มังกรสามหัวระเบิดเปลวอัคคีสีเขียวอันร้อนแรง ทั้งยังเป็นอัคคีพิษถูกพ่นออกเป็นสายสามสาย กระทบพื้นดัง .. ตุ้มมม ! ตุ้มมม ! ตุ้มมม !
อัคคีแผดเผาลานหินที่ทั้งสามเคยยืนอยู่ ไอร้อนวูบวาบกระจายไปทั่วบริเวณ
อุทัยไม่อยู่แต่แรกแล้ว มันใส่เกียร์หมาสับขาวิ่งตามราชิตและเจ้าวานรน้อยที่วิ่งอยู่ไกลลิบ
เจ้ามังกรสามหัวไล่ติดตาม มันจ้องอุทัยที่อยู่รั้งท้ายตาเขม็ง ทำท่าจะแหกปากระเบิดอัคคีพิษอีกครั้ง
พอดีกับที่อุทัยเหลียวหน้ากลับมา มันไม่รอช้าย่อตัวเก็บก้อนหินก้อนเขื่องมาสามลูก แล้วกระโดดหมุนตัวกลางอากาศซัดก้อนหินออกไป .. ฟาววว .. ฟาววว .. ฟาวววววววว
ฝีมือซัดหินเม่นราวจับวาง พุ่งเข้าปากทั้งสามของเจ้ามังกร จนมันตาถลนร้อง .. อุ๊บบบ .. อุ๊บบบ .. อั๊กกกกกก
มีอยู่ก้อนหนึ่งหลุดไปติดในลำคอ เจ้ามังกรต้องร้องสำลัก .. แค๊กกก .. แค๊กกกก .. ค๊ากกกกกก
มังกรสามหัวร่วงหล่นลงพื้นดัง โครมมม .. ทุรนทุรายสำรอกก้อนหิน เพียงชั่วครู่มองไปอีกทีอุทัยก็วิ่งหนีไปไกลแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้นเจ้ามังกรก็ยิ่งทวีความเกรี้ยวกราด
“บัดซบเอ้ย ! หินติดคอ .. แค๊กกก .. แค๊กกก” มังกรหัวกลางสบถ
“วานรอันน่าชัง ข้าจะจับกินเสียให้หมด” มังกรหัวซ้ายกล่าว
“มันวิ่งไปโน่นแล้ว” มังกรหัวขวากล่าว
“ไหน .. ไหน .. จะหนีไปไหน คิดว่าจะหนีพ้นหรือ .. แค๊กกก .. แค๊กกก” มังกรหัวกลางกล่าวพลางส่ายหัวมองหา
อุทัยวิ่งมาได้ไม่ไกลปรากฏเงาดำทะมึนโผบินลงมาจากท้องฟ้า มังกรเกล็ดดำตัวแรกไม่รู้โผล่มาจากที่ใด มันกระโจนมาดักหน้าอุทัยไว้
โฮ๊กกก !!! มังกรเกล็ดดำคำรามข่มขู่ แล้วสยายปีกแยกเขี้ยวพ่นอัคคีดัง .. ฟ่อ .. ฟ่อ
มังกรเกล็ดดำกล่าว “หาตั้งนาน มาอยู่นี่เอง .. มาให้บิดากินเสียดีๆ ..”
อุทัยยังสับขาวิ่งต่อไป .. ด้านหลังไล่กวดมาด้วยมังกรสามหัว .. ด้านหน้าคือเจ้ามังกรเกล็ดดำ มันพุ่งตัวอ้าปากเข้าหาอุทัย .. งับบบ !
อุทัยกระโดดหลบลอยตัวขึ้นกลางอากาศ มังกรเกล็ดดำนำกรงเล็บไล่คว้าร่างของอุทัย .. ควับ ! ควับ ! ควับ !
