บทที่ 20
ไม่พอใจไปร้องเรียนได้
หลินอวี่เหวินดิ้นพล่านเหมือนสัตว์าเ็หนักเสียงร้องอ้อนวอนคลอเคล้ากับเสียงครวญครางเหมือนเสียงปีศาจในนรก
“อ๊าาาาา...ท่านพ่อ! ช่วยข้าด้วย! แขนข้า...ข้าเจ็บเหลือเกิน!”
หลินฉางเหยียนใจหายวาบ โลหิตทั้งร่างเย็นเฉียบแทบจับตัวเป็น้ำแข็ง
บุตรชายของมัน...พังพินาศแล้ว!
ไม่ใช่แค่ร่างกายแต่ความหวังทั้งชีวิตของมันเองก็พังทลายลงพร้อมกันในวินาทีนั้น
ทันใดนั้นเอง...
เสียงที่คุ้นหูยิ่งกว่าอะไรดังแทรกขึ้นมาแม้ว่าเงาร่างของบุรุษผู้กล่าวจะไม่ปรากฏกายอยู่ในโถงแต่เสียงของเขากลับดังกังวานชัดเจน ราวกับยืนอยู่ตรงหน้า
เสียงเย็นเยียบที่ไม่เร่งรีบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจกดข่มจิตใจจนแทบทรุดฮวบลงกับพื้น
“เ้าบอกจะถลกหนังบุตรสาวของข้า”
“เดิมที...ข้าควรจะถลกหนังเ้าให้ตาย”
“แต่วันนี้เป็วันดี ข้าเพิ่งพบกับบุตรสาวของข้า ข้าจะไม่สังหารเ้า”
“เพียงแต่...ตัดเอ็นมือเอ็นเท้าเ้าเสียให้เ้าใช้ชีวิตเยี่ยงคนพิการไปตลอดชีวิต”
เสียงนั้นกังวานไปทั่วทั้งโถงราวกับเทพ์ผู้ลงทัณฑ์กล่าวคำพิพากษา
ทุกถ้อยคำหนาวเย็นจนขนลุกชันและดังกระทบหัวใจของหลินฉางเหยียนทุกถ้อยทุกคำ
เขากัดฟันแน่นจนแทบหัก สายตาสั่นระริกด้วยความกลัวจนแทบไม่กล้ามองบุตรชายที่นอนทุรนทุรายบนพื้น
“อ้อ จริงสิ”
เสียงนั้นเอื้อนเอ่ยต่ออย่างแช่มช้า
“หากพวกเ้าตระกูลหลิน คิดว่าข้าลงมือโหดร้ายไม่เป็ธรรม...จะไปร้องเรียนที่เมืองหลวงก็ได้”
“จะไปที่จวนเหยียนหลงอ๋องก็ได้...หรือจะไปหน้าวังหลวงเลยก็ไม่ว่ากัน”
คำพูดเรียบง่าย ทว่าเต็มไปด้วยความเ็าเย้ยหยัน
แต่สำหรับหลินฉางเหยียน มันกลับดังก้องในหัวดังเสียงฟ้าร้องคำราม
ยิ่งคิดถึงชื่อของ เหยียนหลงอ๋อง บิดาของเหยียนไป๋เฉิน
ยิ่งคิดถึง ราชสำนัก และ วังหลวง
หัวใจของเขาก็ยิ่งหดตัวเล็กลงเหงื่อเย็นไหลพรากทั่วแผ่นหลังจนเปียกชุ่มราวกับถูกแช่ในถังน้ำแข็ง
ไปฟ้องอย่างนั้นหรือ?
ไปเมืองหลวง...เหยียนหลงอ๋อง...
ฮ่องเต้...
ไปเถอะ!
ไปร้องเรียนสิ!
แล้วจะได้หัวกลับมาหรือไม่?
คำถามนั้นติดแน่นในลำคอของหลินฉางเหยียน
เขารู้ดี...หากแม้เพียงเศษเสี้ยวของเื่ราววันนี้หลุดรอดไปถึงหูของขุนนางหรือราชวงศ์
พวกมันไม่ต้องเสียเวลาสืบสวนเลยแม้แต่น้อย
แค่คำกล่าวหาว่า หลินฉางเหยียน บังอาจคิดถลกหนังหลานสาวของเหยียนหลงอ๋อง...
พรุ่งนี้เช้า ศีรษะของเขากับลูกชายจะถูกเสียบประจานหน้าเมืองและตระกูลหลินทั้งตระกูลก็จะสูญสิ้นทั้งโคตร!
มือของหลินฉางเหยียนสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เขารู้...วันนี้ตระกูลหลินตายทั้งเป็แล้ว
และต่อจากนี้ พวกเขาต้องปิดปากทุกคนในจวนต้องเก็บงำเื่ราวในวันนี้ให้แ่าที่สุด
ห้ามให้หลุดไปถึงแม้แต่เสียงกระซิบ!
ดวงตาของเขาค่อย ๆ หรี่ลงอย่างเหนื่อยล้า
ในใจเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ไม่อาจสลัดทิ้ง...
แต่มันก็เป็ความเกลียดที่ไม่อาจระบายออกไปได้
เขากัดฟันแน่นจนเืซึมที่มุมปากก่อนจะหมุนตัวก้าวเข้าไปประคองบุตรชายที่ยังคงดิ้นพล่านอยู่กับพื้นอย่างหมดหนทาง
ใบหน้าที่เคยหยิ่งทะนง...บัดนี้ไม่หลงเหลือแม้เศษเสี้ยวของศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่อีกเลย
…
หลังจากก้าวออกมาจากจวนตระกูลหลินเงาร่างของทั้งสามก็เดินเรียงเคียงกันอยู่บนถนนสายหลักของเมืองชั่งหลิน
เหยียนไป๋เฉินยังคงอุ้มเถาเถาแนบอกไว้อย่างมั่นคงมืออีกข้างโอบประคองหลังเด็กน้อยเบา ๆราวกับกลัวว่านางจะได้รับแม้แต่สายลมหยาบกร้านพัดต้อง
ถนนสายนี้มีชื่อว่า ถนนเจิ้งฮวา ถนนกว้างทอดยาวปูด้วยหินแกรนิตสีเทาเรียบสนิทสองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้าและเรือนหอคหบดีบรรยากาศร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้เป็ระยะแม้จะยังมีลมหนาวหลงเหลือจากฤดูหนาว แต่ดอกไม้ตามทางกลับผลิบานต้อนรับฤดูใหม่ส่งกลิ่นหอมละมุนปะปนมากับสายลมเบา ๆ
บรรยากาศยามบ่ายคล้อยยังมีแสงแดดอุ่นส่องลอดผ่านพุ่มไม้ทำให้ถนนแห่งนี้อบอวลไปด้วยความสงบสุขไม่เหลือร่องรอยของเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่จวนตระกูลหลินแม้แต่น้อย
หน้าร้านขนมแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใต้ชายคาไม้ไผ่ตัวร้านทาสีขาวสะอาดเรียบง่าย มีป้ายไม้แกะสลักแขวนไว้เหนือประตูเขียนว่า "ร้านขนมหวานฮัวเซิง"
กลิ่นหอมหวานของถั่วลิสงคั่วและน้ำเชื่อมเคี่ยวอ้อยค่อย ๆลอยมาเตะจมูกผู้คนที่เดินผ่านไปมา หน้าร้านมีถาดไม้เรียงรายวางไว้ขนมที่โดดเด่นที่สุดคือ "ถั่วฮัวเซิงเคลือบน้ำผึ้ง" เมล็ดถั่วกลมมนคลุกเคล้าเคี่ยวกับน้ำผึ้งป่าจนขึ้นเงาวับสีเหลืองทองสวยงามราวอำพันชั้นดี ้าโรยงาขาวละเอียดเพิ่มกลิ่นหอมที่ทำให้น้ำลายสอได้ทันทีที่เห็น
นอกจากนั้นยังมี "แป้งข้าวเหนียวห่อไส้ถั่วหวาน" ซึ่งแป้งบางใสจนเห็นไส้ถั่วข้างในผิวเนื้อแป้งฉ่ำเย็น รสชาติหวานนวลละมุนลิ้น
เหยียนไป๋เฉินหยุดเท้า เงยหน้ามองป้ายร้านเพียงครู่จากนั้นก็ก้าวเข้าไปซื้อถั่วฮัวเซิงเคลือบน้ำผึ้งมาในซองกระดาษเรียบง่าย
เขายื่นขนมถุงเล็ก ๆ ให้เถาเถาที่อยู่ในอ้อมแขน
เด็กหญิงยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปรับ ขณะที่แววตากลมโตเป็ประกายสดใสดวงหน้าที่คล้ายกับไป๋เสวี่ยและไป๋ซือเหนียงฉายแววตื่นเต้นทันทีที่เห็นขนม
เถาเถาเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มกว้างให้เหยียนไป๋เฉินใบหน้าเล็กพองแก้มอย่างมีความสุข ก่อนจะใช้สองมือจับถั่วฮัวเซิงขึ้นมาแล้วกัดเบา ๆเสียงกรอบดัง"กรุบ" ในคำแรกที่ขบลงบนผิวเคลือบน้ำผึ้ง
“อร่อยมากเ้าค่ะ!” เด็กหญิงส่งเสียงใสหัวเราะคิกคักในลำคอด้วยความชอบใจ
ภาพนั้นทำให้เหยียนไป๋เฉินคลี่ยิ้มบาง ๆ อย่างหาได้ยากดวงตาคมดูลดทอนความแข็งกร้าวลง ราวกับอ่อนโยนมากขึ้นในชั่วพริบตา
ไป๋ซือเหนียงที่เดินอยู่ข้างหลังทอดสายตามองภาพดังกล่าวนางเงียบงันไม่เอ่ยอันใดมีเพียงแววตาที่แฝงความซับซ้อนจับจ้องเหยียนไป๋เฉินอยู่เงียบ ๆ
ในขณะที่นางมองเถาเถาที่กำลังยิ้มแย้ม นางก็หันหน้าขึ้นมาถามเบา ๆเสียงเรียบนิ่ง แต่แฝงความหมาย “พวกเราจะกลับกันเมื่อใด?”
