“ตื่นแล้วหรือ”เฉินเหลียงเอ่ยทักเสียงสดใส
นานแล้วที่เขาไม่ได้เข้าป่ามาค้างแรมบ้านของเขามีด้วยกันสองคนสามีภรรยา หากจะต้องจากบ้านมานานเพื่อล่าสัตว์ใจเขาก็ไม่สงบพอที่จะปล่อยให้นางอยู่เรือนเพียงลำพังได้ที่ผ่านมาอาศัยล่าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยอยู่รอบนอกไม่กล้าเข้าลึกเพราะเกรงจะกลับไม่ถึงบ้านก่อนมืดค่ำแล้วทำให้ภรรยาเป็นกังวล
วันนี้เขาได้รับอนุญาตให้พาเสี่ยวหลินมาล่าสัตว์ย่อมต้องเข้ามาในป่าลึกค้างแรมสักสองสามวันเสียหน่อยใจของเขาเวลานี้ตื่นเต้นยิ่งนัก
กวางตัวหนึ่งก็ได้อย่างน้อยห้าตำลึงหากสามารถล่าได้ก็นับว่าการออกล่าครั้งนี้ไม่เสียเปล่านัก
“เจ้าไปล้างหน้าเสียหน่อยข้าอุ่นกระต่ายขอทานเมื่อคืนไว้ให้แล้ว เฮ้อ... เสี่ยวหลินพูดก็พูดเถอะ ข้ารู้สึกติดใจกระต่ายขอทานนี่นักรสชาติของมันช่างทำให้คนไม่รู้ลืมจริง ๆ”
จ้าวห่าวหลินเดินไม่ไกลก็ถึงลำธารน้ำในลำธารธรรมชาติทั้งใสทั้งเย็นสดชื่นทำให้รู้สึกตื่นเต็มตาแถมรสชาติยังหวานสะอาดดียิ่ง
“กระต่ายมีรสสัมผัสเหมือนไก่แต่มีไขมันข้าเลยคิดว่าน่าจะทำกระต่ายขอทานได้นะขอรับ เมื่อคืนก็แค่ลองดูเท่านั้นไม่คิดว่าผลจะออกมาดีเพียงนี้ท่านชอบก็กินเยอะหน่อย ไว้ข้าจะทำให้กินใหม่”
เฉินเหลียงใช้มีดแบ่งเนื้อกระต่ายใส่ใบบัวให้จ้าวห่าวหลินกินได้สะดวกเขาถอนหายใจหนัก “เจ้ามีพรสวรรค์เพียงนี้ หากเปิดร้านอาหารในตัวเมืองเชื่อข้าเหอะว่าร้านของเจ้าต้องขายดีเสียจนไม่มีเก้าอี้นั่งเชียว”
จ้าวห่าวหลินยิ้มชายคนนี้ยังไม่ยอมตัดใจเรื่องให้เขาไปขายของในตัวเมืองอีกหรือนี่ สำหรับพี่ใหญ่คนนี้เขาไม่ได้คิดมากนักเขารู้ดีว่าพี่ใหญ่เป็นคนจิตใจดีและคิดเผื่อเขาด้วยใจจริง
“พี่ใหญ่ร้านอาหารและโรงเตี๊ยมในตัวเมืองนั้นมีมากมาย ลูกค้าส่วนใหญ่ก็แวะเวียนไปร้านประจำตัวเองทั้งสิ้นนอกจากนี้ท่านก็ยอมรู้ดีว่าร้านพวกนี้มีเบื้องหลังคอยดูแล หากข้าไปขัดผลประโยชน์เกรงว่าไม่เกินสองวันพวกมันได้มาพังร้านข้าหรือไม่ก็ต้องมารุมทำร้ายข้าหวังชิงตำรับอาหารของข้าเป็นแน่”
เฉินเหลียงฟังแล้วชะงักเหตุใดก่อนหน้านี้ข้าถึงไม่คิดเรื่องนี้นะ เขาถอนหายใจอย่างเสียดาย “ชาวบ้านอย่างพวกเราล้วนแต่ลำบากกันทั้งสิ้นมีเพียงคนร่ำรวยและขุนนางเท่านั้นที่สามารถลืมตาอ้าปากได้”
เขามองอาหารตรงหน้า“ข้ายังดีที่ล่าสัตว์ในป่าในเขาเป็น พอมีเงินเก็บไว้ยามไปโรงหมอบ้าง แต่ชาวบ้านนี่สิที่นาน้อยผลผลิตต่ำพอจ่ายส่วยแล้วก็แทบไม่พอกินอิ่มท้องเสียด้วยซ้ำ นึกถึงเมื่อปีกลายเจ้าหลิวลูกพี่สะใภ้สามเฉินเข้าอำเภอไปหางานทำสุดท้ายก็โดนคนโกงค่าแรง ทุบตีจนเกือบตาย”