อุทัยที่ลอยอยู่หลบหลีกอย่างว่องไว ร่างของมันพลิ้วไหวราวลูกปลาน้อย หลบรอดกรงเล็บของเจ้ามังกรมาได้
มังกรเกล็ดดำก่นด่า “ไวนักนะ .. เจ้าวานรหน้าขน .. ตายยยยย .. ซ่ะ” แล้วจึงหมุนตัวฟาดหาง
อุทัยถอยร่นมาด้านหลัง กระโดดกลับยาวๆ อีกครั้งเพื่อหลบหางของเจ้ามังกรเกล็ดดำที่ฟาดลงพื้น ดัง .. เปรี้ยงงง !
โฮ๊กกก !!! มังกรเกล็ดดำคำรามอย่างโมโห พุ่งกระโจนใส่อุทัยอย่างแรง
อุทัยใจหายวาบ มองกลับไปเห็นเจ้ามังกรสามหัวไล่กระชั้นเข้ามา มันกำลังกราดเกรี้ยวกึ่งวิ่งกึ่งบิน พ่นอัคคีขู่ดัง .. ฟ่อ ฟ่อ ฟ่อ .. พอได้ระยะก็พุ่งเข้าใส่อุทัยอย่างไม่ปรานี
“มารดามึง!” อุทัยสบถ แล้วจึงมุดลงใต้ซอกหินซอกหนึ่ง
.. โครมมมมม !!!!! เสียงดังสนั่น .. มังกรทั้งสองตัวพุ่งชนกันอย่างจัง
พวกมันมัวแต่จดจ้องอุทัยจนชนกันเอง ทั้งสองตัวโงนเงนนอนนับดาวอยู่บนพื้น
เป็นเจ้ามังกรเกล็ดดำที่ตัวเล็กกว่าลุกขึ้นมาก่อน .. มันคำราม โฮ๊ก .. กล่าวอย่างงุนงง “มึงเป็นใครฟ่ะ” แล้วจึงงับหางเจ้ามังกรสามหัว
ฮ๊ากกก .. ฮ๊ากกก .. ฮ๊ากกก .. เจ้ามังกรสามหัวร้องเสียงหลง มังกรหัวขวาหัมมองกล่าวว่า “.. ไอ้ดำน้อย ! มันกัดหางข้า”
มังกรหัวกลางกล่าว “ไปให้ไกลเลย ..” แล้วจึงเอี้ยวตัวใช้กรงเล็บตีนถีบเจ้ามังกรเกล็ดดำ
ฮ๊ากกก .. เจ้ามังกรเกล็ดดำถูกถีบเสียหน้าหงาย มันแว้งกลับมางับขาเจ้ามังกรสามหัวจนจมเขี้ยว
ฮ๊ากกก .. ฮ๊ากกก .. ฮ๊ากกก .. มังกรหัวซ้ายกล่าว “ไอ้ลูกหมา ดุจริงนะมึง” แล้วเจ้ามังกรสามหัวก็ลุกขึ้นใช้หางฟาดจนมังกรเกล็ดดำหงายกระเด็น
มังกรสองตัวฟัดกันทำฝุ่นผงฟุ้งตลบไปทั่ว .. อุทัยค่อยๆ มุดออกมาจากซอกหิน แล้วจึงวิ่งหนีไปยังทิศทางของราชิตและเจ้าเวรุงกะอย่างรวดเร็ว
เจ้ามังกรสามหัวหันซ้ายขวามองหา พบเห็นร่างน้อยๆ ของอุทัยวิ่งหนีไปไกลแล้ว มันจึงโผบินไล่ตาม ระเบิดอัคคีออกอย่างรุนแรง .. โฮ๊กกกกก ! โฮ๊กกกกก ! โฮ๊กกกกกกกก !
