ใช่เคล็ดบ่มเพาะธรรมดาทั่วไปหรอกนะ วิธีการมีความแปลกพิศดาร ข้าได้มันมาจากสุสานจอมโจรปล้นสวาทในตำนาน ครั้งที่ลอบเปิดสุสานเพื่อค้นหาสิ่งที่จะนำมาปรุงยา มันมีชื่อว่า เคล็ดมารรัญจวน!!”ผู้เป็นอาจารย์กล่าวจบ ก็ส่งตำราอีกเล่มให้เหมาเว่ย
    “แล้วมันเกี่ยวข้องอย่างไรกับการที่ท่านถามข้าว่าชื่นชอบอิสตรีรึไม่?”
    “เจ้านำไปเปิดอ่านทำความเข้าใจ ก็จะทราบเอง รับไปซะ”
    “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ท่านดีต่อข้ายิ่งนัก พระคุณของท่าน ข้าจะไม่มีวันลืม!”
    “ส่วนวรยุทธใช้ต่อสู้ ข้าคงไม่มีอันใดจะมอบให้แก่เจ้า”
    จากนั้นทั้งคู่ก็นั่งสนทนากันต่อโดยเป็นครั้งแรกที่ชายปริศนายอมเปิดปาก เล่าถึงที่มาและชื่อแซ่ของตนให้แก่เหมาเว่ยได้ฟัง ทว่า อาจารย์ของเหมาเว่ยก็หาใช่นักปรุงยาธรรมดาไม่ ชาวยุทธบนแผ่นดินต่างรู้จักในนามที่ว่า ปีศาจโอสถ
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าเป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมหรอกหรือเหมาเว่ย”
    “ครับท่านอาจารย์ ข้าเปิดโรงเตี๊ยมอยู่เมืองดารากระจ่างนี้เอง”
    ยิ่งนานวันทั้งสองต่างก็มีความสนิทสนมเพิ่มพูน วันเวลาผ่านไปเหมาเว่ยก็ได้เรียนรู้วิชาแพทย์จากผู้เป็นอาจารย์จนหมดเปลือก ทั้งกำลังจะถูกฝังเข็มที่มีชื่อว่า เข็มเงินบงกชแสง ซึ่งเป็นวิชาแพทย์ที่ช่วยเพิ่มพูนย่นเวลาการบ่มเพาะให้รวดเร็วยิ่งขึ้น มากกว่าการบ่มเพาะปกติโดยทั่วไปถึงสองเท่า
    ฟุบ ฟุบ ฟุบบบบ!!
    ปีศาจโอสถนำเข็มเล่มเล็กที่หล่อขึ้นจากแร่เงินบริสุทธิ์ ผสานเข้ากับเลือดสัตว์ปีศาจและสมุนไพรชั้นดี ปักเข้าไปตามจุดชีพจรของเหมาเว่ยอย่างชำนาญ และกว่าที่การกระทำดังกล่าวจะสิ้นสุดลง ก็กินเวลาไปกว่าหนึ่งวันเต็ม
    “รู้สึกอย่างไรบ้าง ข้าได้ทำการฝังเข็มเปิดชีพจร ขยายเส้นเลือดลมทั่วทั้งร่างให้แก่เจ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ศิษย์ข้า”
    “ข้ารู้สึกตัวเบาสบาย เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้นเป็นอย่างยิ่งเลยครับ ท่านอาจารย์!”เหมาเว่ยกล่าวพลางสวมเสื้อ แน่นอนว่า ก่อนหน้านี้เขายังไม่ลืมที่จะลอบเก็บเสื้อเกราะกันกระสุน เพื่อมิให้อาจารย์ของเขาต้องเกิดข้อสงสัย
    “เช่นนั้นก็ดีแล้ว เจ้าจะไปพักหรือจะบ่มเพาะพลังต่อก็เชิญแต่เม็ดยาหนึ่งโคจรรวมฟ้าดิน ควรจะใช้ช่วงที่เจ้าก้าวสู่ระดับกษัตริย์ตอนปลายหรือแรกเริ่มระดับจักรพรรดิถึงจะนับว่าคุ้มค่าที่สุด และส่วนข้า คงต้องขอตัวตระเตรียมสิ่งที่จะใช้ปรุงยาในอีกไม่กี่วันข้างหน้าต่อ แต่เจ้าอย่าโหมบ่มเพาะพลังมากนักล่ะ เก็บแรงไว้ปรุงยาระดับลี้ลับด้วย เพราะมันมิใช่การปรุงยาธรรมดาหรอกนะ เลือดและหัวใจสัตว์ปีศาจที่เป็นส่วนประกอบ ใช่ว่าจะยอมสยบต่อผู้ใดโดยง่าย ระหว่างปรุงยามันอาจจะเกิดคลุ้มคลั่งต่อต้านขึ้นมาก็เป็นได้”
    “ครับ ท่านอาจารย์ แต่ข้าอยากจะขอร้องท่านอีกสักข้อได้หรือไม่?”