พูดแล้วเขาก็ส่ายหน้าอย่างระอาใจชีวิตคนยากจนล้วนลำบากอยู่แล้วแต่กลับโดนคนอื่นรังแกจนเกือบตายอีก ช่างน่าเวทนานัก
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ...เช่นนั้นทำไมไม่แจ้งทางการเล่า”
การทำร้ายคนมีโทษโบยสิบไม้ใหญ่และจ่ายค่าเสียหายให้แก่เหยื่อแม้ว่าจะช่วยอะไรไม่มาก อย่างน้อยก็ยังได้ค่ายาไปหาหมอ ไม่ใช่ว่าชาวบ้านก็รู้หรอกหรือ
“ชาวบ้านล้วนกลัวทางการที่สุดชาวบ้านหนึ่งปากขุนนางมีสิบปาก หากแจ้งทางการอย่างมากก็แค่ขังพวกมันได้สามสี่วันสุดท้ายพวกมันก็ออกมา ดีไม่ดียิ่งทำให้พวกมันโกรธเคือง ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าพวกมันจะตามมาทำร้ายหนักเพียงใดอีกเจ้าหลิวอยู่กับแม่ตาบอดแค่สองคน ย่อมไม่อยากเสี่ยง สุดท้ายเรื่องก็จบเพียงเท่านี้”
จ้าวห่าวหลินกินกระต่ายขอทานด้วยจิตใจที่ขื่นขมเล็กน้อยเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าชาวบ้านจะมีชีวิตลำบากเพียงนี้ เดิมเขาคิดว่าอยู่ใกล้ป่าใกล้เขาเช่นไรก็ไม่อดตายที่ชาวบ้านยากจนล้วนเพราะไม่ขยันมากพอ
แต่หลังจากที่เขาได้มาใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาเสียเองและได้พูดคุยกับเฉินเหลียง จึงได้รู้ว่าบนเขามีสัตว์ป่าดุร้ายหลุดมาบ้างเป็นบางครั้งชาวบ้านทำได้เพียงเก็บผักป่าหญ้าป่าที่รอบนอกไปกินไปขายประทังชีวิตยิ่งมีคนเข้าป่ามากผักที่เก็บได้ก็น้อยลง สุดท้ายก็ไม่เพียงพอสำหรับชาวบ้านทั้งหมู่บ้านอยู่ดีหากเข้าไปในตัวเมืองเพื่อหางานทำก็จะได้ค่าแรงวันละสิบอีแปะเป็นแรงงานก่อสร้างบ้านได้สิบห้าอีแปะ แต่คนที่ว่าจ้างส่วนใหญ่ก็เลือกคนที่คุ้นเคยเป็นหลักคนที่ไม่ได้จ้างงานประจำได้แต่วนเวียนหางานอยู่เช่นนั้น บางวันได้งานบางวันก็ไม่มีงาน
สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาทำให้เขารู้สึกปวดใจและละอายแก่ใจนึกย้อนกลับไปในอดีต อาหารเลิศรสเต็มโต๊ะ บางอย่างเป็นของที่นำเข้ามาจากโจวเฉิงและหนานเฉิงด้วยราคาแพงด้วยซ้ำเขาแทบจะไม่เหลือบสายตามอง
เสื้อตัวที่สวมใส่ก็เป็นแพรพรรณชั้นดีราคาตัวหนึ่งอย่างต่ำก็มีพันกว่าตำลึงแต่ละฤดูไม่เคยซ้ำกัน แตกต่างกับชาวบ้านที่สวมใส่เสื้อผ้าตัวเก่าซักจนสีซีดมีรอยเย็บประชุนตามตัวและบางจนแทบไม่ช่วยปกปิดร่างกาย
พวกเขาทำงานทั้งวันได้แค่สิบอีแปะในขณะที่เขาออกมาเดินเตร่ในตัวเมืองอย่างน้อยก็ใช้เงินหนึ่งพันตำลึงในการกินดื่มเที่ยวเล่น
ข้าช่างเป็นขยะสวะไร้ค่ายิ่งนัก....