ราชิตวิ่งนำหน้า ติดตามด้วยเจ้าเวรุงกะ ส่วนอุทัยยังอยู่รั้งท้าย พวกมันกำลังมุ่งสู่ป่าสนดึกดำบรรพ์หวังใช้ป่าไม้เหล่านั้นเป็นที่หลบซ่อนตัว
มังกรสามหัวพ่นอัคคีไล่ตาม อัคคีมังกรก่อตัวเป็นกำแพงไล่กระชั้นเข้ามา ที่ด้านหลังรู้สึกแสบร้อน ราวมีปลายเข็มนับพันนับหมื่นเสียบทิ่มแทง
.. ขณะราชิตสับขาวิ่งด้วยวิชาตัวเบาอันสุดยอด แต่แล้วก็มีร่างสีขาวตัวน้อยกระโดดมาถึง
เจ้าวานรเวรุงกะที่วิ่งลิ้นห้อย หันมามองราชิตคราหนึ่ง แล้วกระโดดแซงไป .. ดึ๋งงง! ดึ๋งงง! ดึ๋งงง!
.. ผ่านไปเพียงหนึ่งลมหายใจ ก็มีอีกร่างหนึ่งสับขาวิ่งราวเหินบิน มาเทียบอยู่ที่ด้านข้าง
เป็นอุทัยกำลังวิ่งหน้าตั้ง มันหันมามอง ฉีกยิ้มให้ราชิตคราหนึ่ง แล้วจึงสับขาเร่งความเร็ว แซงไป ดัง .. ฟาวววววว !!!
.. ทั้งเจ้าวานรน้อย และอุทัยว่องไวอย่างเหลือเชื่อ .. ตอนนี้ราชิตอยู่รั้งท้ายแล้ว
กำแพงอัคคีสีเขียวผ่านไปถึงที่ใด ก็เผาผลาญต้นไม้เล็กใหญ่ไหม้แหลกเป็นจุณ .. เจ้าเวรุงกะ อุทัย และราชิต วิ่งตะบึงเข้าสู่ป่าสนดึกดำบรรพ์ที่ด้านหน้า
เมื่อถึงแนวป่าพวกมันวิ่งเลี้ยวลดไปตามต้นสน ลำต้นหยาบใหญ่สูงชะลูดบดบังกลืนพวกมันหายไปในความมืด ป่าสนดึกดำบรรพ์เหล่านี้กลายเป็นแนวป้องกันเจ้ามังกรได้อย่างดี
.. แต่แล้ว .. โครมมม ! เสียงดังสนั่น
ต้นสนทั้งต้นที่ลุกติดไฟเขียวโพลนร่วงหล่นบริเวณใกล้เคียง
.. โครมมม ! ต้นสนติดไฟอีกต้นหนึ่งหล่นลงมาอีก เป็นเจ้ามังกรสามหัวซัดลงมาสกัดพวกมันเอาไว้
ทั้งสามชีวิตกระโจนหนีไปคนละทิศละทาง ต่างหลบหายไปในผืนป่าอันมืดมิด
โฮ๊กกกกก !!! มังกรส่งเสียงคำรามกึกก้อง มันหัวเสียบุกเข้าป่าค้นหาอย่างไม่ลดละ ทั้งฟาดหางล้มต้นสนใหญ่ ทั้งพ่นอัคคีเผาผลาญไปโดยทั่ว
เปลวเพลิงสะเก็ดไฟกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ เสียงกิ่งไม้ต้นไม้หักโค้นดัง .. โครม .. คราม
อุทัยหันมองไปรอบกายไม่พบเจอราชิตเสียแล้ว มองเห็นเจ้าวานรน้อยกระโดดเหยงๆ อยู่ไม่ไกล
บรรยากาศขมุกขมัวจนมองเห็นได้ไม่ไกลนัก แต่ทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวคือวิ่งต่อไป เพราะหากชักช้ามังกรดุร้ายทั้งสองตัวต้องตามมาในไม่ช้า
