พ่อบ้านลูกครึ่งต่างโลก กับการผจญภัยตามหารัก

    บทที่ 3 ศึกราชสำนัก // อาญาแผ่นดิน #06 นักล่า

            แฮ่ก  แฮ่ก  แฮ่ก  แฮ่ก

            เสียงหอบเหนื่อยจากการห้อตะบึงไม่หยุดหย่อน

            เงามืดนึกว่าตัวนางเองจะได้พักสักคืน    หารู้ไม่ว่าแค่เกือบเที่ยงคืนกลับต้องรีบตื่นแล้วหอบสังขารหนี

            นางพยามวิ่งเข้าป่าแหละหนีเป็นทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้    ตามจริงเมื่อเข้าป่าควรหนีให้คดเคี้ยวเพื่อที่ศัตรูจะได้จับทางยาก

            แต่กับอลัน  มันใช้ไม่ได้ผล!!

            ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ใช้หลบเลี่ยงขาดดุจหยากไย่ที่ขวางทางแล้วโดนไม่กวาดบัดทำลายสิ้น

            ตึง ตึงตึง ตึง

            ต้นแล้วต้นเล่า...ถูกโค่นไปเมื่ออลันวิ่งมาถึง

            เมื่อไม่มีอะไรให้ห่วงหรือต้องคุ้มกัน  อลันลงมือได้อำมหิตเฉียบขาด

            [นี่ถ้าเป็นที่ไทยทำแบบนี้ไม่ได้นะเนี่ย  ป่ายิ่งน้อยๆ  อยู่ แต่ถ้าเป็นโลกที่มองไปทางไหนก็เป็นสีเขียวนี่ล่ะก็  สบายมาก!]…อลันไม่คิดว่าเขาจะต้องมาตัดไม้ทำลายป่าเสียเองแบบนี้   เพราะสมัยอยู่ที่โลกเดิมเขาดูข่าวตัดไม้โค่นป่าแล้วด่าพวกในข่าวบ่อยๆ

            [อสูรชัดๆ  ต่อให้เป็นเผ่าปีศาจยังไม่น่าจะร้ายกาจขนาดนี้เลย  ตั้งแต่เริ่มงานนักฆ่ามาไม่เคยมีครั้งไหนที่ต้องหันหลังหนีก่อนศัตรูเลยนอกจากถอยตามคำสั่ง]…เงามืดเพิ่งสัมผัสความกลัวครั้งแรก


            นางยังวิ่งไม่หยุด สมกับที่เป็นนักฆ่าที่ฝึกมาอย่างทรหดแล้วช่ำชอง   เพื่อเอาตัวรอดจากภารกิจจะหยุดเคลื่อนไหวขณะหนีไม่ได้

            [ได้ยังไง?....เขาหาเราเจอได้ยังไง?  ทั้งที่ไม่ได้ไล่ตามมาติดหลังออกจากวิหารอาร์คเน่]…นางไม่เข้าใจ

            แต่บางคำถามคนเราก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ  แต่ถามเพื่อโอครวญกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

            ทำไมต้องเป็นเรา  ทำไมซวยแบบนี้ ทำไมมาพังเอาวันนี้ ทำไมต้องมาเจอไอ้นี่ตอนนี้

            คำถามเหล่านี้ล้วนถามเพื่อโอดโอยกับปัญหา  หาได้ต้องการคำตอบจริงๆ ไม่

            นางมีตัวเลือก2 ทาง คือ....

            1.หนีไปทางที่นัดพบกับพรรคพวกและเจ้านาย  จากนั้นรุมสู้กับอลันอาจจะยังมีทางรอด   แต่นางคือคนที่เก่งที่สุดในกลุ่ม  หากต้องสู้กันแล้วแพ้ก็ไม่พ้นต้องเสี่ยงระวังหลังให้พวกพ้องหนี  แต่หากต้องสู้กันแล้วยังไงก็ไม่พ้นที่นางจะโดนวางให้เป็นตัวโจมตีหลักแล้วคนอื่นก็คงคอยหาจังหวะ

            ยกเว้นแต่การาโทสจะเป็นคนวางแผนสั่งให้นางเป็นคนรอเผด็จศึกแล้วคนอื่นสู้ถ่วงเวลาหาจังหวะ

            ....นั่นเป็นไปไม่ได้! คนอื่นๆ จะถ่วงอลันและล่อให้เขาเผยช่องว่างได้ตอนไหน?