เฉินเหลียงเห็นว่าจ้าวห่าวหลินนิ่งไปก็พาลนึกว่าเขากำลังสงสารคนอื่นยิ่งรู้สึกชอบเขามากขึ้น ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่จิตใจดีอะไรอย่างนี้...
มือหนาตบบ่าเล็ก“เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นรนต่อไป ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้เสียหน่อยจริงหรือไม่?”
จ้าวห่าวหลินมองเฉินเหลียงนิ่ง‘ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นรนต่อไป’ เขาฟังแล้วก็ยิ้มพยักหน้าตอบ
อดีตไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้มีเพียงมุ่งหน้าไปสู้วันพรุ่งนี้เท่านั้นถึงจะลบล้างความคิดของข้าได้
ทั้งสองกินมื้อเช้าจนอิ่มแล้วจึงเดินเลาะลำธารไปเรื่อยๆ แถวลำธารเป็นแหล่งล่าสัตว์ชั้นยอดยามเช้า สัตว์น้อยใหญ่ล้วนมากินน้ำแถวลำธารแห่งนี้เสมอ
จ้าวห่าวหลินทำตามเฉินเหลียงด้วยความระมัดระวังในอดีตเขาเคยล่าสัตว์ แต่ก็เปรียบเสมือนมวยวัดที่หัดเองเก่งเองย่อมแตกต่างที่ยามนี้มีเฉินเหลียงเป็นครูสอน
เฉินเหลียงเห็นจ้าวห่าวหลินเหมือนน้องเล็กเขาไม่แม้แต่จะหวงวิชาแม้แต่น้อย สอนจ้าวห่าวหลินสังเกตและแกะรอยสัตว์ วางเหยื่อล่อกลั้นลมหายใจและพรางตัวรอโอกาสล่า
เดินตามรอยอยู่สักพักพวกเขาก็พบเข้ากับฝูงหมูป่าโดยบังเอิญ ทั้งสองหันมองหน้ากันยิ้ม ๆ
“เจ้าช่างโชคดีนักนานครั้งถึงจะพบหมูป่ามารวมตัวกันแบบนี้จำไว้ว่าเนื้อของมันค่อนข้างหนาหากเจ้าพลาดจะทำให้พวกมันแตกฝูงถึงตอนนั้นจะวุ่นวายยากที่จะล่าดังนั้นจะต้องระวังให้ดี เล็งไปที่คอครั้งเดียว”
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าตอบรับระยะยิงประมาณห้าจั้ง ทิศทางลมสงบ
พุ่บ...
ลูกธนูเจาะเข้าคอของหมูป่าที่เงยหน้าขึ้นจากการกินน้ำพอดีมันดิ้นรนเพื่อต่อชีวิตอีกนิด เสียงของมันทำให้หมูป่าตัวอื่นตกใจแตกฝูงกระจายตัวออกไม่นานมันก็ล้มลงสิ้นใจ
เฉินเหลียงตบบ่าอย่างภูมิใจแทนเจ้าเด็กนี่เก่งกาจนักสอนไม่กี่ทีก็ทำได้เสียแล้ว
พอเดินเข้าไปใกล้ก็ได้เห็นว่าเหยื่อเป็นเพียงลูกหมูป่าหนักประมาณห้าสิบชั่งเห็นจะได้นับว่าเป็นเหยื่อที่ดีสำหรับหัดล่าครั้งแรกของจ้าวห่าวหลิน พอเฉินเหลียงก้มลงไปดูก็อดที่จะชื่นชมจ้าวห่าวหลินไม่ได้ ลูกศรนัดนี้ยิงได้ดียิ่งตัดจุดตายสนิทไม่ทำให้เนื้อส่วนอื่นเสียหายช่างแตกต่างกับครั้งแรกของเขานักสภาพของหมูตัวนั้น เฮ้อ...นึกแล้วท้อใจ
ทั้งสองลากหมูป่าไปแอบไว้ด้านหนึ่งก่อนจะออกล่าต่อจนพบกวางป่าครั้งนี้เฉินเหลียงขอเป็นคนล่าเอง กวางป่าย่อมล่าได้ยากกว่าลูกหมูป่า พวกมันตื่นตัวง่ายอีกทั้งยังคาดเดาทิศทางเคลื่อนไหวยาก ต้องใช้ความชำนาญพอตัวในการล่า
พุ่บ...
