บทที่ 13 : สืบทอด
โจวเว่ยกลืนน้ำลายอย่างทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ เื่ที่เขามีคู่หมั้นนั้นแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านในระยะเวลาอันรวดเร็ว เขายังหาต้นตอตัวปล่อยข่าวไม่ได้ แต่คิดว่าน่าจะเป็อดีตภรรยา เพราะเธอเคยพบเขากับชุยเมี่ยน
“ผมอยากช่วยครับ อย่างไรตระกูลเซี่ยก็เหมือนญาติพี่น้องของผม ถึงแม้ผมจะเลิกกับซูฉีแล้ว แต่ผมยังรักคุณตาคุณยาย และเห็นฉีฉีเป็น้องสาว” โจวเว่ยพูดจากใจจริง เขายังรักบ้านเซี่ยเหมือนครอบครัว ทุกครั้งที่ได้ของป่า เขาจะนำไปให้คุณยายเซี่ยทั้งหมด แม้อีกฝ่ายไม่เต็มใจรับก็ตาม
ลุงใหญ่ลูกชายคนโตของเซี่ยหย่งรู้สึกว่าการมีคนงานเพิ่มขึ้นเป็เื่ดี มีสองมือสองเท้าช่วยยกไม้ไสไม้ย่อมทุ่นแรงของพวกเขา เขาจึงเกลี้ยกล่อมบิดาช่วยอดีตหลานเขย “พ่อครับ ให้อาโจวช่วยก็ไม่เสียหาย เขาเป็คนหนุ่มเรียนรู้ไว ต้องช่วยเราได้เยอะแน่ๆ”
อย่างไรเื่ที่เรือของพวกเขาถูกกลั่นแกล้งจนจมลงทะเลก็มาจากบ้านรองเป็ต้นเหตุ ให้อดีตหลานเขยบ้านนั้นมาใช้แรงงานก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว
เซี่ยหย่งยังรู้สึกเคืองแทนน้องชาย “งั้นก็ไปแบกไม้มา เอาเสาไม้นะ!” คนแก่คิดอยากจะแกล้งให้โจวเว่ยถอดใจ
ทว่าชายหนุ่มกลับยิ้มเหมือนได้รับของขวัญ “ครับ!”
โจวเว่ยแบกเสาต้นแล้วต้นเล่า ให้เขาทำงานหนักแค่ไหนเ้าตัวก็ไม่ปริปากบ่น เขาแบกไม้จนมือพอง และสุดท้ายมันก็แตกเป็แผลเหวอะหวะ ถึงกับมีเืติดบนไม้ที่เขายกไปยกมา โจวเว่ยไม่ได้สนใจ เพราะทุกคนต่างก็เร่งงานกันอย่างหนัก เพื่อให้เรือเสร็จก่อนฤดูฝนจะมา
เซี่ยหย่งหยิบไม้ขึ้นมาเตรียมจะตอกประกอบเรือต่อ เขาเห็นเืที่ติดไม้ มันมีทั้งเืและหนอง เ้าตัวคงเจ็บไม่น้อยเลย ชายแก่พูดขึ้นว่า “นายไปพักเถอะ ่เย็นยังต้องไปแบกปลาเก็บแต้มค่าแรงกับฝ่ายผลิต ที่นี่พวกเรามีคนเยอะแล้ว”
มองโจวเว่ยที่ขยันขันแข็ง บอกให้ทำอะไรก็ทำตามมาเป็สิบวัน ในขณะที่ลูกหลานตัวเองเอาแต่แอบอู้ ไม่มีความใฝ่เรียนรู้หรือสงสัยในการทำงานเลยสักนิด!
