แท้จริงแล้วจะหาว่าฟันต้าตัวมันโง่งมก็มิได้ เพราะเหตุที่มันคิดบุกตำหนักเจ้าเมืองพยัคฆ์ขาวผ่านทางประตูตำหนักประตูใดประตูหนึ่งในสี่ทิศ เพราะปัญหาหลักของเหล่าผู้บำเพ็ญระดับต่ำและคนธรรมดาในการบุกตำหนักเจ้าเมืองนั้นอยู่ที่ค่ายกลอักขระลับที่ทุกผู้คนต่างล่วงรู้ถึงอันตราย
หากผู้ใดบุกข้ามยอดกำแพงสูงค่ายกลลับนี้ก็จะทำงาน ตัวฟันต้ามันก็รู้ดีว่าอำนาจแห่งค่ายกลนี้รุนแรงถึงเพียงใด เพราะแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มหนึ่งจุดแต้มบ้าง สามจุดแต้มบ้างยังอาจจะตกตายจบชีวิตได้โดยง่าย ดังนั้นสำหรับฟันต้าแล้วการบุกผ่านหน้าประตูตรงๆ ปะทะนักรบกล้าตายระดับขาวเข้มหรือเหลืองจางแน่นอนวิธีนี้แลดูจะปลอดภัยกว่ามาก
หากแต่เมื่อยามนี้มันรู้ว่ามีสหายร่วมภารกิจเป็น [กุนซือกลยุทธ์] แนวทางการสร้างความวุ่นวายจึงแปรเปลี่ยนในทันที
.
.
.
ฉินเทียนที่พึงกดซื้อศาสตร์สัประยุทธ์กลศึกในตอนนี้ตัวมันกำลังซึมซับองค์ความรู้อย่างรวดเร็ว ไม่ช้ามันก็ทอดสายตามองกำแพงสูง มองตราสัญลักษณ์และอักขระมากมายที่ร้อยเรียงกันตามรายทางทอดยาวไปจนสุดกำแพงของแต่ละมุม เหล่าอักขระลึกลับเหล่านี้ต่างถูกสลักอย่างเป็นระเบียบและดูสวยงามไม่น้อยเลย
"สหายทั้งสอง ค่ายกลรอบตำหนักนี้คือ [หนามปลิดวิญญาณ] ใช้ธาตุดินเป็นแก่นหลัก ส่วนเสริมคือไอธาตุเหมันต์แห่งปัจฉิมทวีปที่หายาก พร้อมขับเคลื่อนโดยแก่นธาตุแห่งสรรพชีวิตระดับต่ำจำนวนมาก โชคดีอักขระรอบกำแพงเมืองนี้ไม่ซับซ้อนนัก พวกเราสามารถลบอักขระบางจุดและสามารถกระโดดข้ามกำแพงได้"
"!!!จริงรึ" ฟันต้าร้องกล่าวด้วยความดีใจ
ไม่ช้าฉินเทียนก็พูดต่อ "ในเมื่อพวกเราทำเช่นนี้ได้ คาดว่ากำแพงตำหนักใหญ่ฝั่งประตูทักษิณคงไม่ต่างกัน ข้าจะสลักอักษรวิญญาณใส่กระบี่เพื่อผนึกค่ายกลนี้ ให้ฟันจินนำกระบี่นี้ไปให้กลุ่มบุกปล้นคุกเถอะ"
ฉินเทียนพูดจบก็ยื่นมือขอกระบี่จากมือฟันต้า จากนั้นมันก็สลักอักษรวิญญาณอย่างรวดเร็วด้วยพลังวิญญาณและโลหิตของตัวมันเอง ฟันต้าเห็นเช่นนี้ก็ตกตะลึงในความสามารถของสหายผู้นี้ไม่น้อย อักษรวิญญาณนับเป็นศาสตร์ชั้นสูงของโลกใบนี้ ซึ่งมีแต่ผู้สูงส่งและผู้อยู่ในตระกูลชั้นสูงเท่านั้นจึงจะได้เรียนรู้ หากแต่สหายผู้นี้กับล่วงรู้ ฟันต้าคาดคิดในใจ สหายผู้นี้คงเป็นเชื้อสายผู้มีตระกูลดีเป็นแน่