ไม่เกินมือของเฉินเหลียงพอล่าได้ตัวหนึ่ง เขาก็รู้สึกมันมือล่าไก่ป่าได้ตัวหนึ่งกระรอกอีกตัวหนึ่งแต่พอจะล่าต่อเขาก็หยุดมือลงด้วยสีหน้ารู้สึกเสียดาย
“เฮ้อ...หากลามากกว่านี้กลิ่นเลือดจะไปล่อพวกสัตว์ดุร้ายมาที่นี่ พวกเราต้องพอแค่นี้ก่อน”
จ้าวห่าวหลินคิดว่าชายผู้นี้น่าสนใจยิ่งแม้จะสนุกกับการล่าแต่ก็ไม่ละโมบ รู้ว่าไม่ควรเสี่ยงก็ถอยทันที ช่างน่ายกย่องนัก
ทั้งสองคนช่วยกันแบกสัตว์ที่ล่าได้ไปที่ริมลำธารเฉินเหลียงบอกกับจ้าวห่าวหลินว่าการล่าสัตว์ใหญ่เช่นนี้ควรจะชำแหละเลยเพราะการขนทั้งตัวไปค่อนข้างลำบากเกินไป ชำแหละเพียงแค่ส่วนที่ต้องการและเผาซากทิ้งนับว่าฉลาดกว่า
จ้าวห่าวหลินรู้สึกว่าคำพูดนี้ช่างมีเหตุผลในยุคที่การเดินทางไม่ดีนักเช่นนี้ ต่อให้ล่าหมูป่าและกวางได้แต่พวกมันหนักอย่างน้อยร้อยกว่าชั่ง อาศัยแค่กำลังพวกเขาย่อมไม่อาจพากลับไปได้
หลังจากขนพวกมันมาวางข้างลำธารแล้วจ้าวห่าวหลินเหลือบไปเห็นในลำธารมีปลาหลีฮื้อแหวกว่ายอยู่ปลาชนิดนี้รสชาติอร่อยก้างน้อย ช่วงนี้กินแต่เนื้อรู้สึกมันปากนักหากได้น้ำแกงปลาสักถ้วยก็ไม่เลวเลย
เขาบอกความคิดนี้กับเฉินเหลียงทั้งสองจึงถอดเสื้อตัวนอกออกถลกกางเกงลงไปจับปลาในลำธารด้วยกัน
ไม่นานปลาตัวใหญ่สองสามตัวก็ถูกโยนกลับขึ้นไปบนฝั่ง
“เสี่ยวหลิน”
สัญชาตญาณพร่านป่าของเฉินเหลียงทำงานได้เฉียบคมเขาตะโกนเรียชื่อจ้าวห่าวหลินพร้อมกับกระโจนขึ้นฝั่งคว้ามีดสั้นและคันธนูขึ้นมา
จ้าวห่าวหลินไม่คิดถามรีบกระโจนขึ้นฝั่งไปคว้าคันธนูเช่นกัน
เสียงสวบสาบดังขึ้นมาแต่ไกลทั้งสองจับจ้องไปตามทิศทางของเสียง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือหมีตัวใหญ่กำลังเดินอุ้ยอ้ายมาทางพวกเขาสองคน
เฉินเหลียงยิ้มราวกับเจอสมบัติล้ำค่าหมีเป็นสินค้าหายากและราคาสูงของเหลาอาหาร ทั่วทั้งตัวของมันสามารถบำรุงร่างกายได้ดียิ่งพวกร่ำรวยจึงมักจะซื้อกลับไปราคาสูงถึงห้าสิบตำลึงบางช่วงก็ขายได้ถึงเจ็ดสิบตำลึง
ด้วยฐานะพรานป่าเฉินเหลียงไม่อาจละทิ้งเหยื่อที่วิ่งเข้าหาตัวเองได้เขาไม่หันไปมองจ้าวห่าวหลินแต่ตะโกนบอกแทน “เสี่ยวหลินเจ้ารีบไปหาที่ปลอดภัยหลบรอข้ากลับมา”