            2.หนีไปคนละทาง  เพื่อให้พวกพ้องและหัวหน้ารอด   อลันแม้จะไล่ฆ่านางแต่เมื่อเริ่มรู้ว่านางคือตัวล่อให้ออกมาไกลเรื่อยๆ  เขาอาจจะเป็นห่วงพวกพ้องแล้วรีบกลับไปก่อนจะได้ฆ่านาง

            3.ทางสุดท้ายคือสู้ตาย  ถ้าฟลุ๊คเอาชนะได้แม้โอกาสจะริบหรี่  แต่.... ..ไม่ๆมันคือทางเลือกที่หมดสิ้นทุกทางออกแล้วค่อยทำ

            นางเลือกข้อ2. แล้วพยามหนีไปทางที่มีที่โล่ง ชัยภูมินี้อลันจะขึงใยด้ายไม่ได้  อย่าน้อยๆ ก็ไม่ต้องมาระวังกับดักที่แสนจะมองแทบไม่ออกของอลัน   ลำพังโซ่นั่นก็เกินพอที่จะทำให้สิ้นหวังได้แล้ว

            ฝลุ่บ!

            นางพ้นเขตดงป่าแล้ว  นางรีบกระโดดลงผาเนินที่สู้แค่ 5 เมตรลงไป  เป็นทางเรียบราบ  แล้วมีสะพานไม้ข้ามเหว

            จุดนี้หากใช้ถนนเดินทางมา   จะอ้อมมาไกลมาก   แล้วคนก็ไม่นิยมใช้สะพานนี้เพราะมันเก่าเกินไปมันอันตราย  ดังนั้นจะเลยไปต่อเรื่อยๆ เพื่ออ้อมไปยังทางข้ามปกติเพื่อไปอีกฝั่ง

            ตูม!!

            โซ่พวยพุ่งปลายทวนไปยังคอสะพานไม้พังกระจุย

            นางกะว่าจะข้ามสะพาน หากโดนอลันทำลายก็จะห้อยซากสะพานโหนข้ามผาอีกฟากไป

            กรึก กรึกกรึก

            เสียงรองเท้าหนังของอลันค่อยๆดังมา

            “เจ้าล่อข้ามาไกลได้แค่นี้แหล่ะ  ถ้ายอมให้ข้าหักแขนขาแบสวยๆง่ายแก่การฟื้นฟูรักษา ข้าจะไม่เอาชีวิตเจ้า

            เงามืดไม่ตอบ  นางตั้งท่า

            “ดูท่าจะต้องลงไม้ลงมือ  แต่บอกไว้ก่อนนะ  ฝีมือระดับเจ้าข้าเพิ่งจะเคยเจอ   เพื่อความไม่ประมาทขอเอาจริงล่ะ”...อลันเร่งออร่าออกมาชนิดที่ไม่เคยเร่ง

            ตูม.ม.ม.ม..ม.ม.ม.ม.!!!!

            แรงดันมหาศาลพวยพุ่งออกมาสูงทะยานทะลุเมฆบนท้องฟ้า

            “ร...ร....ราชาปีศาจ!! ไม่สิ น่ากลัวกว่าอีก!!!”....เงามืดอุทานออกมา

            นางเคยเห็นปรากฏการณ์นี้ตอนราชาปีศาจสำแดงพลัง  เปล่งออร่าข่มขวัญมนุษย์

            นางเร่งออกร่าอัดลงที่แส้

            “หือ?....นี่ออร่าของเจ้า.........ออ...แบบนี้นี่เอง  เจ้าไม่ใช่แค่คนที่เก่งที่สุดใน 13อสูรมือสังหาร แต่ฝีมือทิ้งห่างพวกมันไปไกลเลยต่างหาก.....ดูท่าคงจับเป็นยาก   อย่าโทษกันนะ”...อลันสังเกตออร่านางแล้วเตรียมลงมือ

            ทั้งคู่ไม่ขยับ...