    “ว่ามาเลย”
    “หากพลังยุทธข้าก้าวไปสู่ระดับกษัตริย์ ข้าอยากจะให้ท่านช่วยผนึกดาววาสนาผสานกายให้แก่ข้า”
    “ย่อมได้ ไม่มีปัญหา”
    ต่อมาเมื่อผู้เป็นอาจารย์ตกปากรับคำ เหมาเว่ยจึงขอตัวไปหาที่สงบเพื่อเริ่มบ่มเพาะพลังยุทธ ซึ่งตำแหน่งที่มุ่งไปเป็นเนินดินที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่อาจารย์เขาอาศัยมากนัก และการที่เหมาเว่ยไม่ต้องการจะบ่มเพาะพลังให้ผู้ใดได้เห็นแม้จะมีฐานะเป็นศิษย์อาจารย์ ก็เพราะความคิดของเขานั้นเชื่อว่า ยิ่งมีคนรู้น้อยก็ยิ่งดี
    ‘เอาล่ะ เคล็ดจันทร์เคลื่อนดารา’เหมาเว่ยนั่งลงบนที่โล่งพลางนำเม็ดยาที่กักเก็บเอาไว้ขึ้นมาตบเข้าปาก สองชั่วยามต่อจากนี้ฤทธิ์ยาก็จะแสดงผลส่งเสริมให้เหมาเว่ยบ่มพลังยุทธได้อย่างรวดเร็ว’ด้วยเม็ดยาเกล็ดหิมะหยกระดับเลิศล้ำขั้นสูงที่ข้าเตรียมไว้มากมาย และเคล็ดบ่มเพาะที่ได้มาจากท่านอาจารย์ รวมทั้งผลของเข็มเงินบงกชแสง ไม่นานข้าย่อมต้องทะลวงและตัดผ่านไปสู่ระดับปรมาจารย์ได้ในเร็ววันเป็นแน่’
    วูบบบบบ!!
    ทันใดนั้นดวงตาเหมาเว่ยพลันปิดลง พร้อมกับโคจรพลังภายในตามเคล็ดจันทร์เคลื่อนดารา จนเหนือฝ่ามือขวาก่อเกิดเป็นดวงแสงคล้ายพระจันทร์ ส่วนเหนือฝ่ามือซ้ายที่หงายเปิดขึ้นนั้น พลันก็เกิดดวงแสงระยิบระยับจำนวนหนึ่งดูคล้ายดวงดาวบนท้องฟ้าก็มิปาน
    วิ้งงง วิ้งงงงงง วูววววววว!!
    แก่นแท้ขั้นสอง!
    แก่นแท้ขั้นสาม!
    แก่นแท้ขั้นสี่!
    .
    .
    .
    แก่นแท้ขั้นสิบ!
    ‘ขั้นสูงสุดแล้ว ต่อไปก็เป็นการตัดผ่านสู่ระดับถัดไป’
    ฟืบ ฟืบ ฟืบ ฟืบ!!!
    เหมาเว่ยใช้เวลาไปทั้งหมดสามวันเต็มๆในการผ่านไปสู่ระดับแก่นแท้ขั้นสิบ ด้วยผลของสิ่งที่ได้รับมานั้นถือว่าเป็นการบ่มเพาะที่รวดเร็วเหนือคน จากการที่ต้องใช้เวลาถึงสิบวันแต่ก็ยังมิอาจเลื่อนได้สักขั้น ทว่า ยามนี้กลับใช้เวลาเพียงสามวันในการทะลวงขั้นที่สูงขึ้นไปได้ถึงสิบขั้นด้วยกัน ซ้ำแล้วยังสามารถตัดผ่านระดับสำเร็จไร้ซึ้งข้อผิดพลาดอีกด้วย
    วูบบบบบ!!
    ปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง!
    “......”เหมาเว่ยกัดฟันทนกับความเจ็บปวดของไอปราณที่ปะทุออกจากร่างสู่ฟากฟ้าสูง ก่อนจะค่อยๆผ่อนลมหายใจและเป่าลมออกจากปากเพื่อเป็นการผ่อนคลาย”วู่....!! สำเร็จ ข้าใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้น”
    “วู่.......!!! เหลือเวลาอีกสามวันก่อนที่จะครบกำหนดสิบวันในการปรุงยาระดับลี้ลับแล้วสินะ ข้าอยากจะก้าวไปสู่ระดับกษัตริย์เร็วๆจัง ถึงท่านอาจารย์จะบอกให้เก็บไว้ใช้ภายหลังระดับกษัรติย์ตอนปลายเป็นอย่างน้อยก็เถอะ อยากจะจริงๆรู้ว่าการผนึกดาววาสนาผสานกายของข้าเป็นอย่างไร ชักจะทนรอไม่ไหวแล้ว กินมันเลยก็แล้วกันนะ ไม่ตายก็หาใหม่ได้ ปัจจุบันสำคัญที่สุด”
    “อึกกก!!”เหม่าเว่ยนำเม็ดยาสีทองอร่ามขึ้นมาก่อนที่จะตัดใจตบเข้าปากกลืนลงคอไปอย่างรวดเร็ว
    วูบบบบบบบบบบ!!
    ‘มีรสชาติขมอมหวาน ทั้งกลิ่นหอมที่สัมผัสได้ช่างวิเศษสุด มันทำให้ร่างกายข้ารู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาเป็นอย่างยิ่ง’เหมาเว่ยเพ่งมองสำรวจผิวกายอันเปร่งปรั่งซึ่งเป็นผลดีจากการบ่มเพาะ’ชักช้ามิได้แล้ว เม็ดยามีผลเพียงสองชั่วยาม ข้าต้องตักตวงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้!’
    ปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง!
    ปรมาจารย์ขั้นสอง!
    ปรมาจารย์ขั้นสาม!
    .
    .
    .
    ปรมาจารย์ขั้นสิบ!
    ยังไม่ทันครบสองชั่วยาม เหมาเว่ยก็สามารถทะลวงไปสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นสุดท้ายได้สำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าสร้างความประหลาดใจให้แก่เขาเป็นอย่างมาก ความรวดเร็วในการบ่มเพาะอันน่าอัศจรรย์สูงล้ำเกินกว่าสามัญสํานึกผู้ฝึกตนทั่วไปจะจินตนาการ ได้บังเกิดขึ้นในสถานที่เงียบสงบแห่งนี้โดยมีเพียงแผ่นฟ้าและผิืนดินร่วมเป็นพยาน
    ‘น่าตกใจโดยแท้ ไม่คิดเลยว่าผลของยาหนึ่งโคจรรวมฟ้าดิน จะยอดเยี่ยมปานนี้ เอาล่ะ ยังพอจะมีเวลา ข้าจะต้องตัดผ่านไปสู่ระดับกษัรติย์ให้จงได้’
    วูบบบบบบ!!
    ฟืบ ฟืบ ฟืบบบบบบ!!
    กษัตริย์ขั้นหนึ่ง!
    วูววววว!!!
    พริบตานั้น ไอปราณที่ปะทุออกจากร่างพลันพวยพุ่งขึ้นสูง เพียงแต่ครั้งนี้มีความรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ พร้อมทั้งสายลมข้างยังถูกชักนำจนเกิดการเคลื่อนวนรอบกายอย่างรุนแรง โหมกระหน่ำราวกับก่อเกิดพายุหมุนขนาดย่อมก็มิปาน
    “วู่....!!”เหมาเว่ยผ่อนแรงเป่าลมออกจากริมฝีปากอีกครั้ง ก่อนจะส่งเสียงร้องดีอกดีใจ ขณะที่ผลของยาได้สลายไปในเวลาเดียวกัน”สำเร็จ ข้าทำสำเร็จแล้วว!!!! เท่านี้ก็ฝึกท่าต่อไปของวิชามังกรคู่หยินหยางได้แล้ว ทั้งยังให้ท่านอาจารย์ช่วยผนึกดาววาสนาผสานกายได้อีกด้วย”

    คล้ายกับเรื่องThe Lost Swordsman ที่คุณอ่าน