พูดจบร่างใหญ่ก็วิ่งพรวดพราดออกไปลูกธนูถูกยิงออกไปหลอกล่อให้หมีตัวนั้นหันไปสนใจเขาและเปิดทางให้จ้าวห่าวหลินถอย รู้ตัวอีกทีหนึ่งคนหนึ่งตัวก็เลี้ยวไปอีกทางแล้วจ้าวห่าวหลินรีบตามไปทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทันทีที่ไปถึงการต่อสู้ของพวกเขาก็ช่างตราตรึงใจยิ่งนักเฉินเหลียงกระโดดหลบไปมาอย่างคล่องแคล่วราวกับลิงป่า ลูกธนูลูกแล้วลูกเล่าปักลงบนตัวหมีจนมันเกือบจะกลายเป็นเม่นอยู่แล้ว
หมีบาดเจ็บคำรามก้องป่าจนเหล่าสัตว์ตัวน้อยหวาดกลัวรีบพุ่งหนีกระเจิงออกไปตัวของมันทั้งใหญ่และหนาแต่ไม่ได้หมายความว่าลูกศรเหล็กจะทำอะไรไม่ได้เลือดของมันไหลอาบย้อมขนสีดำ ดวงตาเต็มไปด้วยประกายดุร้าย พุ่งตัวเข้าใส่เฉินเหลียงเต็มแรง
เฉินเหลียงคำนวณทิศทางเคลื่อนตัวของมันแล้วเอี้ยวตัวเล็กน้อยไม่มีความลังเลและหวาดกลัวในสายตาคู่นั้น จ้าวห่าวหลินรู้สึกอดชื่นชมชายผู้นี้มากขึ้นไม่ได้หากชายผู้นี้ได้เป็นทหารย่อมเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจไม่เกรงกลัวความตายเป็นแน่
หมีตะปบได้เพียงอากาศว่างเปล่าเฉินเหลียงเข้าคุกวงในมีดสั้นในมือกระแทกเข้าจุดตายของหมีเต็มแรง พร้อมกับเจ้าตัวโถมตัวเข้ากระแทกทั้งตัวเพื่อส่งแรงเข้าใบมีดเลือดหมีทะลักออกมาย้อมเสื้อตัวในเขาไปด้วย
หมีร้องคำรามลั่นดิ้นรนอีกอึดใจก่อนจะล้มลงเฉินเหลียงดึงมีดออกมายืนเหยียบบนตัวของมันเพื่อประกาศชัยชนะของตัวเอง
เขาใช้หลังมือที่เปื้อนเลือดปาดเลือดบนหน้าออกอย่างไม่ยี่หระและไม่รู้เลยว่ายามนี้ทั้งหน้าเขามีแต่เลือดของหมีเสียจนน่ากลัว
เสียงสวบสาบดังขึ้นด้านหลังเขารีบหันขวับไปมองอย่างรวดเร็ว พอเห็นว่าเป็นจ้าวห่าวหลินเขาก็ยิ้มกว้างทักทายแต่ไม่นานดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด
“อันตราย”
ความรู้สึกขนลุกชันแวบผ่านเข้ามาด้านหลังชายหนุ่มเขาไม่แม้แต่จะคิดให้เสียเวลา
ในช่วงเวลาแห่งชีวิตและความตาย...
ชายหนุ่มรีบกระโจนพุ่งตัวม้วนไปด้านหน้าหลบอย่างว่องไวใช้สัญชาตญาณเก่ากลิ้งหลบไปตามพื้นหลบเลี่ยงการกระโจนพุ่งเข้ามาอีกระลอก
สายตาคมจับจ้องประสานเข้ากับสิ่งที่พุ่งเข้าใส่ดวงตาคู่นั้นทั้งแข็งกร้าวและดุดัน มันเห็นเขาเป็นเพียงเหยื่อที่ยังมีลมหายใจ
เสือ
เสือตัวใหญ่กระโจนพุ่งเข้าใส่จ้าวห่าวหลินอีกครั้ง
พุ่บ...