ไม่ช้าฉินเทียนก็สลักอักษรวิญญาณเสร็จ ตัวมันทดสอบกระบี่ทันที มันปากระบี่แผ่พุ่งไปที่กำแพง
!!! ฉึก เสียงกระบี่ปักลงบนกำแพง
เมื่อกระบี่ปักลงไป ไม่ช้าอักษรวิญญาณลึกลับจากกระบี่ก็ราวกับสายน้ำแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณกำแพง อักขระเหล่านี้มีสีแดงพร้อมส่องประกายแผดเผาราวกับเหล็กร้อนกำลังถูกเผาไหม้ ไม่ช้าอักษรวิญญาณของกำแพงเดิมก็เปล่งแสงสีฟ้าออกมาต่อต้าน ตอนนี้ราวกับว่าสองอักขระอักษรวิญญาณมันกำลังสัประยุทธ์ต่อสู้แย่งชิงอำนาจของกันและกัน หนึ่งร้อนหนึ่งเย็นกำลังขับเคี่ยวกันอย่างถึงที่สุด หากแต่ในไม่ช้าดูเหมือนอักษรวิญญาณบริเวณรอบกำแพงมันมิอาจจะต่อสู้ได้อีกต่อไป มันถูกกดข่มโดยสิ้นเชิง ไม่ช้าบริเวณกำแพงในรัศมี 10 จั้ง อักขระเดิมที่ถูกสลักเป็นสีหมึกทองก็หลุดร่วงลงกลายเป็นเศษขี้เถ้าสีเทา ล่องลอยหลุดร่วงไปตามกระแสแห่งสายลม
ฟันต้ามองดูตาค้าง "!!!นิมัน... ศาสตร์ทลายค่ายกลรึ" ก่อนจะหันมองจ้องฉินเทียนอย่างไม่วางตา
ก่อนฉินเทียนจะยิ้มๆ พร้อมกับรีบเดินไปดึงกระบี่กลับออกมา และโยนให้ฟันจินนำไปมอบให้สหายผู้ร่วมก่อการ ส่วนฉินเทียนตัวมันก็ขอกระบี่อีกเล่มในมือของฟันจินพร้อมเริ่มลงมือสลักอักษรวิญญาณอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะโยนกระบี่ให้ฟันต้าใช้งาน เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ฉินเทียนได้บอกกล่าวให้ฟันต้าปักกระบี่นี้เข้ากำแพงใหญ่และกระโดดข้ามหนีโดยทันที ค่ายกลบริเวณนั้นจะไม่ทำงานทันที ฟันต้ารีบพยักหน้ารับ พร้อมรู้สึกดีใจยิ่งนักที่ได้มีสหายที่น่าไว้ใจร่วมก่อการ
การที่ตัวมันฟันต้าสามารถบุกตำหนักใหญ่เข้าไปด้วยวิธีเช่นนี้ได้ เชื่อแน่ว่าโอกาสก่อการสำเร็จมีโอกาสสูงขึ้นหลายส่วนนัก ไม่แน่ในวันนี้ ตัวมันอาจจะไม่ต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่ก็อาจจะเป็นได้ แม้มันจะทำใจที่จะตกตายเอาไว้แล้วก็ตาม
ส่วนตอนนี้ฉินเทียนก็ได้แต่กลืนน้ำลาย
หลังจากได้กดซื้อศาสตร์ [สัประยุทธ์กลศึก] นี้มาฉินเทียนก็ไม่คิดเลยว่าอานุภาพของศึกสงครามของห้วงมิตินี้จะตระการตาและลึกล้ำกว่าที่ตัวมันคิดนัก ไม่น่าเชื่อแค่ศาสตร์นี้ในระดับต่ำฉินเทียนก็ได้รับรู้ถึงวิธีสร้างค่ายกลมากมายนัก และอานุภาพค่ายกลแต่ละอย่างก็ช่างน่ากลัวนัก โชคดีการวางค่ายกลนั้นยุ่งยากและมีเงื่อนไขมากมาย มิเช่นนั้นหากเกิดศึกสงคราม และมีผู้เปิดใช้ค่ายกลกันได้โดยง่าย คาดว่าสรรพชีวิตมีหมื่นแสนล้านก็มิพอให้ตกตาย