            การลงมือของยอดฝีมือนั้นหาใช่การเข้าไปโรมรันแลกกระบวนท่าเฟี้ยวฟ้าวหวือหวาหรือท่าใหญ่ทำลายล้างตูมตาม เป้าหมายมีเพียงหนึ่ง เป้าหมายขนาดเท่าตัวคน ไหนเลยต้องใช้พลังแสดงท่าไม้ตายทำลายล้างใหญ่โต   ยอดฝีมือเมื่อประจันหน้ากับยอดฝีมือด้วยกัน  จะรวบรวมเอาพลังที่มี  เอาสมาธิทั่วทั้งร่างหลอมรวมกับการโจมตีที่ยากจะหลบได้แล้วได้ผลดีที่สุด

            ท่านคิดว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ยอมฝีมือต้อใช้จู่โจม

            พลังที่รุนแรง?  ความรวดเร็ว?

            มิผิด  แต่ยังมิอาจใช่!

            นั่นคือ....

            มั่นคง! แม่นยำ!

            พลังที่รุนแรงจะไร้แก่นสารและได้ผลกับเป้าหมายไม่เต็มที่หรืออาจสร้างผลเสียโดยรอบและให้ตนเองดังนั้นจึงต้องมั่งคง  เมื่อลงมือมั่นคงพลังที่รุนแรงย่อมได้ผล

            แม่นยำ  ...หากไม่แม่นยำนั้นลงมือเร็วแค่ไหนก็จะเป็นแค่การโจมตีส่งเดชที่เสียเปล่า  เป็นการรัวท่ารัวอาวุธโดยพร่ำเพรื่อก็เท่านั้น

            พลังและความเร็วที่ทั้งคู่มี  จักได้ผลนั้นล้วนแต่ต้องมั่งคงและแม่นยำ!!  ดังนั้นยอดยุทธ์ประมือ ชาวบ้านสามัญไหนเลยจะมองออก พวกเขาจะรำคาญที่คนบนเวทีไม่สู้กันเสียที แต่คนที่ตึงเครียดตามคือคนที่ผ่านการฝึกฝนและเคยสัมผัสการต่อสู้มาแล้วเท่านั้น

            ในโลกของเราๆนั้นจะเห็นว่านักมวยสากล มวยไทย เทควันโด คาราเต้  หรือยิวยิตสูนั้น หากไฟเตอร์จ้องหน้าจ้องตาไม่ทำอะไรกันเสียที กรรมการจะสั่งให้สู้ไม่งั้นจะโดนหักคะแนนและมีโอกาสที่จะไม่โดนส่งชื่อลงแข่งในรายการอื่นๆต่อไปอีกเพื่อให้คนดูปกติทั่วไปมีอรรถรสในการรับชม  เหล่าไฟเตอร์จึงต้องยอมเสียรูปมวยเข้าทำออกอาวุธบ้างเพื่อให้คนออกเสียงเชียร์หาไม่แล้วจะไม่มีเวทีให้พวกเขาอีก

            ลองตัดกติกานี้ไป  เมื่อเหล่ายอดนักสู้ขึ้นเวทีตัดสินกัน  ท่านจะพบเห็นฉากน่าเบื่อคือจะจ้องกันอยู่นานมาก  กว่าจะเข้าทำกันเสียที  แต่การจ้องกันนั้นแสนจะกดดัน  พวกเขากำลังใช้สมอง  ตลอดทั้งร่างต้องตื่นตัวพร้อมลงมือและป้องกันไปในตัว แต่เมื่อลงมือมันจะจบเร็วมากเพราะนั่นหมายถึงพวกเขาพร้อมจะตัดสินพิชิตชัยแล้ว

             

            ไม่ทราบเพราะเหตุใดฝนจึงเทลงมาในฤดูที่หิมะเพิ่งจะหมดไป  หรืออาจเป็นเพราะพลังที่พวยพุ่งขึ้นไปจนสภาพอากาศแปรปรวน

            ฝนเทสาดลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยท้องฟ้าเพิ่งจะมาร้องแลบแปลบปลาบเอาตอนที่หยาดฝนโปรยลงมาแล้ว