“ผมอยากช่วยครับ กว่าจะถึงเวลาเรือกลับฝั่งก็อีกหลายชั่วโมง” โจวเว่ยมองฝ่ามือตนเอง เขาฉีกแขนเสื้อตัวเองพันมันลวกๆ เสื้อของเขาเป็ตัวเก่า ผ้าบางจนเปื่อย เขาจะใส่ตอนทำงานหนักไม่ก็ตอนแบกปลาคาวๆ วันนี้ใส่มาช่วยต่อเรือ เขาฉีกมันอย่างไม่เสียดาย ความจริงั้แ่แต่งงานกับซูฉี เขาไม่เคยขาดแคลนเสื้อผ้าอีกเลย เธอกับคุณยายจะเก็บคูปองผ้าไปแลกมาตัดเสื้อกับกางเกงให้เขา ส่วนสามคนตายายหลานเขาไม่เคยเห็นซื้อผ้ามาตัดให้ตัวเองเลย ซูฉียังดีหน่อย หล่อนมีแต่เสื้อผ้าใหม่ๆ ส่วนคุณตากับคุณยายเสื้อผ้าทุกตัวล้วนมีรอยปะชุน พอเลิกกับซูฉีแล้ว เขาได้ถอยออกมามองในอีกมุมหนึ่ง จึงเห็นรายละเอียดเล็กน้อยที่ครอบครัวอดีตภรรยาทำให้
เซี่ยหย่งเห็นความพยายามและแววตาใคร่รู้ของโจวเว่ยแบบที่ไม่เคยเห็นจากลูกหลานคนไหนมาก่อน “นายอยากเรียนต่อเรือเหรอ?”
“ครับ มีความรู้เพิ่มเป็เื่ดี ผมอยู่ที่หมู่บ้านต้าไห่มาหลายปี นอกจากงานใช้แรงแล้วก็ไม่เคยเรียนรู้งานที่ต้องใช้ความรู้มาก่อน”
เซี่ยหย่งมองดูกล่องเครื่องมือช่างของตนเอง ซึ่งแต่ละอย่างขึ้นสนิมเขรอะ เพราะไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว เขาหาลูกหลานสืบทอดไม่ได้ “เลิกแบกไม้พวกนั้นแล้วมาส่งเครื่องมือให้ตาแก่อย่างฉันแทน”
โจวเว่ยยิ้มจนเห็นรอยบุ๋มข้างแก้ม คุณตาพูดแบบนี้แสดงว่ายอมให้เขาเรียนรู้การต่อเรือแล้ว
เรือประมงขนาดเล็กหนึ่งลำใช้เวลาสร้างไม่นาน ทว่าเรือของตระกูลเซี่ยเป็เรือหาปลาขนาดใหญ่ ลูกหลานที่ตามออกเรือแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 16 - 20 คน ดังนั้นเรือจึงต้องมีขนาดใหญ่และแข็งแรงทนทาน ต้องใช้เวลาต่อเกือบสามเดือนจึงจะแล้วเสร็จ
โจวเว่ยตั้งใจฟังทุกการสอนของคุณตาเซี่ยหย่ง เขาเป็คนใฝ่เรียนรู้อยู่แล้ว หากไม่เกิดความวุ่นวายกลางเมือง ป่านนี้เขาคงเรียนจบมหาวิทยาลัยชิงหัวไปนานแล้ว นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ใช้สมองเรียนรู้ ั้แ่ถูกส่งตัวมา ชายหนุ่มรู้สึกสนุกและมีความสุข เช่นเดียวกัน คุณตาเซี่ยหย่งเห็นอดีตหลานเขยตั้งใจเรียน ทั้งยังทำได้ดีั้แ่ครั้งแรก คนแก่มีความสุขมาก การทำงานสนุกขึ้นเยอะ เมื่อมีคนพูดภาษาเดียวกันรู้เื่