ในเวลาไม่กี่นาที ทั้งอุทัยและเจ้าเวรุงกะวิ่งตะบึงไปหลายสิบเส้น เมื่อหันกลับไปเห็นเปลวเพลิงสีเขียวสว่างวาบ พร้อมเสียงเจ้ามังกรหักต้นไม้โครมครามอยู่ไกลๆ
พวกมันยังวิ่งไม่หยุด บริเวณโดยรอบเริ่มแปรเปลี่ยน ปรากฏโขดหินน้อยใหญ่โผล่ขึ้นมาในป่าสน พื้นที่เริ่มลาดชันขึ้น
แต่แล้ว .. อุทัยรู้สึกถึงสภาพผิดปกติรอบตัว
ท่าร่างของพวกมันถูกชะลอให้ช้าลง .. และ .. ช้าลง
ช้าลง .. ราวมีบางสิ่งมารั้งเอาไว้ จนไม่สามารถเคลื่อนที่ไปด้านหน้าได้อีก
อุทัยพยายามขยับร่างกายแขนขา แต่ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ
เจ้าเวรุงกะก็เช่นกัน ร่างของมันยังลอยอยู่เหนือพื้น พยายามดิ้นรนอย่างหนัก แต่ยิ่งดิ้นยิ่งถูกรัดแน่น มันร้องด้วยความตกใจ .. เจี๊ยก .. เจี๊ยก .. จ๊ากกกก !
ในม่านหมอกมีบางสิ่งพันธนาการร่างกายของทั้งสองเอาไว้ ลักษณะเส้นบางเบาแทบมองไม่เห็น
และแล้ว .. ในความมืด ปรากฏแสงสีม่วงเล็กๆ คล้ายดวงตาของสิ่งมีชีวิตกว่าสิบๆ คู่ กำลังมองพวกมันที่ลอยค้างดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่เหนือพื้น ..
ผ่านไปอีกหลายลมหายใจ ..
.. แสงสีม่วงเพิ่มจำนวนจากสิบคู่เป็นหลายสิบคู่
.. จากหลายสิบคู่ขยายตัวออกเป็นนับร้อยคู่
.. จากร้อยคู่กลายเป็นหลายร้อยคู่ไปจนสุดสายตา
อุทัยอ้าปากค้าง .. ในความมืดปรากฏดวงตาสีม่วงมากมายจ้องมองมา คล้ายพวกมันกำลังถูกปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทรา
และแล้วป้ายมังกรเหินอันหนึ่งก็กระโจนออกมาจากอกเสื้อของอุทัย เกิดเป็นแสงสีชมพูสดสว่างวาบ แล้วก่อตัวเป็นมังกรปราณตัวเล็กตัวหนึ่ง
เป็นเจ้ามังกรน้อยนั่นเอง มันร้อง .. ว๊ากกก!
อุทัยหันมามองกล่าวว่า “อ่าว ! เป็นเจ้าเอง”
เจ้ามังกรน้อยมองรอบกาย มันมีสีหน้าหวาดหวั่น กล่าวว่า “สหายข้า นี่ท่านบ้าไปแล้วหรือ ท่านไม่สมควรอยู่ที่นี่ .. ว๊ากกก”
อุทัยกล่าวว่า “ข้ามาทำธุระเล็กน้อย” เมื่อพิจารณาสิ่งที่พันธนาการมันไว้ พบเห็นเป็นเส้นใยใสบางเบาแต่เหนียวหนึบ ตอนนี้เส้นใยเหล่านั้นรวมตัวกันรัดมันไว้ทั้งตัวแล้ว
เจ้ามังกรน้อยกล่าว “ธุระอันใดของท่าน .. ที่นี่อันตรายเกินไป แม้แต่ข้ายังไม่อยากกลับมา ..”
