ในที่สุดก็ถึงเวลานัดหมาย
ผมกับสมาชิกกลุ่มมารวมตัวกันอยู่ที่ชานชาลารถไฟสายสามทุกคนต่างก็ตรวจเช็กอาวุธของตัวเอง ดูเหมือนอีฮยอนซองจะจัดการได้เยี่ยม
“ผมแจกจ่ายตามที่คุณดกจาไหว้วานแล้วนะครับ”
เนื่องจากอาวุธที่เคยใช้มาเก่ามากแล้วผมเลยขอให้อีฮยอนซองช่วยผลิตอาวุธชนิดใหม่ขึ้นมา ใช้วัสดุจากโกลล์สัตว์ประหลาดประเภทเผ่าพันธุ์ใต้ดินระดับ8 ที่ล่ามาได้ตอนต่อสู้เมื่อคืนดาบและหอกที่สร้างจากเขาแหลมของโกลล์อาจจะไม่ค่อยทนทานไม่เหมาะกับการใช้ระยะยาวเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าพอจะเอามาใช้แทนกันได้ชั่วคราว
จองฮีวอนฉีกยิ้มด้วยความพอใจ
“มันเบากว่า แล้วก็ทนมากเลยนะคะ”
“อา...คุณดกจา คุณฮยอนซองขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริง ๆ”
ยูซังอาโค้งศีรษะลง ส่วนอีกิลยองเพราะไม่อาจสร้างหอกปลายทื่อจากเขาของ[โกลล์] ได้จึงยังถืออาวุธที่ทำจากหนูกระชอนผมลูบศีรษะของอีกิลยองที่เอาแต่หลุบตามองพื้นนิ่ง เด็กนี่กำลังน้อยใจ...
“จากนี้ไปจะไม่ง่ายหรอกนะครับสถานการณ์อาจจะอันตรายกว่าเมื่อวานมากก็ได้ ทุกคนเตรียมตัวพร้อมหรือยังครับ”
สมาชิกกลุ่มพยักหน้าอย่างเครียดขรึม
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามแผนกันเถอะครับ”
เพราะตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะเป็นการต่อสู้กับเวลาพวกเราจะต้องจัดการลงมือให้เร็วที่สุด ก่อนที่ ‘สมาพันธ์เจ้าของที่ดิน’ จะไหวตัวทัน
จองฮีวอน ยูซังอา และอีกิลยองแต่ละคนแยกย้ายกันไปประจำชั้นที่ต้องรับผิดชอบหลังจากนั้นผมกับอีฮยอนซองจึงค่อยเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกัน
อีฮยอนซองพูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ
“คุณดกจาผมไม่แน่ใจว่าจะทำได้เลยครับ”
...คุณเป็นตัวหลักของแผนนี้นะมาพูดอะไรแบบนั้นกัน ผมจงใจตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็นพิเศษ
“ต้องทำได้แน่ครับ”
แต่อีฮยอนซองก็ยังคงมีสีหน้าปอดแหกเหมือนเดิม
“พอสมาชิกกลุ่มพึ่งพาผมมากกว่าที่คิดเลยทำให้รู้สึกหนักใจน่ะครับ ผมจะทำได้ดีหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“คุณฮยอนซองเป็นคนที่พึ่งพาได้ครับ”
“ขอบคุณที่พูดแบบนั้นนะครับความจริงแล้วผมเองก็เพิ่งเคยเจอเรื่องแบบนี้ครั้งแรก สมัยประจำการอยู่ที่กองทัพผมไม่เคยได้รับความเชื่อใจจากใครมาก่อนเลย”
นี่เป็นเรื่องราวที่ผมเพิ่งเคยได้ฟังเป็นครั้งแรกจะว่าไปผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรแน่ชัดเกี่ยวกับชีวิตในกองทัพของอีฮยอนซองในสามวิธีรอดแค่บรรยายถึงคร่าว ๆ ให้พอผ่าน ๆ ไปเท่านั้น
“เมื่อเรื่องนี้จบลงผมอยากจะฟังเรื่องราวของคุณฮยอนซองนะครับ”
ผมแค่พูดออกไปเฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไรแท้ ๆแต่ดูเหมือนว่าอีฮยอนซองจะอ่อนไหวกว่าที่ผมคิด
[ตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ เริ่มเปิดใจให้คุณ]
[ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวละคร‘อีฮยอนซอง’ ของคุณเพิ่มสูงขึ้นมาก]
“เวลาได้คุยกับคุณดกจาบางครั้งผมก็รู้สึกแปลกๆ ครับ”
“ครับ? แปลกยังไง...”