            การลงมือยิ่งยากขึ้น  แต่ฝั่งตรงข้ามเองก็ยิ่งลงมือลำบากขึ้นเช่นกัน

            อลันตอนเด็กๆน้อยครั้งจะฝึกตอนฝนตก เพราะแม่จะเรียกเข้าบ้านและไม่ยอมให้ตากับยายพาอลันไปตากฝนฝึกต่อ  จนอลันโตมาอยู่ชั้นมัธยมเขาถึงวัยต่อต้านและมีโลกส่วนตัว  แน่นอนว่าการฝึกในช่วงที่ฝนตกเป็นโอกาสดีที่จะฝึกโลดโผนโจนทะยานหรือฝึกต่อสู้เพราะไม่มีคนออกมานอกบ้านพบเห็นเขา

            แต่เงามืดฝึกมา! นางถูกฝึกมาในทุกสภาพการณ์   นางไม่รู้ว่าอลันสู้ในสายฝนถนัดมั้ย  แต่นางถนัดที่สุดแล้ว  ไม่ลงมือตอนนี้ไม่มีโอกาสแล้ว!!

            นางดีดตัวไปพร้อมกับเตะน้ำบนพื้นหญ้าสาดกระจายตามไปด้วย  จากนั้นสะบัดแส้วูบใส่ฉับพลัน

            แส้นั้นหาใช่อาวุธสังหาร  แต่ถ้าใช้ออร่าอัดเข้าไปจนแน่น  พลังทำลายมันจะมีมหาศาล  และถ้าใส่จนและแคบจนคมกริบ  มันคือกระบี่ชั้นดีที่อ่อนงอตวัดได้พลิ้วอิสระจนน่ากลัว

            ที่โล่งแบบนี้อลันต้องไม่สามารถขึงใยสร้างกำแพงตาข่ายกันการโจมตีของนางได้แน่

             

            ใช่อลันไม่สามารถ....

            ทว่าเขาสามารถใช้โซ่แทงตรงไปยังเป้าหมายได้รวดเร็วที่สุดด้วยออร่าที่รวบรวมจากสมาธิที่นิ่งถึงขีดสุดที่เขาเคยฝึก

             

            ทุกอย่างหยุดลงท่ามกลางสายฝน

             

            แส้คลายตัวและเบี่ยงสะบัดลงพื้นจนผาจรงนี้แทบถล่ม

            “ข้าแพ้แล้ว”

            เงามืดพูดโดยมีปลายมีดของโซ่จ่อที่ลำคอ  แส้ยังไม่สะบัดมาถึงครึ่งทาง  โซ่ของอลันบรรลุถึงนางแล้ว

            นี่เรียกว่า  ...ลงมือทีหลังบรรลุก่อน!!...

            ไม่ใช่การโชว์เหนือว่าเร็วกว่า  แต่มันคือการให้ศัตรูแสดงท่าจู่โจมพิชิตชัยออกมาก่อน  จึงอาศัยช่องว่างที่เป็นไปได้ลงมือ  และใช้ความเร็วชิงให้ถึงก่อน  ซึ่งนั้นต้องอาศัยทั้งความมั่นคงและแม่นยำยิ่ง!

             

            “ทำไมไม่ฆ่าข้า?  รึจะเอาข้าไว้เค้นข้อมูลความลับ?”...เงามืดถาม

            “ถ้ามีก็ดี  แต่ข้อมูลส่วนมากมีคนให้ข้าอยู่แล้ว”...อลันตอบ

            “ถ้าข้าเดาไม่ผิด  ต้องเป็นคนใดคนหนึ่งใน ฝุ่นทราย  จันทรา หรือพฤกษาแน่ๆ พวกเขาต้องมีคนหนึ่งที่ยังไม่ตาย พวกท่านถึงลักไก่หลอกล่อจัดการรัชทายาทแหลกคามือได้ขนาดนั้น”

            อลันเอานิ้วโป้งเขี่ยปากน้อยๆของเงามืดก่อนจะตอบ

            “ใช่  องค์กรปกครองพวกเจ้าด้วยความกลัว  แต่พวกข้าให้ความมั่นคงสงบสุข   ... ..เอ่อ...ถึงตอนแรกจะข่มขู่ให้กลัวบ้างก็เถอะ แล้วเจ้าจะเอายังไง?..เงามืด”