อุทัยถาม “เจ้าเคยอยู่ที่นี่หรือ"
เจ้ามังกรน้อยกล่าว “ถูกต้อง มังกรปราณทุกตัว ล้วนมาจากที่นี่”
อุทัยได้ยินเช่นนั้นจึงร้องออกมา “เยี่ยมเลย!” มันกล่าวต่อ “ข้ามาตามหามังกรตัวหนึ่ง”
เจ้ามังกรน้อยกล่าว “มังกรอันใดของท่าน”
เจี๊ยกกก ! .. เจ้าเวรุงกะ กล่าวขึ้นบ้างว่า “มังกรพิษ .. มังกรพิษ ..”
ดวงตาสีม่วงกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ อุทัยกล่าวอย่างเร่งรีบว่า “ถูกต้อง ข้ามาตามหามังกรพิษ .. เจ้ารู้หรือไม่ มังกรตัวใดมีพิษรุนแรงที่สุดในหุบเขาแห่งนี้”
จ๊ากกก ! .. เจ้าเวรุงกะขนลุกซู่มองดวงตาสีม่วงอันเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ รีบกล่าวว่า “ใช่ๆ มังกรเช่นนั้น .. เจ้ารู้หรือไม่ ..”
เจ้ามังกรน้อยบ่นพึมพำ “พวกท่านเอาชีวิตมาทิ้งแท้ๆ”
แล้วทำท่าครุ่นคิด กล่าวต่อ “.. มังกรมีพิษรุนแรง .. คงเป็นนาง .. นางอยู่ในถ้ำบนยอดเขาลูกโน้น” พร้อมชี้นิ้วไปด้านหนึ่ง
ทั้งหมดมองไปยังทิศทางที่เจ้ามังกรน้อยบอก อุทัยกล่าว “เช่นนั้น รีบไปกัน”
เจ้ามังกรน้อยตกกระไดพลอยโจน ถูกลากเข้ามาเสี่ยงภัยด้วย จึงทอดถอนใจกล่าวขึ้นว่า “เฮ้ออออ .. ตามข้ามา ข้าจะนำทางให้”
แต่จะไปได้อย่างไรเมื่อยังถูกเส้นใยเหนียวหนึบรัดรึงไว้ อุทัยพยายามดิ้นรนหวังให้หลุดพ้น แต่เส้นใยเหล่านั้นก็ยิ่งพันยุ่งเหยิงรัดมันไว้อย่างแน่นหนา
ตอนนี้กลุ่มดวงตาสีม่วงล้อมพวกมันไว้แล้ว เจ้ามังกรน้อยมีสีหน้าหวาดวิตก กล่าวว่า “.. เจ้าพวก .. แปดขา”
อันใดคือ .. เจ้าแปดขา .. อุทัยครุ่นคิดแล้วมองไปรอบๆ
สิ่งที่กำลังคลานเข้ามาคือแมงมุมยักษ์ ตัวใหญ่ขนาดเท่าเกวียนเล่มหนึ่ง
ขาทั้งแปดเป็นปล้องเรียวยาว มีลำตัวเป็นปล้องๆ ส่วนหัวและอกมีขนเส้นหยาบแซมอยู่ทั่วไป ส่วนท้องซึ่งเป็นถุงแยกออกมีลวดลายสีม่วงเรืองๆ
ดวงตาคู่สีม่วงเรืองแสง บนหัวยังมีดวงตาเล็กกลมอีกสิบกว่าดวง ปากของมันอ้ากว้างมีฟันแหลมคมและเขี้ยวยาวคู่ใหญ่ น้ำลายข้นหนืดไหลย้อย กำลังจ้องมองดูเหยื่ออันโอชะ
พวกมันทำรังอยู่รวมกันนับพันตัว เส้นใยเหนียวหนึบเป็นทั้งรังอาศัย และใช้ดักจับสิ่งมีชีวิตเป็นอาหารของพวกมัน
จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะร้องเสียงหลง เพียงตัวเดียวก็น่ารังเกียจอยู่แล้ว นี่ยกมาเป็นร้อยๆ มองไปช่างน่าขยะแขยง
ขืนปล่อยไว้เช่นนี้ คงต้องถูกรุมดูดกินเลือดเนื้อจนตัวแห้งเหี่ยว อุทัยสงบจิตใจโคจรพลังปราณ
ปราณอรุณโรจน์อันอบอุ่นหมุนเวียนไปตามเส้นลมปราณ เพียงเศษเสี้ยววินาทีจุดชีพจรทั่วร่างก็อัดแน่นด้วยพลังอันรุ่มร้อน
อ๊ากกก !!! อุทัยกู่ร้องกึกก้อง ตามร่างกายก่อเกิดยันต์อักขระสีทองเรืองรองขึ้นทั่วตัว
ตู้มมมมม !!! พลังปราณสีทองศักดิ์สิทธิ์ระเบิดออก จนทั่วบริเวณสว่างโร่ ราวพระอาทิตย์ดวงน้อยก่อกำเนิดในความมืด
เจ้ามังกรน้อยและเจ้าเวรุงกะหลับตาปี๋ร้อง .. จ๊ากกกกก !