“ราวกับรู้จักผมมานานแล้ว...อธิบายไม่ค่อยถูกเหมือนกันครับแต่ว่า...”
อีฮยอนซองเกาแก้มแกรก ๆ ขณะเดียวกันก็พูดต่อไป
“มะ...ไม่ใช่ความหมายอะไรแปลก ๆนะครับ ผมก็แค่...”
“ครับ ผมพอจะเข้าใจว่าหมายถึงอะไร”
“ขอบคุณครับได้คุยกันแล้วผมเองก็อยากรู้เรื่องของคุณดกจาบ้างเหมือนกันนะครับเนี่ย”
“เรื่องของผมเหรอครับ”
“ครับผมเพิ่งเคยเห็นคนน่าทึ่งแบบคุณดกจาเป็นครั้งแรกก่อนจะเกิดเรื่องพวกนี้คุณดกจาทำงานอะไร ผมอยากรู้อะไรหลาย ๆ เรื่องเลยละครับ”
ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกแปลก ๆ ‘ตัวละครสมทบ’ ในนิยายที่ผมเคยอ่านกลับเริ่มอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับผมมันรู้สึกอึดอัดใจนิดหน่อย ขณะเดียวกันก็รู้สึกจักจี้ชอบกล
“มันออกจะเป็นเรื่องน่าเบื่อครับ”
“แต่ผมอยากฟังนะครับ”
จู่ ๆ ในหัวสมองก็มีคำถามบางอย่างผุดขึ้นมา
ตอนที่ ‘สามวิธีรอด’ ยังไม่กลายเป็นเรื่องจริง ‘อีฮยอนซอง’ คนนี้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบเดียวกันกับผมหรือเปล่าหรือเป็นแค่คนที่ ‘ถูกสร้างขึ้น’ กะทันหันเมื่อนิยายกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา
ผมไม่อาจรู้คำตอบได้แต่เรื่องที่มั่นใจได้ในตอนนี้คือไม่ว่าจะในแง่มุมไหนอีฮยอนซองก็เป็น ‘คนที่มีชีวิต’ และอยู่ตรงหน้าผม...แค่นั้น
ในตอนนั้นเองกลุ่มชายวัยกลางคนจำนวนหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้พวกเราจากด้านหน้า
“โอ้ เพื่อนของยูจุงฮยอกมาเจรจาเหรอ”
มาแล้วสินะ สมาพันธ์เจ้าของที่ดิน
“หืม...มากันแค่พวกนายเหรอ คนอื่นๆ ล่ะ”
มือของชายวัยกลางคนที่พูดประโยคนั้นกำลังดึงรั้งคอเสื้อของผู้หญิงคนหนึ่งเธอคือหนึ่งในกลุ่มคนที่ครอบครอง ‘กรีนโซน’ ขนาดห้าที่อยู่จนถึงเมื่อวาน
ชายคนนั้นสังเกตเห็นสายตาของผม เขาแสยะยิ้ม
“อ้อพอดีว่าเพื่อนคนนี้ไม่ยอมขายที่ดินน่ะ...พวกนายไม่ต้องสนใจหรอก”
“ชะ...ช่วยด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย!”