ตัวอย่างเช่นค่ายกล [หนามปลิดวิญญาณ] หากฉินเทียนเป็นผู้มิรู้ความ และตัวมันกระโดดข้ามกำแพงสูงราว 5 จั้งนี้ไป ทันทีที่มันกระโดดข้ามจะมีหนามน้ำแข็งพุ่งด้วยความเร็วเหนือเสียงเล็งสังหารมาที่มันนับพันหมื่นทันที แม้หนามน้ำแข็งจะไม่นับว่าแข็งแกร่งอะไรนัก หากแต่ถ้าผู้ใดมิมีพลังคุ้มกายที่มากพอ ด้วยจำนวนหนามนับพันหมื่นไม่ว่ามันผู้ใดก็ล้วนต้องตกตายได้โดยง่าย
หากแต่ถ้ามีวิชาหรือฤทธาคุ้มกายดีค่ายกลหนามปลิดวิญญาณนี้ก็หาใช่ปัญหา ดังนั้นตั้งแต่ระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้มขึ้นไปค่ายกลนี้จึงหาใช่ปัญหาแม้แต่น้อย
แน่นอนสำหรับฉินเทียนและสหายร่วมชะตาแล้วหนามปลิดวิญญาณสามารถปลิดชีวิตพวกมันได้อย่างแน่นอน เพราะแต่ละคนมีพลังวิญญาณประจุในกายต่ำมากมิอาจจะต้านทานหนามแหลมนี้ได้นานนัก อย่างเก่งก็ไม่เกินสิบ สิบห้าอึดใจ
.
.
.
ไม่ช้าเมื่อฟันจินกลับมา ฟันต้าจึงถามฉินเทียนเรื่องการก่อการในครั้งนี้ควรทำอย่างไรดี
ไม่ช้าแผนการต่างๆ ก็แลดูจะต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อย จากที่ต้องต่อสู้แลกชีวิต กลับกลายเป็นก่อกวนแล้วหนีเอาชีวิตรอด ฉินเทียนได้สอบถามถึงคลังอาวุธ และจุดประจุธาตุพลังของตำหนักใหญ่ พร้อมสอบถามถึงเวรยามและความหนาแน่นจากฟันต้า ผู้เคยอยู่ในตำหนักท่านเจ้าเมืองมาก่อน
ในไม่ช้ามันก็เข้าใจถึงโครงสร้างคร่าวๆ พร้อมวางแผนก่อการณ์ขึ้นมาใหม่
ฉินเทียนตัวมันมิชอบการฆ่าสังหาร ดังนั้นหามิจำเป็นมันก็มิสนใจจะกระทำ ดังนั้นเป้าหมายในตอนนี้คือก่อการวางอัคคี และจุดระเบิดในจุดสำคัญ สำคัญ โดยตัวมันฉินเทียนและฟันต้า ฟันจินจะรอบเข้าไป ในคลังอาวุธ พร้อมขโมยธาตุพลัง พร้อมโลหิตอสูรและหนังสัตว์ร้าย ก่อนจะนำมาสร้าง [ยันต์ระเบิดตามกาล] ซึ่งมันก็คล้ายๆ ระเบิดเวลาในห้วงมิติเก่าก่อนของฉินเทียน ด้วยวิธีนี้ ตัวมันและสหายร่วมก่อการก็แลดูจะมีโอกาสรอดชีวิตมากสูงยิ่ง
ไม่ช้าฟันจินก็ส่งสัญญาณเสียงผ่านป้ายสื่อสายไปหาสหายร่วมก่อการอีกฝั่ง พร้อมให้คนเหล่านั้นเปลี่ยนเวลาก่อการใหม่ โดยรอฟังจากเสียงระเบิดของตำหนักทิศอุดรเป็นหลัก
ไม่ช้าการนัดแนะก็เสร็จสิ้น
ถึงเวลาสามสหายต้องร่วมกันก่อการแล้ว
.
.
.