พลังอันร้อนแรงแผดเผาเส้นใยแมงมุมอันหนึบเหนียวสลายละลายไป แม้แต่เส้นใยรอบกายเจ้าเวรุงกะก็พลอยสลายไปด้วย
ทั้งสองร่วงลงพื้น ความมืดกลับมาปรกคลุมดังเดิม
แต่ก็ยังตกอยู่ในวงล้อมของฝูงแมงมุมยักษ์เช่นเดิม พลังของอุทัยที่แสดงเมื่อครู่ได้กระตุ้นความดุร้ายกระหายเลือดของเจ้าสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านั้น
.. แซ่ .. แซ่ .. แซ่ .. เสียงร้องอันชวนสะอิดสะเอียนดังไปทั่วบริเวณ พวกมันตะกุยขาวิ่งเข้าใส่ในบัดดล
เจ้ามังกรน้อยขนพองสยองแทบกรี๊ด ส่วนเจ้าเวรุงกะกระโดดมาเกาะขาอุทัยอย่างแน่นหนา
ฝูงแมงมุมไม่รู้มาเพิ่มจากที่ใด กลายเป็นยกออกมาทั้งรังนับพันตัว ต่างวิ่งกรูกันมาจากทั่วทุกทิศทุกทาง .. อุทัยโคจรพลังปราณ นำดาบสยบจักรภพออกมาเตรียมพร้อมอีกครั้ง
แต่แล้ว ..
โฮกกกกก !!! เสียงคำรามของมังกรดังขึ้น ทำฝูงแมงมุมชะงักเหลียวหัวกลับไปมอง
เป็นเจ้ามังกรสามหัวติดตามมาจนทัน มันมาถึงก็ระเบิดอัคคีมังกรสีเขียวใส่พวกแมงมุมยักษ์ .. โฮกกก ! โฮกกก !โฮกกก !
.. ตู้มมม ! ตู้มมม ! ตู้มมม ! ระเบิดเพลิงกระแทกใส่ แมงมุมยักษ์ถูกเผาไหม้ร่างกระเด็นกระดอน
แมงมุมยักษ์เห็นญาติพี่น้องถูกสังหารก็ยิ่งดุร้าย เปลี่ยนเป้าหมายเป็นกรูเข้าใส่มังกรผู้บุกรุกโดยทันใด
โฮกกก ! โฮกกก ! โฮกกก ! มังกรสามหัวระเบิดอัคคี ใช้หางฟาดอย่างต่อเนื่อง เจ้าพวกแมงมุมยักษ์ตัวขาดขาขาดปลิวกระเด็น
อุทัยเรียกสติคืนมา .. มองเห็นฝ่ายแมงมุมยักษ์ตายไปหลายตัว แต่ที่ตายก็ตายไป ที่มาใหม่ก็วิ่งกรูเข้าใส่ .. กลายเป็นภาพชวนระทึก มังกรสามหัวตัวโตต่อสู้กับฝูงแมงมุมอย่างดุเดือด