นัยน์ตาของผู้หญิงคนนั้นช้อนมองผมอย่างน่าสงสารกลุ่มดาว ‘ฝ่ายดี’เริ่มส่งเสียงร้องโวยวายอยู่ในหัวสมองของผม แต่ผมยังคงเฝ้ารอเพราะในที่แห่งนี้มีคนที่จะออกหน้าแทนผมอยู่
“ปล่อยเธอครับ”
อีฮยอนซองนั่นเอง
“อะไรกัน นาย”
คำถามของชายวัยกลางคนน่ารังเกียจทำให้อีฮยอนซองหันมามองหน้าผมแววตาราวกับขอคำอนุญาตผมพยักหน้า
[ตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ ต้องการผดุงความยุติธรรมด้วยความตั้งใจจริงของตัวเอง]
[คุณลักษณะของตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ ใกล้เข้าสู่การวิวัฒนาการ]
พวกสมาพันธ์หยิบอาวุธขึ้นมาถือไว้ ปลดปล่อยจิตสังหารอย่างรุนแรงออกมาผมมองดูเวลา งั้นก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า ผมใช้เหรียญที่สำรองไว้เพิ่มค่าสถานะ
[ใช้ 1,200 เหรียญเพิ่มค่า ‘ความแข็งแกร่ง’]
[ความแข็งแกร่ง Lv.15 ->ความแข็งแกร่ง Lv.18]
[เลเวลความแข็งแกร่งเพิ่มสูงขึ้น!]
[ใช้ 1,200 เหรียญเพิ่มค่า ‘พละกำลัง’]
[พละกำลัง Lv.15 -> พละกำลัง Lv.18]
[เลเวลพละกำลังเพิ่มสูงขึ้น!]
ผมจำเป็นต้องลงทุนให้น้อยที่สุดแต่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
[เหรียญในครอบครอง : 20,450เหรียญ]
เพราะเหรียญที่เหลือผมต้องเก็บไว้ใช้ที่อื่น
ตูมมม!
เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วสถานีรถไฟใต้ดินหลังจากนั้นก็มีเสียงโหวกเหวกดังตามมา นั่นเป็นสัญญาณของสมาชิกกลุ่ม
“คุณฮยอนซอง!”
อีฮยอนซองพยักหน้าพวกเราพุ่งเข้าใส่กลุ่มชายที่ยืนเรียงแถวอยู่ตรงหน้าพวกสมาพันธ์ตะโกนเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก
“อะไรกัน! ไอ้เวรพวกนี้!”
[สกิลเฉพาะตัว ‘พลังดวงดาราบริสุทธิ์’ถูกเปิดใช้งาน!]
“อ๊ากกกกก!”
แขนของชายวัยกลางคนที่ดึงรั้งคอเสื้อของผู้หญิงเอาไว้ลอยคว้างขึ้นกลางอากาศเลือดไหลกระฉูดออกมาราวกับน้ำพุทำให้เขาตัวแข็งทื่อ อีฮยอนซองกับผมเมินพวกเขาเราวิ่งต่อไป คนกลุ่มนั้นเพิ่งจะตั้งสติได้แล้ววิ่งไล่ตามมา
“ไอ้พวกบ้านั่น! หยุดมัน!”
ทางเดินชั้นใต้ดินบีสองตอนนี้เป็น ‘พื้นที่ส่วนตัว’ ของกงพิลดู
[คุณบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว!]
“ล้อมพวกมัน!”
สมาชิกสมาพันธ์เจ้าของที่ดินที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าสังเกตเห็นพวกเราแล้วดูเหมือนว่าคนส่วนหนึ่งจะหายไปจำนวนของพวกเขาน้อยกว่าที่ผมคาดการณ์เอาไว้ ด้านหลังนั่นยี่สิบคน ด้านหน้าสิบสองแต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นจำนวนที่มากเกินกว่าคนแค่สองคนจะรับมือได้ไหว
ช่างเถอะผมเองก็ไม่ได้คิดจะปะทะกับพวกเขาอยู่แล้ว
วินาทีที่ผมกำลังจะพุ่งชนเข้ากับสมาชิกสมาพันธ์ที่อยู่หัวแถวอีฮยอนซองก็ยกโล่เหล็กขึ้นแล้วแทรกตัวมาขวางหน้าผมไว้
[ตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ เปิดใช้งานอักขระ ‘ผลักขุนเขา Lv.1’!]
“อ๊ากกกก!”
อีฮยอนซองพุ่งเข้าไปด้วยพละกำลังอันมหาศาลเขาผลักคนกลุ่มนั้นล้มลงเหมือนโดมิโน แล้วเริ่มวิ่งด้วยความเร็วสุดฝีเท้า
[ตัวละคร ‘กงพิลดู’ เปิดใช้งานอักขระ ‘เขตติดอาวุธ Lv.4’!]