ผ้าขาวผืนหนึ่งยืดออกมารวบรัดรอบคอของเจ้าเสือราวกับเป็นปลอกคอขงมันกระชากดังรั้งมันไว้ไม่ให้ขยับจ้าวห่าวหลินและเฉินเหลียงมองตามผ้าผืนบางไปจนพบกับคนที่เข้ามาช่วย
“ท่านหมอ”
เฉินเหลียงที่กำลังวิ่งเข้ามาหมายช่วยเหลือจ้าวห่าวหลินพ่นลมหายใจอย่างโล่งอกรีบเข้ามาดึงจ้าวห่าวหลินถอยหลังไปตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่เป็นอะไรแล้วค่อยละสายตากลับไปมอง
สิ่งที่เห็นคือ...ท่านหมอกำลังหยอกล้อกับเจ้าเสือตัวนั้น
ใช่แล้วนี่นับเป็นการต่อสู้เสียที่ไหนนางกำลังสะบัดผ้าไปมาส่วนเจ้าเสือก็กระโดดตะปบผ้าไปมา คล้ายดังแมวตัวใหญ่กำลังไล่เล่นผ้าเสียอย่างนั้น
เจ้าเสือโกรธมากที่โดนหญิงสาวผู้นี้มาขวางทางล่าเหยื่อของมันมันหมายจะตะกรุยผ้าให้ขาดเป็นชิ้น ๆ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็จับไม่ติดสักที
หลี่เจี่ยหลิงเปลี่ยนกระบวนท่าผ้าผืนบางฟาดหนักเข้าโจมตี
“พอได้หรือยังหรืออยากให้ข้าจับเจ้ากินเสียเจ้าถึงจะไป” เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบาอย่างไม่สบอารมณ์ เพียงกลิ่นอายสังหารเล็กน้อยที่เล็ดลอดออกมาก็ทำให้มันรู้สึกตัวสั่นสะท้าน
รีบนั่งลงกับที่ด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อยทันทีมองไปมองมาคล้ายกับมันเป็นแมวตัวใหญ่เสียอย่างนั้น
“ไสหัวไป”
เสือตัวนั้นไม่แม้แต่คิดอีกรีบหนีทันที เฉินเหลียงกับจ้าวห่าวหลินได้แต่มองหน้ากันยิ้มเจือน เสือตัวใหญ่เพียงนั้นกลับกลายเป็นแมวน้อยน่ารักที่ซุกซนในสายตาหญิงสาวไปเสียแล้ว
หลี่เจี่ยหลิงไม่สนใจเสือตัวนั้นว่ามันจะไปที่ไหนหรือยังไม่ไปนางเดินปรี่ตรงเข้าไปหาจ้าวห่าวหลิน ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยคำตำหนิและไม่พอใจเพียงมองก็รู้ว่าตอนนี้หญิงสาวโกรธเขามากเพียงใด
เฉินเหลียงเป่าลมมองทั้งสองคนสลับไปมาก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปอย่างเงียบเชียบ
เสี่ยวหลินงานนี้ข้าคงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้ข้าขอโทษ
จ้าวห่าวหลินคิ้วกระตุกมองเฉินเหลียงจากไปเงียบๆ ก่อนจะหันมามองหญิงสาวตรงหน้าที่ดูอย่างไรก็น่าจะรับมือยากกว่าเจ้าเสือที่วิ่งหายไปเสียอีก
ยามนี้นางน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเจ้าเสือตัวนั้นเสียด้วยซ้ำ
แววตาของจ้าวห่าวหลินเปลี่ยนไปเขาพุ่งเข้าไปกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมแขนหมับโดยที่หลี่เจี่ยหลิงไม่คาดคิดว่าเขาจะทำเช่นนี้
เจ้านี่คิดจะทำอะไร?
คิดว่าข้าจะหายโกรธหากกอดข้าเช่นนี้หรือ?
งี่เง่า