             

            “ข้าต่างหากต้องถามท่าน  ว่าจะเอายังไงกับข้า  ... อันตัวข้าแพ้ให้แก่ท่าน ตอนนี้ชีวิตตกในเงื้อมมือท่าน   ท่านจะทรมาน  จะฆ่า จะทำอะไรข้าก็สุดแต่ท่าน”

            “องค์กรบางองค์กรที่ข้ารู้มา ปกติเวลานักฆ่าหรือสายลับโดนจับได้จะชิงฆ่าตัวตายเพื่อรักษาความลับข้อมูล  แต่พวกเจ้านี่ไม่ใช่แฮะ”

            “องค์กรทั่วไปทำแบบนั้น เพราะว่าหากรอดไปได้จะโดนตามฆ่าเพราะไม่รักษาข้อมูลหรืออาจจะขายพวกพ้อง    แต่องค์กรเรา  พวกเรา 13 อสูรมือสังหารคือที่สุดของที่สุดในหมู่นักฆ่า  องค์กรเรามีนักฆ่าที่เหลือกว่าองค์กรอื่นๆมากมายนัก  แต่ในบรรดานักฆ่าเหล่านั้น  พวกเราทั้ง 13 อยู่เหนือขึ้นไปอีกหลายขุมขั้น........จึงไม่จำเป็นต้องฆ่าตัวตายเพราะกลัวพวกที่กระจอกกว่าตัวเองจะมาฆ่า”

            “แต่เจ้าก็มีระบบให้พวกพ้องใน13 อสูรมือสังหารมาช่วยกันรุมตามเก็บด้วยนี่”

            “ค่ะ...เรามี   และสำหรับข้าแล้ว  หากโดนรุมจากทั้งหมดคงไม่พ้นตาย   แต่ยอมนี้เหลืออีกแค่ 3 ลำพังพวกมัน 3คนไหนเลยจะตามล่าตัวข้าได้ ต่อให้เจอตัวข้า ยังไงก็ตามข้าไม่ทัน”

            “อืม  อันนี้ข้ายืนยันเลยว่าเจ้าสามารถจริงๆ”

            “แล้ว...ท่านจะเอายังไงกับข้า”

            ฝนซาลงมากแล้ว  แต่ยังตกปรอยๆ อยู่  ลมเริ่มพัดแรง

            “รู้มั้ยทำไมนอกจากเรื่องข้อมูลข้าไม่ฆ่าเจ้า  นั่นเพราะตอนในวิหาร เจ้าไม่ใช่ชีวิตผู้บริสุทธิ์บีบให้ข้าคลายการคุ้มกันจากเอียนน์  ทำไม?”

            “ข้าไม่ชอบลงมือกับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจข้าไม่ได้ฆ่าคนเพราะชอบ  แต่มันคืองานที่องค์กรสั่งมาและข้าต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง”

            “น่ารักเหมือนกันนะเจ้านี่”

            “อ...เอ๋..เอ่อ...ท่านหมายถึง.......”

            “ก็หมายถึงเจ้านั่นแหล่ะ”

            “ไม่ค่ะ  เอ่อ..ข้ารู้ท่านหมายถึงข้า...แต่...ท่าน...หมายถึงอะไร?”

            “ก็นิสัยไง   เจ้าไม่เหมือนนักฆ่าคนอื่นๆทั้งที่เก่งที่สุดแท้ๆ  หน้าตาก็ไม่เลวอีก”...อลันพูดแล้วดึงผ้าปิดปากของนางลง

            “ไม่เคยมีใครชมข้าแบบนี้”

            “เพราะเจ้าคือนักฆ่าที่ต้องใช้ชีวิตไม่ปกติ  จะไม่เจอคนชมก็ไม่แปลก  เอาล่ะข้าให้เจ้าเลือก  ถ้าข้าไว้ชีวิตเจ้า  เจ้าจะไปทำอะไร  ถ้ากลับไปเป็นนักฆ่าล่ะก็  รับรองว่ารอบหน้าเจ้าตายอนาถแน่”

            “ข้า...เคยฝันว่าสักวันอาจจะได้เกษียณ   แต่ไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่และจะทำได้จริงมั้ย  แต่นี่มันเร็วกว่าที่คิด  ข้า...ข้าคิดไม่ออกค่ะ  ท่านตอนนี้เป็นเจ้าของชีวิตข้า  จะฆ่าหรือไว้ชีวิตก็ได้  ท่านแนะนำได้มั้ย...ว่าแต่  ท่านคงไม่ปล่อยข้าไปจริงๆ หรอกใช่มั้ยคะ?”