ป้อมปืนโผล่ขึ้นมาทั่วพื้นที่ส่วนตัวโหลดกระสุนเวทสีแดงเตรียมพร้อมสำหรับยิง จำนวนป้อมปืนขนาดย่อม ๆพวกนี้มีทั้งหมดห้าป้อมดูท่าว่าระยะเวลาที่ผ่านมาเลเวลของเขตติดอาวุธเองก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
“คุณดกจา!”
ผมไล่ตามหลังอีฮยอนซองขณะเดียวกันก็รับโล่เหล็กของเขามาถือไว้ทันทีที่มือสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของโล่แข็งๆ แรงกระแทกหนักหน่วงก็ผลักผมกระเด็น
ปัง! ปัง! ปังงง!
มันรุนแรงราวกับถูกยิงด้วยปืนใหญ่แขนที่ถือโล่เอาไว้เจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งแขน ว่าแล้วเชียวเขตติดอาวุธที่เปิดใช้งานด้วยพลังเวทเลเวล 19 นั้นแข็งแกร่งมากแต่แค่นี้ผมยังพอทนไหว
[ด้วยผลของไอเท็ม ‘ศรัทธาไม่แตกสลาย’ เลเวลความแข็งแกร่งเพิ่มทะลุระดับ 20]
[ความแข็งแกร่งที่เพิ่มสูงขึ้นช่วยปกป้องร่างกายของคุณ]
“ผู้เช่าจอมหยิ่งมาเยือนนี่เอง”
ได้ยินเสียงหยาบห้วนของกงพิลดูดังอยู่อีกด้านของโล่
พอเห็นว่าเท้าของพวกเราถูกตรึงอยู่กับที่เพราะต้องคอยระวังกระสุนเวทสีหน้าของพวกสมาพันธ์ก็ดูจะกลับมาผ่อนคลายเหมือนเดิมความทนทานของโล่เหล็กเริ่มถดถอย มันสามารถป้องกันกระสุนต่อได้อีกแค่ราว ๆสิบห้านัด
กงพิลดูกล่าวขึ้นด้วยความสนใจ
“ดูจากที่พกอาวุธกันมาแบบนี้คงไม่ได้มาเพื่อจ่ายค่าปรับแน่ มีธุระอะไร”
“ว่าจะเลิกเป็นผู้เช่ากันแล้ว”
“น่าสนุกดีนี่อยากได้พื้นที่ของฉันงั้นเหรอ”
“ก็ไม่รู้สินะ”
[ด้วยผลของ ‘พื้นที่ส่วนตัว’ ของตัวละคร ‘กงพิลดู’ ค่าสถานะของผู้บุกรุกอย่างผิดกฎหมายจะถูกลดลงส่วนหนึ่ง]
...เริ่มแล้วสินะสาเหตุที่ความสามารถของกงพิลดูน่ากลัวก็เพราะเหตุนี้นี่แหละ ผลกระทบจากดีบัฟของ ‘พื้นที่ส่วนตัว’ และยังมีความพิเศษจากการป้องกันของ ‘เขตติดอาวุธ’ นี่อีก
ลำกล้องปืนร้อนฉ่าจนเหล็กเปลี่ยนเป็นสีแดงกระสุนเวทสีแดงถูกโหลดพร้อมยิงได้ทุกเมื่อ
[‘ป้อมปืนเล็ก’ ของตัวละคร‘กงพิลดู’ กำลังเตรียม ‘กระสุนเวทเสริมความแข็งแกร่ง’]
ตราบใดที่คอมโบระหว่าง ‘พื้นที่ส่วนตัว’ กับ ‘เขตติดอาวุธ’ ยังไม่ถูกทำลายแทบจะไม่มีอวตารคนใดในช่วงแรกเริ่มสามารถต่อกรกับกงพิลดูได้เลย
“ตายซะ”
วินาทีที่กระสุนเวทเสริมความแข็งแกร่งกำลังจะถูกยิงออกมาก็พลันได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้คนดังแว่วมาจากไกลๆ บรรดาสมาชิกสมาพันธ์เจ้าของที่ดินกำลังวิ่งกระหืดกระหอบมาทางด้านนี้พวกเขาได้รับบาดเจ็บไปทั่วร่างกาย
“คะ...คุณพิลดู! ที่ดิน...!”