พอโจวเว่ยเป็งาน การต่อเรือก็รวดเร็วขึ้น ลูกหลานสกุลเซี่ยที่คอยแต่จะอู้งานตอนนี้หาทางอู้ไม่ได้แล้ว มีคนเป็งานสองคน พวกเขาต้องทั้งตัดไม้ ผ่าไม้ ไสไม้ให้ได้ขนาดอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เรือของสกุลเซี่ยตั้งขึ้นเป็รูปเป็ร่าง จู่ๆ ก็มีข่าวแพร่ไปทั่วหมู่บ้านว่าเรือของสกุลเป้ยไม่รู้เป็อะไร เช้าวันหนึ่งออกเรือไปหาปลาตามปกติ ทว่าออกจากท่าเรือไปได้เพียงห้าร้อยเมตรก็แตกเป็เสี่ยงๆ ไม่รู้ว่าน้ำรั่วเข้าเรือั้แ่เมื่อไร และไม่รู้ว่าสันท้องเรือหลุดออกจากตัวเรือได้อย่างไร บางคนกล่าวว่าเป็เพราะชนโขดหินขนาดใหญ่ บางคนก็ว่าถูกท้องทะเลลงโทษที่เคยกลั่นแกล้งเรือของบ้านเซี่ยมาก่อน
โจวเว่ยฟังข่าวนี้จากพวกลูกหลานสกุลเซี่ย พวกเขาไสไม้ไปพูดไป เพื่อให้การทำงานไม่น่าเบื่อจนเกินไป
“ได้ยินว่าหัวหน้าฝ่ายผลิตเป้ยหัวเสียมาก ตบภรรยากับลูกสาวไปคนละที”
“เรืออับปางไปตบลูกตบเมียทำไมล่ะ? มันช่วยแก้ไขอะไรได้?”
“เห็นว่าสองแม่ลูกเป็ตัวต้นเื่ แต่ไม่รู้ต้นเื่อะไรนะ”
“ต้นเื่ที่มารังแกฉีฉีหรือเปล่า? ใครไม่รู้บ้างว่าตอนนี้เซี่ยกับเป้ยไม่ลงรอยกัน โชคดีที่ตอนนี้พวกเราเลิกทำงานกับฝ่ายผลิตแล้ว ไม่งั้นต้องถูกกล่าวหาว่ากลั่นแกล้งเรือของสกุลเป้ยแน่ๆ”
“เห็นว่าเป้ยหลางแช่อยู่ในน้ำนานกว่าสี่ชั่วโมง กว่าคนจะไปช่วยทัน หมอบอกว่าเขาจะมีลูกยากเพราะร่างกายถูกความเย็นทำร้ายด้วยล่ะ! สกุลเป้ยยิ่งมีลูกหลานแค่ไม่กี่คน เป้ยเป้ยก็เป็ผู้หญิง เห็นทีคราวนี้จะสิ้นสกุล!”
หลังจากเรืออับปาง คนบ้านเซี่ยไม่ไปที่ท่าเรืออีกเลย พวกเขาต่อเรืออยู่บริเวณหลังบ้านของตัวเอง บางคนก็ไปทำงานที่โรงงานซุปไก่ของซูฉี ไม่เคยเฉียดเข้าไปใกล้ท่าเรือเลยแม้แต่คนเดียว
โจวเว่ยยังคงทำงานด้วยความรวดเร็วว่องไว เขาดูเหมือนไม่สนใจข่าวลืออะไร ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
เซี่ยหย่งแอบเหลือบมองอดีตหลานเขยเป็ระยะ คนแก่มักสายตายาวกว่าคนหนุ่มสาว เห็นอาการเหยียดยิ้มของอีกฝ่ายเขาก็พอจะเดาตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว เมื่อวานเขาพึ่งสอนเื่ความสำคัญของแต่ละส่วนของเรือ เพราะหากต่อผิดพลาดเรือจะแตกเป็เสี่ยงๆ อันตรายมากหากไปแตกกลางทะเล เซี่ยหย่งจุ๊ปากแล้วพูดคนเดียวเบาๆ ว่า “มีแค้นต้องชำระ สมกับเป็อดีตหลานเขย!”
คิดแล้วก็เสียดาย อยากให้ซูฉีกับโจวเว่ยคืนดีกัน แต่นั่นดูจะเป็ความหวังลมๆ แล้งๆ ของคนแก่ เพราะดูเด็กทั้งสองตัดใจจากกันได้แล้ว เซี่ยหย่งคิดแล้วก็ทอดถอนใจ ต่อเรือต่อดีกว่า