หน้าประตูคลังศาสตราวุธ
มีสองนักรบกล้ายืนประจำการนิ่ง หากแต่ในไม่ช้า...!!!ตึก!!!ตึก
ร่างทั้งสองก็ทรุดลงอย่างไม่รู้ตัว
ฟันต้าที่มองการลงมืออันเฉียบคมของฉินเทียนก็คล้ายหัวใจเต้นตูมตาม มันมิคิดเลยว่าสหายหนึ่งจุดแต้มสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มจะลงมือดีงามเรียบร้อยได้ถึงเพียงนี้ ตลาดรายทางสหายฉินจัดการทุกผู้คนอย่างเงียบเฉียบเป็นที่สุด
และดูนั้นวิชาย่างก้าวราวภูตผีของสหายฉินก็ช่างน่าตกตะลึง มันเงียบเฉียบซะจน แม้แต่ตัวฟันต้าเองก็ยังมิได้ยินเสียงก้าวเดินของสหายเลยแม้ตัวมันจะเดินตามกันอยู่ข้างๆ
ไม่ช้าฉินเทียนก็รีบส่งสัญญาณ ฟันต้าฟันจินก็รีบเก็บร่างของทั้งสองพร้อมสลับเปลี่ยนชุดทันที
พวกมันแสร้งทำตัวเป็นนักรบเวรยามประจำหน้าห้องคลังศาสตราวุธ
เมื่อฉินเทียนเข้าไปในห้องคลังศาสตราวุธ ความคิดแรกในใจคือปรารถนาจะปล้นชิง หากแต่เมื่อนึกถึงทัณฑ์ฟ้าและความฉิบหายที่ได้รับจากศาลเทพสวรรค์แล้ว มันก็ได้แต่ต้องวางมือก่อนที่ในไม่ช้าจะไปสนใจแต่สิ่งจำเป็นในเวลานี้ เช่นก้อนธาตุพลัง หนังสัตว์อสูรและโลหิตของพวกมัน ฉินเทียนนำมันมาสร้างเป็นยันต์ระเบิดตามกาลหลายสิบแผ่นอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นก็เลือกหยิบดาบมาหนึ่งเล่ม
ยามนี้แต้มบุญฉินเทียนนั้นมันเหลือเพียงแค่ 205.655 แต้มบุญเท่านั้น จากจำนวนแต้มบุญสองพันกว่าของตัวมัน
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมันได้กดซื้อเคล็ดวิชาดาบและเคล็ดวิชาตัวเบาที่มีความพิเศษยิ่งไป ทั้งหมดก็เพื่อรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันโดยเฉพาะ เพราะในการก่อการครั้งนี้ฉินเทียนรู้สึกว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากเหลือเกินที่ตัวมันจะมีโอกาสได้ประมือกับระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณระดับเหลืองเข้ม ตัวตนระดับท่องนภาที่โบยบินได้
แน่นอนตัวฉินเทียนมันมิอาจจะโบยบิน ดังนั้นเพื่อลบจุดอ่อนนี้ไปให้ได้มากที่สุด มันจำเป็นต้องมีเคล็ดวิชาเพื่อลบจุดอ่อนนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นเคล็ดวิชาดาบใหม่กับเคล็ดวิชาตัวเบาที่ทำให้มันบินได้ช่วยคราวในราคาแต้มบุญไม่แพงนักจึงจำเป็นถึงที่สุด หลังจากฉินเทียนหาพวกมันอยู่นาน ในไม่ช้ามันก็พบเจอพร้อมซื้อหาพวกมันอย่างไม่เสียดาย
หากแต่ถ้าไม่จำเป็นฉินเทียนจะไม่มีวันใช่เคล็ดวิชาเหล่านี้อย่างเด็ดขาด เพราะตัวเคล็ดวิชาแต่ละอันที่มีซื้อหามามีแต่ผลเสียต่อร่างกายของมันนัก มาตรว่าเพื่อโจมตีศัตรูตัวมันก็ต้องยอมเจ็บยอมทำร้ายตัวเองก่อนเช่นกันถึงจะใช้เคล็ดวิชาเหล่านี้ได้ มันเป็นเคล็ดวิชาที่ทำร้ายตัวเองส่วนหนึ่งก่อนเพื่อจะทำร้ายศัตรูในภายหลัง หากเคล็ดวิชาทั้งสองนี้ใช้อย่างไม่ประมาณตนเกรงว่าไม่ช้าร่างกายฉินเทียนมันจะมีสภาพน่าอนาถอย่างแน่นอน ดังนั้นในวันนี้ หากไม่จำเป็นฉินเทียนปรารถนาเป็นที่สุดที่จะไม่ต้องประมือกับผู้ใด
ไม่ช้าฉินเทียนก็เริ่มแจกจ่ายยันต์ระเบิดตามกาลให้ฟันต้าและฟันจินผู้ชำนาญเส้นทางในจุดต่างๆ พร้อมนัดแนะกันหลบหนีในจุดที่ทำสัญลักษณ์ไว้
.