ร่องรอยบาดแผลจากดาบซามูไรแหลมคม อีจีฮเยคงลงมือแล้วถ้าอย่างนั้นก็ได้เวลาสักที ผมหันไปมองอีฮยอนซอง
“คุณฮยอนซอง ตอนนี้แหละครับ”
นัยน์ตาของอีฮยอนซองกำลังสั่นไหว
“พังมันให้ราบเลยครับ”
ราวกับเฝ้ารอจังหวะนี้อยู่แล้วอีฮยอนซองชูหมัดขึ้นสูง แม้แววตาจะแฝงไว้ด้วยความไม่สบายใจและติดจะกระวนกระวายใจอยู่บ้างแต่ขณะเดียวกันก็มีสีหน้าแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมถอยอีกแล้ว
[คุณลักษณะของตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ เกิดการวิวัฒนาการ!]
ลำแสงเจิดจ้าจนทำให้ตาพร่าสาดส่องออกมาออร่าสีเงินเริ่มเข้าโอบล้อมร่างของอีฮยอนซอง
ผมมองฉากตรงหน้าด้วยความประทับใจเล็กน้อย การ ‘วิวัฒนาการคุณลักษณะ’ ของอีฮยอนซองเป็นหนึ่งในฉากที่ผมชอบมากที่สุดใน ‘สามวิธีรอด’
เหตุผลที่ทำให้ดาบเหล็ก ‘อีฮยอนซอง’ กลายเป็นหนึ่งในตัวละครสมทบที่แข็งแกร่งที่สุดนั่นก็คือ...
[เนื่องจากการวิวัฒนาการคุณลักษณะอักขระใหม่ได้ถูกเปิดใช้งาน]
เพราะถ้าเป็นเรื่องของ ‘การโจมตีในครั้งเดียว’ แล้ว อีฮยอนซองเป็นตัวท็อปสุดแกร่งใน ‘สามวิธีรอด’
[ตัวละคร ‘อีฮยอนซอง’ เปิดใช้งานอักขระ ‘ทำลายขุนเขา Lv.1’!]
พลังเวทบริสุทธิ์สีขาวก่อตัวขึ้นรอบหมัดของอีฮยอนซองเพียงไม่นานแขนของเขาก็เริ่มขยายใหญ่จนเหนือสามัญสำนึกปกติ
“ฮ่าาาาาาา!”
หมัดของอีฮยอนซองทุบลงบนพื้น
เสียงระเบิดจนทำให้แก้วหูปวดจี๊ดดังก้องไปทั่วบริเวณพื้นที่ถูกทำลายกระจัดกระจายลอยคลุ้งไปในอากาศเหล่าสมาชิกสมาพันธ์ตกตะลึงจนต้องส่งเสียงกรีดร้อง
“อะ...อะไรวะนั่น!”
รอยแตกร้าวดูน่าหวาดเสียวแผ่กระจายจนลุกลามไปทั่วพื้นในพริบตาตำแหน่งของป้อมปืนเริ่มบิดเบี้ยวกระสุนเวทยิงออกไปมั่วซั่ว การระเบิดขยายออกไปเป็นวงกว้างฝุ่นหนาคลุ้งจนทำให้มองรอบ ๆ ไม่เห็น และไม่นานหลังจากนั้น...
เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พื้นบริเวณชั้นใต้ดินบีสองเริ่มพังทลาย
[‘กรีนโซน’ ถูกทำลาย]
[‘พื้นที่ส่วนตัว’ ของตัวละคร‘กงพิลดู’ ถูกทำลาย]
ผมมองพื้นที่พังทลายลงไปก่อนจะฉีกยิ้มไปทางกงพิลดูที่ยืนหน้าซีด
“พวกเรามาย้อนกลับไปสมัยที่ยังไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองกันดีกว่า”