เหยียนไป๋เฉินไม่ได้หยุดเท้า เขาตอบกลับทันทีโดยไม่เหลือบตามอง “วันนี้เดี๋ยวนี้ไม่มีเหตุผลให้พวกเราอยู่ที่เมืองนี้อีกต่อไป”
เขาหยุดเดินครู่หนึ่ง ดวงตาคมกล้าส่องประกายเฉียบคมก่อนกล่าวต่อ “กองทัพคุ้มกันของข้ารออยู่นอกเมืองแล้ว”น้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่ามั่นคงเด็ดขาดไม่ต่างจากคมกระบี่
ไป๋ซือเหนียงพยักหน้าเบา ๆ มิได้เอ่ยถ้อยคำโต้แย้งใด ๆ
นางเองก็รู้ดีว่าเวลานี้ไม่มีเหตุผลใดให้พำนักอยู่ที่เมืองชั่งหลินอีกต่อไป
สำหรับเหยียนไป๋เฉิน...ในสายตาของนาง เขายังคงเป็คนแปลกหน้าแม้ว่าเขาจะกล่าววาจารับตัวเถาเถาและดูเหมือนให้เกียรตินางในฐานะมารดาแต่สิ่งเ่าั้หาใช่เหตุผลให้นางเชื่อใจเขาโดยสมบูรณ์
ไป๋ซือเหนียงยังคงมีข้อสงสัยในใจ
บิดาของเถาเถาเจิ้งหลงผู้เป็พี่ใหญ่ของเหยียนไป๋เฉิน...การตายของเขาเต็มไปด้วยเงื่อนงำ
และในบรรดาผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดหลังการตายนั้นมีเหยียนไป๋เฉินอยู่ในอันดับต้น ๆ
นางไม่เคยปิดบังความสงสัยนี้ต่อใจตนเอง เพราะฉะนั้นการเดินทางกลับเมืองหลวงครั้งนี้นางตั้งใจจะค้นหาความจริงทุกอย่างด้วยตัวเอง
ทว่าในมุมของเหยียนไป๋เฉิน เขาเชื่อใจไป๋ซือเหนียง
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไป๋ซือเหนียงเลี้ยงดูเถาเถามาด้วยตนเองนางดูแลบุตรสาวของพี่ใหญ่เขาอย่างดี ไม่มีวันทิ้งนางไปไหน
เขารู้ดี...ว่าสตรีนางนี้ไม่มีวันทำร้ายเถาเถาแน่นอน
และนั่นก็เพียงพอให้เขาไว้ใจแล้ว
หลังจากนั้น ทั้งสองก็เดินไปตามถนนที่ทอดยาวนำไปสู่ประตูเมือง
ลมยามเย็นพัดเอื่อย ๆ ใบไม้ปลิวไหวเหนือศีรษะ
เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเถาเถาดังลอดออกมาจากอ้อมแขนของเหยียนไป๋เฉินขณะที่นางกัดขนมถั่วฮัวเซิงเคลือบน้ำผึ้งอย่างเพลิดเพลิน
สองแม่ลูกเดินเคียงข้างบุรุษหนุ่มชุดขาวราวกับเป็ครอบครัวสามัญธรรมดาท่ามกลางถนนอันสงบสุขของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้
แต่ความจริง...
เมฆดำแห่งโชคชะตากำลังรอพวกเขาอยู่ที่อีกปลายทางหนึ่งของแผ่นดิน
และนั่นคือการเดินทางกลับเมืองหลวง
กลับสู่ศูนย์กลางของความวุ่นวายและแผนการ
กลับสู่สนามรบที่สงบเพียงเปลือกนอก...
แต่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เพทุบายและคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นในรอยยิ้ม