.
.
ในอีกด้านหนึ่งตอนนี้ฟันไท่ก็ได้นำกำลังประชิดกำแพง พร้อมแฝงตัวตามพงหญ้าต้นไม้และตรอกใกล้เคียง ซ่อนตัวรอสัญญาณก่อกาลแล้วเช่นกัน
.
.
.
-------- ในคุกเมืองพยัคฆ์ขาว ---------
"ท่านแม่ ท่านต้องอดทนเอาไว้นะขอรับ อีกไม่ช้าพวกเราต้องได้ออกจากที่นี่แน่" ฟู่เฉิงเด็กน้อยวัยราว 12 ถึง 13 ปีพูดกล่าว มันกอดร่างของมารดามันที่บัดนี้เริ่มทรุดโทรมและพายผอมเพราะขาดน้ำและอาหาร
ฟู่เหยียนสตรีที่เคยมีใบหน้านงคราญ บัดนี้ปากซีดเซียว นางเอามือลูบแก้มบุตรตัวน้อยของนาง ก่อนจะหายใจแผ่วเบา "ฟู่เฉิงเจ้าต้องจำไว้นะ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เจ้ารู้ไหม"
ฟู่เฉิงเด็กน้อยพยักหน้ารับ "ท่านแม่เพราะฟู่เฉิงทำให้ท่านพ่อและท่านแม่ต้องลำบาก"
ฟู่เหยียนรีบส่ายหัว "ฟู่เฉิงจงอย่าได้โทษตัวเอง ตัวเลวทรามบัดซบนั่นมันปรารถนาตำแหน่งของบิดาเจ้า มันก็แค่หาสาเหตุลงมือเท่านั้น หากแต่มิคิดเลยว่ามันจะเป็นถึงผู้ฝึกฝนบำเพ็ญถึงระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณก่อนตำนานสีส้ม นอกจากนั้นข้าคนของมันก็ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญระดับท่องนภากันหมด พวกเรามิอาจจะสู้กับมันได้จริงๆ "
"ท่านแม่หากข้ามิได้พิการชีพจรวิญญาณพวกเรา..."
"ฟู่เฉิงหยุดพูด แม่บอกเจ้าแล้วจงอย่าโทษตัวเอง ไม่รู้ทำไมวันนี้ตัวแม่จึงคิดว่าสองเรานั้นยังไม่ถึงคราวตาย" ไม่ช้าเมื่อนางพูดกล่าวจบ นางก็ค่อยพยุงกายตัวเองขึ้นพร้อมนั่งคุกเข่า พร้อมก้มกราบไปที่มุมหนึ่งของกำแพง ที่มีร่องรอยขีดเขียนอักษรเป็นนามย่ำฟ้า
ฟู่เฉิงจึงร้องถาม "ท่านแม่ ท่านกล่าวบูชาท่านย่ำฟ้าอีกแล้วรึ"
ฟู่เหยียนไม่ตอบ นางได้แต่ยิ้ม ไม่ช้าก็ก้มกราบอีกครั้ง
เด็กน้อยฟู่เฉิงมิได้ทำตาม
เพราะตอนนี้มันมิได้เชื่อในตัวของย่ำฟ้าอีกต่อไป
.
.
.
!!! ตูมมมมมมมมม ตูมมมมมมมม ตูมมมม
ไม่ช้าก็มีเสียงระเบิดดังลั่นฟันไท่ได้สัญญาณก่อการ มันปากระบี่พุ่งเข้ากำแพง ก่อนจะย่างก้าวกระโดดเหินข้ามกำแพงสูงพร้อมสหายทั้งหลายในทันที เป้าหมายของคนทั้งหลายในการก่อการครั้งนี้มีเพียงอย่างเดียว คือการช่วยชีวิตฮูหยินและนายน้อยของพวกมัน
.
.
.
ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ
ร่างนักรบกล้าในตำหนักท่านแม่ทัพหลายสิบไม่ช้าก็คล้ายคนหลับฝัน สลบเมือกกันอย่างไม่เป็นท่าไปพร้อมๆ กัน
หลังจากเสียงระเบิดไม่ช้าในตำหนักท่านแม่ทัพก็วุ่นวายนัก จนบางครั้งตัวฉินเทียนมันก็มิอาจจะซ่อนตัวได้อีกต่อไป หากแต่ในการลงมือนี้ ต้องนับว่าฉินเทียนนั้นเมตตานัก การลงมือลงไม้ของมันส่วนใหญ่นั้น มิใช่เพื่อการปลิดชีวิตเลยแม้แต่น้อย มีแต่เพียงทำให้สลบไป
หลังจากจุดระเบิดยันต์ไปหลายสิบแผ่น ตอนนี้ฉินเทียนมันก็พบว่าตัวมันเจอปัญหาที่ไม่คาดคิดอีกแล้ว
มันจดจ้องแผนผังตำหนักแม่ทัพอย่างสับสน ในแผนผังนี้มิมีบอกว่าส่วนใดคือทิศเหนือใต้ นอกจากนั้นเส้นสายลายตารางต่างๆ ก็มากมายนักเกินบรรยาย แผนผังนี้ต่างกับแผนผังที่อยู่ในมือของฟันต้าที่มีการระบุตำแหน่งการก่อการต่างๆ อย่างชัดเจน พร้อมระบุทิศเหนือใต้อย่างละเอียด
และเพราะแบบนั้น...
ไม่ช้าตัวฉินเทียนก็ร่ำร้องในใจ เหตุการณ์คล้ายจะคุ้นเคยนัก
มันยื่นนิ่งสูดอากาศหายใจเข้าลึก ก่อนจะคิดในใจ 'มารดาเถอะ!!!นิตูหลงทางอีกแล้วเหรอเนี่ย'
หากแต่ในระหว่างที่สับสนอยู่นั้น ไม่ช้าฉินเทียนก็คล้ายได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้คุ้นเคย
.
.
.
"อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา" ฟันต้ากรีดร้อง โลหิตชุ่มโชกไปทั่วร่างกาย
ตรงหน้ามันมีบุรุษผู้หนึ่งยืนนิ่งอยู่กลางอากาศ มันมองฟันต้าด้วยความเย้ยหยัน "ก็แค่หนูสวะ... จงบอกมาซะว่าสหายคนอื่นของเจ้าอยู่ที่ใด อย่างน้อยๆ ข้าก็จะปล่อยให้เจ้าได้ตายสบายมิต้องทุกทนซึ่งทัณฑ์ทรมานนัก"
ฟันต้าร้องหึออกมาจากลำคอเบาๆ
ตัวมันเตรียมใจที่จะตกตายมานานแล้ว
มันมิมีวันพูดกล่าวถึงผู้ใด โดยเฉพาะสหายร่วมก่อการทั้งหลายของตัวมัน
"แน่จริงก็ฆ่าข้าซะ ข้าฟันต้ามิเคยเกรงกลัวซึ่งความตาย"
บุรุษผู้ยืนนิ่งกลางอากาศแม้แย้มยิ้มเบาๆ ครู่หนึ่งก่อนที่ในไม่ช้ารอยยิ้มนั้นจะหายไป
ไม่ช้าสายลมรอบกายมันก็ก่อตัวรวมกับพลังวิญญาณของมัน กลายเป็นกระบี่อากาศเล่มหนึ่ง มันพุ่งตรงไปยังศีรษะของฟันต้า
หากแต่ก่อนที่กระบี่นั้นจะไปถึง
กระบี่อากาศวิญญาณเล่มนั้นก็ถูกสะบั้นหายไปเสียก่อน
พร้อมมีร่างบุรุษผู้หนึ่งยืนขวางอยู่เบื้องหน้าของฟันต้า
สายลมโชยเศษใบไม้ปลิดปลิว ทำให้ภาพลักษณ์ของบุรุษผู้นี้ยามปรากฏตัวมิธรรมดาเลย
...
ไม่ช้าบุรุษผู้นั้นก็พูดกล่าว "มิใช่บอกแล้วรึ วันนี้จะไม่มีผู้ใดต้องตกตาย ก่อการเสร็จแล้วพวกเราจะรีบหนีร่วมกัน"
ฉินเทียนมองไปที่ฟันต้า แสงจันทร์นวลส่องสว่างเป็นพื้นหลังของตัวมัน
ส่วนสายลมก็คล้ายเป็นใจหมุนหอบเอาแมกไม้ปลิดปลิว เสริมรับความอาจหาญ เส้นผมโบกสะบัดอย่างได้มุม ทำบุรุษหนุ่มหน้าบ้านๆ หากแต่มีนัยน์ตามั่นคงผู้นี้ดูดีขึ้นมาหลายส่วนเชียว
ไม่ช้าตัวมันฉินเทียนก็แย้มยิ้ม
...