            “อืม....เจ้าฆ่าคนมาก็มาก  แต่เจ้าก็ไม่ใช่นักฆ่าโดยสันดาน   ว่าไง อยากมาทำงานกับข้ามั้ย?”

            “ทำงานกับท่าน? มันจะไม่เป็นอะไรเหรอคะ  ข้ามีค่าหัวนะ ทางการจะยอมรับข้าได้เหรอ?”

            “ข้าไม่ใช่คนของทางการ  ข้าเป็นพ่อบ้านรับใช้ไวเคานเตสแอน   เจ้ามาทำงานให้ข้า  ข้า....”...อลันหายใยแรงพูดแล้วรู้ตัวอีกที  มือข้างที่ใช้ถุงมือใยก็ถอดออกมือเข้าไปล้วงในเป้าผ้าของเงามืดเมื่อไหร่ไม่ทราบได้

            นางเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าปล่อยให้เขาสอดมือเข้าไปมาพักหนึ่งแล้วโดยไม่ดิ้นรนอะไร  นางก็หายใจแรง นางรู้สึกว่าผิดปกติจึงหันไปมองรอบๆ มีดงว่านนางโลม  และลมหลังฝนอันเย็นฉ่ำหนาวเหน็บนี้พัดเอาละอองเกสรมันมายังนางและอลัน

            ต้องเตือนอลันว่าเรากำลังโดนเกสร แต่นางเองก็โดน  และมืออลันมันก็ดันอยู่ในที่ที่กำลังได้ที่ของมัน  ท้ายที่สุดนางก็ไม่ได้พูดออกไป   เกสรนี้เอาไว้ทำยาปลุกอารมณ์ใช้มากในซ่องเถื่อนผิดกฎหมาย

            “ท่าน...ไม่กลัวข้าตุกติก?”

            “กลัวอยู่บ้าง  ข้าว่า..ข้า..ข้าต้องแน่ใจว่าเจ้าไม่มีอะไรซุกซ่อน”

            นางเข้าใจ   เอาจริงๆ นางไม่ได้เข้าใจ  แต่สภาพยามโดนละอองเกสรนี้  นางรีบปลดผ้าคลุมเสื้อผ้าตัวเองออกอย่างไวจนแทบเปลือยเปล่า มืออลันก็ยังแยงนิ้วเข้าในกลีบอันหนีบแน่นแต่เจ่อนองไปด้วยน้ำลื่น  นางเอนตัวลง อลันนั่งลงตาม มือขวายังสวมถึงมือโซ่ และโซ่ปลายมีดยังจ่อคอนางด้วยพลังออร่า มือซ้ายก็กวักล้วงเอาสนุกมือ นางครางกระเส่าและพยามมีส่วนร่วมด้วยอารมณ์จากว่าน  มือนางแกะกางเกงอลัน  แต่แล้วนางก็ตกตะลึงแต่ขนาดของอลัน

            “ข้าต้องตีตราเจ้า  เข้าใจข้านะ”...อลันพูดด้วยเสียงสั่นกระเส่า

            “ค่ะ..เอ่อ...ค....ครั้งแรกข้า  ถ้าท่านจะตีตราข้าจริง ข้าคงต้อง..ต้องเป็นข้ารับใช้ท่านตลอดได้ใช่มั้ยคะ?”

            “อืม”

            อลันไม่พูดต่อจ่อยัดเข้าไปทันที!



    คล้ายกับเรื่องพ่อบ้านลูกครึ่งต่างโลก กับการผจญภัยตามหารัก ที่คุณอ่าน