และก็ไม่รู้ทำไม ฟันต้ายามมันเห็นฉินเทียน มันจึงรู้สึกมั่นใจคลับคล้ายว่าวันนี้จะไม่ถึงวันตกตายของตัวมัน
...
ไม่ช้าหนึ่งบุรุษผู้ล่องลอยกลางนภา เห็นมีหนึ่งบุรุษมาขัดขวาง กระบี่อากาศของตัวมัน
ซึ่งทำให้ตัวมันดูจะไม่สบอารมณ์นัก ไม่ช้ากลางหน้าผากของมันก็ขึ้นรูปกระบี่เป็นสีเหลืองเข้มด้านล่างมีจุดเล็กๆ เป็นตราสัญลักษณ์วิญญาณอยู่ 3 จุดแต้ม
มันเรียกกระบี่อากาศออกมาหลายสิบเล่มพร้อมแผ่พุ่งไปที่ตัวตนที่มองข้ามมันทันที
"หนอนแมลงสวะ... จงตายซะ" บุรุษกลางนภาพูดกล่าวน้ำเสียงบางเบา หากแต่แฝงอารมณ์ไม่พอใจอยู่หลายส่วน
.
.
.
เมื่อฟันต้าเห็นภาพเช่นนี้เกิดขึ้นมันกรีดร้องตะโกนสุดเสียง "!!!สหายฉินหลบไป" พร้อมจะพยายามลุกขึ้น หมายจะใช้ร่างของมันเป็นโล่เนื้อแก่สหายผู้เสียสละ หากแต่น่าเสียดายเรี่ยวแรงมิเป็นใจ แขนขามันก็มิใคร่จะเชื่อฟัง ร่างกายของฝันต้ายามนี้สิ้นสภาพที่จะใช้การไปเสียแล้ว มันไม่อาจจะลุกขึ้นรับกระบี่อากาศเหล่านั้นช่วยสหายของมันได้ มันได้แต่ร้องตะโกน "!!!ไม่ๆๆๆ" อย่างสุดเสียง หวังสหายจะหลีกหนีและทิ้งตัวมันไป
.
.
.
หนึ่งบุรุษแม้ต่ำชั้นด้วยพลังวิญญาณ
หากแต่ดาบของมันทุกท่วงท่ากับโบกสะบัดทำลายกระบี่วิญญาณอากาศนั้นสลายไปโดยไม่มองหันหลังกลับเลยแม้แต่น้อย
ไม่ช้ากลางหน้าผากของมันก็ปรากฏรูปเป็นสัญลักษณ์ลายเส้นคล้ายรูปบ้าน ศาล ปราสาทหลังหนึ่ง มันเป็นสีขาวเข้ม ด้านล่างมีหนึ่งจุดแต้ม
บุรุษที่อยู่กลางนภาคล้ายแปลกใจไม่น้อย
ตัวตนด้านหน้ามันมิใช่สวะต่ำชั้น
ตัวมันมิอาจจะประมาทได้อีกต่อไป
.
.
.
หากแต่เมื่อบุรุษผู้นั้นหันมา
และเมื่อมันมองไปที่กลางหน้าผากของบุรุษผู้นั้น มันก็รู้สึกแปลกใจยิ่ง
เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
เหตุใดเพียงตัวตนราวธุลีแค่ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มจึงต้านทานฤทธิ์กระบี่อากาศของตัวมันได้
มันแปลกใจยิ่งนัก
.
.
.
และอีกผู้หนึ่งก็ไม่ต่างกันฟันต้าก็แปลกใจยิ่ง เป็นไปได้รึที่สหายของมันจะเป็นแค่ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มหนึ่งจุดแต้ม
เหตุใดจึงกล้าแกร่งถึงเพียงนี้ ดับสลายฤทธิ์แห่งผู้โบยบินด้วยปลายดาบได้โดยไม่ต้องมอง
เหี้ยมหาญจนมันมิอาจจะหยั่งคาด